เรื่องเล่าสุขภาพ

Loading

ปลาส้มยโสธร "ตำรับยายสอน"
                                   ปลาส้มยโสธร
                                 “ ตำรับยายสอน”
                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        ถ้าพูดถึงปลาส้มเราต้องนึกถึงปลาส้มแห่งลำน้ำชีจังหวัดยโสธรและอีกแห่งที่แม่น้ำสองสี คือแม่น้ำโขงซึ่งมีสีแดงขุ่นไหลมาบรรจบกับแม่น้ำศรีสงครามซึ่งมีศรีครามที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม แหล่งน้ำทั้งสองมีปลาน้ำจืดชุกชุม ชาวบ้านจึงนำปลาที่หาได้มาทำปลาส้มเป็นการถนอมอาหารเก็บไว้กินนานๆ
        ปลาส้มเป็นอาหารที่ทำจากปลามีคุณค่าทางโปรตีนสูง นำมาทำได้หลายเมนู ตามแต่ความชอบของแต่ละคน ราคาไม่แพง บางคนกินดิบ บางคนนำมาทอด หรือใส่ไข่ราดก็อร่อย ช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๕๗ ผมผ่านจังหวัดยโสธร ก็ได้มีโอกาสลิ้มรสปลาส้มที่นี่เรียกว่าแซบอีหลีอีหลอฮ่าๆๆ



       ผมเดินทางมาจังหวัดยโสธรหลายครั้ง คุณนุศรา  หนองแคน สาวสวยจากเทศบาลเมืองยโสธร เจ้าถิ่นจะมาต้อนรับเลี้ยงดูปูเสื่อทุกครั้งฮ่าๆๆ และของฝากนำกลับบ้านที่ผู้รับประทับใจคือปลาส้ม “ยายสอน” ทุกคนกินแล้วติดใจถามหา จะต้องยกโทรศัพท์สั่งเพิ่มทุกครั้ง เวลามีงานกิจกรรมสังสรรค์จะขาดปลาส้ม “ยายสอน”ไม่ได้ ล่าสุดผมผ่านจังหวัดยโสธรเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๗ ปลาส้มยายสอนก็ถูกนำมาทอดหอมฟุ้งเสริฟอยู่บนโต๊ะกับข้าว เพียงเห็นก็น้ำลายไหล กินแกล้มกับผักพื้นบ้านอร่อยจนเบรกไม่อยู่ฮ่าๆๆ
      คุณนุศรา เล่าให้ผมฟังว่า  ถ้าจะกล่าวถึงต้นตำรับปลาส้มเจ้าแรกๆของเมืองนี้ และทำการบุกเบิกในการ ทำปลาส้มเพื่อจำหน่ายแล้ว ต้องยกให้กับยายเลียง โพธิ์ศรี ซึ่งปัจจุบันได้เสียชีวิต แต่ถ้าพูดถึงฝีมือการทำกินในครัวเรือนก็ต้องยกให้ยายสอน รายนี้ถือว่าสืบทอดการทำมาหลายชั่วอายุคน ปัจจุบันปลาส้มยโสธรก็มีทำขายกันนับสิบๆเจ้า
 
 

        หลายคนคงสงสัยว่าเขามีวิธีการทำปลาส้มอย่างไร คุณนุศรา เล่าให้ฟังว่า ปลาที่นำมาทำส่วนใหญ่จะเป็นปลาตะเพียน ปลาเทโพ ปลาสวาย ปลานวลจันทร์ ปลาโจก ปลาสร้อย แล้วก็มี เกลือ ข้าวเหนียวนึ่ง กระเทียม ดินประสิว
       โดยเริ่มจากถอดเกร็ดปลา แล่ท้อง ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำมาใส่กะละมัง โรยเกลือ ใส่ข้าวเหนียว นึ่งสุก กระเทียมทุบละเอียด ดินประสิวบดละเอียด คลุก เคล้า คั้น ผสมกันจนได้ที่ กดปลาให้แน่น คลุมกะละมังด้วยถุงพลาสติก หมักทิ้งไว้  ๒-๓ คืน ก็สามารถนำมารับประทานได้ โดยการ ทอด นึ่ง ย่าง หลน หรืออาจจะรับประทานดิบๆ แกล้มกับ หอมแห้ง หอมสด และพริกสดอร่อยจนลืมกลับบ้านฮ่าๆๆ      อัตราส่วนในการผสมทำปลาส้ม ปลาตะเพียน ๑๐ กิโลกรัม เกลือป่น ๕ กำมือ เกลือเสริมไอโอดีน ๑ ขีด กระเทียมบด ๑ กิโลกรัม ข้าวสุก ๓ กิโลครึ่ง แป้งข้าวเจ้า ครึ่งกิโลกรัม และน้ำสะอาด


      คุยมันคุยง่ายแต่ลงมือทำกันจริงๆนี่สิมันยาก ทำแล้วคนจะกินหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่งหรือชิมครั้งเดียวแล้วเลิกฮ่าๆๆ หากอยากจะลองลิ้มรสปลาส้ม
“ยายสอน” วันนี้ก็ไม่ยุ่งยากเพียงยกหูโทรศัพท์ ๐๙-๖๒๒๓-๒๐๙๕ เขาจะส่งด่วนทางไปรษณีย์ ๒ วันก็ถึง
      ไหนๆก็เขียนถึงจังหวัดยโสธรก็ขอเล่าต่ออีกนิดจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในภาคะวันออกเฉียงเหนือ  ในอดีตเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๔๐ พระเจ้าวรวงศา (พระวอ) เสนาบดีเก่าเมืองเวียงจันทน์กับสมัครพรรคพวก ตั้งใจเดินทางอพยพไปอาศัยอยู่กับเจ้านครจำปาศักดิ์ พบว่ามีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีแม่น้ำชีไหลผ่าน ทำให้ง่ายต่อการสัญจรและติดต่อค้าขายกับเมืองใกล้เคียง อย่างอุบลราชธานี มีทำเลที่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐาน จึงได้ก่อตั้งชื่อเมืองว่า เมืองสิงห์ท่า
       ปัจจุบันบ้านสิงห์ท่าก็ยังปรากฏยู่ในพื้นที่ ต.สิงห์ท่า อ.เมือง จ.ยโสธร เป็นย่านการค้าตั้งแต่สมัยโบราณและได้เจริญขึ้นเมื่อสมัยฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลมากในภูมิภาคนี้ ในช่วงนั้นเองผู้ที่มีฐานะดี มีการนำเข้าช่างฝีมือจากเวียดนามจำนวนมากเข้ามาสร้างบ้านเรือน ทำให้บ้านเรือนมีรูปแบบศิลปกรรมแบบจีนผสมยุโรป โดยมีบานประตูและหน้าต่างเป็นไม้เนื้อแข็ง ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวสร้างด้วย ดินจากแม่น้ำชี ถ้าใครผ่านถนนศรีสุนทร นครทุม อุทัยรามฤทธิ์ และ วิทยธำรง ก็ยังเห็นอาคารเหล่านี้อยู่
        บ้านสิงห์ท่า ยังเป็นแหล่งผลิตบั้งไฟคุณภาพดีสำหรับใช้จุดในงานบุญบั้งไฟในช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่ว่าจะเป็นบั้งไฟแสน หรือบังไฟล้าน งานบั้งไฟยโสธรถือว่าสุดยอดในเมืองไทยผมเคยไปแอบคูนาที่สวนพญาแถนชมการจุดบั้งไฟล้านของเมืองนี้มาแล้ว ยามค่ำคืนก็จะมีเวทีดนตรีตั้งเรียงรายริมถนนแจ้งสนิทในตัวเมืองประชันความมันส์ดิ้นกันสุดเหวี่ยง  ดังกระหึ่มทั้งเมือง  แต่แปลกปัญหาการชกต่อยฆ่าฟันไม่เคยปรากฎเลย เพราะคนยโสธรชอบสนุก ไม่ก้าวร้าว น่ารักจริงๆ ฮ่าๆๆ
                            ---------------------------------------------------------------------------
 
  

มะเร็งเพื่อนคุณหรือเปล่า
                              มะเร็งเพื่อนคุณหรือเปล่า
                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
               ผมรอนแรมไปตามจังหวัดต่างๆจนมาถึงจังหวัดมุกดาหารซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่มีแม่น้ำโขงขวางกั้นกับประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศลาว มาพักที่นี่ก็ได้รับข่าวคราวการสูญเสียชีวิตของผู้คนด้วยโรคมะเร็งอย่างน่าใจหาย เพราะผู้คนแถบนี้มีวัฒนธรรมด้านอาหารการกินคือก้อยดิบหรือ “ซกเล็ก” ก็เรียก     ยิ่งแถบนี้มีชาวเวียตนามอาศัยอยู่ก็มีอาหารจานเด็ดเหมือนกันเรีอก  “เลือดแปลง”  เฉพาะเครื่องในที่หั่นมาสุกแต่เลือดที่ใส่มาจับตัวกันผลึกสีแดงแจ๊ด ต่างกับภาคเหนือก็มีเหมือนกันเรียก  “ลู่” จำติดตาเห็นชื่อแปลกๆลองสั่งมากิน ที่ไหนได้ลาบเลือดธรรมดานี่แดง ฮ่าๆๆ
             อาหารสุกๆดิบๆเหล่านี้แหละครับที่ไปสะสมในร่างกายจนเป็นบ่อเกิดแห่งมะเร็งร้ายตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่ามันยังไม่ออกมาอาละวาดแผลงฤทธิ์เท่านั้นเอง มะเร็งมันแฝงอยู่ในร่างกายคนเราจนเป็นเพื่อนสนิทไปไหนมันไปด้วย เพราะทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว เซลล์พวกนี้แรกๆจำนวนน้อยเครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจหามันเจอ จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น ๒-๓ ร้อยล้านเซลล์
          หากไปพบหมอแล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ อย่าได้วางใจนั่นหมายความว่าเครื่องมือทางการแพทย์ม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขนาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือแพทย์ตรวจเจอ
         ถ้าจะว่าไปแล้วเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นมากถึง ๖-๑๐ ครั้งในหนึ่งช่วงชีวิตของคนเรา  เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัวและสร้างก้อนเนื้อร้ายขึ้นมา แต่เมื่อคนไข้ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งแสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือโภชนาการไม่ดีซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหารหรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต
        การเอาชนะเซลล์มะเร็งสามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้พร้อมที่จะต่อกรกับเจ้ามะเร็งร้าย ถ้าเมื่อไหร่ภูมิต้านทานเราอ่อนแอมันเอาเราแน่อย่าเผลอ ฮ่าๆๆ     การให้คีโมหรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วยอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด
       ส่วนการฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เนื้อบางส่วนไหม้เป็นแผลเป็นและทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วการให้คีโมหรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็งลดลงแต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื้อไปมากกว่านั้น เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมากจากการให้คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกทำลายด้วย ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้ต่อเซลล์มะเร็ง  การให้คีโมหรือการฉายแสงอาจเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็งมีการกลายพันธุ์หรือดื้อยาทำให้ยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจสามารถทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่นๆได้
     วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็งคือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุดให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้ พูดง่ายๆให้มันอดอาหารที่มันชอบ แล้วมันก็ผอมโซไม่มีแรงต่อกรกับเราฮ่าๆๆ
                                           ----------------------------------------------------------
หมายเหตุ    เย็นวันนี้ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ พระคุณเจ้าอาจารย์ปัญญา พระนักธุดงค์จากจังหวัดร้อยเอ็ดที่ผมเคารพศรัทธาได้เดินทางมาพักที่ อ.ปากคาด จังหวัดบึงกาฬ บอกว่าได้ไปพบแม่หมอแล้วพาไปหาสมุนไพรแก้มะเร็งระยะสาม ทำให้ผมสนใจอยากไปกราบนมัสการพระคุณท่านเพื่อดูตัวยาให้เห็นกับตาจะได้นำมาเผยแพร่ช่วยเหลือผู้ป่วย
      พระคุณเจ้ามีกำหนดเดินทางธุดงค์เข้าเขตภูเขาฝั่งลาวด้วยซึ่งท่านบอกยังมีสิ่งมหัศจรรย์ในบ้านเราอีกเยอะโดยเฉพาะ “ภูถ้าพระ” ถ้ำบาดาลพญานาคที่พระอาจารย์ของพระปัญญาไปพบมา นี่ถ้าไม่ติดต้องดูแลคุณพ่อพรุ่งนี้ผมคงได้กราบท่านถึงแดนธุดงค์แล้วก็ได้ฮ่าๆๆๆ (พระอาจารย์ปัญญา ๐๘-๗๔๔๗-๐๑๑๔ )
    

สมุนไพรทองพันชั่ง
                                               ทองพันชั่ง
                                              “ยอดยาปราบ
มะเร็ง
                                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
            สมุนไพรทองพันชั่ง ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่ามีคุณค่ามหาศาลดั่งทองพันชั่งก็ไม่ปาน บางแห่งเรียกทองคันชั่ง และ หญ้ามันไก่ ศูนย์เรียนรู้สมุนไพรหลายจังหวัดมักปลูกไว้ศึกษา ที่หมู่บ้านโนนเสลา อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านแทบทุกบ้านจะปลูกไว้ริมรั้วเป็นแถวเมื่อออกดอกจะมีสีขาวสวยงาม พอถึงวันพระก็จะเก็บดอกไปถวายพระเป็นกิจวัตร
            สมุนไพรทองพันชั่ง เป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามากนัก ทางการแพทย์แผนโบราณได้ใช่ทองพันชั่งในการรักษาโรคตับอักเสบ โรคผิวหนัง พุพอง น้ำเหลืองเสีย แก้ปวดกระดูก เป็นต้น เพราะในทองพันชั่งงจะมีสารไรนาแคนทิน ที่สามารถยับยั้งแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสได้ สารสำคัญในทองพันชั่งคือสารประกอบไรนาแคนทิน มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส
           ทองพันชั่ง ลักษณะจะเป็น ไม้พุ่ม สูง ๑-๒  เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ส่วนโคนต้นเนื้อไม้เป็นแกนแข็ง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปไข่ กว้าง ๒-๔ ซม. ยาว ๔-๘ ซม. ปลายใบแหลมเรียว โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวอ่อน ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๒ ปาก ปากล่างมีจุดประสีม่วงแดง ผล เป็นฝักเล็ก
        หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่จะใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็งและวัณโรคระยะเริ่มแรก แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไส้เลื่อนไส้ลาม แก้ปัสสาวะผิดปกติ ถือเป็นสมุนไพรบำรุงธาตุบำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะแก้โรคร้อยแปดประการฮ่าๆๆ แม้กระทั้งโรคความดันโลหิตสูง ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน
         สมุนไพรทองพันชั่ง ผลการวิจัยพบว่ามีสาร
“แนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์ในการช่วงยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก และรักษาโรคตับอักเสบ ใบนำมาต้มดื่มช่วยแก้โรคมุตกิตระดูขาวของสตรี โรคกระเพาะอาหาร ปวดฝี ริดสีดวงทวารและรักษาคุดทะราด โดยใช้ทั้งต้น สดจำนวน ๓๐ กรัม ต้มเติมน้ำท่วมยา ดื่มต่างน้ำ  บางตำรับใช้ก้านและใบสด ๓๐ กรัม ถ้าแห้งก็ประมาณ ๑๕ กรัม ผสมกับน้ำตาลกรวดใส่หม้อเติมน้ำท่วมยาแล้วต้มให้เดือด ดื่มต่างน้ำเพื่อรักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก
        นอกจากนั้นยังใช้เป็นยาภายนอก ทาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อนและผื่นคัน ขับพยาธิทางผิวหนัง ตามบาดแผลได้อีกด้วย โดยใช้ใบสด ประมาณ ๙  ใบ หรือ รากสด ๕ ราก ใบสดตำให้ละเอียด เติมเหล้าโรงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนหรือเอารากมาป่น แช่เหล้าไว้ ๑ สัปดาห์ กรองเอาน้ำยาที่แช่มาทา ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย
     เคยมีแฟนคลับผมคนหนึ่งนำใบทองพันชั่งมาทำแชมพูสระผมเพื่อป้องกันผมร่วงและผมหงอกเนื่องจากเชื้อราและส่งมาให้ผมทดลองใช้รู้สึกใช้ได้ผลดี
                                     -----------------------------------------------------------
เขียนที่ห้องพักจังหวัดอำนาจเจริญ ๒๔ ตค.๒๕๕๗
  

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ดล่าสุด

ล่าสุด วสันต์ จูมลี
23 พ.ย. 2557 เวลา 09:25 น.
ล่าสุด jeab
22 พ.ย. 2557 เวลา 21:08 น.
ล่าสุด สุวิทย์
22 พ.ย. 2557 เวลา 11:52 น.
ล่าสุด แก้ว
20 พ.ย. 2557 เวลา 05:54 น.
ล่าสุด นิด
16 พ.ย. 2557 เวลา 16:03 น.
ล่าสุด thepui2008
15 พ.ย. 2557 เวลา 16:54 น.
ล่าสุด ฝน
8 พ.ย. 2557 เวลา 09:37 น.
ล่าสุด กนกภรณ์ ซ้อนซุย
6 พ.ย. 2557 เวลา 14:01 น.
ล่าสุด thin
4 พ.ย. 2557 เวลา 08:59 น.