เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

หมอจับเส้น "มือหนึ่งนครพนม"
                                                            หมอจับเส้น
                                        “ มือหนึ่งนครพนม”
                                                               จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
      ช่วงตระเวนแดนดินถิ่นอิสานตามหาหมอพื้นบ้านที่นครพนม อาการปวดไหล่ขวาของผม ก็ยังดีขึ้นไม่มากนักหลังจาก ไปให้หมอหลายคนนวดจับเส้นซึ่งส่วนใหญ่ที่ผมประเมินจากการที่ได้ทดลองนวดจะเป็นลักษณะการนวดผ่อนคลายเสียมากกว่า
    ล่าสุดผมได้เดินทางไป บ้านหัวดอนน้อย อ.ธาตุพนม จ.นครพนมซึ่งอยู่ห่างจากวัดพระธาตุพนมไปตามเส้นทาง จังหวัดมุกดาหารประมาณ ๓ กิโลเมตร เพื่อค้นหา หมอจำเส้นมือดี ตามที่คุณโสภี  โพธิ์ศรี อดีตทหารอากาศแนะนำมา
   “ สวัสดีครับ แถวนี้รู้จักบ้านหมอจับเส้นไหมครับ” ผมจอดรถลงไปถามชาวบ้านละแวกนั้น
  “ ไปอีกนิดหนึ่งเลยโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม ใกล้โรงเรียนบ้านดอนน้อย แถวนี้เขารู้จักกันหมดไปถามอีกครั้งนะคะ” แม่ค้าขายส้มตำแนะนำ และเมื่อขับรถใกล้ถึงโรงเรียนบ้านดอนน้อยคราวนี้ผมไม่ลงจากรถ ตะโกนถามช่างร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ที่อยู่ริมถนน
 “ พี่ครับ รู้จักบ้านหมอจับเส้นไหมครับ” แทนที่เขาจะตอบอยู่ตรงไหน กลับถามผมมาว่า
“ เส้นเอ็นกดทับเหรอครับ”  ผมรู้สึกงง แล้วตอบไปว่า
“ ใช่ๆๆ บ้านหมออยู่ตรงไหนครับ”  รีบตอบเพื่อไม่ให้เสียเวลา
“ ไปอีกนิดจะเห็นหลัก กม.๔๘ แล้วเลี้ยวขวาตรงป้ายยูเทริน มองเห็นต้นมะยมอยู่หน้าบ้าน เป็นบ้านชั้นเดียวขับตรงเข้าไปเลย” ผมขอบคุณแล้วรีบบึ่งรถไปทันที
       เมื่อถึงบ้านหมอผมเดินขึ้นไปบนบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตรตรงเข้าไปในตัวบ้านซึ่งเปิดประตูหน้าต่างโล่ง บริเวณภายในกว้างโล่ง อากาศถ่ายเทเย็นสบาย  กลางห้องมองเห็นหมอกำลังนวดจับเส้นให้กับผู้ป่วยชายรายหนึ่ง ซึ่งนอนหงายบนเสื่อผืนย่อม มีหมอนหนุนที่หัว มีหมอนข้างหนุนขาทั้งสองให้สูงขึ้น ผมยกมือไหว้หมอและบอกวัตถุประสงค์ในการมารักษาอาการปวดไหล่ให้หมอฟัง หลังจากนั้นก็นั่งรอบนพื้นใกล้กับที่นวด
 หมอโนช  ลำพอง
      ผมถือโอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยรายหนึ่งที่มานวดที่นี่ ชื่อเนิด  พ่อมาตย์ อยู่ที่ตำบลพุแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มีอาการปวดหลังปวดเอว เคยทั้งกินยา เดินทางไปรักษาและนวดมาหลายที่ แต่ไม่ดีขึ้น หลังมาให้หมอที่นี่จับเส้นแล้วอาการดีขึ้นตามลำดับ คุณเนิด เล่าให้ผมฟังว่า
   “ หมอจะจับเส้นตรวจสอบดูว่าจะสามารถกู้คืนได้หรือเปล่าบางรายต้องใช้เวลา บางรายถ้าเคล็ดขัดยอกมา นวดดึงไม่ถึง ๕ นาที”  ผมชักทึ่ง ระหว่างนั้นมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาจากกรุงเทพฯเคยมารักษาแล้วดีขึ้น คราวนี้เกิดเคล็ดที่ข้อเท้า กลับมาอีกรอบ หมอให้นั่งเก้าอี้จับนวดคลึงดึงไม่ถึง ๕ นาทีผู้หญิงคนนั้นกลับบ้านได้เลย  ผมคิดในใจ เราโชคดีจริงๆได้พบเจอหมอจับเส้นจริงๆซะที
     ส่วนค่ายกครูทราบว่าแล้วแต่กำลังศรัทธา เห็นผู้หญิงคนนั้นมอบให้หมอหนึ่งร้อยบาท ขณะนั่งรอผมสังเกตที่ข้างฝาด้านทิศตะวันออกมีภาพของพระภิกษุรูปหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแขวนอยู่  ผมทำท่าจะถ่ายรูปหมอก็เอ่ยขึ้นว่า
   “ ถ่ายลงไลน์ไม่ได้นะครับ” ผมชะงักแล้วก็พูดตอบไปว่า
  “  เออ..ผมขออนุญาตถ่ายเป็นที่ระลึกครับ ”  หมอเงียบไม่ตอบ
               สักพักหนึ่งหมอก็เล่าให้ผมฟังว่าว่า  ท่านชื่อพระเทพนรินทร์  ชินรังสี  ฉายา “ฉันทโก ภิกขุ อยู่วัดเทพนรินทราราม อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี เคยมานวดที่นี่ ท่านเดินธุดงค์นั่งสมาธินานเลยปวดเมื่อย  เวลามามีรถตู้ติดตามมาด้วย ๔-๕ คัน ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น  หมอปูผ้าปูที่นอนพร้อมหมอนอย่างดีให้ ท่านบอกไม่เอา  หมอนเสื่อแบบนี้ดีแล้ว เราคนเหมือนกัน หมอถวายน้ำท่านก็รับแต่ไม่ฉัน  เวลามาที่นี่ญาติโยมจะตามมา ฟังท่านเทศน์ให้ความรู้ทุกครั้งไม่ถือตัว
      ท่านเคยชวนหมอไปอยู่ด้วยไปช่วยกันปลูกป่าถวายในหลวง ราชินี แต่หมอไม่ไป หมอ เคยขอของดีท่าน ท่านบอกว่าจะให้ แล้วบอกว่าของดีอยู่ที่ปาก ถ้าปากเราดีไม่มีใครเบียดเบียนทำร้ายเรา ถ้าปากเราไม่ดีเขาก็ทำร้ายเรา ไม่มีอะไรดีเกินปากของดีจึงอยู่ที่ปาก  
    ผมตัดบทมาถามประวัติของหมอทราบว่าท่านชื่อ หมอโนช  ลำพอง พื้นเพเป็นคนอำเภอธาตุพนม สมัยเล็กๆได้ตามคุณแม่ไปอยู่ประเทศจีนได้ร่ำเรียนวิชานวดเขี่ยเส้นเอ็นจากหมอจีน  หลังจากตามแม่กลับประเทศไทย ช่วงหลังแม่เกิดป่วยเป็นอัมพาต หมอจีนก็ได้มาเยี่ยมและรักษาจนแม่แม่หายป่วย หมอโนช ก็ได้เพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์จากหมอจีนเพิ่มขึ้น  ช่วงหลังมีคนรู้กิตติศัพท์ ในการนวดเขี่ยเส้นเอ็นรักษาอาการต่างๆของหมอโนช จากปากต่อปากทำให้ผู้คนที่ทราบข่าวต่างหลั่งไหลมารักษาแทบทุกวัน ส่วนค่าใช้จ่ายก็ตามกำลังศรัทธาของผู้ป่วย
    มีหลายรายโทรให้ไปนวดรักษาตามที่ต่างๆแต่หมอจะไม่ไป ผู้ป่วยต้องมารักษาที่บ้านของหมอเพราะหมอไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบนั่งรถ เนื่องจากในอดีตหมอเคยขับรถจนเกิดอุบัติเหตุทำให้สูญเสียลูกสาวอันเป็นสุดที่รักไป จึงเกิดปมแผลในใจตลอดมา
     และแล้วก็ถึงคิวที่ผมจะนวดหมอบอกไม่ต้องถอดเสื้อให้นอนหงายผมรีบบอกหมอว่ามีอาการเจ็บที่ไหล่ขวาด้านหลัง  หมอคว้ามือขวาของผมมาจับไว้ แล้วนวด กด เขี่ยที่บริเวณไหล่ขวา  เจ้าพระคุณท่านผู้อ่านครับสุดบรรยายถึงความเจ็บปวด  เพราะมือหมอหนักมาก ผมกัดฟันหลับตา ได้ยินเสียงหมอบอกว่าเจ็บจะทนไหวไหมนี่ หมอยังบอกอีกว่าผมนอนตะแคงแล้วเอาหัวทับแขนมากไป เส้นมันขี่กันหรือเบียดกัน หมอนวดคลึง กด เขี่ยบริเวณหัวไหล่ประมาณ ๑๐ นาที เจ็บมากๆสุดจะทน แต่ต้องทน
     จากนั้นหมอบอกนอนตะแคง แล้วนวดบริเวณไหล่ขวาอีก โอ้ย..เจ็บจริงๆทั้งกดทั้งเขี่ย กดปล่อย เขี่ยปล่อยประมาณ๗-๘ นาที แล้วหมอบอกให้นอนคว่ำ นวดบริเวณไหล่ด้านหลังซึ่งเป็นจุดที่ผมปวด หมอทำเหมือนเดิม  กด เขี่ย ปล่อย ผมเจ็บอยากจะร้อง พอจะร้องหมอก็ปล่อยมือ หมอนวดอยู่ประมาณ๗-๘ นาทีแล้วหมอก็พูดให้ผมชื่นใจว่า   “เสร็จแล้ว”  สวรรค์โปรดผมคิดในใจหลังจากนั้นหมอบอกให้ลองยกแขนขึ้นยกแขนลงลองดู เป็นการทดสอบ
     คิวต่อจากผมมีผู้ป่วยชายอีกรายข้อเท้าเคล็ดเดินแล้วเจ็บ หมอให้นอนเหยียดขา แล้วนวดๆดึงๆเขี่ยๆประมาณ ๕ นาที หมอบอกเรียบร้อยแล้วกลับได้ฮ่าๆๆ 
    วันนั้นกลับมาที่พักผลปรากฏว่าบริเวณไหล่ด้านหลังที่เคยปวดไม่ปวดแล้วแต่จะปวดระบมกับบริเวณหัวไหล่ที่หมอกดเขี่ยจุดใหม่แทน ผมต้องใช้น้ำมันนวด ขอบคุณสวรรค์ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสมือหมอ หมอจับเส้นมือหนึ่งของนครพนม ที่ทำให้ผมได้ลิ้มรสการนวด กด เขี่ยเส้นขนานแท้ เจ็บเจียนตาย แต่หาย ฮ่าๆๆๆ
      ใครอยากทดสอบ รักษาอาการเส้นเอ็นเหมือนผม ติดต่อนัดหมายหมอได้ที่  ๐๘-๔๙๖๑-๕๘๗๗ ขอให้ทุกท่านโชคดีหายป่วยครับ
          วันต่อมาผมได้ตรวจสอบข้อมูลจากเพื่อนที่จังหวัดอุดรธานีเรื่องวัดเทพนรินทรารามและภิกษุในรูปที่เห็นที่บ้านหมอ ก็ทราบว่าวัดเทพนรินทราราม  ตั้งอยู่ที่ ๑๑๙ หมู่ ๑๒ ต.วังสามหมอ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานีสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๓  เดิมชื่อวัดคำไม้ยุง เพราะบริเวณนี้มีตันไม้พยุงอยู่เป็นจำนวนมาก  ก่อนสร้างวัดนี้เกิดจากนิมิตในสมาธิของพระอาจารย์เทพนรินทร์ ชินรังสี เจ้าอาวาสวัดปัจจุบัน ท่านศึกษาธรรมะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ออกธุดงค์ที่อำเภอเซกา  จังหวัดบึงกาฬ ได้นิมิตเห็นภาพสถานที่ของวัดที่มีแต่เทพ เทวดา อยู่เต็มไปหมดถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเลือกเป็นที่สร้างวัดโดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านในหมู่บ้านสมนรินทร์   ต่อมาได้รับพระราชทานพระพุทธชินราชจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อประดิษฐานไว้เป็นพระประธานในวัดเทพนรินทราราม
          นี่เป็นประวัติย่อๆนะครับจริงๆแล้ววัดนี้มีอะไรๆที่น่าสนใจให้ศึกษาอีกมากมาย ใครมีโอกาสผ่านมาทางนี้ก็แวะปฏิบัติธรรมที่วัดนี้รับรองท่านจะไขปริศนาได้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างที่ท่านอาจจะคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน
                                                ------------------------------------- 
 

มะเร็งไล่ล่าหมอ ตอน- ๒
                                   มะเร็งไล่ล่าหมอ ตอน ๒
                                                          จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        ผมได้เขียน “มะเร็งไล่ล่าหมอ” ไปแล้วว่า เจ้ามะเร็งมันฉลาดเมื่อรู้ว่าหมอจะรักษาผู้ป่วยเพื่อฆ่ามัน ถึงแม้บางครั้งไม่ตายก็สะบักสบอมทั้งเจ้ามะเร็งและผู้ป่วยรวมไปถึงญาติผู้ป่วยด้วย ที่ต้องทรัพย์จางในการเยียวยาบางรายต้องหยุดงานไปนาน มะเร็งมันไม่รู้หรอกว่าถ้ามันไปฝังตัวอยู่กับคนที่นับถือศาสนาพุทธไม่ช้าไม่นานถ้ามันชนะมันก็จะถูกประชุมเพลิงไปพร้อมกับผู้ป่วยอย่างไม่มีข้อสังสัย
       ผู้ป่วยบางรายจึงถือคติว่า “อยู่ด้วยกัน ตายด้วยกัน” เพียงแต่ดูแลสุขภาพตัวเองสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แล้วกักขังเจ้ามะเร็งไว้ไม่ให้มันเจริญเติบโต เรียกว่าไม่ให้อาหารมันให้มันอ่อนแรง มันเก่งจริงแต่มันใจเสาะ
เมื่อวันหมดพลังมันก็จะแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวทำร้ายเราไม่ได้  ในวงการเขาเรียกวิธีนี้ว่า “ธรรมชาติบำบัด”
ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบตัวอากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ อาหารการกินต้องเข้ม
   หลายคนรู้แต่ทำกฎเหล็กให้กับตัวเองไม่ได้ รู้ว่าเจ้ามะเร็งชอบเนื้อ แต่พอตัวเองสุขภาพดีขึ้นก็ประมาท เห็นลาบเนื้อ ต้มเนื้อน้ำลายไหลสั่งมากิน ฟาดเรียบไม่เหลือหรอ ฮ่าๆๆๆ  ก๋วยเตียวเนื้อยังงี้ชอบ ซกเล็ก ของหมักของดอง ส้มตำปลาแดก(ปลาร้า)  เบียร์เหล้า มันจะเหลือเหรอครับ มะเร็งมันชอบไปเพิ่มพลังให้มัน
       เมื่อไม่นานมานี้คุณหมอ นายแพทย์ สุรพล  รักปทุม ก็ถูกเจ้ามะเร็งปีศาจร้ายตามไล่ล่า จนเสียชีวิต หลายคนคงรู้จักท่านดีชีวิต  ท่านเปิดคลีนิคของตัวเอง ร่วมธุรกิจกับพอล-ภัทรพล เปิดบริษัทผลิตยา และลงทุนกับยุรนันท์ ภมรมนตรี
        เปิดคลีนิคสุขภาพ เป็นที่ปรึกษาให้เหล่าดารา ไปฉีดสเตมเซลล์เพื่อรักษาสุขภาพชลอความแก่ มีลูกค้าเป็นดารามากมาย และเงินทองก็มีมากเช่นกัน แต่กลับพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตพยายามรักษาตัวเองด้วยการไปผ่าตัดเปลี่ยนตับที่เมืองนอก กลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ตรวจพบมะเร็งรุกลามมาที่ปอด ก็ยังพยายามหาวีธีต่อสู้กับมะเร็งร้ายเรื่อยมา สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะมันได้
        ท่านได้เขียนเตือนสติทุกคน นอกจากทำงานทำการหาเงินหาทองแล้วต้องให้เวลากับชีวิตร่างกายตัวเองด้วย  อย่าเอาแรงกดดัน มาเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้ร่างกายจนเกินกำลัง เท่ากับทำร้ายร่างกาย อย่าลืมว่าสุขภาพดี คือ ต้นทุน ร่างกายไม่แข็งแรง คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร อย่าเห็นชื่อเสียง และลาภยศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ชื่อเสียงลาภยศ เปรียบดังหมอกควัน สุดท้ายก็มลายสูญ
 
         อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต อย่าคิดว่าอุทิศให้แล้วจะต้องได้รับตอบแทนเสมอไป ให้อะไรกับใครอย่ารอให้เขาทดแทนบุญคุณ อย่าคิดว่ารับราชการแล้วจะเหนือกว่าชาวบ้าน ถึงเวลาเกษียณก็ต้องเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม อย่ามองข้ามคนที่มีบุญสัมพันธ์กับคุณ เมื่อคุณตกอับ คุณจึงจะรู้ว่าใครบ้างที่ไปจากคุณ และตอนนั้นคนรู้ใจยิ่งหายาก
        อย่าเห็นการทักทายของใครเป็นสิ่งน่ารำคาญ คนที่ส่งข้อความให้คุณเสมอเพราะคุณยังอยู่ในใจเขา
คำถามที่น่าคิด คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม? เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่า มีค่ามากที่สุดในชีวิต แต่สุดท้าย ทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี คุณค่าของชีวิต สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน
       ท่านยังบอกอีกว่า พื้นฐานที่ทำให้สุขภาพดีในชีวิตประจำวันที่เราต้องมีต้องทำคือ ภาวะของจิตที่สงบ
มีโภชนาการที่สมดุล ออกกำลังกายพอเหมาะ นอนหลับให้เพียงพอ และคนเราจะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพต้องอาศัยอวัยวะทั้ง ๕ คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต  องค์การอนามัยโลก ( who )เตือนเราเสมอว่า คนเราเกิดจากโรครูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม กินอาหารไม่สมดุล
      การกินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการกินเพื่อการมีชีวิตอยู่ เพื่อป้องกันโรคและเพื่อรักษาโรค  หากไม่ดูแลเรื่องการกินปัญหาสุขภาพจะตามมาอย่างหลีกหนีไม่พ้น  ในบรรดาโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  เกิดจากการกินทั้งนั้น  ในเมื่อกินแล้วทำให้เกิดโรคได้  ก็ต้องกินแล้วรักษาโรคได้เช่นกัน 
     ในวงการแพทย์แผนจีนนั้น  ได้สืบสานเป็นมรดกตกทอดมาห้าพันปีแล้วในเรื่องของการกินและการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้คนรุ่นหลังใช้รักษาโรค  คือ การรักษาด้วยอาหาร หมอจะให้สูตรอาหารแก่คนไข้เป็นเวลาหลายเดือน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้  การ กวาดทราย  ดูดด้วยสุญญากาศ  บีบนวด  และดึงดัน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้การ ฝังเข็ม ถ้าไม่ได้ผลอีก ก็จะใช้เหล้าดอง ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้ยาเป็นมาตราการสุดท้าย
      ผิดกับปัจจุบันหมอจะให้ยาทันที  ที่คนไข้มาหา ยาย่อมมีพิษ   คุณกินยาทั้งเดือนทั้งปี   ไม่มีวันที่โรคจะหายขาด  Socrates บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า  “ จงกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร ”  จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า  “ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา”   แต่ทุกวันนี้ มันกลับกันหมด เรากินอาหารเพื่ออวัยวะชิ้นไหนกันแน่ ?  เราอยู่ได้  เพราะอาศัยพลังงานจากอวัยวะทั้ง ๕ มิใช่หรือ ?     จงจำไว้เสมอว่า  ตับดีชอบให้กินสีเขียว   หัวใจดีชอบให้กินสีแดง  ม้ามดีชอบให้กินสีเหลือง  ปอดดีชอบให้กินสีขาว ไตดีชอบให้กินสีดำ  คำว่าดุลยภาพ หมายถึงกินหลากหลายชนิด
      หลักการสังเกตว่าอวัยวะส่วนไหนมีปัญหาหลักการแพทย์ทั้งศาสตร์ไทยหรือจีนต่างใช้หลักการเดียวกันคือถ้า ตับมีปัญหาสีหน้าจะออกเขียว  หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง    ม้ามมีปัญหา สีหน้าจะออกเหลือง คนไข้หอบหืดสีหน้าจะออกขาว  คนไข้ไตเสื่อมสีหน้าจะออกดำ
      เรื่องอาหารในการดูแลสุขภาพ ในตำราบอกว่า ถั่วเขียวบำรุงตับ คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ต้มถั่วเขียวที่ได้ประโยชน์  ที่ถูกคือ ต้มให้น้ำเดือดประมาณ  ๕-๖ นาที ก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด  รินเอาน้ำออกจะได้น้ำถั่วเขียว  ที่มีสีเข้มข้นที่สุด  ดื่มแล้ว  มีสรรพคุณขับพิษสูงสุด  จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำ  ต้มต่อจนเละกินเป็นอาหาร  
      ส่วนหัวใจชอบสีแดงให้กินถั่วแดง     ม้ามชอบสีเหลือง ให้กินถั่วเหลือง  ปอดชอบสีขาวให้กินถั่วขาว
ไตชอบสีดำให้กินถั่วดำ ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว ? เพราะตำรายาจีนมีคำว่า “คนเรากินถั่วทั้ง ๕ จะสมบูรณ์พูนสุข ” โภชนาการแผนจีน ก็เน้นว่า “กินไม่พ้นถั่ว”
       ในตำรายาจีน  ได้พูดถึง รสชาติ ไว้ดังนี้   เปรี้ยวบำรุงตับ   ขมบำรุงหัวใจ   หวานบำรุงม้าม      เผ็ดบำรุงปอด   เค็มบำรุงไต ต้องกินให้ครบทุกรสชาติ แต่ถ้ากินอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพัง    กินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ ? ง่ายนิดเดียว ขอแนะนำว่า   แต่นี้ไป ให้กินผักดิบผลไม้สด แต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้  ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี  เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า  กินของดิบลดอาการร้อนใน   แพทย์แผนปัจจุบันก็ถือว่า ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า  ถ้าเราสามารถกินผักดิบ ผลไม้สดที่สะอาดปลอดสารพิษ ชนิดไหนเปลือกกินได้  ก็กินทั้งเปลือก กินอาหารให้ถูกต้อง  เปรียบเสมือน กินยาจากธรรมชาติที่ดีที่สุดนั่นเอง
       สุดท้ายผมขอนำคำคมขององค์ดาไลลามะท่านพูดไว้น่าคิดมากเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เราว่า“มนุษย์เรานึ้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง“
                         ----------------------------------------------------------------
                                               
  

เคล็ดลับดูแลสมอง
                                  เคล็ดลับดูแลสมอง
                                                          จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
             ที่ผมเขียนถึงสมองเพราะสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญ  ในร่างกายคนเรา มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และภาวะธำรงดุล (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
            หลายคนพอมีอายุมากขึ้นเซลล์ในร่างกายเริ่มเสื่อมความจำการเรียนรู้การสั่งการเริ่มช้าลง หลงๆลืมๆเลยขออนุญาตนำข้อเขียนของคุณหนูดี –วนิษาเรช  ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกัน ผมได้ทราบและสนใจคุณหนูดีเพิ่มมากขึ้น เมื่อได้อ่านข้อเขียนของเธอในสื่อสิ่งพิมพ์ ได้พูดถึงคุณแม่ของเธอว่าเป็นหนอนหนังสือ ใต้หมอนคุณแม่จะมีหนังสือ “เล่มเดียวคุ้มโรคภัย” ที่ผมเขียนอยู่เป็นเพื่อน

         วนิษา เรซ หรือ หนูดี  จบปริญญาตรีเกียรตินิยมด้าน ครอบครัวศึกษา Family Studies มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ คอลเลจพาร์ค สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมอง (Neuroscience) ในโปรแกรม Mind, Brain and Education มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน - เป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ (เพียงคนเดียวในไทย) ผู้ชนะล้านที่ ๑๕ รายการ "อัจฉริยะข้ามคืน" ประธานกรรมการ บริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด www.geniuscreator.com ผู้อำนวยการโรงเรียนวนิษา www.vanessa.ac.th เป็นผู้นำเสนอแนวคิด - คนทั่วไปก็สร้างและฝึกฝนให้เป็นอัจฉริยะได้เช่นกัน - เขียนหนังสือ "อัจฉริยะสร้างได้"
          "หนูดี - วนิษา เรซ" ได้แนะนำเคล็ดลับในการดูแลสมองไว้ว่า ให้จิบน้ำบ่อยๆสมองประกอบด้วยน้ำ  ๘๕ % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
          กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
           นั่งสมาธิวันละ  ๑๒นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ ๑๒ นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
         ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้นทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
             หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
             เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
                ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
               เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
                  ฝึกหายใจลึก ๆ สมองใช้ออกชิเจน   ๒๐-๒๕ % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก ๒๐ %
               การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม  คนทั่วไปมักมองว่าคนที่เป็นอัจฉริยะมักจะหมกมุ่นอยู่กับตำรากองโต ใส่แว่นหนาเตอะและไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ซึ่งมักเกิดกับคนในวงแคบ เช่น คนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือดนตรี แต่ความจริงแล้ว อัจฉริยภาพมีมากกว่านั้น             
              ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ผู้คิดค้นทฤษฎีพหุปัญญาซึ่งเสนอว่ามนุษย์มีอัจฉริยภาพอย่างน้อย ๘ ด้าน เพียงแต่บางด้านอาจเด่นกว่าด้านอื่นและขึ้นอยู่กับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก อัจฉริยภาพ ๘ ด้านที่ว่า ได้แก่ อัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสาร อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจในตนเอง อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจผู้อื่นและมนุษย์
         เราได้รู้เทคนิคในการดูแลสมองแล้วหมั่นหาเวลาทบทวนฝึกปรือ ถึงแม้จะไม่ครบทุกกระบวนการแต่ถ้าหากเราเริ่มฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป สักวันหนึ่งอาการหลงๆลืมๆคงไปจากเรา แม้ว่าอายุจะมากขึ้นแต่ความจำดีและมีความสุข ฮ่าๆๆ
                                     -----------------------------------------------
 
  

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด M
30 ก.ค. 2558 เวลา 19:32 น.
ล่าสุด บิว
26 ก.ค. 2558 เวลา 23:19 น.
ล่าสุด กัญญาภัทร
22 ก.ค. 2558 เวลา 20:54 น.
ล่าสุด อรวรรณ
22 ก.ค. 2558 เวลา 16:34 น.
ล่าสุด แชร์
20 ก.ค. 2558 เวลา 20:50 น.
ล่าสุด ห่ม
18 ก.ค. 2558 เวลา 07:15 น.
ล่าสุด รัชชา
14 ก.ค. 2558 เวลา 14:12 น.
ล่าสุด ไม่ได้ผล
6 ก.ค. 2558 เวลา 14:51 น.
ล่าสุด จิราพร
25 มิ.ย. 2558 เวลา 23:38 น.