เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

เท้า "อวัยวะที่ไม่ควรมองข้าม"
                                               เท้า
                        “อวัยวะที่ไม่ควรมองข้าม”
                                                                     จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
         เขียนถึงเท้าอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิต ใช้หอบหิ้วร่างกายไปตามที่ต่างๆที่เราปรารถนา และพาเราวิ่งหนีภยันอันตรายยามหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่น้อยคนนักจะสนใจดูแลส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับไปหน้ามากกว่า ฮ่าๆๆ
          เท้าจะประกอบไปด้วยกระดูก ๒๘ ชิ้น ต่อเข้ากับข้อเท้า มีกล้ามเนื้อที่เกาะมาจากขาท่อนล่างมาที่เท้า ๑๓ มัด และกล้ามเนื้อภายในฝ่าเท้าอีก ๑๙ มัด โครงสร้างของเท้ามีส่วนโค้งของฝ่าเท้าทั้งตามยาวและตามขวาง ทำให้เท้าสามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าของน้ำหนักตัว เท้ามีความแข็งแรงรับน้ำหนักไปที่ปลายเท้าได้ เช่น นักเต้นระบำบัลเล่ห์ และยังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นผิวที่รองรับฝ่าเท้า เช่น เดินเท้าเปล่าบนพื้นทราย   ส่วนประกอบของเท้าแยกแยะได้เป็น ๓ ส่วน คือเท้าส่วนหน้า ซึ่งจะประกอบไปด้วยนิ้วเท้า และกระดูกตรงส่วนฝ่าเท้า  เท้าส่วนกลาง จะประกอบไปด้วยส่วนโครงของฝ่าเท้าและเท้าส่วนหลัง จะเป็นส้นเท้า
            นอกจากนั้นเท้ายังประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อเส้นเอ็นต่างๆมากกว่า ๑๐๐ ชิ้นเพื่อเป็นตัวช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้า plantar fascia และ Achilles tendon หรือเรียกอีกอย่างว่า เอ็นร้อยหวาย เป็นเส้นเอ็นที่สำคัญมากและเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาได้เช่น โรคข้อเท้า โรคน้ำกัดเท้า
            ในวงการแพทย์แผนไทยและแผนจีนต่างชี้ให้เห็นว่า  อวัยวะภายในร่างกาย  ล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกับเท้า   หมอจีนจึงมีจุดแทงเข็มบนเท้าไม่ต่ำกว่า ๖๐ แห่ง  และการแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นก็ถือเป็นศาสตร์หนึ่งในการเยียวยา รักษาอวัยวะภายในร่างกายเพราะการแช่เท้าในน้ำอุ่นมีผลในการเร่งให้เลือดลมเดินคล่องเส้นเอ็นแผ่ขยาย ทำให้ยินและหยาง  (ภาวะตรงข้ามที่เป็นคู่กัน) มีความสมดุล จึงสามารถขจัดโรคภัยไข้เจ็บ  ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ได้
           มีบันทึกของแพทย์แผนจีนว่าสมัยราชวงค์ชิง เจิง กัว ฝาน แม่ทัพนามกระฉ่อนที่ปราบปรามพวกกบฎไทผิงจะดูแลสุขภาพตนเองทุกคืนก่อนนอนถึงแม้ผ่านศึกสงครามมามากมายสุขภาพก็ยังแข็งแรง อีกคนคือลูอิ๋ว  กวีใหญ่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้      ( คศ.๑๑๒๕-๑๒๑๐)  เป็นอีกผู้หนึ่งที่นิยมการแช่เท้าในน้ำร้อนก่อนเข้านอน ดังจะเห็นได้จากบทกลอนของท่าน ดังนี้
                               
  "เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา  ทำไร่ไถนาคงไม่ไหว  
                              เลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูพอสู้ได้    มิเคยอยู่ว่างอย่างเปล่าดาย       
                              ค่ำลงก่อนนอนพักผ่อนกาย ลูกหลานหญิงชายช่วยดังหมาย
                              รับใช้ ปู่ ตา พาสบาย  ต้มน้ำร้อนให้แช่เท้าเอย"  

         สำหรับคนไทยนอกจากน้ำร้อนแล้วยังผสมสูตรสมุนไพรเข้าไปอีกเวลาเราแช่นอกจากสมุนไพรซึมซับเข้าสู่ผิวหนังแล้ว กลิ่นของสมุนไพรทำให้เราสดชื่นไปในตัวอีกด้วย เมื่อครั้งผมไปทำข่าวที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก ก็ได้ทดลองทำสปาเท้าคือแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรอุ่นๆจนป่านนี้คิดถึงทีไรก็ยังประทับใจไม่หาย
        ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ มีพื้นที่ ๑๔ ไร่เศษ อยู่ในความดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา ห่างจากเขื่อนขุนด่านปราการชล นครนายกประมาณ ๒๐๐ เมตร ศูนย์นี้เผยแพร่แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร มีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต  มีฐานการเรียนรู้มากมาย เช่นการทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ปุ๋ยหมัก สร้างบ้านดิน พอกตัวล้างพิษและการแช่มือแช่เท้า   ใครสนใจศึกษาดูงานหรืออบรมเป็นหมู่คณะ ตั้งแต่ ๑ วันจนถึง หลักสูตร ๕ วันก็ประสานไปได้ที่ ๐๓๗-๓๘๔-๐๔๙ ท่านจะมีความสุขกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อยู่กับธรรมชาติอย่างมีความสุข
       สมุนไพรที่ใช้ต้มเพื่อแช่เท้ามี เกลือ น้ำเกลือช่วยดูดซับประจุเสียจากร่างกายได้เทียบเท่ากับการที่เราสัมผัสพื้นดินด้วยเท้าเปล่า ใส่เกลือ ๑-๒ ช้อนชาต่อน้ำแช่เท้า ๑ กะละมังก็เพียงพอ นอกนั้นก็มี ตะไคร้หอม ขิง ผิวมะกรูดซึ่งจะกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และกลิ่นยังทำให้รู้สึกสดชื่น  ใบส้มป่อยเพื่อบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ใบส้มเสี้ยวเพื่อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ใบมะขามเพื่อ แก้อาการคัน ไพลบรรเทาอาการอักเสบและการเคล็ด ขัดยอกของกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย ขมิ้นบรรเทาอาการอักเสบและบำรุงผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียนใช้อย่างละ ๑ ส่วน นำมาต้มแช่เท้าไว้  ๑๐-๑๕ นาทีเป็นประจำ ทำให้เลือดลมไหลดี ช่วยลดกลิ่นอับ คลายการปวดเมื่อยเท้า เกิดการผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ปรับกระบวนการย่อยสลายอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกายได้เป็นอย่างดี
     วิธีแช่เท้า คือ  ในขั้นแรกใช้น้ำสมุนไพรที่มีอุณหภูมิราว  ๔๐ - ๕๐ องศา  ปริมาณพอท่วมนิ้วเท้า  แช่ไว้สักครู่จึงค่อย ๆ  เติมน้ำเพิ่มจนสูงถึงกระดูกข้อเท้า อุณหภูมิของน้ำราว  ๖๐ องศา   ขณะที่เท้าแช่อยู่ในน้ำ  ให้สองเท้าเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง  หรือเอาสองเท้าถูกันไปมาเพื่อให้เลือดหมุนเวียน     ไม่ควรแช่เท้านานเกิน ถ้าแช่นานเกิน ๒๐นาที ควรจะใช้ผ้าชุบน้ำร้อนหรือน้ำเย็นโพกศีรษะ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกทางศีรษะ
        ระหว่างแช่เท้าถ้าเราเสริมการนวดเท้าเข้าไปด้วยยิ่งดีเพราะการบีบนวดช่วยให้ของเสียอุดตันหลุดง่ายขึ้นเหมือนการขุดลอกคูคลองให้น้ำไหลสะดวกขึ้นสำหรับแนวการนวดให้นวดสันด้านข้างเท้าด้านในซึ่งเป็นแนวกระดูกสันหลัง บีบนวดไล่จากสันเท้าขึ้นไปถึงนิ้วหัวแม่เท้า เทียบเท่าการดูแลกระดูกสันหลังจากก้นกบขึ้นไปถึงศีรษะ จะช่วยให้ทุกๆระบบซึ่งเชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังทำงานดีขึ้น
       จับนิ้วเท้าแต่ละนิ้วโยกซ้ายขวาขึ้นลงหมุนๆไปหมุนๆกลับ เทียบเท่ากับหมุนคอช่วยให้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น งอนิ้วล้วงจากโคนนิ้วเท้าขึ้นมาปลายนิ้วทุกนิ้ว เทียบเท่ากับการนวดคอและท้ายทอย ทำให้เลือดไปเลี้ยงจมูก ตา หู มากขึ้น  นวดหลังเท้าและข้อเท้าเทียบเท่ากับการนวดกล้ามเนื้อเส้นเอ็น  ต่อมน้ำเหลืองของร่างกายด้านหน้าและเอว
      นวดฝ่าเท้า ส่วนที่ชิดโคนนิ้วเท้า เท่ากับนวดบ่า นวดส่วนกลางเท้าคือระบบอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้องช่วยให้การย่อยอาหารและขับถ่ายดีขึ้น นวดข้างเท้าด้านนอกเทียบเท่ากับการนวดแขนขา นวดไต้ตาตุ่มช่วยให้ข้อสะโพกสบายขึ้น นวดบริเวณด้านข้างของส้นเท้า ทั้งด้านนอกและด้านใน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนทั้งเพศชายและหญิง สำหรับผู้ที่เข้าวัยทอง ส่วนวัยทองแดงคงลำบาก ฮ่าๆๆ
     หลังจากแช่เท้าพร้อมกับนวดตามเวลาที่กำหนดเสร็จ ยกเท้าขึ้นจากน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง 
ขอย้ำหลังแช่เท้าเสร็จแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอื่นใด เช่นทำการบ้าน ฮ่าๆ ควรเข้านอนทันที ท่านจะหลับสบายหลับลึก ถึงแม้ขโมยเข้าบ้านก็ไม่รู้สึกตัว ฮ่าๆๆ
                                   ---------------------------------------------------------------
 
 
 
 
  

สวดอธิษฐานขออโหสิกรรม
                                       สวดอธิษฐานขออโหสิกรรม
                                  “ สวดแล้วจะพบชีวิตใหม่”
                                                      จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
         ผมรู้จักกับอาจารย์ชยพล (ชะ-ยะ-พล)  สำเภาจันทร์ นักวิชาการเกษตรจากเมืองแปดริ้วจังหวัดฉะเชิงเทรามาหลายปีท่านร่วมผลิตรายการวิทยุกับผมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ช่วงหลังท่านหันมาทำธุรกิจความสวยความงามจนประสบความสำเร็จ เป็นที่ปรึกษาหลายบริษัท ต่อมาได้ไปบวชศึกษาพระธรรมวินัยจนดื่มด่ำ
        เมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๗ ผมได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสวดอธิษฐานจิตขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวรจากท่าน อ่านแล้วทึ่งจริงๆ
         มีหมอผ่าตัดโรคหัวใจคนหนึ่ง ได้เล่าเรื่อง เรื่องประสบการณ์ การสวดขอขมา  อโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวรว่าสวดแล้วดีมาก ปกติหมอจะสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอนเสมอ โดยจะท่องเฉพาะบท “นโมตัสสะ ฯลฯ แล้วกราบ ๓  ครั้ง แล้วนอนเลย แต่เมื่อก่อนปีใหม่ ได้หนังสือสวดมนต์มาก็เลยได้สวดบทขอขมาอโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร ตอนสวดครั้งแรก ก็ไม่คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าเป็นบทที่น่าสวดดี หลังจากสวดเสร็จ คืนนั้น ฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุดสีชมพูแดงมานั่งคุยด้วย เธอบอกว่าเมื่อก่อนโกรธเรามาก แต่มาวันนี้ไม่โกรธแล้ว
          พอตื่นขึ้นมา รู้สึกว่าอิ่มเอมใจแบบอธิบายไม่ถูก คุยกับแม่ แม่ว่าคงเป็นเจ้ากรรมนายเวร เขามาอโหสิกรรมให้ ก็เลยไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนก็เลยขอให้ส่งบทสวดนั้นให้ พอเพื่อนเอาไปสวด เขาก็ฝันเห็นเด็กตัวเล็กๆมาบอกว่า เขากำลังจะไปเกิด  ทำให้เพื่อนรู้สึกดีมากๆ มีความสุขอย่างประหลาด เบาโล่ง
บทสวดมีข้อความดังนี้
            “กายะกัมมัง  วะจีกัมมัง  มะโนกัมมัง   สัญจิจจะกัมมัง  อะสัญจิจจะกัมมัง        
                            ขะมันตุเม   อะโหสิกัมมัง  ภะวะตุ เม”
                       กรรมใดๆไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดีไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษให้เป็น อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดๆที่ใครๆทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิตคิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป
                  ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดีมีชัย เสนียดจัญไรและอุปทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงพลันสำเร็จเทอญ
                                   “ นิพพานัง  ปัจจะโย  โหตุ”
       ลองนำไปสวดดูนะครับ แล้วท่านจะพบกับความ มหัศจรรย์ในชีวิตของท่าน อย่างน้อยอาจารย์ชยพล  สำเภาจันทร์ ท่านก็ได้ทดลองมาแล้วเห็นผลจริง โรคภัยไม่เบียดเบียน ทำมาค้าขึ้น ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
เหมือนวิญญาณ ผีบ้านผีเรือนคอยอุปถัมภ์ ดีนักแล ฮ่าๆๆๆ
    สุดท้ายผมขอแนะนำเพิ่มเติม ท่านที่เจ็บไข้ได้ป่วย ก่อนที่จะกินยาทุกครั้งให้สวดบทอธิษฐานจิต อโหสิกรรมทุกครั้ง ท่านจะหายจากโรคภัยอย่างไม่น่าเชื่อ
              -------------------------------------------------------------------------------------------- 

หญ้าฮี่ยุ่ม
                                 หญ้าฮี่ยุ่ม
                                             “ใช้กระชับพื้นที่”
                                                                จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
              
  หญ้าฮี่ยุ่ม เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่
ใช้กระชับพื้นที่เพื่อทำสาวแบบโบราณ หรือสมัยนี้เขาเรียก “รีแพร์ คิอการการทำให้ช่องคลอดหดตัว แปลง่ายๆคือทำให้ฟิตว่างั้นเถอะฮ่าๆๆ   เป็นที่ฮือฮาอยู่ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๑ ระหว่าง ๓-๗ กันยายน ๒๕๕๗ ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค  เมืองทองธานี

  

           ตั้งแต่ปากทางเข้างานและภายในบริเวณงาน จะเห็นบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ ฮ่าๆๆ ที่เครื่องชำรุดไม่รู้ทรุดโทรมหรือเปล่ารุมล้อมพูดคุยชื่นชมเจ้าหญ้าฮี่ยุ่มที่มีปราชญพื้นบ้านนำมาเผยแพร่แบ่งปันให้ชาวบ้านผู้ชื่นชอบสมุนไพรนำไปใช้ นอกจากสาวน้อยแล้วยังมีหนุ่มใหญ่ที่รักเมียรวมอยู่ในวงนี้ด้วยด้วย

 เมียสั่งมา ถ้าไม่มีไม่ได้เข้าบ้าน ฮ่าๆๆ
     “
จะเอาไปฝากเมียครับ เมียสั่งมา”  ทายแล้วไม่มีผิดฮ่าๆๆ นี่คือคำยืนยันจากหนุ่มใหญ่ที่ตอบคำถามผมบ้างก็ซื้อเป็นกำมือ บ้างก็หิ้วเป็นถุงใหญ่ สอบถามหมอพื้นบ้านที่นำมาส่วนใหญ่มาจากภาคอิสาน จากภูทอกจังหวัดบึงกาฬบ้าง จากภูเขียวชัยภูมิ จากภูพานสกลนครบ้างและจากอุบลราชธานี
        ว่ากันว่าสมุนไพรสรรพคุณเด่นของ “หญ้าฮี่ยุ่ม” คือช่วยให้ช่องคลอดกระชับหลังคลอดบุตร ช่วยสมานแผล ทำให้มดลูกเข้าอู่ ซึ่ง “
หมอตำแย” คนทำคลอดและหมอพื้นบ้านนำมาใช้ในการอยู่ไฟรักษาหญิงหลังคลอดมานานหลายร้อยปี ช่วยให้แผลปิดสนิทเร็วขึ้น กระชับช่องคลอดไม่ให้หย่อนยาน ช่วยมดลูกเข้าอู่เร็ว ถ้าจะพูดให้ทันสมัยวิธีการแบบนี้เขาเรียกการรีแพร์

  

          หญ้าฮี่ยุ่มเป็นพืชตระกูลไผ่และหญ้า มีข้อและปล้อง ลำต้นกลวง อยู่ในวงศ์เดียวกับไผ่ หญ้าคา ข้าว อ้อย หญ้าแฝก  ต้นเล็กใบจะมีขนเล็กๆ นุ่มๆ หากต้นโตขึ้นมาจะไม่ค่อยมีขน ลักษณะพิเศษคือใบมีริ้วสีเขียวอ่อนเขียวแก่ตามเส้นแกนใบ หากลูบสัมผัสจากโคนใบถึงปลายใบจะมีความนุ่มลื่น แต่ถ้าลูบย้อนกลับมาจะรู้สึกสาก เป็นไม้ที่ทนที่ร่มได้ดี หากอยู่ที่แจ้งจะเตี้ยและมีสีอื่นปน เช่น สีม่วง การเจริญเติบโตอยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน การขึ้นจะมีลักษณะเป็นกอ ดอกช่อยาวขึ้นไป หากเดินผ่านเม็ดของดอกจะติดตามเสื้อผ้าได้ง่าย จึงทำให้เกิดการกระจายพันธุ์ไปที่อื่นๆ ได้ง่าย มีขึ้นทุกภาคของประเทศไทย
         วิธีใช้หญ้าฮี่ยุ่มบางคนยังเข้าใจผิดนึกว่าเอาไปต้มกินแล้วกระชับช่องคลอดได้ นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ บอกว่าจริงๆ แล้วการนำมาใช้แต่ละแบบก็ให้ผลที่ต่างกัน หากต้องการช่วยกระชับช่องคลอดให้เต่งตึงต้องใช้วิธีในการรมควัน ซึ่งจะได้ความร้อนและน้ำมันหอมระเหย ช่วยฆ่าเชื้อ รักษาแผลหลังคลอดให้หายไว และลดอาการบวม ส่วนการต้มดื่มจะช่วยลดไขมันในเลือด ทำให้คอชุ่มชื่นยามเจ็บไข้      
         ส่วนสรรพคุณทางยาของหญ้าฮี่ยุ่ม โดยการวิเคราะห์ด้วยวิธี “แก๊สโครมาโทกราฟี” คือ นำหญ้ามาเผาจนเกิดควัน แล้วตรวจสารเคมีของหญ้าที่ระเหยขึ้นมาโดยพบเจอสาร ๒ ชนิด คือ  สารกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งพบมากที่สุด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านสารอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง ผลคือช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ และสารไฟโตสเตอรอล มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ในระดับสัตว์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีสารกลุ่มอื่นอีก ซึ่งจะต้องตรวจวิเคราะห์ในเชิงลึกต่อไป ว่ามีสารที่มีประโยชน์มากกว่านี้หรือไม่ เช่น ซิลิกา ซึ่งช่วยให้เนื้อเยื่อแข็งตัว มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดการอักเสบ และทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น มักนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เป็นต้น แต่หากสูดดมสารตัวนี้มากจะก่อให้เกิดโรคปอดจากหินฝุ่นได้ แต่หากการเผาไหม้หญ้ารีแพร์ก่อให้เกิดสารตัวนี้จริงก็ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย รวมถึงการนำไปต้มดื่มก็ไม่ก่อให้เกิดสารตัวนี้

   หมอไอ่  สุพร

      หมอไอ่  สุพร ปราชญพื้นบ้าน บ้านภูทอก ต.นาแสง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ ได้เล่าให้ผมฟังว่า เอาหญ้าฮี่ยุ่มประมาณ ๑ กำมือ ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาเผาในหม้อหรือเตาที่สามารถยกได้ วางลงใต้เก้าอี้ที่มีปล่องเวลาผู้หญิงนั่งให้ถอดผ้าถุงนั่งคร่อมเก้าอี้ให้เป้าหมายที่แปลงนาน้อยตรงกับเตาหรือหม้อที่เผาต้นหญ้าฮี่ยุ่มเพื่อให้ควันลอยพวยพุ่งขึ้นมา นั่งประมาณ ๑๐-๑๕ นาทีนานนักจะกรอบ ฮ่าๆๆ ทำติดต่อกัน ๒-๕ วัน ก็พอ
     แต่ต้องขอเตือนบรรดาสาวน้อยว่าเวลาทำอย่าใจร้อน เวลาเผาต้นหญ้าฮี่ยุ่มแห้ง ให้เลือกเก้าอี้ที่มีความสูงพอประมาณ อย่าให้เตี้ยเกินไป ประเดี๋ยวไฟจะลุกโชติช่วงเผานาผืนน้อยแล้วจะยุ่ง ฮ่าๆๆ    ส่วนการต้มดื่มหญ้าฮี่ยุ่ม ๑  กำมือ เติมน้ำท่วมยา ดื่มต่างน้ำก็ได้ ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งชุ่มชื้นช่วยลดไขมันในเลือดหรือจะต้มอาบก็ได้
       ป้าแช่ม โนนสังข์ทอง วัย ๖๐ ปีจากจังหวัดมุกดาหารเล่าให้ผมฟังว่า เคยมีประสบการณ์เพิ่งคลอดบุตรและมีอาการเจ็บช่องคลอดมาก จนไม่สามารถนั่งให้นมลูกได้ หมอตำแยที่บ้านจะใช้หญ้าฮี่ยุ่มนี้แหละมารมควันให้นั่ง โดยตากแดดให้แห้ง แล้วมาเผาร่วมกับไม้ผุ ๆหรือถ่าน รมควัน ให้ควันลอยผ่านเก้าอี้ที่มีรู นั่งประมาณ สัก ๒๐-๓๐ นาที แผลที่เคยปวดก็ดีขึ้นรู้สึกตึงๆ ทำเพียง ๒ วัน ก็หาย และที่สำคัญสามียายยังยกนิ้วให้เลยว่าฟิตเปรี๊ยะ ฮ่าๆๆ
                             -------------------------------------------------------------
 
 
 
 
  



    

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด -
ล่าสุด มนัสนันท์ พิสูจน์ศิลป์
22 ก.ย. 2557 เวลา 07:38 น.
ล่าสุด กุ้ง
20 ก.ย. 2557 เวลา 17:38 น.
ล่าสุด สุภัทธญา
17 ก.ย. 2557 เวลา 17:21 น.
ล่าสุด ภณัฐ ภีสระ
17 ก.ย. 2557 เวลา 16:23 น.
ล่าสุด หยาดอรุณ
16 ก.ย. 2557 เวลา 11:08 น.
ล่าสุด โชติ
16 ก.ย. 2557 เวลา 08:28 น.
ล่าสุด คนใจดี
15 ก.ย. 2557 เวลา 16:34 น.
ล่าสุด sam
14 ก.ย. 2557 เวลา 23:07 น.