เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

มะเร็งภัยร้ายที่ตัองขจัด
                                                มะเร็ง
                            “ภัยร้ายที่ต้องขจัด”
                                                         จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
             มะเร็งวายร้ายที่ไม่มีใครต้องการ แต่ดูเหมือนเราทุกคนในปัจจุบัน เชื้อเชิญเจ้ามะเร็งร้ายให้เข้าหาตัวเราทุกเสี้ยววินาทีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
           เมื่อมันเข้ามาแล้วไม่ได้ชีวิตคนในบ้านมันก็จะไม่กลับเผลอๆมันจะล่าทุกคนจนหนำใจ จะรวยจะดังจะเก่งหรือจนแค่ไหนมันไม่สนใจ มันปลิดชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน แล้วท่านอาจเป็นรายต่อไป
         วงการณ์แพทย์ในปัจจุบันพยายามคิดค้นหาวิธีไล่ล่าเจ้ามะเร็งร้ายทุกวิถีทางแต่ยังทำไม่สำเร็จ ได้แค่ตีหัวต่อยหน้าอัดเข่าสับศอกเพื่อชะลอไม่ให้มันเหิมเกริม ผลสุดท้ายก็สู้มันไม่ได้  การรักษามะเร็ง ถือ เป็นการท้าทายวงการแพทย์มากที่สุด เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคที่รักษายาก และมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย มากกว่าโรคหัวใจและอุบัติเหตุ
        แนวทางการรักษามะเร็ง ก็คือการผ่าตัด การฉายแสง การใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งก็จะทำให้มีผลข้างเคียงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น บางรายช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือด อาการข้างเคียงสำคัญและพบบ่อยคือบวม ติดเชื้อ ไอ มีเสมหะ ผื่นขึ้นตามลำตัว ปวดท้องรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด มีแผลในปากและคอเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ บริเวณให้ยา ปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดงไข้สูงเกิน  ๓๘องศาเซลเซียส ( ๑๐๑ องศาฟาเรนไฮต์) เลือดออกง่าย หรือไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
       การรักษามะเร็งในปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ทุกราย บางรายที่ดูเหมือนอาการดีขึ้น ผ่านไปไม่กี่ปีโรคมะเร็งก็กลับมาเป็นอีก คราวนี้ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแม้การใช้ยาเคมีบำบัดรุ่นใหม่มาทำ การรักษา แต่ดูเหมือนผลการรักษาก็ยังไว้ใจไม่ได้ โดยที่การรักษามะเร็งเหล่านี้มาพร้อมกับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย    
   
แท้จริงแล้วการเกิดมะเร็งนั้นเกิดจากวิวัฒนาการ ของกลุ่มเซลล์ที่พยายามรอดตายจากสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษ เกินกว่าที่ เซลล์จะมีชีวิต ต่อไปได้ ถ้าหาก เซลล์เหล่านั้น ไม่ปรับตัว เซลล์เหล่านั้นจะป่วยและตาย เซลล์เหล่านั้น จึงตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการผ่าเหล่าเพื่อความอยู่รอด เพราะเซลล์ ในร่างกายมนุษย์ มีความสามารถที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของเซลล์จึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เมื่อสภาพแวดล้อม เปลี่ยนไป เซลล์อีกจำนวนมากก็จะผ่าเหล่าต่อไปอีก-ไม่เร็วก็ช้า
     วิธีการที่เราจะปรับสภาพแวดล้อมร่างกายเราไม่ให้เป็นพิษเพื่อไม่ให้เกิดมะเร็งง่ายนิดเดียว กุญแจลับคือถ้าสภาพร่างกายเป็นกรดเมื่อไหร่ ก็จะมากระตุ้นเซลล์ให้ผ่าเหล่ากลายเป็นเซลล์มะเร็ง  สภาพแวดล้อมที่เป็นกรด จะตอบสนองให้ เซลล์มะเร็งรอดชีวิตได้
      ต้องจำๆไว้ว่า
เซลล์ที่ผ่าเหล่าเป็นมะเร็ง จะตาย ในสภาพแวดล้อมที่เป็นด่าง และเติบโต ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เราจะทำให้ร่างกายของเรา เป็นด่างได้ก็ด้วยการกินอาหารที่เป็นด่างมากขึ้นแนะนำให้ดื่ม น้ำผัก น้ำผลไม้สด ให้มากๆ งดน้ำตาล น้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และ แอลกอฮอล์
     
หันมากินผักปลอดสารพิษปลูกเองได้ยิ่งดีเพราะเรามั่นใจได้ แต่ถ้าซื้อในท้องตลาดรับรองมีสารพิษแน่นอน ต้องแช่น้ำเป็นคืนล้างให้สะอาด  หาผักสดสีเขียวทุกชนิดมาปั่นกิน รวมทั้งผลไม้สด รวมทั้งน้ำมะพร้าว
       หากคุณ ต้องการเห็น การเปลี่ยนแปลง ของสุขภาพ อย่างน่าอัศจรรย์ ในระยะเวลาอันสั้น ดื่มน้ำผักสดปั่น ทุกเช้า โดยไม่ต้อง รับประทาน อะไรอีกเลย จนกว่าจะถึง มื้อเที่ยง นำผักใบเขียว หลากชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาด แล้วดื่ม ใส่ใบเตยนิดหน่อย แรกๆอาจจะไม่คุ้น แต่เมื่อคุณคุ้นเคย จะรู้สึกสดชื่นจะทำให้สุขภาพคุณจะแข็งแรง
      อากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง
ถ้าร่างกายขาดออกซิเจนก็จะกระตุ้นให้เซลล์ผ่าเหล่ากลายเป็นเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งจะปรับตัวเพื่อรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนต่ำ ยิ่งมีออกซิเจนต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็งก็ยิ่งเติบโต ได้มากขึ้น
     วิธีแก้ไขคือ
หายใจลึกๆ เพื่อเพิ่ม ระดับออกซิเจน ให้กับเลือด  เดินประมาณ ๕ นาที แล้วหายใจเข้า ๔ ครั้ง ติดกัน กลั้นหายใจแล้วนับ ๑ ถึง ๔  หายใจออกช้าๆ ๔ ครั้ง ติดกัน ทำซ้ำหลายๆครั้ง หายใจเข้าทางจมูกลึกๆแล้วกลั้นใจแล้วนับ ๑-๒-๓-๔  หายใจออกทางปาก หายใจ เข้าไปในท้อง ไม่ใช่หายใจ เข้าไปในอก
นี่คือวิธีการหายใจ ที่ถูกต้อง
    อีกเรื่องที่สำคัญคือความเครียด เพราะ
ความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความเครียด คือ ฆาตกรเบอร์หนึ่ง และเป็นต้นเหตุ ที่ก่อให้เกิดโรคทุกโรค ความเครียดเพิ่มกรด และ ส่งผลกระทบ ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ในร่างกาย มันจึงเป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก ที่เราจะต้อง ทำจิตใจ ให้แข็งแรง เบิกบานอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นมะเร็งมันมาแน่ๆ
   วิธีที่ทำให้หายเครียดอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด รู้จักปล่อยวาง ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดู ข่าวร้ายและ เรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆ ที่ทำให้เกิด แรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ สัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ ความสลดใจเก่าๆ และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว
         แค่นี้ เจ้ามะเร็งร้ายจะไม่เข้ามากล้ำกรายท่านอีกเลย เพราะไม่ใช่บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่มันชอบ ยิ่งถ้าเรากินพืชผักสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านพิษร้ายที่สะสมในร่างกายด้วยแล้ว ยิ่งโล่งอก เช่น สมุนไพรทองพันชั่ง ดีปลี กรีนภารตะ เบญจรงค์ ป่าช้าหมอง  กระดูกไก่ดำ หญ้าปักกิ่ง  ทุเรียนเทศ  ลูกใต้ใบ    บอระเพ็ด  หญ้างวงช้าง พลู ฟ้าทะลายโจร ใบบัวบก  มะเขือเทศ    ฝาง  สักทอง พริกไทย ทับทิม มะเขือเทศ  พลูคาว  แพงพวยฝรั่ง หญ้าลิ้นงู   ตะไคร้  มะระขึ้นก  เสาวรส  จิงจูฉ่าย   ย่านาง ย่านางแดง หญ้าลิ้นงู พุทธรักษา  ปีกไก่ดำ เหงือกปลาหมอ
        อย่าลืมว่า
การดูแลสุขภาพอย่าให้ป่วยก่อนค่อยดูแล เพราะจะทำให้เยียวยายาก ต้องเตรียมพร้อมป้องกันไว้ก่อน พืชผักสีเขียวควรหามาปลูกไว้ กินพืชผักเป็นยา ดีกว่า หลายคนที่กินยาเม็ดเป็นอาหาร ๓ เวลา และที่สำคัญพืชผักที่เราปลูกต้องปลอดสารพิษ
   ปัจจุบันอาหารทะเล ๙๐% แช่ฟอร์มาลีน ( น้ำยาฉีดศพ) เพื่อให้อาหารทะเลอยู่ได้นาน มีคนขายปลาหมึกปิ้ง (ย่าง) ต้องเปลี่ยนอาชีพเพราะมือเปื่อยอันเนื่องจากสารฟอร์มาลีนที่อยู่ในปลาหมึก กว่ามือจะเปื่อยคนกินไปไม่รู่เท่าไหร่ มันสะสมรอวันออกฤทธิ์ ฮ่าๆๆ

       หมอพื้นบ้านไทยยึดหลักการรักษาผู้ป่วย เหมือนการเปลี่ยนน้ำ ในบ่อปลา เมื่อปลาป่วย เพราะ การทำลายบ่อปลา ฉีดเคมีบำบัด เฉกเช่นการระเบิดบ่อปลา ไม่ใช่ทางออก ที่ถูกต้อง
                                      -------------------------------------------------------------
     
      
 
 
 
 
 
 
 
  

เหงือกปลาหมอยอดยาไทย
                                เหงือกปลาหมอยอดยาไทย
                                               จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
             คุณปิ่นเพชร  วัชรเมฆขลา แฟนคลับผมจากบ้านเลขที่ ๓๗ บ้านคู หมู่ ๙ ต.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ได้ส่งจดหมายเอกสารตำรายาจากหนังสือ อุตตริมนุสสธรรม ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) โดยเทพ  สุนทรศารทูล มาให้ มีเนื้อหาเป็นสรรพคุณทางยาของสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ซึ่งคุณปิ่นเพชร มีความตั้งใจอยากให้ผมนำเผยแพร่เป็นวิทยาทาน เพื่อสร้างกุศลร่วมกัน   
              
            เหงือกปลาหมอมีอยู่ด้วยกัน ๒ สายพันธุ์ คือ พันธุ์ที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่พบได้มากทางภาคใต้ และพันธุ์ที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่พบได้มากทางภาคกลางและภาคตะวันออก และเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรปราการ
           สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อที่สตูลเรียก แก้มหมอ กระบี่เรียก แก้มหมอเล  ภาคกลางเรียก อีเกร็ง  นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน เป็นต้น ผมเคยเขียนเรื่องเหงือกปลาหมอ ลงในหนังสือเล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่ม ๓ หน้า ๙๒ เมื่อครั้งไปเยี่ยม หมอล้านนา หมอคำปัน  กลิ้งเงิน ที่บ้านบุญนาค ต.บุญนาคพัฒนา  อ.เมือง จ.ลำปาง หมอคำปันปลูกไว้เยอะมาก

          สำหรับตำรายาเหงือกปลาหมอเล่าต่อกันมาว่าได้มาแต่เมืองพิษณุโลก ท่านให้เป็นปริศนาถ้าคิดได้ ให้ขุดลงไปจะได้ทอง ๑๐๐ ตำลึง ท่านผู้วิเศษมีปัญญา ฉลาดแก้ปริศนาออกได้ จึงได้ขุดลงไปพบแผ่นศิลาปิดปากหลุมอย่างมิดชิด ครั้นเปิดออกดูจึงได้พบตำรายานี้ เขียนด้วยใบลานยาวประมาณ ๑ คืบ หยิบเอาขึ้นมาดู จึงเห็นเป็นตำรายาวิเศษ มีใจความว่า
          มีฤาษีแสดงไว้ให้เป็นทานแก่สมณะ ชี พราหมณาจารย์ และมนุษย์ทั่วไป ทั้ง ชาย-หญิง เพื่อจะได้บำบัดโรค ถ้าผู้ใดได้ตำรานี้แล้วขอให้บอกต่อกันไป จะได้อานิสงค์ ๖ กัลป์ ถ้าเอาตำรานี้ไว้ไม่เชื่อถือแล้วจะไปตกนรก ตำรายานี้มีชื่อว่า ตำรายาต้นเหงือกปลาหมอ ถ้าเห็นต้นเหงือกปลาหมอขึ้นกลางทาง หรืออยู่ในที่ใดก็ดี อย่าเหยียบย่ำข้ามเลย ต้นเหงือกปลาหมอนี้ มีคุณวิเศษมากมายหลายอย่าง คือ
         ๑) ถ้าเจ็บตา ตานั้นแดง ให้เอาเหงือกปลาหมอตำกับขิง เอาน้ำหยอดตาหายแล
         ๒) ถ้าเป็นเหน็บชา เท้า มือ และทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอ มาตำทาที่ตรงเจ็บนั้น หายแล
         ๓) ถ้างูกัด เอาต้นเหงือกปลาหมอมาตำแล้วกินบ้าง ทาบ้าง หายแล
         ๔) ถ้าเป็นฝีบวมขึ้น ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อยมาตำปนกัน แล้วทา หายแล
         ๕) ถ้าเป็นริดสีดวงงอก ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อยมาตำปนกับ น้ำมันหรือน้ำมูตร(ปัสสาวะ
                  เด็กชาย) ทา หายแล
         ๖) ถ้าไข้หนาวสั่นทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขิง ตำปนกันกิน หายแล
         ๗) ถ้าเป็นหูหนา ตาโต ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอตำเอาน้ำกิน แล้วเอาใบส้มป่อย ต้มน้ำอาบ หายแล
         ๘) ถ้าเจ็บหลัง เจ็บเอว ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอกับชะเอมเทศ ตำเป็นผง ละลายน้ำกินทุกวัน หายแล
         ๙) ถ้าเป็นริดสีดวงแห้ง หรือฝีในท้องและซูบเหลืองทั้งตัว ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ ตำเป็นผง 
                  ละลายน้ำกินทุกวัน หายแล
         ๑๐) ถ้าเป็นริดสีดวง มือตาย เท้าตาย ให้ร้อนทั้งตัว และให้เวียนศีรษะ ตามือเจ็บทั่งตัว และตัวผิว 
                     สากแห้ง ชื่อลมเพ็ชรฆาต ๓๘ จำพวก ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอกับเปลือกมะรุม เสมอกัน ใส่
                    หม้อ เอาเกลือนิดหนึ่ง หมาก ๓ คำ เบี้ย ๓ ตัว วางบนปากหม้อ เอาฟืน ๓๐ ดุ้น ต้ม ถ้าเดือดแล้ว
                    ให้อึดใจยกลง เวลากินให้อึดใจ
         ๑๑) ถ้าจะให้เจริญอายุ ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ ๒ ส่วน พริกไทย ๑ ส่วน ตำเป็นผง ละลายน้ำผึ้ง 
กินทุกวัน ถ้ากินได้ ๑ เดือน จะหมดโรค และมีสติปัญญานักแล ถ้ากินได้ ๒ เดือน จะเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย ถ้ากินได้ ๓ เดือน ริดสีดวง ๑๔ จำพวกจะไม่มีเลย ถ้ากินได้ ๔ เดือน ลม ๑๒ จำพวก จะไม่มีเลย ตาแดงดังครุฑ หูได้ยินดังราชสีห์ ถ้ากินได้ ๕ เดือน โรคภายในจะไม่มีเลย ถ้ากินได้ ๖ เดือน จะเดินได้ถึง วันละพันโยชน์ ไม่มีเหน็ดเหนื่อย ถ้ากินได้ ๗ เดือน ผิวจะงาม เลือดดี ถ้ากินได้ ๘ เดือน เสียงเหมือนนกการะเวก ถ้ากินได้ ๙ เดือน คมหอกคมดาบแทงฟันไม่เข้าเลย ต้นเหงือกปลาหมอนี้มีคุณนักหนา เปรียบเหมือนยาทิพย์ก็ว่าได้ ถ้ากินอาหารและสิ่งใด ที่ผิดสำแดงเข้าไป จะไม่มีโทษเลย
          ๑๒) ถ้าเป็นมะเร็งแตกทั้งตัว ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ พริก ดีปลี สิ่งละเท่าๆกัน ตำเป็นผงกินกับน้ำร้อน หายแล
          ๑๓) ถ้าเจ็บตามตัวและเมื่อยตามตัว ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ ตำเอาน้ำกินและทา หายแล
          ๑๔) ถ้าช้างแทง กระบือชน และตกจากที่สูง หรือต้องคมอาวุธทั้งหลายก็ดี ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ ตำทาที่แผล หายแล
          ๑๕) ถ้าเป็นฝีที่รักแร้ และลำคอก็ดี ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอและขมิ้นอ้อย น้ำมันงา น้ำมูตรเคล้าตำด้วยกัน เคี่ยวเป็นน้ำมันทา หายแล
          ๑๖) ถ้าเป็นผื่นแดงขึ้นมา เกาจะไม่รู้สึกเจ็บ หรือเป็นหูหนวก ตาโต ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ มาต้มกิน แล้วเอามาต้ม กับใบส้มป่อยอาบ หายแล
          ๑๗) ถ้าเป็นลมจับ ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ ๑ ส่วน พริกไทย ๒ ส่วน ตำเป็นผงละลายกินกับน้ำร้อน กินแก้ลม ๘ จำพวก หายแล
           ๑๘) หญิงระดูขาว หรือโลหิตแห้ง ตั้งแต่ ๑-๓ เดือน ให้เจ็บผอม เหลืองทั้งตัว ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ ตำเป็นผง ละลายน้ำมันงา หรือน้ำผึ้งก็ได้ กินไปทั้งวัน โรคนั้น หายแล
          ๑๙) ถ้าจะประสานเนื้อให้สนิท ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอกับหัวสามสิบ เอาเท่ากัน ตำเอาน้ำทาประสาน เนื้อสนิทแล
          ๒๐) ถ้าเป็นมะเร็ง ทำท้องให้ลงจนตัวเหลือง ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ กระชาย มะคำไก่ สมอทั้ง ๓ ต้มกินหายแล
          ๒๑) ถ้าหน้ามืด ตามัว ให้เอาต้นเหงือกปลาหมอ กระเพราทั้ง ๒ แสมสาร ใบทองหลางใบมน บอระเพ็ด เจตมูลเพลิง เท่ากันทุกอย่าง ตำปิดกระหม่อม แล้วเอาเหล็กเผาไฟให้ร้อน เอาวางทับเนื้อยานั้น หายแล
      จะเห็นว่าสรรพคุณสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ไม่ใช่ธรรมดา รู้กิตติศัพท์ขนาดนี้อย่านิ่งเฉยครับ รีบหามาปลูกอนุรักษ์เอาไว้ สมุนไพรเหงือกปลาหมอชอบที่ชื้นริมน้ำ ใครที่ปลูกจนออกดอกมีเมล็ดได้ถือว่าสุดยอดหมอคำปันเคยบอกผมว่า เวลาเดือนดับครูบาอาจารย์ด้านแพทย์แผนไทยท่านแนะนำให้กินเม็ดเหงือกปลาหมอดิบๆให้ได้ ๗ เม็ดพร้อมกับเสกคาถา “สักกตะวา” รับรองฝีต่างๆจะไม่เกิดในร่างกาย
      เพื่อป้องกันเสียงโทรศัพท์ดังทั้งวันทั้งคืน ฮ่าๆๆๆ ผมขอนำบทสวดพระคาถา “สักกตะวา” มาให้ทุกท่านได้ท่องให้ขึ้นใจเลยนะครับ
                                        พระคาถาสักกัตวา (โอสถปริตร)
สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
เพราะทำความเคารพพระพุทธรัตนะ อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
หิตัง เทวะมะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา
เป็นประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เม
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
 
สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
เพราะทำความเคารพพระธรรมรัตนะ อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
เป็นเครื่องระงับความกระวนกระวาย ด้วยเดชแห่งพระธรรมรัตนะ
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เม
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป ขอภัยทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
 
สักกัตตะวา สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
เพราะทำความเคารพพระสงฆรัตนะ อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา
เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เม
ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป ขอโรคทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
(ไม่ต้องสวดคำแปลนะครับ เพียงแต่พิมพ์ให้ทราบว่าอาศัยอำนาจพระบารมีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ) 
ผู้ใดหมั่นสวดพระคาถานี้จะระงับโรคภัยไข้เจ็บ จะอายุยืนยาว ใช้เสกยากินแก้โรคได้ และถ้าผู้ใดสวดเจริญอยู่เป็นนิจ นอกจากปราศจากโรคภัยแล้ว ยังแคล้วคลาดจากภัยต่างๆ เช่น โจรภัย, ฯลฯ เป็นต้น 
หมายเหตุ : สวดให้ตนเองลงท้ายด้วย เม สวดให้คนอื่นลงท้ายด้วย เต
            อโรคยา ปรมา ลาภา  ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ      ขอให้ทุกท่านโชคดี สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ สวัสดีครับ
                                       -----------------------------------------------------------
 
  

น้ำดื่มสุขภาพ
                                                     น้ำดื่มสุขภาพ
                       
  “ชะลอชรา สร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรค”
                                                                  จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                     ช่วงต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ ผมได้รับคำเชื้อเชิญจากท่านรอง อาทิตย์  โพนทอง อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ผมเคารพนับถือ ท่านเป็นสามีของผู้อำนวยการดวงดาว  โพนทอง อดีตผู้อำนวยการส่วนผลิตรายการ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาผมให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มไลน์ “คนรักต้นไม้”  เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักในการปลูกต้นไม้ลดภาวะโลกร้อน


ซ้าย รองอาทิตย์  ขวา ผอ.ดวงดาว  โพนทอง

                  นับเป็นโชคดีที่สมาชิกในกลุ่มเป็นผู้มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวเป็นถึงผู้บริหารในหลายหน่วยงาน จึงทำให้ผมได้รับความรู้มากมายในหลายแง่มุม ล่าสุดผู้อำนวยการนิพนธ์  นิจกิจ  อดีตผู้อำนวยการทัณฑสถานเปิดทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรีท่านได้ส่งบทกลอน ที่อ่านดูแล้วทำให้มองเห็นสัจธรรมของสังขาร อย่างไม่อาจปฏิเสธ ต้องขอคารวะผู้ประพันธ์ และขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้เราๆท่านๆได้อ่านเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจกับสังขารอันไม่จีรังยั่งยืน
                         เมื่อยามแก่  ขาก็เดี้ยง เหนียงก็ห้อย   พุงก็ย้อย หอยก็แห้ง แรงก็ถอย
                ผมก็ร่วง หำก็เหี่ยว เยี่ยวกระปรอย              นมก็ย้อย หน้าก็ย่น ก้นก็บาน
               หัวก็หงอก  ตาก็ปรือ มือก็สั่น                      หูก็ตัน  ฟันก็หลอ  คอก็เหี่ยว
               ลิ้นก็ปร่า  ขาก็โก่ง  โค้งเหมือนเคียว            ปากก็เบี้ยว  เยี่ยวทั้งวัน  ลุกมันทั้งคืน
               นอนไม่หลับ  ปลุกไม่ตื่น  ฝืนไม่ได้            นั่งลงไป  ลุกไม่ขึ้น  ยืนไม่ไหว
               บ้านก็หมุน เวียนแต่หัว อยู่ร่ำไป                  อย่าเศร้าใจ ใกล้ตะกอน ได้นอนสบาย
              อย่างไรก็ตามก่อนจะนอนสบาย ระหว่างที่ยังมีลมหายใจคุณกิติศักดิ์  วงษ์ศรี อยู่บ้านเลขที่ ๒๓๘ ถนนแก้วพิจิตร ต.หน้าเมือง จ.ปราจีนบุรีมีจดหมายถึงผมได้แนะนำวิธีชะลอวัยให้สุขภาพแข็งแรงตามตำรับยาของอากู๋ สันติ  แซ่ฉั่ว ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีนที่ได้บันทึกและรวบรวมไว้คือ
ตำรับน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ ชะลอวัย สร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรคร้ายต่างๆ


 อากู๋ สันติ  แซ่ฉั่ว ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีน

           ในตำรับยาแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชูหมักแท้ ๓๐  ส่วน น้ำผึ้งแท้ ๓๐  ส่วน เกลือทะเล  ๑  ส่วน นำมาผสมกันเก็บไว้เวลากิน ผสมกับน้ำสะอาด ๓ ส่วนหัวเชื้อ ๑  ส่วน ดื่มทุกวัน วันละ ๒ ครั้ง เช้าและก่อนนอน ครั้งละ ๑ แก้ว
            ตำรับนี้แก้ร่างกายอ่อนเพลีย หลังจากทำงานหนัก เหมาะใช้กับกรรมกร คนขับรถ บรรเทาอาการปวดเมื่อย เส้นเลือดตีบตัน เส้นเลือดขอด มือ-เท้าเย็นชา ปวดกระดูกก้านคอ แก้เส้นผมร่วง บำรุงเส้นผมให้ดำขึ้น ทาแก้คันหัว รังแคมาก  เชื้อรา ลดไขมัน โรคอ้วน ฮ่าๆๆ
          นอกจากนั้นยังแก้ความดันโลหิตสูง เวียนหัวประจำ เหมาะสำหรับคนป่วยมานาน กินอาหารได้น้อย ร่างกายขาดวิตามิน เกลือแร่ ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด ใช้แทนอาหารเสริม  คนป่วยมะเร็งกระเพาะลำไส้หรือระบบย่อยทางเดินอาหาร ท้องผูกประจำไม่ถ่ายอุจจาระ เป็นน้ำดื่มเสริมสุขภาพร่างกายคนชราทั้งชายหญิงหรือคนที่มีอายุวัยเกษียณสมควรดื่มได้ทุกวันยิ่งดี ฮ่าๆๆ ป้องกันไขมันสูง หินปูนเกาะติดตามข้อต่อกระดูก และสำคัญชะลอความชะแลแก่ชรา ฮ่าๆๆ
                                          -----------------------------------------------
      
  

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด อ้ายสม
3 พ.ค. 2559 เวลา 12:29 น.
ล่าสุด โออนุรัฐ หวายพิมาย
2 พ.ค. 2559 เวลา 10:46 น.
ล่าสุด น.ส สรัลชนา ประทุมวาล
1 พ.ค. 2559 เวลา 12:22 น.
ล่าสุด บุญช่วย
28 เม.ย. 2559 เวลา 16:57 น.
ล่าสุด mookmiik
26 เม.ย. 2559 เวลา 16:36 น.
ล่าสุด ธณภัทร
19 เม.ย. 2559 เวลา 02:48 น.
ล่าสุด จริยา สวรรยาวัฒน์
17 เม.ย. 2559 เวลา 17:06 น.
ล่าสุด Ory
9 เม.ย. 2559 เวลา 16:02 น.
ล่าสุด เอ๋
5 เม.ย. 2559 เวลา 23:51 น.
ล่าสุด อาร์
31 มี.ค. 2559 เวลา 14:43 น.
ล่าสุด worasate
23 มี.ค. 2559 เวลา 19:35 น.
ล่าสุด เจน
20 มี.ค. 2559 เวลา 11:03 น.
ล่าสุด เอก
13 มี.ค. 2559 เวลา 18:27 น.