เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

เข่าเสื่อม
                                               เข่าเสื่อม
                               “บำบัดด้วยถั่วเขียว”
                                               จำรัส   เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

           ช่วงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ผมขึ้นๆลงๆไปๆมาๆที่วัดบ่อยเนื่องจากญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต นอนหลับแบบไม่ตื่นด้วยวัย ๙๕ ปี ตั้งศพบำเพ็ญกุศลบนศาลาวัด ๕-๖ วัน ได้เห็นพฤติกรรมของญาติมิตรผู้เคารพนับถือ เฉลี่ยอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ ที่นั่งพื้นแล้วเวลาพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินมักร้องโอดโอย แสดงอาการปวดหัวเข่าลุกแทบไม่ไหว ต้องเดินแบบเขย่งขาลาก มองแล้วน่าเศร้าใจ



           นั่นคือแรงบันดาลใจให้ผมต้องสืบเสาะหาตัวยาแพทย์แผนไทยมาฝาก ผู้มีอาการปวดหัวเข่า หรือเข่าเสื่อม และต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโรคข้อเข่าเสื่อมคือโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมาก เมื่อมีการใช้งาน ผิวข้อที่สึกจะมีการขัดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา ถ้าจะว่ากันแล้วหมอพื้นบ้านจะวินิจฉัยว่าน้ำมันหล่อลื่นที่หัวเข่าแห้งต้องหาถั่วเขียวมากินเพื่อรักษาอาการเข่าเสื่อม
         คนเราเวลามีอายุมากขึ้นเซลล์ต่างๆก็ทำงานด้อยลง ยิ่งกินไม่หยุดโดยเฉพาะคุณสภาพสตรีเมื่อโรคอ้วนเข้ามา อาการเข่าเสื่อมก็จะหลีกหนีไม่พ้น เพราะเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น เข่าของคนเราจะประกอบไปด้วยกระดูก ๓  ส่วน
          มีกระดูกต้นขา Femur ซึ่งเป็นกระดูกส่วนบนของเข่า และก็กระดูกหน้าแข็ง Tibia ซึ่งเป็นกระดูกส่วนล่างของเข่า ส่วนที่สามคือกระดูกสะบ้า Patella ซึ่งอยู่ส่วนหน้าของเข่า
         ผิวของข้อเข่าจะมีกระดูกอ่อน cartilage รูปครึ่งวงกลมหุ้ม ทำหน้าที่กระจายน้ำหนัก ในข้อเข่าจะมีน้ำเลี้ยง synovial fluid เปรียบเสมือนน้ำหล่อลื่น เป็นการป้องกันการสึกของข่อเข้า เมื่อเราเดินหรือวิ่ง ข้อของเราจะต้องรับน้ำหนักเพิ่ม ดังนั้นยิ่งน้ำหนักตัวมากเท่าใดข้อต้องรับน้ำหนักมากเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเอ็นและกล้ามเนื้อที่ทำให้ข้อเข่าแข็งแรง
         ล่าสุดคณะนักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถสกัดพืชไทย ๕ ชนิด ได้แก่ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก โดยสารสกัดดังกล่าวเมื่อเสริมฤทธิ์กันมีคุณสมบัติในการลดการหลั่งสาร TNF-X, IL-6 และ IL-17 ของเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบ สร้างภาวะภูมิคุ้มกันที่สมดุลให้กับร่างกาย นอกจากนี้สารสกัดจากธรรมชาติยังสามารถเสริมสร้างคอลลาเจนและกระดูกอ่อนเพื่อลดอาการปวดหัวเข่า
        สำหรับภูมิปัญญาพื้นบ้าน แนะนำลุงป้าผู้เข้าสู่วัยชรา ถ้ามีอาการปวดเข่า เข่าอักเสบ เข่าเสื่อม ให้ใช้ถั่วเขียวบำบัด เพราะ
ถั่วเขียวอุดมไปด้วย แคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูก บำรุงไขข้อและป้องกันโรคกระดูกพรุน รักษาโรคข้อต่างๆ
       เนื่องจากถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น จึงไม่ควรกินถั่วเขียวบ่อยเกินไปเพราะฤทธิ์เย็นของถั่วเขียวจะทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดติดขัด วิธีแก้ของหมอพื้นบ้านจึงใช้ลูกเดือย ขิง ใบเตย งาดำผสมเป็นตำรับยาในการบำบัดโรคเข่าเสื่อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     
ตำรับยาแก้โรคเข่าเสื่อม ใช้ถั่วเขียว ๒๕๐  กรัม ลูกเดือย ๑ ถ้วย ขิงสดหั่นเป็นแว่นๆ ครึ่งถ้วย น้ำซาวข้าว ครั้งที่ ๒ จำนวน ๖-๗ ถ้วย  ใบเตย ๓ ใบ งาดำคั่วตำละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ  เติมน้ำตาลมะพร้าวเล็กน้อย ถ้าไม่มีก็ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน
      สำหรับถั่วเขียวกับลูกเดือยล้างน้ำให้สะอาด คัดเอาที่ลอยน้ำทิ้ง  แช่น้ำทิ้งไว้  ๑  คืน  ขั้นตอนการต้มนำน้ำซาวข้าวครั้งที่สอง เทลงไปในหม้อ เทถั่วเขียวและลูกเดือยผสมลงไปในหม้อ น้ำที่แช่ถั่วเขียวกับลูกเดือยไม่เอา ใส่ขิงที่หั่นแล้วและใบเตยลงไป ต้มจนถั่วเขียวและลูกเดือยสุกดีด้วยไฟกลางๆประมาณ ๓๐  นาที หลังจากนั้นเติมน้ำตาลคนจนละลาย  ยกลงจากเตาพออุ่นๆก็รับประทานได้ กินได้เลย ๓ มื้อ ที่เหลือเก็บใส่ตู้เย็นเวลากินก็นำมาอุ่นใหม่ กินแล้วบำบัดอาการเข่าเสื่อม หายดีนักแล ฮ่าๆๆ
     สังเกตไหมครับ ยาแผนบัจจุบันมักเขียนข้างซองว่า
“บรรเทาอาการ”   แต่ยาสมุนไพรแผนโบราณ มักลงท้ายว่า “หายดีนักแล”  ฮ่าๆๆๆ
                                     ---------------------------------------------------------------
                                 
 
  

วัดพุทธนิมิต อุโบสถสวยที่สุดแถบลุ่มแม่น้ำโขง
                                              วัดพุทธนิมิต
                    “ อุโบสถที่สวยที่สุดในแถบลุ่มน้ำโขง”
                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                ใครจะคาดคิดว่าในหมู่บ้านเล็กๆริมแม่น้ำโขงของ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จะมีอุโบสถ ที่สวยงาม รายรอบด้วยธรรมชาติป่าไม้ที่เขียวขจีโอบอุ้มให้สดชื่นเย็นสบายดังแดนสวรรค์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สูงตระหง่านขนาบซ้ายขวาด้วยพญานาค ๒ ตน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มองเห็นภูเขาที่ยาวเหยียดฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแม่น้ำโขงสายน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง ไหลผ่านชั่วนาตาปี

 

              เพียงได้เข้าไปสัมผัส เราสามารถสัมผัสได้ถึงความสุข ความสงบ และการปล่อยวางจากภาพปริศนาธรรม คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แฝงอยู่ในอุโบสถศิลปะล้านนาผสมผสานกับศิลปะเชียงทอง
 ที่หลวงพระบาง และศิลปะอีสานบางส่วน

   
     พระอธิการสุพิช  รตนโชโต  

            หลังจากผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ ผ่านมาพบเห็นได้เสนอข่าวไป ทำให้เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวขับรถยนต์มายังวัดพุทธนิมิต ร่วม ๒,๗๓๐ คัน รถติดหลายกิโลเมตร
            พระอธิการสุพิช  รตนโชโต   เจ้าอาวาสวัดพุทธนิมิต และมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองเทา อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เล่าให้ฟังว่า พื้นเพ เดิมของท่านเป็นชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ในอดีตได้เดินธุดงค์ไปหลายจังหวัดมาจนกระทั่งได้มาถึงสถานที่ ที่มีนิมิตอันดีจึงปักหลักปฏิบัติธรรม ซึ่งสถานที่นี้เป็นป่าช้าเก่าของหมู่บ้านตาลหนองเทา ตำบลหนองเทา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีต้นไม้ใหญ่มากมาย สงบร่มเย็น ติดกับแม่น้ำโขง เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรม จึงได้พัฒนาบุกเบิกก่อตั้งวัด ขึ้นในปี  ๒๕๓๘ ทำให้ชาวบ้านมีจิตศรัทธา ร่วมพัฒนาก่อสร้างวัดต่อเนื่องเรื่อยมา และมีงานปริวาสกรรมช่วง ๒๐-๒๙ เมษายนของทุกๆปี  จะมีพระสงฆ์และญาติโยมมาร่วมงานไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน



        พระอธิการสุพิช  รตนโชโต   บอกว่า ในอดีตถ้าชาวบ้านที่นี่เสียชีวิต ๑ คน ต้นไม้จะต้องถูกโค่นล้ม ๑ ต้นเพื่อทำโลงศพ ช่วงหลังเจ้าอาวาสจึงประกาศว่าใครต้องการโลงศพ ท่านจะบริจาคให้ ทำให้ป่าไม้บริเวณนี้จึงยังคงหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันวัดมีเนื้อที่ทั้งหมด ๔๐ ไร่
        “ เรื่องแรงบันดาลใจในการสร้างอุโบสถ อาตมามีแนวคิดว่าคนเราเกิดมาครั้งเดียวถ้าได้บวชให้พ่อแม่มีโอกาสเกาะชายผ้าเหลืองก็ถือว่าที่สุดแล้ว และที่เกิดของพระที่จะบวชก็ต้องมีพระอุโบสถสำหรับประกอบศาสนพิธี ถ้ามีอุโบสถในวัดใกล้บ้าน ลูกหลานจะได้บวชในบ้านของตัวเองไม่ต้องไปบวชไกล เพื่อบูชาคุณแผ่นดิน”
       อุโบสถ วัดพุทธนิมิตใช้เวลาสร้างร่วม ๙ ปี เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ โดยโครงสร้างนั้นพระในวัดและชาวบ้านมาช่วยกันสร้าง แบ่งเป็นกลุ่ม ทั้งขุดทั้งเลื่อย ทั้งแบกทั้งขน คนละไม้คนละมือ ใช้เสาถึง ๒๘ ต้น ชาวบ้านบางคนทำงานไปก็บ่นพึมพำว่า สงสัยจะได้เห็นแต่หลุมเสา ด้วยหวั่นใจว่าจะสร้างไม่สำเร็จ
       “ มีอยู่วันหนึ่ง อาตมาปีนขึ้นบนหลังคาเพื่อก่อสร้างอุโบสถ มีพ่อค้าวานิช คนหนึ่งเดินทางมาที่วัดเห็นอาตมาทำงานอยู่ จึงถามว่า เป็นพระทำไมจึงปีนขึ้นไปทำบนหลังคาขนาดนั้น อาตมาก็บอกว่าก็จะอะไรอีกล่ะ ก็มันไม่มีเงินนี่แหละ เขาคงเห็นความตั้งใจของพระและชาวบ้าน จึงให้งบประมาณสนับสนุนเรื่อยมา โดยบริจาค ถึง ๘ ล้านบาท โดยกำชับว่าไม่ให้อาตมาปีนไปทำบนหลังคาอีก ให้หาช่างชำนาญงานมาทำหลังจากนั้น ๑ ปี ย้อนกลับมาดู เขาบอกทำไมเร็วจังและทึ่งในรูปทรงและศิลปะของอุโบสถ
       ล่าสุดก็นำคณะมาทอดผ้าป่าที่วัดหนึ่งคันรถบัส และก็เรี่ยรายคณะเป็นรายบุคลคลเป็นการแชร์บุญ คนละล้านสองล้าน แต่ละคนก็มีแรงศรัทธาอย่างล้นเหลือวันนั้นได้เงินบริจาคร่วม ๑๕ ล้านบาท และสร้างเสร็จในปี ๒๕๕๗ ด้วยงบประมาณ ๒๘ ล้านบาท”
       สำหรับจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของอุโบสถวัดพุทธนิมิต ที่ใครพบเห็นต่างชื่นชมว่าสวยงามจริงๆคือเป็นการสร้างที่ผสมผสานออกแบบลวดลายด้วยศิลปะ เชียงทองหลวงพระบาง กับศิลปะล้านนา และอีสานบางส่วนแตกต่างจากอุโบสถทั่วไป  ด้วยกุศโลบายปริศนาธรรม ดึงคนเข้าวัดทำบุญ ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงธรรมะ
      อุโบสถวัดพุทธนิมิตสร้างเสร็จในปี ๒๕๕๗    ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางพกกล้องมาบันทึกภาพแทบทุกวัน  ผู้เขียนได้เข้าไปชื่นชมความงามของอุโบสถโดยมีพระอธิการสุพิช  รตนโชโต   คอยให้ความกระจ่างถึงความโดดเด่นในศิลปะแต่ละแง่มุม
         อุโบสถแห่งนี้จะมีจุดเด่นตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างฐานด้วยหินแม่น้ำโขง หลังคามุงด้วยกระเบื้องไม้แท้ ผลงานประติมากรรมลอยตัวที่มองได้รอบด้าน เป็น ๓ มิติ ปั้นด้วยปูนสดมีความละเอียดงดงามยิ่งผสมผสานกับสีได้อย่างลงตัว ที่บันไดหน้าอุโบสถ จะเป็นพญานาคสีทอง นามว่าท้าวมหาราชจตุโลก (ท้าววิรุปักษ์) ผู้ปกครองแห่งปัจจิม จ้าวแห่งพญานาคทั้งปวง
          บันไดอุโบสถด้านทิศตะวันออกเป็นประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ทิพย์ ออกแบบลวดลายผสมผสานกึ่งสัตว์ในวรรณคดีให้มีรูปแบบลวดลายที่สวยงามโดดเด่น ด้านบันไดทิศตะวันตกเป็นประติมากรรมลอยตัวครึ่งคนครึ่งพญานาค ที่เป็นองค์นาคีนาคา สื่อถึงตำนานพญานาคที่มีอิทธิฤทธิ์ที่สามารถแปลงร่างเป็นคนได้
 


         เสาอุโบสถเป็นประติมากรรมปั้นปูนสดประดับกระจกเงาเป็นคันทวย ๑๒ นักษัตร เป็นสัตว์มงคลประจำปีเกิดซุ้มประตูหน้าด้านหลังพระประธาน จั่วหน้าและหลังอุโบสถ รวมทั้งหน้าต่างข้างเป็นประติมากรรมนูนสูงศิลปะล้านนา  ส่วนบานหน้าต่างแกะสลักไม้ตะเคียนเป็นพญาครุฑ พญานาค และช้างทิพย์
         ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานเป็น องค์สมเด็จองค์พระปฐม ก็คือพระพุทธเจ้าองค์แรกหรือพระนามว่า สมเด็จพระพุทธสิกขี  ที่ ๑  ที่หลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว) ทรงเจิมป้ายเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๗.๐๐น. ณ วัดสระเกศ



          จิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพเขียนสีน้ำ เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คำสั่งสอน และประเพณีอีสาน ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ( คองหมายถึงแนวทางหรือครรลองซึ่งหมายถึงธรรมเนียมประเพณี ๑๔ อย่าง) สร้างความสวยงามวิจิตรตระการตามากขึ้น  มีภาพพระธาตุประจำวันเกิดทั้ง ๗ คือพระธาตุพนม สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์  พระธาตุเรณูนคร คนเกิดวันจันทร์ พระธาตุศรีคูณ อ.นาแก ประจำวันอังคาร พระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก ประจำวันพุธ พระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า คนเกิดวันพฤหัสบดี พระธาตุอุเทน อ.ท่าอุเทน ประจำวันศุกร์ พระธาตุนคร อ.เมืองคนเกิดวันเสาร์
    
     

หากท่านมีโอกาสมานครพนมคงไม่พลาดที่จะแวะชมความอลังการความสวยงามของอุโบสถวัดพุทธนิมิต  บ้านตาลหนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม  ห่างจากตัวอำเภอท่าอุเทนไปตามเส้นทางอำเภอบ้านแพงไม่ถึง ๓๐กิโลเมตร ขวามือมีป้ายบอกบ้านตาลหนองเทา เลี้ยวขวาเข้าไปหมู่บ้านริมแม่น้ำโขง นับเป็น หนึ่งเดียวในจังหวัดนครพนมจริงๆครับ  หรือจะโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  ๐๘-๑๙๗๔-๒๑๓๔
                                             -----------------------------------------------
      
      
      
      
      
      
 
  

โรคหอบหืดภูมิแพ้
                                                โรคหอบหืดภูมิแพ้
                                           “ภัยร้ายใกล้ตัว”
                                                    จำรัส   เซ็นนิล   รวบรวม/เรียบเรียง
                     ใครที่เป็นโรคหอบหืด หรือภูมิแพ้ ต้องดูแลสุขภาพรีบรักษาแต่เนิ่นๆ หากปล่อยไว้เนิ่นนานมันอาจจะคร่าชีวิตเราไปโดยไม่รู้ตัว  โรคหอบหืดภูมิแพ้ เป็นโรคที่มีภาวะการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ซึ่งมีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมของผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ฝุ่นละออง  เกสรดอกไม้ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษมากกว่าคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีดหรือหอบเหนื่อย เกิดขึ้นทันที
                 
อาการขั้นรุนแรงหอบหืด มี ๓ ระดับคือ เริ่มจากหลอดลมจะยังไม่ปิดสนิท แน่นหายใจไม่ออก  ถ้ารุนแรงขึ้นมาหน่อย ถึงขนาดต้องใช้ยาพ่น หนักที่สุดใช้ยาพ่นแล้วก็ไม่ดีขึ้น อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ภูมิปัญญาแพทย์ทางเลือกของหมอพื้นบ้านเรามีหลายตำรับ ก็พยายามเสาะแสวงหามารวบรวมไว้ บางตัวยาหาง่าย บางตำรับหายาก ก็ลองพิจารณาเลือกตำรับที่หาได้ง่ายๆมาดูแลสุขภาพก่อนจะสายเกินไป
                หลายคนเป็นแล้วไม่ใส่ใจ พออาการหนักๆญาติหามส่งโรงพยาบาล หมดสิทธิ์ได้ลิ้มลองรสสมุนไพรไทย พอให้น้ำเกลือเครื่องช่วยอากาศหายใจ โชคดีก็ได้กลับบ้านโชคร้าย จิตวิญญาณอยู่แถวโรงพยาบาลก็มารับไปอย่างน่าเศร้าใจ
               ตำรับแรกที่แนะนำตัวยาหาง่าย บางรายก็หายบางรายก็ไม่หาย รางเนื้อชอบรางยาครับ ถ้ากินแล้วภายในสิบวันอาการไม่ดีขึ้นก็หยุดเปลี่ยนตำรับใหม่ ตำรับนี้ ไม่ให้ใช้กับผู้ป่วยที่เป็น ไตวาย, ไตวายเฉียบพลันและหญิงมีครรภ์ ใช้ลูกยอห่ามๆ ๑ กิโลกรัม นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆไม่ต้องปอกเปลือก ตำหรือบดให้ละเอียด และพริกไทยดำ ๒ ขีด ตำหรือบดให้ละเอียดแล้วนำมาผสมกัน กินวันละช้อนโต๊ะก่อนนอนทุกวัน มีกรณีศึกษา บางรายภายใน ๑ เดือน หายขาด
             โรคนี้บางรายใช้ยาขยายหลอดลมบ่อย ๆ ก็มีผลทำให้หัวใจเต้นเร็วต้องระวัง วิธีง่ายๆอีกวิธีคือเอาดอกปีบ  ที่คนทางเหนือเรียกดอกกาสะลอง เพียงใช้ดอกแห้งมวนด้วยใบบัวหลวงหรือใบตองนวลเป็นบุหรี่สูบก็แก้หอบหืดได้แล้ว
            มีการวิจัยพบว่าในดอกปีบมีสารฮีสปีดูลิน (Hispidulin) ซึ่งระเหยได้ มีฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ดีไม่มีความเป็นพิษแต่อย่างใด  ทางภาคเหนือและอีสานใช้รากปีบต้มกินแก้ไอ และยังเชื่อว่ารากปีบมีสรรพคุณบำรุงปอด นอกจากนี้แล้ว ดอกปีบยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในยาแก้ริดสีดวงจมูกอีกด้วย
          สมุนไพรอีกชนิดคือหนุมานประสานกาย   หรือสังกรณี มีสรรพคุณหลักในการแก้แพ้อากาศ แก้หอบหืด หลอดลมอักเสบ ขยายหลอดลม หวัด เจ็บคอ ไอเรื้อรัง ที่ญี่ปุ่นก็มีการใช้ในรูปแบบชาชงเพื่อบรรเทาอาการไอ แก้หลอดลมอักเสบและหอบหืด หรือจะใช้กินใบสดๆหรือเคี้ยวกลืนแต่น้ำก็ได้ประมาณ ๒ ใบเช้า-เย็น  ถ้าต้มกินก็ใช้ใบ ไม่อ่อนไม่แก่ คนโบราณเรียก เพสลาด ๗-๘ ใบต่อน้ำ ๔  แก้ว ก่อนอาหารเช้า-เย็น
           ในบางตำราใช้ "รางจืด" และ "ชุมเห็ดเทศ" รักษาโรคหอบหืดโดยใช้ใบ นำมาย่างจนเกรียมด้วยไฟอ่อนๆ ใช้ชงเป็นน้ำชา กินวันละ ๒ แก้ว ในตำราอายุรเวทของอินเดีย มีอายุราว 4,000 ปี ใช้สมุนไพรคนทีเขมา หรือ ผีเสื้อดำ นำเมล็ดคนทีเขมาตากแห้งแล้วนำมาตำเป็นผงละเอียด สักประมาณครึ่งช้อนชา นำมาชงดื่มกับน้ำ/น้ำผึ้ง/น้ำตาลทรายแดง วันละ ๒ ครั้ง ในการรักษาโรคทางเดินหายใจ อย่าง หอบ ไอ เนื่องจากมีฤทธิ์ร้อนและมีน้ำมันหอมระเหย บางตำราก็นำใบหรือเมล็ดมาทำเป็นยานัตถ์ ยาต้ม ยาลูกกลอนก็มี
          สมุนไพรอีกชนิดที่หมอพื้นบ้านเรานิยมนำมาใช้รักษาโรคหอบหืดภูมิแพ้คือ ไพลซึ่ง เป็นพืชในวงศ์เดียวกับขิง เหง้ามีเนื้อสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะ จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าในเหง้าไพลมีสารเวอราทอล (veratrole) มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบว่าให้ผลดีทั้งในผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
       บางตำราใช้ บวบเหลี่ยม โดยให้เอาเมล็ดจากผลแก่จัด จำนวน ๕๐ เมล็ด มาตำให้แหลก ผสมกับพริกไทย ๗ เมล็ด แล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลอน (ผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือเหล้าโรงก็ได้) นำเอายาสมุนไพรลูกกลอนมากิน สัปดาห์ละ ๑ ครั้งเท่านั้น กินต่อเนื่องได้ ๑ เดือน
      สำหรับคนที่อยู่ทางภาคเหนือที่มีต้นลำโพงมาก มักขึ้นในที่มีอากาศหนาวบางคนเรียกต้นมะเขือบ้า ให้เอาดอกและใบที่แห้งแล้วของต้นลำโพง ดอกแห้ง ๒ ดอก หรือใบแห้ง ๕ ใบ นำมาม้วนเป็นบุหรี่สูบ วันละ ๑มวนก็จะทำให้หายใจโล่ง  หญ้าคาที่ใช้มุงหลังคาก็สามารถใช้ได้ เพียงใช้รากสดของหญ้าคา จำนวน ๒ กำมือ มาผสมกับชะเอมจีน ต้มกับน้ำสะอาดประมาณ  ๖ แก้ว แล้วเคี่ยวให้น้ำงวดจนเหลือเพียง ๒ แก้วใช้ดื่มหรือจิบวันละครึ่ง ถ้วย  เช้า – เย็น อาการหอบหืดจะค่อยๆหายไป
      ที่ไหนมีต้นโทงเทงก็สามารถนำมารักษาอาการหอบหืดหรือภูมิแพ้ไดเช่นกัน โดยให้เอาต้นแห้งของโทงเทงที่แห้งแล้ว จำนวนครึ่ง กิโลกรัม มาต้มกับน้ำสะอาด  จะเติมน้ำตาลกรวดลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มง่ายก็ได้ ใช้ดื่มหรือจิบได้วันละ ๓ ครั้งหลังอาหาร เช้า – กลางวัน – เย็น
       ในตำราของหลวงพ่อเมียก วัดโคกกะเพอ จ. สุรินทร์บอกว่า ใช้รากพริกป่า  ๑ คืบฝนผสมกับ น้ำมะนาว เป็นน้ำกระสายยาจิบบ่อยๆขณะมีอาการ หรือจะใช้เหง้า ของต้น เอื้องหมายนา แช่ในน้ำตาลโตนด ๗ วัน กินวันละครึ่งแก้ว ก่อนนอน อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ
      ในตำรายาของหมอพร กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บันทึกไว้ว่า ให้ใช้ใบหนาด ๔ ใบ รากมะดัน หนัก ๑๐ บาท สารส้ม หนัก ๑ บาท นำมาตำให้เป็นผง ชงน้ำร้อนดื่มต่างน้ำชา
      ลุงวัชระ จันทะโคตร อดีตครูประชาบาล บ้านดุง อุดรธานี  เคยแนะนำผมว่าให้ใช้ต้นตำแยตัวเมียใบจะหยักถอนมาทั้งต้น  ล้างให้สะอาดประมาณ ๑  กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำ รสชาติจะขมเหม็น นำมาผสมกับน้ำผึ้ง อย่างละเท่ากัน ดื่มครั้งละ ๑ แก้ว หายดีนักแล ฮ่าๆๆ  ( เล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่ม ๒ หน้า๑๔๕ )
      หมอพื้นบ้านเชียงใหม่แนะนำให้ใช้ลูกใต้ใบ ทั้ง ๕ จำนวนมากพอสมควร ตำให้ละเอียด ผสมน้ำต้มสุก คั้นเอาน้ำ ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน วันละ ๑ ครั้ง เป็น เวลา ๓ วัน  หมอพื้นบ้านสกลนครแนะนำใช้ข้าวหมาก ๑ ถ้วยชาจีน หนังปลากระเบน เผาจนกรอบแล้วนำมาบดละเอียด)หนัก ๑ บาท นำมาผสมกัน ใช้กินให้หมดทั้งถ้วยเพียงครั้งเดียว  
      หรือจะใช้ไข่ไก่สด ชนิดที่มีเชื้อตัวผู้ ฟักเป็นตัวได้ ๑ ฟอง ผสมน้ำส้มสายชู ๒ ช้อนโต๊ะ กวนให้เข้ากัน กินก่อนอาหารเช้าทุกวัน เป็นเวลา ๑๕ วัน ถ้าเป็นมากให้กิน เช้า – เย็น อาการจะดีขึ้น และให้กินต่อจนครบ ๙๐ วัน
     ใครที่ชอบกินเหล้าขาว ใช้สูตรนี้เลยครับ นำมะกรูดฝานเปลือกบางๆใช้เฉพาะผิวมะกรูดที่มีสีเขียวเท่านั้นซอยให้ละเอียด และพริกไทยดำ อัตราส่วนเท่ากันนำไปตำให้ละเอียด (ส่วนผสมนั้นมากน้อยตามต้องการ) นำส่วนผสมทั้งผิวมะกรูดและพริกไทยดำใส่ผ้าขาวห่อ ใส่ลงภาชนะแก้วแบบมีฝาปิด เติมเหล้าขาวให้ท่วมห่อผิวมะกรูดกับพริกไทยดำ ปิดฝาหมักไว้ ๗  วัน
    ครบ ๗ วันนำมาดื่ม ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้า ติดต่อกันทุกวัน อาการหอบก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้ากินครบ ๐๕ วัน อาการไม่ดีขึ้นแสดงว่าไม่ถูกกับโรค บางตำราใช้ใบต้นตองแตก ๕ ใบ ลงอักขระพระเจ้า ๕พระองค์ ( นะ โม พุท ธา ยะ ) ทุกใบ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำยามาผสมกับน้ำปูนขาว ปั้นเป็นเม็ดขนาดเท่าไข่จิ้งจก กินกับน้ำผึ้งวันละครั้งเพียง ๓ วัน
      และตำรับต่อไปมีตัวยา ๕ ชนิด มีหัวกระชาย  ผิวมะกรูด  ต้นการบูร ทั้ง๕  กระเพราแดง และขิงนำมาอย่างละเท่ากัน ตากแดดให้แห้ง บดให้เป็นผง ผสมกับน้ำผึ้ง และปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๒ เม็ด ก่อนอาหาร เช้า – เย็น
     อีกตำรับก็หาง่ายมีกระเทียม หัวหญ้าแห้วหมู พริกไทย อย่างละเท่ากัน บดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าเม็ดมะเขือพวง กินครั้งละ ๒-๓ เม็ด เช้า-เย็น ก็รวบรวมมาให้บรรดาผู้ที่มีอาการของหอบหืด ภูมิแพ้มาเยือน จะได้ตั้งรับต่อกรกับมันได้สักตั้ง ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
                                      ------------------------------------------------------------
 
 
  

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด Tira
23 ก.ย. 2559 เวลา 08:07 น.
ล่าสุด อารีรัตน์ สายทอง
21 ก.ย. 2559 เวลา 08:44 น.
ล่าสุด ชัยโย อนุเกตุ
20 ก.ย. 2559 เวลา 08:14 น.
ล่าสุด นิสิทธิพร
5 ก.ย. 2559 เวลา 03:22 น.
ล่าสุด ขวัญ
31 ส.ค. 2559 เวลา 21:16 น.
ล่าสุด Pui
30 ส.ค. 2559 เวลา 16:08 น.
ล่าสุด Leiw
20 ส.ค. 2559 เวลา 15:37 น.
ล่าสุด วรรณ
17 ส.ค. 2559 เวลา 16:40 น.
ล่าสุด ศิริลักษณ์
14 ส.ค. 2559 เวลา 09:40 น.
ล่าสุด ปรีชา
8 ส.ค. 2559 เวลา 12:14 น.
ล่าสุด สุภี นิ่มนวล
29 ก.ค. 2559 เวลา 09:16 น.
ล่าสุด Nittaya Kaewpim
25 ก.ค. 2559 เวลา 11:13 น.