เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

มะเร็งเพื่อนคุณหรือเปล่า
                              มะเร็งเพื่อนคุณหรือเปล่า
                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
               ผมรอนแรมไปตามจังหวัดต่างๆจนมาถึงจังหวัดมุกดาหารซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่มีแม่น้ำโขงขวางกั้นกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศลาว มาพักที่นี่ก็ได้รับข่าวคราวการสูญเสียชีวิตของผู้คนด้วยโรคมะเร็งอย่างน่าใจหาย เพราะผู้คนแถบนี้มีวัฒนธรรมด้านอาหารการกินคือก้อยดิบหรือ “ซกเล็ก” ก็เรียก     ยิ่งแถบนี้มีชาวเวียตนามอาศัยอยู่ก็มีอาหารจานเด็ดเหมือนกันเรีอก  “เลือดแปลง”  เฉพาะเครื่องในที่หั่นมาสุกแต่เลือดที่ใส่มาจับตัวกันผลึกสีแดงแจ๊ด ต่างกับภาคเหนือก็มีเหมือนกันเรียก  “ลู่” จำติดตาเห็นชื่อแปลกๆลองสั่งมากิน ที่ไหนได้ลาบเลือดธรรมดานี่แดง ฮ่าๆๆ
             อาหารสุกๆดิบๆเหล่านี้แหละครับที่ไปสะสมในร่างกายจนเป็นบ่อเกิดแห่งมะเร็งร้ายตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่ามันยังไม่ออกมาอาละวาดแผลงฤทธิ์เท่านั้นเอง มะเร็งมันแฝงอยู่ในร่างกายคนเราจนเป็นเพื่อนสนิทไปไหนมันไปด้วย เพราะทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว เซลล์พวกนี้แรกๆจำนวนน้อยเครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจหามันเจอ จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น ๒-๓ ร้อยล้านเซลล์
          หากไปพบหมอแล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ อย่าได้วางใจนั่นหมายความว่าเครื่องมือทางการแพทย์ม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขนาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือแพทย์ตรวจเจอ
         ถ้าจะว่าไปแล้วเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นมากถึง ๖-๑๐ ครั้งในหนึ่งช่วงชีวิตของคนเรา  เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัวและสร้างก้อนเนื้อร้ายขึ้นมา แต่เมื่อคนไข้ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งแสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือโภชนาการไม่ดีซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหารหรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต
        การเอาชนะเซลล์มะเร็งสามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้พร้อมที่จะต่อกรกับเจ้ามะเร็งร้าย ถ้าเมื่อไหร่ภูมิต้านทานเราอ่อนแอมันเอาเราแน่อย่าเผลอ ฮ่าๆๆ     การให้คีโมหรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วยอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด
       ส่วนการฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เนื้อบางส่วนไหม้เป็นแผลเป็นและทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วการให้คีโมหรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็งลดลงแต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื้อไปมากกว่านั้น เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมากจากการให้คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกทำลายด้วย ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้ต่อเซลล์มะเร็ง  การให้คีโมหรือการฉายแสงอาจเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็งมีการกลายพันธุ์หรือดื้อยาทำให้ยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจสามารถทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่นๆได้
     วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็งคือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุดให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้ พูดง่ายๆให้มันอดอาหารที่มันชอบ แล้วมันก็ผอมโซไม่มีแรงต่อกรกับเราฮ่าๆๆ
                                           ----------------------------------------------------------
หมายเหตุ    เย็นวันนี้ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ พระคุณเจ้าอาจารย์ปัญญา พระนักธุดงค์จากจังหวัดร้อยเอ็ดที่ผมเคารพศรัทธาได้เดินทางมาพักที่ อ.ปากคาด จังหวัดบึงกาฬ บอกว่าได้ไปพบแม่หมอแล้วพาไปหาสมุนไพรแก้มะเร็งระยะสาม ทำให้ผมสนใจอยากไปกราบนมัสการพระคุณท่านเพื่อดูตัวยาให้เห็นกับตาจะได้นำมาเผยแพร่ช่วยเหลือผู้ป่วย
      พระคุณเจ้ามีกำหนดเดินทางธุดงค์เข้าเขตภูเขาฝั่งลาวด้วยซึ่งท่านบอกยังมีสิ่งมหัศจรรย์ในบ้านเราอีกเยอะโดยเฉพาะ “ภูถ้าพระ” ถ้ำบาดาลพญานาคที่พระอาจารย์ของพระปัญญาไปพบมา นี่ถ้าไม่ติดต้องดูแลคุณพ่อพรุ่งนี้ผมคงได้กราบท่านถึงแดนธุดงค์แล้วก็ได้ฮ่าๆๆๆ (พระอาจารย์ปัญญา ๐๘-๗๔๔๗-๐๑๑๔ )
    

น้ำผึ้งผสมอบเชย "ยาดีรักษาโรค ๑๐๘"
                                         น้ำผึ้งผสมอบเชย
                                             “ยาดีรักษาโรค ๑๐๘”
                                                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
         ระหว่างผมพักที่จังหวัดอำนาจเจริญคุณภาวิณี  เจริญยิ่ง เพื่อนนักข่าวจากนิตยสารเส้นทางเศรษฐีเครือมติชน ส่งข้อมูลมาบอกว่าน้ำผึ้งกับอบเชยนี่สุดยอดยานับเป็นของดีที่ต้องกินเพื่อบำบัดโรค เพราะน้ำผึ้งเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวในโลกนี้ที่ไม่มีเสียหรือบูดเน่า
        เรื่องน้ำผึ้งกับอบเชยถ้าได้นำเสนอบรรดาบริษัทยาทั้งหลายคงไม่ชอบใจแน่ๆเพราะการค้นพบข้อเท็จจริงของส่วนผสมน้ำผึ้งกับอบเชยสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด  น้ำผึ้งมีทั่วโลกเพราะมีผึ่งช่วยเป็นทหารเอกหามาให้ นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยอมรับว่าน้ำผึ้งมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาโรคนานาชนิด น้ำผึ้งสามารถรักษาได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆต่อร่างกาย
         มีการยืนยันว่าแม้น้ำผึ้งจะมีรสหวานแต่ถ้ารับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะเป็นยาชนิดหนึ่งไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยเบาหวาน หนังสือ Word Weekly News ของแคนาดาประจำวันที่ ๑๗ มกราคม  คศ.๑๙๙๕ ได้บอกถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งกับอบเชยว่ารักษาโรคใดได้บ้าง ซึ่งเป็นผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาติตะวันตก ผลการวิจัยบอกว่าสามารถรักษาโรคหัวใจ  โรคมะเร็ง  โรคปวดข้อปวดกระดูก โรคกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ คลอเลสเตอรอล ไข้หวัด อาการท้องอืด ลมในกระเพาะ ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย อาหารไม่ย่อย ไข้หวัดใหญ่ยาอายุวัฒนะ แก้สิว ผิวหนังติดเชื้อ ลดน้ำหนัก   แก้อาการอ่อนเพลีย ขจัดลมหายใจมีกลิ่นสูญเสียการได้ยินกลับคืนมา
          ดร.ริชาร์ด แอนเดอร์สัน ได้แนะนำอาสาสมัครของเขาที่ป่วยเป็นเบาหวาน ให้ลองใช้อบเชยเป็นประจำ ปรากฏว่ามีอาสาสมัครนับร้อย ได้รายงานผลดีกลับเข้ามาว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ อบเชยช่วยเร่งให้การสันดาปน้ำตาลกลูโคสเพิ่มขึ้น ๒๐ เท่า นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าการกินอบเชยนั้นไม่มีอันตราย
    สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ( Cancer) ผลการวิจัยในญี่ปุ่นและออสเตรเลียพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งกระดูกในขั้นมากๆแล้วสามารถรักษาได้สำเร็จ ผู้ป่วยที่ได้รับความทรมานจากมะเร็งดังกล่าวควรดื่มน้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะผสมผงอบเชย ๑ ช้อนชาเป็นประจำ ๓  เวลาประมาณ ๑ เดือน อาการจะขึ้นตามลำดับ
         โรคหัวใจ ( Heart Diseases) ให้เอาน้ำผึ้งผสมกับผงอบเชย แล้วป้านขนมปังแทนเยลลี่และแยม กินเป็นประจำแทนอาหารเช้าจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดและช่วยลดอาการหัวใจวาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ถ้ารับประทานตามที่แนะนำมานี้เป็นประจำ ก็จะทำให้อาการเจ็บกล้ามเนื้อหัวใจทุเลา ถ้าคนปกติรับประทานเป็นประจำ จะทำให้ระบบหัวใจดีขึ้น การเต้นหัวใจแข็งแรงขึ้น
     ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา สถานดูแลผู้ป่วยหลายแห่งใช้วิธีนี้บำบัดบำบัดคนไข้ได้ผลดี และยังค้นพบต่อไปอีกว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เส้นโลหิตแดงและโลหิตดำขาดความยืดหยุ่นและอุดตันได้ง่าย น้ำผึ้งกับอบเชยสามารถฟื้นฟูเส้นโลหิตทั้งสองชนิดได้
        โรคปวดข้อปวดกระดูก ( Arthritis) ให้ชงน้ำผึ้ง ๒ ช้อนกับผงอบเชย ๑ ช้อนชา ในน้ำร้อนขนาดเท่าถ้วยกาแฟทุกเช้า-เย็นเป็นประจำทุกวัน ก็จะทำให้อาการปวดทรมานหายได้ จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนฮาเกนพบว่าหมอให้คนไข้รับประทานน้ำผึ้งขนาด ๒ ช้อนโต๊ะผสมกับผงอบเชยขนาดครึ่งช้อนชาก่อนอาหารเช้า พบว่าในเวลา ๑ สัปดาห์คนไข้จำนวน ๗๓ คนจากจำนวนทั้งหมด ๒๐๐  คนที่เข้าร่วมโครงการทดลองมีอาการปวดลดลง เมื่อทดลองต่อไปจนครบ ๑  เดือนปรากฏว่าคนไข้ส่วนใหญ่ที่เดินไม่ได้สามารถเดินได้เองโดยไม่มีอาการปวดแต่อย่างใด
       โรคกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ (  Biadderinfections)   ให้ใช้ผงอบเชย ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง ๑ ช้อนชาชงในน้ำอุ่น  ๑  แก้วแล้วดื่มมันจะไปฆ่าเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
       คลอเรสเตอรอล ( Cholesterol) ชงน้ำผึ้ง ๒  ช้อนโต๊ะกับผงอบเชย ๓  ช้อนชา ในน้ำชาขนาด ๑๖ ออนซ์ ให้คนไข้ที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงดื่ม ปรากฏว่าภายในเวลา ๒  ชั่วโมงระดับคลอเลสเตอรอล ลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์
       โรคไข้หวัด  (Colds) สำหรับผู้ที่มีอาการทรมานจากไข้หวัดทั่วไปหรือไข้หนักควรชงน้ำผึ้ง  ๑  ช้อนโต๊ะกับผงอบเชยครึ่งช้อนโต๊ะทุกวันเป็นเวลา ๓ วันก็จะช่วยลดอาการไอรุนแรงและจมูกโล่ง
      อาการท้องอืด (Upset Stomach) ให้ดื่มน้ำผึ้งผสมอบเชยจะช่วยให้อาการปวดท้องทุเลา และยังช่วยลดอาการแผลในกระเพาะอาหารได้ด้วย
       ลมในกระเพาะ ( Gas)   จากผลการวิจัยในอินเดียและญี่ปุ่นพบว่า ถ้าดื่มน้ำผึ้งผสมอบเชยจะช่วยลดลมภายในกระเพาะอาหารได้ เรื่องลมในกระเพาะผมเห็นมากับตาผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเรอ เป็นช่วงๆ จุกเสียดหน้าอกรู้สึกอึดอัด น่าเห็นใจมากต้องใช้วิธีกดหลังกดท้องแล้วแต่จะทำ กดไปกดมาถ้าระบายขึ้นบนคนเราก็เรียกว่าเรอ แต่ถ้าระบายลงล่างเราก็เรียก..ตด ฮ่าๆๆ  วิธีแก้ไขก็ไม่ยากเพียงชงน้ำผึ้ง ๑ ช้อนโต๊ะผสมผงอบเชย ๑ ช้อนชาแล้วเติมน้ำเปล่า ๑ ใน ๔ ส่วนของแก้วเพื่อให้ผสมง่ายขึ้น ดื่มได้ทุกขณะโดนเฉพาะเวลามีอาการ สักพักทั้งอาการเรอ อาการตดจะลดลงและจะไม่มารบกวนอีกเลยฮ่าๆๆ
      ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ( Immune System)  ถ้าดื่มน้ำผึ้งผสมอบเชยเป็นประจำจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายให้เข้มแข็ง ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นักวิทยาศาสตร์พบว่าในน้ำผึ้งมีวิตามินหลายชนิดและธาตุเหล็กจำนวนมาก การดื่มน้ำผึ้งประจำยังเพิ่มเม็ดเลือดขาว เพื่อต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้
       อาหารไม่ย่อย ( Indigestion)  โรยผงอบเชยลงบนน้ำผึ้งประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะกินก่อนอาหารจะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารจะช่วยให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
      ไข้หวัดใหญ่ ( Influenza) นักวิทยาศาสตร์สเปนได้พิสูจน์ว่าน้ำผึ้งประกอบด้วยสารอาหารธรรมชาติที่ทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่และช่วยให้ผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากไข้หวัดใหญ่
     ยาอายุวัฒนะ ( Longevity)  การดื่มชาที่ผสมน้ำผึ้งกับอบเชยเป็นประจำจะช่วยชรอความชรา วิธีการทำคือ ใช้น้ำผึ้ง ๔ ช้อนโต๊ะ ผงอบเชย ๑ ช้อน น้ำเปล่า ๓ ถ้วย แล้วนำไปต้มเหมือนชา ให้ดื่มครึ่งถ้วยวันละ ๓-๔ เวลา จะช่วยให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง นุ่มมีน้ำมีนวล ช่วยทำให้อายุยืน อาจถึง ๑๐๐ ปี ให้เริ่มดื่มตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี
   แก้สิว ( Pimple)  เพียงใช้น้ำผึ้งประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะผสมกับผงอบเชย ๑ ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วป้ายบนหัวสิวก่อนนอน และล้างออกในวันรุ่งขึ้นด้วยน้ำอุ่น ถ้าปฏิบัติติดต่อกัน ๒ สัปดาห์ก็จะสามารถกำจัดหัวสิวได้
   ผิวหนังติดเชื้อ ( Skin infections) ให้ใช้น้ำผึ้งผสมกับผงอบเชยปริมาณเสมอภาคคือเท่าๆกันทาบริเวณที่ติดเชื้อ จะช่วยรักษาเรื้อนกวาง ( Eczema ) กลากและโรคผิวหนังชนิดต่างๆได้
   ลดน้ำหนัก ( Weight Loss) เพียงดื่มน้ำผึ้งผสมอบเชยในน้ำร้อน ทุกๆเช้าก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ขณะท้องว่างและก่อนนอนทุกคืน ถ้าทำเป็นประจำจะช่วยลดน้ำหนัก แม้คนที่อ้วนมากๆ เช่นเดียวกันถ้าดื่มเครื่องดื่มที่กล่าวมานี้จะช่วยไม่ให้ไขมันสะสมในร่างกายแม้กระทั้งในคนที่รับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง
  แก้อาการอ่อนเพลีย ( Fatigue)  มีผลการศึกษากับผู้สูงวัยในการดื่มน้ำผึ้งแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลในน้ำผึ้งมีประโยชน์มากในการเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย เมื่อนำน้ำผึ้งผสมกับผงอบเชยในอัตราส่วนเท่าๆกันจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่าและมีร่างกายที่ยืดหยุ่น ดร.มินตันที่ศึกษาเรื่องนี้กล่าวว่า การดื่มน้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะในแก้วหนึ่งแก้วโรยด้วยผงอบเชยเป็นประจำหลังแปรงฟันและตอนบ่ายๆประมาณ ๑๕.๐๐น. เมื่อร่างกายเริ่มล้าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีชิวิตชีวาใน ๑ สัปดาห์
     ขจัดลมหายใจมีกลิ่น ( Bad Breath) ชาวอเมริกาใต้ ตื่นนอนตอนเช้า สิ่งที่เขาทำอันดับแรกคือ กลั้วคอด้วยส่วนผสมของน้ำผึ้ง ๑ ช้อนชา กับผงอบเชยในน้ำร้อน เพื่อให้ลมหายใจสดชื่นตลอดวัน
    สูญเสียการได้ยินกลับคืนมา ( Hearing Loss) การรับประทานน้ำผึ้งและผงอบเชยผสมกันในปริมาณเท่าๆกันเป็นประจำทุกเช้าและก่อนนอนจะช่วยให้การได้ยินกลับคืนมาเหมือนเดิม
     ไม่น่าเชื้อว่าของดีใกล้ตัว น้ำผึ้งกับผงอบเชย จะมีสรรพคุณทางยามากมายขนาดนี้เหมือนเส้นผมบังภูเขา ถึงเวลาที่ลูกหลานเราจะได้ไขปัญหาปริศนา ในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงห่างไกลโรคภัย หลายคนรู้จักน้ำผึ้ง แต่ก็มีอีกหลายคนทั้งชีวิตอาจจะยังไม่เคยเห็นเจ้าอบเชย
      อบเชย (Cinnamon) เป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม ได้มาจากเปลือกไม้ชั้นในที่แห้งแล้วของต้นอบเชย แท่งอบเชยมีสีน้ำตาลแดง มีลักษณะเหมือนแผ่นไม้แห้งที่หดงอหลังจากโดนความชื้น มักจะเรียกตามแหล่งเพาะปลูกเช่น อบเชยจีน อบเชยลังกา อบเชยญวน เป็นต้น ในประเทศไทยไม่นิยมปลูกเพราะภูมิอากาศไม่เหมาะสม
       ถ้าเราสังเกตจะเห็นผงอบเชยแฝงอยู่ในเครื่องแกงเช่น พริกแกงกะหรี่ประเภทผัดที่ใช้ผงกะหรี่ ใช้เป็นไส้กะหรี่ปั๊ป หรือใช้ร่วมกับโป๊ยกั้กในอาหารคาวประเภทต้มเช่น พะโล้และเนื้อตุ๋น ส่วนในประเทศแถบตะวันตก มักใส่อบเชยในของหวาน เช่น ซินนามอนโรลล์ ใช้ผงอบเชยละเอียดโรยหน้ากาแฟใส่นม ใช้ผงอบเชยกับน้ำตาลโรยหน้าเพรตเซล และนอกจากนี้ยังมีลูกอม หมากฝรั่ง และยาสีฟันรสอบเชยอีกด้วย
       เปลือกอบเชยอบเชยมีสรรพคุณทางยา เนื่องจากมีแทนนินสูงที่ให้รสฝาดจึงนิยมใช้ในยาตำรับแผนโบราณเช่น เป็นส่วนผสมในยาหอมต่าง ๆ โดยใช้ส่วนของเปลือกลำต้น ใช้ในการแก้จุกเสียด แน่นท้อง หรือใช้ในการทำยานัตถุ์ใช้สูดดม เพื่อเพิ่มความสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย แก้โรคท้องร่วงเพราะมีส่วนช่วยต้านแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยในการย่อยอาหาร และสลายไขมัน ส่วนเปลือกลำต้นอายุมากกว่า ๖ ปี หรือใบกิ่งยังนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยได้อีกด้วย
                                -------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
  

สมุนไพรทองพันชั่ง
                                               ทองพันชั่ง
                                              “ยอดยาปราบ
มะเร็ง
                                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
            สมุนไพรทองพันชั่ง ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่ามีคุณค่ามหาศาลดั่งทองพันชั่งก็ไม่ปาน บางแห่งเรียกทองคันชั่ง และ หญ้ามันไก่ ศูนย์เรียนรู้สมุนไพรหลายจังหวัดมักปลูกไว้ศึกษา ที่หมู่บ้านโนนเสลา อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านแทบทุกบ้านจะปลูกไว้ริมรั้วเป็นแถวเมื่อออกดอกจะมีสีขาวสวยงาม พอถึงวันพระก็จะเก็บดอกไปถวายพระเป็นกิจวัตร
            สมุนไพรทองพันชั่ง เป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามากนัก ทางการแพทย์แผนโบราณได้ใช่ทองพันชั่งในการรักษาโรคตับอักเสบ โรคผิวหนัง พุพอง น้ำเหลืองเสีย แก้ปวดกระดูก เป็นต้น เพราะในทองพันชั่งงจะมีสารไรนาแคนทิน ที่สามารถยับยั้งแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ สารสำคัญในทองพันชั่งคือสารประกอบไรนาแคนทิน มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส
           ทองพันชั่ง ลักษณะจะเป็น ไม้พุ่ม สูง ๑-๒  เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ส่วนโคนต้นเนื้อไม้เป็นแกนแข็ง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปไข่ กว้าง ๒-๔ ซม. ยาว ๔-๘ ซม. ปลายใบแหลมเรียว โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวอ่อน ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๒ ปาก ปากล่างมีจุดประสีม่วงแดง ผล เป็นฝักเล็ก
        หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่จะใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็งและวัณโรคระยะเริ่มแรก แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไส้เลื่อนไส้ลาม แก้ปัสสาวะผิดปกติ ถือเป็นสมุนไพรบำรุงธาตุบำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะแก้โรคร้อยแปดประการฮ่าๆๆ แม้กระทั้งโรคความดันโลหิตสูง ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน
         สมุนไพรทองพันชั่ง ผลการวิจัยพบว่ามีสาร
“แนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์ในการช่วงยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก และรักษาโรคตับอักเสบ ใบนำมาต้มดื่มช่วยแก้โรคมุตกิตระดูขาวของสตรี โรคกระเพาะอาหาร ปวดฝี ริดสีดวงทวารและรักษาคุดทะราด โดยใช้ทั้งต้น สดจำนวน ๓๐ กรัม ต้มเติมน้ำท่วมยา ดื่มต่างน้ำ  บางตำรับใช้ก้านและใบสด ๓๐ กรัม ถ้าแห้งก็ประมาณ ๑๕ กรัม ผสมกับน้ำตาลกรวดใส่หม้อเติมน้ำท่วมยาแล้วต้มให้เดือด ดื่มต่างน้ำเพื่อรักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก
        นอกจากนั้นยังใช้เป็นยาภายนอก ทาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อนและผื่นคัน ขับพยาธิทางผิวหนัง ตามบาดแผลได้อีกด้วย โดยใช้ใบสด ประมาณ ๙  ใบ หรือ รากสด ๕ ราก ใบสดตำให้ละเอียด เติมเหล้าโรงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนหรือเอารากมาป่น แช่เหล้าไว้ ๑ สัปดาห์ กรองเอาน้ำยาที่แช่มาทา ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย
     เคยมีแฟนคลับผมคนหนึ่งนำใบทองพันชั่งมาทำแชมพูสระผมเพื่อป้องกันผมร่วงและผมหงอกเนื่องจากเชื้อราและส่งมาให้ผมทดลองใช้รู้สึกใช้ได้ผลดี
                                     -----------------------------------------------------------
เขียนที่ห้องพักจังหวัดอำนาจเจริญ ๒๔ ตค.๒๕๕๗
  

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด อภิชา
1 พ.ย. 2557 เวลา 12:01 น.
ล่าสุด งูขาว
31 ต.ค. 2557 เวลา 04:44 น.
ล่าสุด สมนึก สุขดี
27 ต.ค. 2557 เวลา 16:05 น.
ล่าสุด nan
25 ต.ค. 2557 เวลา 08:16 น.
ล่าสุด ไว้ใจเกินไป ซื่อสัตย์เกินไป
22 ต.ค. 2557 เวลา 19:07 น.
ล่าสุด วาสนา คิดการดี
21 ต.ค. 2557 เวลา 16:16 น.
ล่าสุด จำรัส เซ็นนิล
18 ต.ค. 2557 เวลา 18:36 น.