เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

ภูมิคุ้มกันกองทัพพิทักษ์ร่างกาย
                            ภูมิคุ้มกันกองทัพพิทักษ์ร่างกาย
                                     
 “รักษาโรคมะเร็งได้”
                                                    จำรัส   เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
      เหตุที่หยิบยกเรื่องภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเรามาเล่าสู่กันฟัง เพราะได้ใช้เวลานานในการศึกษา และพูดคุยกับแพทย์หลายสำนัก หมอพื้นบ้าน ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และผู้ไม่ป่วย ทำให้มองเห็นภาพว่าการที่คนเราร่างกายอ่อนแอ เป็นจุดอ่อนให้เชื้อมะเร็งร้ายจู่โจมได้ง่าย แต่หากเราร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันดีก็สามารถต่อกรกับมะเร็งร้ายได้สบาย

      ระบบภูมิคุ้มกันเป็นชื่อเรียกโดยรวมของปฏิกิริยาของเซลล์ร่างกายที่สามารถจำแนกเซลล์และเนื้อร้ายของตนเองออกจากสิ่งที่ไม่ใช่เป็นของตนเอง เช่น แบคทีเรีย จุลินทรีย์ และไวรัส จากภายนอกร่างกาย เมื่อแหลมเล็ดรอดเข้ามา ในร่างกายภูมิคุ้มกันก็จะทำลายและกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้
     องค์ประกอบโดยพื้นฐานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเราแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือภูมิคุ้มกันสืบทอด ( Innate Immune )  และภูมิคุ้มกันได้มาหลังเกิด ( Acguired Immune )
       ภูมิคุ้มกันสืบทอดประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว กรดในกระเพาะอาหาร น้ำมันที่ผิวหนัง สารอินเตอร์ลิวคิน และสารอินเตอร์เฟียรอนในเลือด ภูมิคุ้มกันสืบทอดสามารถเอาชนะต่อข้าศึกอ่อนแอที่รุกเข้าสู่ร่างกาย
       ส่วนภูมิคุ้มกันได้มาหลังเกิดประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆที่เข้าสู่ต่อมไทมัส ต่อมไทรอยด์ ม้าม  และตับ เพื่อการฝึกอบรมเป็นหน่วยจู่โจมพิเศษ ฮ่าๆๆ หน่วยนี้มีภูมิคุ้มกันมากกว่า ๑๐  ชนิด ที่มีความเก่งหลายๆด้าน มีหน้าที่แตกต่างกัน แบ่งหลักๆเป็น ๕ กองพล คือ แมโครเฟจเซลล์ เนเชอรัลคิลเลอร์เซลล์ บีเซลล์  คิลเลอร์ทีเซลล์ และ เฮลเปอร์ทีเซลล์

      เซลล์หน่วยจู่โจมพิเศษในระบบภูมิคุ้มกันนี้ เปรียบเสมือนกองทัพที่ผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ลาดตระเวนทุกซอกทุกมุมของร่างกายตลอดเวลาไม่เคยหยุด เพื่อตามล่าข้าศึกที่มารุกราน ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และจุลินทรีย์ต่างๆ สองในสามของหน่วยนี้อยู่ในและนอกของอวัยวะย่อยอาหาร และอีกหนึ่งหน่วยจะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและน้ำเหลือง
     ท่านผู้อ่านครับ ระบบภูมิคุ้มกันหน่วยจู่โจมพิเศษนี้ ต้องการยุทธปัจจัย อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่จะมาเสริมทัพให้แข็งแกร่ง เช่น โปรตีน เกลือแร่ กรดไขมัน วิตามิน เอนโซม์ กรดอมิโน  ไม่ไช่เบียร์  หล้า ไวน์ ฮ่าๆๆ
                                   -------------------------------------------------------------
 
   
    
     
                                         

มะเร็งปากมดลูก
                                              มะเร็งปากมดลูก
                              “ มหันตภัยร้ายสุภาพสตรี
                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
             มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองของมะเร็งในสตรีทั่วโลกรองจากมะเร็งเต้านม แต่ในเมืองไทย มะเร็งปากมดลูกทำสถิติมาเป็นอันดับหนึ่ง  เกิดจากเชื้อไวรัส ฮิวแมนแพปพิลโลมา HPV ( Human Papilloma Viruses) โดยกลุ่มที่พบมากมักอยู่ระหว่างอายุ ๓๕-๕๐ ปีที่มีเพศสัมพันธ์ช่วงอายุน้อยๆต่ำกว่า ๑๘ ปีและกลุ่มเปลี่ยนคู่นอนหลายคน
             ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าร่างกายคนเราประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย เช่น มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด มีการผลิตเม็ดเลือดขาวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นต้น แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก ซึ่งแบ่งเป็น
Benign และ Malignant
              Benign tumor คือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งสามารถตัดออกและไม่กลับเป็นใหม่ และที่สำคัญไม่สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น
              
ส่วนMalignant tumor เซลล์นี้จะแบ่งตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง ที่สำคัญสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลโดยไปตามกระแสเลือด และน้ำเหลืองเรียกว่า Metastasis

              สำหรับโครงสร้างของปากมดลูกของผู้หญิงนั้นจะประกอบไปด้วยรังไข่ ซึ่งต่อกับมดลูกโดยท่อรังไข่  มดลูกนี้อยู่ระหว่างทวารหนัก  และกระเพาะปัสสาวะ  มดลูกติดต่อกับช่องคลอด  โดยมีปากมดลูก  เป็นช่องทางติดต่อระหว่างมดลูกและช่องคลอด
              อาการของมะเร็งปากมดลูก ในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการอะไร แต่เมื่อเป็นมะเร็งแล้วจะมีอาการเลือดออกหลังจากการตรวจภายใน หรือหลังร่วมเพศ หรือมีตกขาวมีเลือดออกผิดปกติ เช่นเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกหลังจากหมดประจำเดือนแล้ว เลือดออกเป็นระยะ หรือประจำเดือนมานานผิดปกติ มีอาการเจ็บขณะร่วมเพศ
               การกระจายของมะเร็งปากมดลูกไปสู่ส่วนอื่นๆของร่างกายมี ๓ วิธี คือ     กระจายผ่านเนื้อเยื่อ  มะเร็งจะลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติที่อยู่รอบๆ   และกระจายผ่านระบบน้ำเหลือง  มะเร็งจะลุกลามเข้าในระบบน้ำเหลืองแล้วจากนั้นจะเคลื่อนที่ผ่านหลอดน้ำเหลืองไปสู่ส่วนอื่นๆของร่างกาย  และกระจายผ่านระบบเลือด  มะเร็งจะลุกลามเข้าไปในเส้นเลือดดำและเส้นเลือดฝอย แล้วจากนั้นจะเคลื่อนที่ผ่านเส้นเลือดไปทั่วร่างกาย
   
               สมุนไพรที่หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่นำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีด้วยกันหลายตำรับ เช่นตำรับหลวงที่สืบทอดมานาน ใช้สมุนไพร หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ ต้นหนอนตายอยาก รากนมแมว หัวพุทธรักษาดอกสีขาว อัตราเสมอภาค  ๔ บาทยา ( ๑บาทยาเท่ากับ ๑๕ กรัม) นำทั้งหมดไปต้มน้ำท่วมยา ผสมเกลือ ๑ กำมือ ต้มให้เดือดแล้วเทใส่ภาชนะ หลังจากนั้นเติมน้ำท่วมยาครั้งที่สองเอาไปต้มจนเดือดอีกครั้งแล้วเทลงภาชนะ ครั้งที่สาม เติมน้ำท่วมยาอีก แล้วนำไปต้มจนเดือด เทผสมลงในภาชนะที่รองเก็บยาสองครั้งที่ผ่านมา เพื่อตัวยาจะได้ผสมกันให้เข้มข้น  รอเย็นรินใส่ขวด เก็บไว้ในตู้เย็น  ดื่มก่อนอาหาร ๑ แก้ว  ๓ เวลา ดื่มเรื่อยๆทุกวันจนกว่าอาการจะดีขึ้น
               ในตำรับดั้งเดิมของหมอตระกูลไตหรือไทใหญ่ที่อพยพมาจากรัฐฉานพม่า ใช้สมุนไพร “มั นโหเหี่ยว”  หรือดาษตะกั่วเถาว์ รักษามะเร็งปากมดลูก โดยใช้สมุนไพรมันโหเหี่ยวตากแห้งบดเป็นผง ๑ ส่วน ผสมวุ้นว่านหางจระเข้ ๕ ส่วน  น้ำตาลกรวด ๒ ส่วน กินอย่างน้อย ๒  เดือน สรรพคุณจะล้างของเสียในมดลูก แก้ช้ำบวม อักเสบได้ผลดี มีบริษัทในพม่าทำเป็นแค็ปซูลจำหน่ายรักษามะเร็ง
                อีกตำรับที่ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกกำลังจะลุกลามไปที่ตับอาการผู้ป่วยทรุดมาก ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันหมดหวังในการรักษาให้ผู้ป่วยกลับไปพักรักษาตามอาการที่บ้าน ผู้ป่วยจะปวดร้อนทรมานมากหลังจากได้กิน “สมุนไพรธุดงค์เก้าดอย” แล้วอาการปวดลดลงและจะมีเลือดออกในช่องคลอดประมาณ ๒-๓ วัน ก็ดีขึ้น ที่เลือดออกคงเป็นการขับพิษเป็นการตอบสนองของยาที่กินเข้าไป คิดว่ามาถูกทางแล้ว เพราะอาการดีวันดีคืนจนรู้สึกได้ เริ่มมีเรี่ยวแรงปัจจุบันก็ยังกินต่อเพื่อปรับธาตุล้างพิษร้ายในร่ายกายอีกสักระยะ
              สำหรับสมุนไพรธุดงค์เก้าดอย ผมเคยสัมภาษณ์หมอพื้นบ้าน บอกว่ามีตัวยาล้างพิษบำบัดเชื้อมะเร็งร้ายถึงเก้าชนิดจากเทือกเขา ภูวัว ภูลังกาและพูพาน ในคัมภีร์ตำรายาสมุนไพรของพระธุดงค์ที่ค้นหาตัวยานี้ถึงเก้าดอยว่าอย่างนั้น
             อย่างไรก็ตามครับ ผู้ป่วยต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินให้มากๆ ของแสลงต้องงด อาหารที่มีผงชูรสนอกบ้านควรหยุดได้แล้ว หมั่นออกกำลังกาย และหาเวลานั่งสมาธิสูดอากาศลึกๆเพื่อฟอกเลือดให้มีพลัง ยาสมุนไพรคนโบราณว่าไว้ว่า
 “ลางเนื้อชอบลางยา”  อาจใช้ดีกับคนบางคน แต่บางรายอาจไม่ถูกกับโรคก็ได้ ก็แล้วแต่บุญกรรมครับ หากสนใจก็ลองติดต่อให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสลิ้มรสยา สมุนไพรธุดงค์เก้าดอยดู เผื่อ โชคเข้าข้าง พ้นเวรพ้นกรรมก็เป็นได้ไม่เสียหลาย  ๐๘-๓๓๒๘-๙๙๔๙  ฮ่าๆๆ
            สุภาพสตรีที่ตลอดชีวิตยังไม่เคยไปตรวจพบแพทย์อย่าชะล่าใจนะครับควรไปตรวจภายในและตรวจหาเซลล์มะเร็งปีละครั้ง หลังอายุ ๓๕-๔๐ ปี หากมีประวัติตกขาวบ่อยๆ มีเลือดออกหลังการร่วมเพศหรือมีเลือดออกผิดปกติ หากไม่มั่นใจหาสมุนไพรกินดักไว้ก่อน กันดีกว่าแก้ แย่แก้ไม่ทันครับ ฮ่าๆๆ
           แท้จริงแล้วเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในตัวคนเราตลอดเวลา แต่ถูกทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาว ก่อนที่มันจะเจริญเติบโตจนก่อพิษภัยแก่ร่างกาย  มะเร็งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกดการทำงานไว้  ๘๐ % ของมะเร็งที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม มะเร็งรักษาหายได้ครับ ถ้าเราตั้งใจสู้กับมัน รู้เขา รู้เรา สู้กับมันได้ งดอาหารที่มันชอบ ขังเดี่ยวให้มันอดตาย แล้วหันมากินอาหารที่มีประโยชน์ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายตลอดเวลา
                                        -------------------------------------------------------
                                   
 
 
 
  

หมอยาพื้นบ้านนครพนม "พลเอกคำตัน ศรีบุญเรือง"
                           พลเอกคำตัน  ศรีบุญเรือง             
                           “นายพลนอกทำเนียบ”
 “จบโรงเรียนนายร้อยปักกิ่ง เป็นสหายช่วยรบกู้ชาติเวียดนาม-ลาว
คนแรกที่คิดวิธีสอย B ๕๒ ที่บินเหนือวิถีกระสุนได้สำเร็จ ผันชีวิตมาเป็นหมอพื้นบ้าน
โด่งดังเรื่องการรักษามะเร็ง จนได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ”

                                                                      จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
          ด้วยกิตติศัพท์ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายให้กับคุณสุพรรณ ภิรมณ์ บ้านหนองหอย อ.ธาตุพนม  และผู้ป่วยมะเร็งที่ บ้านไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ที่ฉีดคีโมถึง ๑๕ เข็ม อาการหนัก หลังการรักษากับหมอสอยแล้วดีขึ้นและหายป่วย จึงทำให้ชื่อเสียงของหมอสอย  เพชรฤทธิ์ เริ่มฮือฮา เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนล่าสุดปี ๒๕๕๘ ได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ จากพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

           ด้วยความอยากรู้และได้สัมผัสชีวิตของหมอสอย เพชรฤทธิ์อย่างใกล้ชิด ทำให้ผมตัดสินใจเดินทางไปสัมภาษณ์ตามที่ได้รับข้อมูลมา ผมขับรถสอบถามชาวบ้านไปเรื่อยๆจากถนนคอนกรีตสลับลาดยางบ้างไปจนถึงถนนลูกรัง ลัดเลาะผ่านหมู่บ้านต่างๆไปจนถึงตำบลโคกสี อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนมซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครพนม  ๘๐ กิโลเมตรใกล้รอยต่อเขตอำเภอโคกศรีสุพรรณและอำเภอโพนนาแก้วจังหวัดสกลนคร  
        “พี่ๆบ้านหมอสอยไปทางไหนครับ”  ผมสอบถามชาวบ้านที่ปั่นจักรยานสวนมาในเขตตำบลโคกสี
       “ขับรถไปให้ถึงแยกด้านหน้าเลี้ยวซ้าย แล้วกระเด้งไปเลยจะเห็นบ้านหลังเดียวอยู่ชายป่านั่นแหละ”
       “ ขอบคุณครับ”   ก็พอจะเดาออกคำว่ากระเด้งไปเลยของชาวบ้านคงหมายถึงตรงไปเลยฮ่าๆๆ
        แล้วความหวังก็มาถึงเมื่อขับรถผ่านผืนนามาประมาณกิโลเศษๆ ก็เริ่มมองเห็นบ้านไม้อยู่ชายทุ่งอยู่ลิบๆห่างออกจากชุมชนในหมู่บ้านหนองบัว   ต.โคกสี อ.วังยาง จ.นครพนม ใจก็เต้นตุ๊บๆลุ้นต่อว่าพ่อหมอจะอยู่หรือเปล่า


        ใกล้เขตรั้วบ้านมองเข้าไปเห็นศาลาหลังน้อยยกพื้นสูงหลังเล็กๆมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ห่างจากตัวบ้านไม้หลังใหญ่ ๒ ชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนแบบบ้านชนบททั่วไป ผมลงจากรถเข้าไปทักทายแนะนำตัวเอง
  “ สวัสดีครับ หมอสอยหรือเปล่าครับ”
  “ ใช่ครับ”
  “ โอ้โฮ้ โชคดีๆ ได้เจอพ่อหมอพอดี”  หลังจากนั้นก็ได้พูดคุยกับพ่อหมออย่างสนุกสนาน พ่อหมอเล่าให้ฟังว่า
      พื้นเพเดิมอยู่ที่บ้านสองคอน ตำบลพระซอง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม  เมียเป็นคนบ้านหนองบัว สมัยเด็กๆได้มีโอกาสติดตามปู่ชื่อหมอเคนทองและพ่อชื่อหมอคำตัน ซึ่งเป็นหมอพื้นบ้านเข้าป่าหาสมุนไพรเป็นประจำและสังเกตการจัดยารักษาผู้ป่วยของปู่และพ่อทำให้ได้ เรียนรู้ซึมซับมาตลอดจนเชี่ยวชาญทั้งเรื่องการรักษาทางสมุนไพร และไสยศาสตร์



      ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ เกิดเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมขบวนการในเขตเทือกเขาภูพาน มีชื่อจัดตั้งว่า “สหาย คำตัน ศรีบุญเรือง”  ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปฝึกวิชาทหารที่กรุงปักกิ่งจบโรงเรียนนายร้อยปักกิ่งได้รับยศเป็น
“พลเอกคำตัน  ศรีบุญเรือง”
    การเดินทางไปจีนต้องเดินเท้า เข้าลาวทางอุบลราชธานี ผ่านจำปาสักของลาวต่อไปเวียดนามกว่าจะถึงเวียดนามใช้เวลาถึง ๓  เดือน สถานการณ์สงครามที่เวียดนามรุนแรงมาก เส้นทางไปจีนถูกทิ้งระเบิดตัดขาด เลยต้องอยู่ช่วยรบกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามนานถึง ๒ ปี ใช้ชื่อจัดตั้งใหม่ว่า “สหายเหงียนเปียว”


      “ ที่เวียดนาม ทหารอเมริกันบอมบ์หนัก ใช้เครื่องบิน บี ๕๒ บินสูงยิงไม่ถึง ปรึกษารัสเซียว่ามีปืนยิงสูงหรือไม่ รัสเซียบอกไม่มี ปรึกษาจีน จีนก็ไม่มี ผมเลยเสนอให้จีนทำปืนสำหรับใช้จรวดต่อกันถึง ๑๒ ท่อน หลังจากนั้นนำมายิงสามารถสอยเครื่องบิน บี ๕๒ ของอเมริกาตกได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก”
      ตื่นเต้นครับผมได้พูดคุยกับสหายเหงียนเปียว ฮ่าๆๆ สหายเหงียนเปียวเล่าต่อว่า หลังจากนั้นได้เดินทางโดยรถยนต์เข้าประเทศจีน  ใช้ชื่อจัดตั้งใหม่ ชื่อ
“สหายเจียงหัว” เข้าศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนการเมืองและการทหารกรุงปักกิ่งภายในเวลา ๓ ปี
       เรียนจบกลับประเทศไทยไม่ได้เพราะขณะนั้นกองทัพอเมริกาได้ทิ้งระเบิดเวียดนามเหนืออย่างหนักทำให้เส้นทางระหว่างจีน-เวียดนาม-ลาว-ไทยถูกตัดขาดพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงให้โอกาสสหายจากไทยเรียนวิชาใดเพิ่มเติมก็ได้

     “ ผมตัดสินใจเรียนหมอสมุนไพรวิชาแพทย์แผนจีนและแพทย์สิบสองปันนาเพิ่มเติมที่สถาบันแพทย์แผนจีนในคุณหมิง มณฑลยูนนานเรียนภาคทฤษฎี ๖ เดือน แล้วเรียนภาคสนามอีก ๑ ปี ๖  เดือน  มีทั้งเรียนนวดจับเส้น ฝังเข็ม ฉีดยา และสมุนไพร เรียนจบก็กลับมาลาว ช่วยลาวรบอีก ๔ ปีจนลาวปลดปล่อย แล้วจึงเดินทางกลับไทย”
   “ แล้วเสบียงสมัยรบเป็นยังไงครับ”  ผมถาม
   “ อ๋อ..ไหปลาแดก ๑ ไห รบได้ ๑  กองพล “   ฮ่าๆๆ
   “หมอสอยครับถามจริงๆเถอะครับ จากบ้านจากเมืองไปนาน เคยมีเมีย ลาว เวียดนาม จีน บ้างหรือเปล่า”  ถามให้หมดข้อสงสัย
  “ ไม่มีครับ ผมไม่ยอมให้เผ่าพันธุ์ เชื้อสายผมกลายพันธุ์ ผมถือ”
 “  โอ้โฮ้ สุดยอด นับถือๆ ผมเพิ่งเจอเป็นคนแรกที่คิดอย่างนี้” ผมชื่นชมหมอ ขณะเดียวกันหมอสอยก็สวนตอบทันควันว่า
  “  แต่ผมมีเมีย ๑๒ คน ลูก ๑๒ คน เป็นเมียไทยหมด”   ผมแทบเป็นลม ฮ่าๆๆๆ คิดในใจหมอต้องมียาดีแน่ๆๆ
        นี่คือเส้นทางชีวิตของชายชาวไทย ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสมรภูมิรบ ฝ่าดงปืน กับระเบิดรอดมาได้พร้อมวิชาการแพทย์กลับมาช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีการเรียกร้องค่ารักษา ทั้งมีการพูดคุยให้ข้อมูลแก่คนไข้ รวมทั้งการให้กำลังใจแก่คนไข้ที่มารับการรักษา

        นอกจากนั้นยังเสียสละเวลาเป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้เรื่องสมุนไพรให้กับเด็กและเยาวชน นักเรียน ทั้งในชุมชนและจังหวัดตลอดจนเป็นตัวแทนหมอพื้นบ้านของจังหวัดเข้าร่วมประชุมสัมมนาในระดับประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มอบใบประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมไทยประเภท ( ค) แก่หมอสอย
        แนวทางการรักษาของหมอสอย เริ่มด้วยการซักประวัติ จากนั้นก็จะซักอาการของผู้ป่วย จับชีพจรหรือจับแมะ แล้ววินิจฉัยโรคก่อนจ่ายยาสมุนไพรซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรับ ผู้ป่วยอาศัยอยู่จังหวัดไหน ก็จะจัดยาที่ขึ้นในถิ่นภาคนั้นเพราะอุณหภูมิไม่เหมือนกัน

       หมอสอยเล่าว่าการจัดยาปริมาณยาต้องแม่นแต่ละชนิดจะหักล้างแก้กัน และเสริมกันบางชนิดมีสารสเตอรอยด์ต้องมีตัวแก้ กรณีการต้มยาสมุนไพร ยา ๑  ห่อ ใช้วิธีต้ม ๓  ครั้ง
        ต้มยาครั้งที่ ๑  ใส่น้ำท่วมยาในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วรินน้ำยาเก็บไว้
         ต้มครั้งที่ ๒   ใส่น้ำท่วมยาในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วรินน้ำยาเก็บไว้
         ต้มครั้งที่ ๓  ใส่น้ำท่วมยาในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วรินน้ำยาเก็บไว้
       นำน้ำยาที่ต้มทั้ง ๓  ครั้งมารวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้น้ำยาทั้ง ๓  ครั้งมีความเข้มข้นเท่ากัน เมื่อกินหมดแล้วก็ต้มด้วยวิธีเดียวกันอีก ยา ๑  ห่อ ต้มกินได้ ๒  สัปดาห์  วิธีกินยา กินครั้งละ๑  แก้ว  ๓ เวลา ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ กินยาราว ๒-๓  สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ้นให้กินต่อไปจนกระทั้งหายเป็นปกติ
       สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ต้องงดอาหารจำพวกเนื้อ เหล้า เค็มจัด มันจัด หวานจัด เผ็ดจัดสัตว์ปีก ของหมักดองทุกชนิดรวมทั้งปลาร้าด้วย ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ตัวยาหลักคือสมุนไพรขมิ้นเครือ มะเร็งมดลูก ใช้รากสาบเสือ มะเร็งตับ ใช้สมุนไพรพะเนียงหัด มะเร็งต่อมลูกหมาก ใช้สมุนไพร ราก ใบ เครือฟักข้าว โรคเบาหวาน ตัวยาหลักสมุนไพรนางหวาน โรคความดัน ตัวยาหลักใช้สมุนไพรกากะเลาหรืออินทนิลบกดอกสีม่วง
 หมอสอย กับสมุนไพรขมิ้นเครือ

     ส่วนยารักษาโรคมะเร็งของตระกูลที่ใช้เป็นตำรับ มีตัวยาสำคัญคือ รากฟักข้าว รากชิงชี่ แก่นมะดูก ข้าวเย็นเหนือ หนามค้อม พญาปล้องทอง ( เสลดพังพอนตัวเมีย หรือพญายอ) ทองพันชั่ง รากสาบเสือ ลำอ้อยดำ ใบเตยหอม ทุกอย่างอัตราส่วนพิกัดยาในการปรุงสำคัญมาก
    ตำรับยาประจำตระกูลหมอสอยได้รับการคัดเลือกเป็น ๑ ใน ๔ ตำรับยารักษาโรคมะเร็งของหมอพื้นบ้านเพื่อนำไปวิเคราะห์ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในระดับห้องปฏิบัติการ
   หมอสอยบอกว่าคนที่เป็นมะเร็ง ถ้ารู้ให้รีบมา ถ้าเข้าน้ำเกลือต้องบอกจะได้แก้ได้ เข้าน้ำเกลือกี่ครั้ง จะได้ตัดวงจรได้ น้ำเกลือกับมะเร็งมันคู่กัน ถ้ามะเร็งได้รับน้ำเกลือมันจะมีพลัง มะเร็งคนโบราณเรียกฝี ฝีในตับ ฝีในลำไส้  ฝีในปอด อยู่ที่ไหนเรียกฝีหมด
   “ ยาดีอย่างไรก็ตาม อยู่ที่กำลังใจด้วย” หมอสอยกำชับ
    ทุกวันนี้พลเอกคำตัน ศรีบุญเรือง สหายเหงียนเปียว สหายเจียงหัว หรือหมอสอย  เพชรฤทธิ์ ในวัย ๗๙ ปีแล้วก็ตามยังมีสุขภาพพลานามัยดี เป็นที่พึ่งของประชาชนในหมู่บ้านทั้งใกล้เคียงและห่างไกล สามารถช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก รักษาความป่วยไข้ได้เห็นผลอย่างมากมาย  ทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี จะอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๓ บ้านหนองบัว หมู่ที่ ๖ ตำบลโคกสี  อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม  ติดต่อ ๐๘-๐๑๗๗-๔๕๑๓
     ส่วนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะอยู่ที่ชมรมเครือข่ายหมอพื้นบ้านศรีโคตรบูรณ์ เลขที่ ๒๙  ถนนธำรงประสิทธิ์ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งมี อ.ทัศนีย์ รัตนรามา เป็นประธานชมรม ๐๘-๙๗๑๐-๓๔๕๓
                                    --------------------------------------------------- 

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด B.Khaohorm
18 พ.ค. 2559 เวลา 19:46 น.
ล่าสุด บารเมศวร์ นามบุญลา
17 พ.ค. 2559 เวลา 12:35 น.
ล่าสุด พิชญ์
7 พ.ค. 2559 เวลา 12:14 น.
ล่าสุด โออนุรัฐ หวายพิมาย
2 พ.ค. 2559 เวลา 10:46 น.
ล่าสุด น.ส สรัลชนา ประทุมวาล
1 พ.ค. 2559 เวลา 12:22 น.
ล่าสุด บุญช่วย
28 เม.ย. 2559 เวลา 16:57 น.
ล่าสุด mookmiik
26 เม.ย. 2559 เวลา 16:36 น.
ล่าสุด ธณภัทร
19 เม.ย. 2559 เวลา 02:48 น.
ล่าสุด เอ๋
5 เม.ย. 2559 เวลา 23:51 น.
ล่าสุด อาร์
31 มี.ค. 2559 เวลา 14:43 น.