นี่คือเว็บบอร์ดเก่า เราได้ย้ายไปเว็บบอร์ดใหม่แล้ว ที่นี่ เว็บบอร์ดใหม่Webboard New
ย้อนกลับเว็บบอร์ด >
รบกวนช่วยรักษาเสียงจิ้งหรีดดังในหูตลอดเวลามียามั้ยค่ะ
การ์ตูน บุญหลาย
18 ก.พ. 2556
เวลา 21:02 น.

14.207.196.92
ผู้ชม 46252 ครั้ง
มีอาการเสียงจิ้งหรีดในหูเป็นเวลาปีกว่าแล้ว หมอแผนปัจจุบันบอกให้ทำใจ แต่มันทรมานมาก
จิดใตหดหู่ กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย รู้สึกหมดหวังในชีวิต
 
ความคิดเห็นที่ 1

Sam
18 ก.พ. 2556
เวลา 23:00 น.

49.48.219.234
การรักษามี ๒ อย่างคือใช้แผนปัจจุบันและใช้ยาสมุนไพร
1.การใช้แผนปัจจุบัน ในการรักษาเสียงดังในหูนั้น รักษาตามสาเหตุ ซึ่งแบ่งเป็นการรักษาด้วยยา และการผ่าตัด เช่น เสียงดังในหูหรือเป็นเสียงจื้งหรีดที่เกิดจากพยาธิสภาพของหูชั้นใน, เส้นประสาทหู, และระบบประสาทส่วนกลาง ก็จะรักษาได้ ส่วนประสาทหูเสื่อม มักจะรักษาไม่หายขาด
 ถ้าเสียงดังในหู รบกวนชีวิตประจำวันมาก และรบกวนการนอนหลับ อาจให้ยาเพื่อช่วยลดความรำคาญจากเสียงได้จาก
     ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น
     ยาคลายกังวล หรือยานอนหลับ และยาบำรุงประสาทหู
     ยาลดความไวของประสาทหู ทำให้เสียงดังในหูลดน้อยลง
2.การใช้ยาสมุนไพร มี 2 ชนิดคือ กล้วยไม้กะเร่กะร่อนและต้นหูเสือ 
2.1 ใช้ใบกล้วยไม้กะเร่กะร่อน รักษาโรคหู
ต้นกล้วยไม้กะเร่กะร่อน
ต้น กล้วยไม้กะเร่กะร่อน เป็นกล้วยไม้ที่ลำต้นเจริญทางด้านข้าง ช่อดอกยาวมากและห้อยลง(นับดอกในช่อจะมีประมาณ 14 – 22 ดอก) มีสีเหลืองเข้ม มีเส้นแดงที่กลางกลีบ บางต้นจออกดอกประมาณ 2 -6 ช่อทีเดียว (สังเกตดูตามต้นไม้ในป่าหรือต้นตาลบริเวณทุ่งนา) รากสีขาวออกยุ่บยั่บเต็มไปหมด ใบเป็นแถบยาวหนาและแข็ง โคนใบซ้อนกันแน่น ความกว้างของใบ  2 - 3 ซม. ใบมีความยาวประมาณ 10 -12 นิ้ว ออกดอกเกือบตลอดทั้งปีทีเดียว
สรรพคุณ  น้ำที่คั้นได้จากใบ สามารถนำไปหยอดเพื่อรักษาหูที่อักเสบ หูที่เป็นน้ำหนวก หูที่มีกลิ่น เยื่อหูที่ทะลุ ฯได้ครับ
วิธีทำ  นำใบของกล้วยไม้กะเรกะร่อน สัก 2 -3 ใบ ไปย่างไฟอ่อนๆ แล้วบิดคั้นเอาน้ำใส่ลงในถ้วย รอจนเย็นแล้วค่อยๆหยอดลงในหู ทิ้งไว้สักพักหนึ่งค่อยเอียงน้ำออกทิ้ง  วันหนึ่งทำแบบนี้ประมาณ  2-3 ครั้ง ทำเรื่อยๆจนรู้ตัวเอว่า อาการดีขึ้นและหายแล้วถึงหยุดรักษาครับ…
2.2 ใช้ใบต้นหูเสือ (ที่กินกับลาบ) เอามาล้างให้สะอาด ตำคั้นเอาน้ำ แล้วค่อยๆหยอดลงในหยอดหู ทิ้งไว้สักพักหนึ่งค่อยเอียงน้ำออกทิ้ง  วันหนึ่งทำแบบนี้ประมาณ  2-3 ครั้ง ทำเรื่อยๆจนรู้ตัวเองว่า อาการดีขึ้นและหายแล้วถึงหยุดรักษาครับ…
ความคิดเห็นที่ 2

การ์ตูน บุญหลาย
19 ก.พ. 2556
เวลา 9:59 น.

61.19.232.186
ขอบพระคุณมากค่ะ จะนำไปรักษาคะ เพราะเข้าไปในชมรม "หูไวคลับ" มีคนเป็นและ

ทรมานเหมือนดิฉันเยอะมาก หมอปัจจุบันบอกว่าไม่มีทางรักษาหาย ได้แต่ให้ยาบำรุง

มากิน คือต้องกินตลอดชีวิตให้ทำใจอยู่กับโรคนี้ แต่โรคที่ตามมาขณะนี้เพิ่มขึ้น คือ

โรคซึมเศร้าค่ะ หมอหูแนะนำให้ไปหาหมอจิตเวชต่อ  สรุปแล้วคือ ต้องทรมานตลอดชีวิต




ความคิดเห็นที่ 3

Sam
13 มี.ค. 2556
เวลา 23:06 น.

49.48.231.138
เพิ่มเติมในการรักษาเสียงจิ้งหรีดดังในหู
ใช้ผักเสี้ยนผี
ผักเสี้ยนผีเป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการหูเป็นน้ำหนวกหรือมีเสียงในหู
วิธีใช้ นำเอาใบผักเสี้ยนผี ๒-๓ ใบ ล้างให้สะอาดและใช้มือขยี้จนใบแตกจึงเอาไปปิดรูหูไว้ ใบผักเสี้ยนผีจะทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมากแต่ให้อดทนไว้   น้ำหนวกไหลออกมามากต้องเอาใบผักเสี้ยนออกและทำอีกหนจนน้ำหนวกไหลออกมาจนหมด ในที่สุดอาการเจ็บป่วยก็จะหายไปสิ้น
คำแนะนำ ใบผักเสี้ยนผีนี้ยังมีคนใช้กับอาการปวดหูอื่นๆ ได้ดีอีกด้วย
ความคิดเห็นที่ 4

Sam
15 พ.ค. 2556
เวลา 16:24 น.

49.48.212.143
ลองรับประทานอาหารพวกปลาผัก(คึ่นช่าย)แครอท บีทรูทอาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆไม่อื้อ...และอาการหูอื้อและมีเสียงวี้ ๆในหูก็จะดีขึ้นเหมือนกัน..  
ความคิดเห็นที่ 5

ิbb
24 มิ.ย. 2556
เวลา 15:48 น.

125.27.113.184
เป็นเหมือนกันคะเสียงดังในหู ตอนนี้จิตใจหดหูมาก เป็นมา 2 เดือนแล้ว ทรมานมาก อยากให้หาย แต่ไม่หาย พรุ่งจะไปหาหมอจิต ที่พญาไทย 2 แล้วคะเพราะเครียดมากเลยคะ
ความคิดเห็นที่ 6

Sam
24 มิ.ย. 2556
เวลา 19:47 น.

223.207.21.254
เพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ไปเจอมาครับ 1.ให้เอามือบีบจมูก แล้วเพิ่มความดันลมในลักษณะสั่งน้ำมูกให้ลมออกหูทั้ง ๒ ข้างหรือเกือบออก แล้วดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ให้ทำต่อไปคือ ๒.ให้เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางของข้างที่เป็นหูอื้อ ทำเป็นรูปตัววี( V )แล้วกดรีดให้ไถจากใต้ติ่งใบหูด้านล่างตรงโคนขากรรไกร ให้รีดใบหูขึ้นไปข้างบน ให้เนื้อปากหูกดเข้าไปในรูหู ให้ทำหลายๆรอบ พอจบขั้นตอนนี้ก็ให้เอานิ้วชี้นวดเส้นประสาทภายในรอบๆหู ใบหูและติ่งหู ให้ทำหลายๆครั้ง แล้วดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ให้ทำต่อไปคือ ๓.ให้อ้าปากให้กว้างที่สุด ให้ขากรรไกรไปดันกล้ามเนื้อหู ให้ทำหลายครั้ง(ทำลักษณะปรับความดันของกาศเมื่อเราขึ้นไปในที่สูงๆ) แล้วให้นวดเส้นปราสาทภายในหู ติ่งหู นวดบ่อยๆ หลายๆครั้ง ๔.เมื่อทำตามข้อ ๑ - ๓ แล้ว ก็ให้ดื่มน้ำใบย่านาง ๓ เวลาทุกวันเพื่อไปปรับความสมดุลย์ของสิ่งผิดปกติภายในหูให้กลับดังเดิมครับ ....ขอให้โชคดีครับ..
ความคิดเห็นที่ 7

เจมส์
6 ก.ค. 2556
เวลา 2:05 น.

110.164.134.29
อยู่ไปนานนานก็จะชินเองครับ อย่าไปคิดถึงมัน มันก็ไม่อยู่กับเรา ผมเป็นมา 6 ปี สักวันอาจการรักษาที่หายขาดได้ใครจะไปรู้ เป็นกำลังใจให้ครับ
ความคิดเห็นที่ 8

tinitis
25 ก.ค. 2556
เวลา 13:36 น.

101.51.172.9
tinitis
ความคิดเห็นที่ 9

วิชิต
25 ก.ค. 2556
เวลา 22:30 น.

125.25.43.41
คมชัดลึกหน้าเกี่ยวกับการรักษาโรคแบบจีนวันนี้ 25 กค 56 ลงสาเหตุหูอู้อี้และการรักษาแบบจีน ปกติจะบอกแบบว่า ปวดคือโล่ง โล่งคือไม่ปวด แต่วันนี้ลงสาเหตุหลายอย่างลองอ่านดูนะครับ ผมลองของแทนไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นแบบนี้
ความคิดเห็นที่ 10

นุ๊กนิก
26 ส.ค. 2556
เวลา 20:13 น.

125.24.158.105
มีเสียงดังในหูทั้ง 2 ข้างเหมือนกันคล้ายเสียงจิ่งหรีดร้องไกลๆๆ ดังเป็นช่วงๆๆ เช้า กับ ก่อนนอน ได้ยินเสียงมาประมาณ 2 อาทิตย์ ไปพบแพทย์ที่ รพ. ตำรวจ ท่านบอกว่าคนเป็นอาการดังกล่าวเยอะมาก เพียงแต่ไม่ได้สนใจฟัง พอมีคนบอกว่ามีเสียงดังในหูหรือมีอาการหูอื้อ เท่านั้นหละ นั่งอยู่เฉยๆๆ ก็ตั้งใจฟัง ได้เรื่องเลย มีเสียงดัง มา 2 สัปดาห์แล้วค่ะ คุณหมอบอกว่าเด๋วก็ชินไปเอง แล้วก็ให้ยาวิตามินบี 30 เม็ดมาทาน
ความคิดเห็นที่ 11

nee
4 ก.ย. 2556
เวลา 8:15 น.

88.188.62.46
เป็นเหมือนกันคะ เสียงเหมือนจิ้งหรีดร้องในหูตลอดเวลา เป็นมา ปีครึ่ง ไปหา หมอ เช็คประสาทหูได้ยินทุกอย่างปรกติ คะ แต่หมอสันนิธาน อาจจะเป็นจากการดัดฟันนานเกินไป( 3 ปีคะ )ทรมานมาก แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ตลอด จะมีผลข้างเขียงถึง ระบบสมอง ไหมคะ
ความคิดเห็นที่ 12

อ้น
24 ก.ย. 2556
เวลา 10:23 น.

223.205.206.226
ผมเป็นข้างซ้ายตั่้งแต่มค.54เกิดจากติดเชื้อในหูชั้นกลางรักษาหมอหู หลายรพ.ไม่หาย ผังเข็มหลายที่ก้ไม่หายครับ เวลานอนเปิดพัดลมเพื่อกลบเสียงวี้ ตลอดทุกวัน เป็นใหม่ๆต้องกินยาต้านเศร้า กิน3-4เดือน ทำใจเข้มแข็งแล้วหยุดกิน โรคนี้คนเป็นต้องอดทนจนชิน แล้วจะปรับตัวได้ ทุกวันนี้อยู่กับมันได้แต่เบื่อเวลาไปเทียวต้องเอาพัดลมไปเปิดตอนนอนดว้ย ส่วนม่ากไม่อันตรายร้ายแรง ให้กำลังใจน้องครับ
ความคิดเห็นที่ 13

ชาญ
19 ต.ค. 2556
เวลา 18:31 น.

1.10.213.172
ผมเป็นมาตั้งแต่เด็กเลยครับ ตอนนี้ก็สามสามแล้วตอนแรกเป็นข้างซ้ายข้างเดียวคิดว่าคงไม่เป็นไรแต่ตอนนี้เป็นสองข้าง เพราะขับรถเครื่องไปชนต้นไม้ พอออกจากโรงบาล ข้างขวาดังกว่าข้างซ้ายอีกคัับ ไปพบหมอเขาก็บอกเหมือน กับทุกคนนั่นแหละว่าไม่มีทางรักษาคับ ทั้งยังให้ผมใช้เครื่องช่วยฟังแต่ผมไม่เอา ยังไงก็อย่าหมดกำลังใจ มันต้องมี วิธีสิคิดแบบนี้ไว้ก่อนแล้วกำลังใจก็จะตามมา เป็น กำลังใจให้ทุกคน
ความคิดเห็นที่ 14

sam
19 ต.ค. 2556
เวลา 21:16 น.

223.206.34.218
ข้อความยาวหน่อยแต่มีประโยชน์มากนะครับ สำหรับ หู “ยูริก” ในร่างกายสูง ...... เสี่ยงหูมีปัญหา เคยได้ยินว่า “ยูริก” เกี่ยวพันกับโรคเกาต์ และมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่วันนี้ยูริกมีอันตรายต่อหู เป็นอย่างไร มาติดตามกัน กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์ โรคนิ่ว และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงประสาทหู และอวัยวะทรงตัวได้น้อย จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวได้ กรดยูริกในร่างกายเกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกายประมาณร้อยละ 80 และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ร้อยละ 20 โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนมากเกินไป ในผู้ใหญ่ร่างกายต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ในเด็กและวัยรุ่นอาจต้องการโปรตีนมากกว่านั้นเล็กน้อย เมื่อร่างกายย่อยโปรตีนใช้แล้วจะเกิดกรดยูริกขึ้น หากบริโภคโปรตีนมากเกินไป กรดยูริกส่วนเกินจะเข้าสู่กล้ามเนื้อสะสม และตกตะกอน ทำให้ปวดเมื่อยเวลาเคลื่อนไหวถ้ากรดยูริกไปตกตะกอนที่ข้อต่อจะทำให้กลายเป็น โรคเกาต์ หรือหากไปรวมอยู่ในเส้นประสาทจะกลายเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบ และเกิดอาการปวดตามเส้นประสาท นอกจากนี้โปรตีนที่มากเกินไปยังทำให้ไตทำงานหนักและอาจทำให้ไตพิการในผู้สูงอายุ กรดยูริกนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ประมาณร้อยละ 67 และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 33 การที่มีกรดยูริกในเลือดสูง เกิดจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปริมาณที่ขับถ่าย นอกจากนี้ ยังเกิดจากกรรมพันธุ์ จากการขาดเอนไซม์บางตัว หรือเอนไซม์บางตัวทำงานมากเกินไป และสุดท้ายเกิดจากโรคบางชนิดที่สร้างกรดยูริกเกิน เช่น โรคมะเร็ง โรคเลือด รวมทั้งจากการดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ หรือรับประทานอาหารที่มีสาร “พิวรีน” สูง ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในเลือด ทำให้มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ดังนั้น ผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ควรระวังในเรื่องของอาหารที่รับประทาน ดังนี้ 1.งดอาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ตับอ่อน ไส้ ม้าม หัวใจ สมอง กึ๋น เซ่งจี๊ น้ำเกรวี กะปิ ยีสต์ ปลาดุก กุ้ง หอย ปลาอินทรีย์ ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ไข่ปลา ชะอม กระถิน เห็ด ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ สัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ ห่าน รวมถึงน้ำสกัดเนื้อซุปก้อน 2.ลด อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง ได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่น หมู วัว ปลาทุกชนิด ยกเว้น ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน และอาหารทะเล เช่น ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ ผักโขม สะตอ ใบขี้เหล็ก กระถิน ข้าวโอ๊ต เบียร์ เหล้าชนิดต่างๆ เหล้าองุ่น ไวน์ ซึ่งทำให้การขับถ่ายกรดยูริกทางปัสสาวะลดลง ส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 3.รับประทานอาหารเหล่านี้ได้ตามปกติ เนื่องจากมีพิวรีนน้อย ได้แก่ ข้าวชนิดต่างๆ ยกเว้น ข้าวโอ๊ต นอกจากนี้ ยังมีถั่วงอก คะน้า ผลไม้ชนิดต่างๆ ไข่ นมสด เนย และเนยเทียม ขนมปัง ขนมหวานหรือน้ำตาล ไขมันจากพืชและสัตว์ นอกจากอาหารแล้ว ควรดื่มน้ำมากๆ ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1-2 ลิตร เพื่อลดการคั่งของกรดยูริกในร่างกาย ถ้าอ้วนเกินไป ควรลดน้ำหนักลงทีละน้อย อย่าลดฮวบฮาบ เพราะอาจทำให้มีการสลายตัวของเซลล์อย่างรวดเร็วและมีการสร้างกรดยูริก ทำให้เกิดปัญหาหูขึ้นได้ และสำหรับยาบางชนิดอาจมีผลต่อร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง เช่น แอสไพรินหรือยาขับปัสสาวะไทอาไซด์ ฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะใช้ยา ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส. และ วิชาการดอทคอม www.thaihealth.or.th การทำความสะอาดหู หูเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการได้ยินเสียงและรักษาสมดุลในท่าทางต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นเราจึงควรดูแลรักษาอวัยวะส่วนนี้เป็นอย่างดี ตามสุขบัญญัติ 10 ประการที่เราท่องกันตั้งแต่เด็กๆ มีข้อหนึ่งว่า ต้องดูแลทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำวันละอย่างน้อย 1- 2 ครั้ง แล้วจึงมาถึงคำถามสำคัญว่า เราต้องทำความสะอาดหูด้วยหรือไม่ แล้วจะทำอย่างไร มีหลายคนเปรียบเทียบหูกับฟัน เมื่อเราอาบน้ำ และแปรงฟันตอนเช้ากับก่อนเข้านอน ดังนั้นเราก็ควรทำความสะอาดหูไปด้วยเลย เช่น ทำความสะอาดใบหู และใช้ไม้พันสำลีปั่นเช็ดล้างคราบสิ่งสกปรกในรูหูหลังอาบน้ำเป็นประจำ ด้วยกลัวเกรงว่าขี้หูและน้ำที่เข้าไปในหูจะทำให้เกิดความสกปรกขึ้นในหูได้ ถ้าท่านคิดจะทำแบบนี้ขอเรียนให้ทราบว่าท่านกำลังคิดผิดครับ และถ้าท่านทำแบบนี้อยู่ขอได้โปรดปรับเปลี่ยน เพราะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ก่อนอื่นต้องอธิบายกันก่อนนะครับว่า "ขี้หู" ไม่เหมือน "ขี้ฟัน" ขี้ฟันเป็น สิ่งที่ไม่ดีโดยสิ้นเชิง แต่ขี้หูกลับตรงกันข้าม เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะว่าขี้หูที่ชื่อดูไม่น่าปรารถนานี้ ประกอบไปด้วยผิวหนังที่ลอกหลุดรวมกับสารไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันและต่อมพิเศษในรูหู ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้น ป้องกันการระเหยของน้ำและความร้อน รวมทั้งมีคุณสมบัติเป็นสารฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน ดังนั้น ขี้หูถือเป็น สิ่งปกติและมีประโยชน์ครับ ถ้าไม่มีขี้หู ผนังภายในช่องหูจะแห้งแตก เกิดการระคายเคือง คัน อักเสบขึ้นมาได้ ถ้าเป็นขี้หูแห้งปกติ เมื่อถึงเวลาก็จะหลุดลอกออกมาเป็นแผ่น ร่วงหล่นออกมาตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปแคะหรือเช็ด ออกแต่อย่างใด การใช้ไม้พันสำลีปั่นเข้าไปในหูจึงถือว่าไม่มีความจำเป็น แต่กลับก่อให้เกิดโทษได้ เพราะถ้าปั่นเช็ดแรงเกินไป ก็จะทำให้เกิดเป็นแผลในช่องหู แล้วมีการอักเสบติดเชื้อตามมา เกิดการปวดหูขึ้นมาได้ หรือถ้าไม้พันสำลีมีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในคนที่มีรูหูเล็กหรือในเด็ก จะกลับกลายเป็นว่าแทนที่จะเช็ดเอาขี้หูออกมา กลับกลายเป็นการเข้าไปอัดดันขี้หูให้ลึกเข้าไปด้านใน จนก่อตัวเป็นก้อนแข็งอัดแน่นเกิดการอุดกั้นของรูหู ทำให้ได้ยินเสียงลดลงและปวดอึดอัด เกิดการอักเสบในหูขึ้นมาได้ ดังนั้น การทำความสะอาดหูที่ดีที่สุดคือการเช็ดเฉพาะใบหูและหูชั้นนอกด้วยผ้าสะอาดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเช็ดหรือปั่นในรูหูเลยครับ ส่วนการแคะหูด้วยไม้แคะหู หรือของแข็ง อันนี้หมอหู คอ จมูก ขอห้ามเด็ดขาดครับ เพราะมีโทษและอันตรายมากกว่าประโยชน์ ผิวหนังภายในรูหูนั้นบางมาก การใช้ไม้แคะหูมักจะก่อให้เกิดรอยขูดและถลอกขึ้น ตามด้วยการอักเสบ และ ติดเชื้อได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหูอย่างรุนแรง หรือถ้าบังเอิญถึงคราวเคราะห์ ขณะแคะหูมีใครก็ตามวิ่งเข้ามาชนแขนโดยอุบัติเหตุ จะทำให้ไม้แคะหูที่ใช้อยู่ กระแทกเข้าไปยังเยื่อแก้วหูก่อให้เกิดแก้วหูทะลุขึ้นมาได้ อันนี้จะยุ่งแล้วครับ เพราะผู้ป่วยจะต้องรีบมาพบแพทย์โดยทันที มิเช่นนั้นแก้วหูจะทะลุถาวรได้ การล้างหูโดยกรอกน้ำ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อบางชนิด เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างเข้าไปในรูหูเพื่อชะล้างขี้หูออกให้หมดถือว่าเป็นอันตราย ไม่แนะนำ ให้ทำ เพราะเป็นการกัดเนื้อเยื่อ ก่อให้เกิดการเปื่อยยุ่ยของเยื่อบุแก้วหูได้เช่นกัน สรุปว่าหูของเราเช็ดแต่ภายนอก ข้างในแตะนานๆ ครั้งก็พอ http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/30817 การดูแลรักษา..... "หู" 1.ป้องกันรูที่ใส่ตุ้มหูเน่า ใช้แกนแข็งตรงกลางหัวกระเทียม นำมาเหลากลึงให้กลมยาวเสียบที่รูหูที่เจาะใหม่ๆ กันไม่ให้หูเน่า 2.หูถูกของแข็งกระแทกเช่นไม้ร่วงใส่หู ขนานที่ 1 ใช้ใบพลู 1 ใบ ตำผสมปูนแดง เอามาพอกบริเวณที่ปวดหรือบวม เปลี่ยนยาเช้า-เย็น ระวังอย่าปล่อยให้แห้งเพราะจะทำให้รัดผิวหน้า ขนานที่ 2 เอาใบฟ้าทะลายโจรตำให้แหลก ผสมกับเหล้าพอกวันละ 3-4 ครั้ง 3. น้ำเข้าหู ถ้าอาบน้ำสระผม หรือว่ายน้ำและน้ำเข้า วิธีเอาออกคือ หยอดน้ำให้เต็มรูหูเสียก่อน แล้วตะแคงกลับน้ำ จะออกหมดโดยง่าย 4. หูน้ำหนวก ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำอุ่นพอหมาด พันไม้ไว้ ค่อยๆ ขับเอาหนองออกให้หมดก่อน ขนานที่ 1 เอามะกอก (ที่ชาวเมืองเหนือใช้บีบใส่น้ำพริก) มาล้างให้สะอาด บีบน้ำหยดลงในรูหู 2-3 หยด ทำวันละ 2-3 ครั้ง ทำ 2-3 วัน ขนานที่ 2 ใช้น้ำคั้นกระเทียมหยอดหู เอาหัวกระเทียม 3-4 กลีบ ปอกเปลือกใส่ถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆ ใช้ช้อนบี้จน ละเอียดเป็นน้ำ เอาสำลีสะอาดใส่ลงไป แล้วบีบน้ำคั้นกระเทียมลงไปในถ้วยสะอาด 5-6 หยด จากนั้น เอาสำลีอีกก้อนหนึ่งจุ่มน้ำสะอาดบีบลงไปในน้ำคั้นกระเทียม 15-25 หยด แล้วเอาสำลีอีกก้อนคนให้ เข้ากัน เอาน้ำที่ได้หยอดหูโดยเอาสำลีชุบบีบใส่หู ครั้งละ 2-3 หยด วันละ 2-3 ครั้ง (ถ้ารู้สึกร้อนหู ให้หยดน้ำเติมลงไปอีกจนรู้สึกหูอุ่นเวลาหยอด) ขนานที่ 3 ใช้น้ำส้มสายชูกลั่น 5% ของแท้ หยอดหู ก่อนหยอดให้เอาน้ำส้มสายชูนี้ล้างหูเสียก่อน วิธีล้างคือหยอดน้ำส้มสายชูให้เต็มหูทิ้งไว้ 10 นาที จึงตะแคงหูให้น้ำส้มสายชูออก ล้าง 2-3 ครั้ง จากนั้นจึงหยอดน้ำส้มสายชู 2-3 หยด นอนพัก 10-15 นาที จึงตะแคงให้น้ำส้มสายชูไหลออก ทำเช่นนี้วันละ 3-4 ครั้ง ถ้าหยอดแล้วรู้สึกระคายหู ให้เติมน้ำเปล่าลงไปอีกเล็กน้อย เพื่อให้น้ำส้มสายชูเจือจางลง ขนานที่ 4 ใช้ก้านตาล (คางตาล) มาเผาไฟ แล้วบีบเอาน้ำออกจากก้านตาลที่เผาพออุ่นๆ นำน้ำนั้นมาหยอดหูวันละ 4-5 ครั้ง 5. หูอื้อ บางครั้งเวลาสั่งน้ำมูกอย่างแรง หูอาจจะเอื้อไปข้างหนึ่ง แก้ได้โดยเอาชุมเห็ดไทยหรือชุมเห็ดเล็กหรือ ชุมเห็ดนามา 4-5 ใบ ขยี้ให้ช้ำ อุดไว้ในรูหูสัก 1-2 ชั่วโมง 6. หูคัน เอาใบผักเสี้ยนผีขยี้พอช้ำ อุดหูไว้ ยานี้ห้ามใช้กับเด็กเพราะจะร้อนไป บางครั้งหูคันอาจเกิดจากมีขี้หูมากเกินไปและอยู่ลึกต้องเอาขี้หูออก 7. ปวดหู เกิดจากเอาไม้ไปแยงหูหรือน้ำสกปรกเข้าหูเวลาว่ายน้ำ ให้ล้างหูด้วยน้ำสุกหรือน้ำด่างทับทิมให้สะอาด ก่อนแล้วใช้ยาต่อไปนี้ ขนานที่ 1 ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้หยอดหู ตัดใบว่านหางจระเข้เลือกเอาใบใหญ่ๆ ล้างให้สะอาดก่อนหยอดให้ตัดปลายว่านหางจระเข้ออกก่อนเพื่อให้รอยตัดใหม่ๆ จากนั้นบีบใบให้น้ำเมือกไหลเข้าช่องหู จนเต็มทิ้งไว้สัก 10-15 นาที จึงค่อยเทออกมา ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้งเวลาหยอดหู เอาเมือกว่านหางจระเข้โปะรอบๆใบหูด้วย ขนานที่ 2 ใช้เมล็ดลำโพงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ มาแช่ในน้ำมันพืชหรือน้ำมันมะพร้าว 2 แก้ว นาน 7 วันกรองเอาน้ำ มันที่ได้เก็บไว้ใช้หยอดหูครั้งละ 1-2 หยด วันละ 3-4 ครั้ง 8. ฝีในหู ขนานที่ 1 เอาเม็ดลางสาดเลือกเอาเม็ดแก่ๆ ตากแดดให้แห้งเอามาฝนกับน้ำปูนใส ให้ได้น้ำข้นๆ แล้วนำไปหยอด ในรูหู วันละ 3-4 ครั้ง ประมาณ 2-3 วัน ฝีจะแตกออกและหายปวด ขนานที่ 2 เอาทางกล้วยน้ำว้าซึ่งเป็นก้านของใบมาลนไฟ แล้วบิดเอาน้ำใส่รูหู นอนตะแคงไว้นานสัก 5 นาที แล้ว จึงเทออก ทำวันละ 1-2 ครั้ง 9.แมลงเข้าหู ขนานที่ 1 ใช้บุหรี่ตราอะไรก็ได้จุ่มน้ำให้ชุ่มแล้วบีบลงไป แมลงจะรีบออกมาทันทีถ้าได้ยาสูบหรือยาตั้งที่ฉุนๆยิ่งดี ขนานที่ 2 เอาไฟฉายส่องเข้าไปสัก 10 วินาที แมลงจะตามแสงไฟออกมา ขนานที่ 3 ใช้ยาสีฟันจำพวกหลอดยี่ห้ออะไรก็ได้ กดปากหลอดยาสีฟันให้ปิดช่องหู บีบยาเข้าไปเล็กน้อยพออุดช่องหู ทันทีที่ยาเข้าไปอุดอยู่ในช่องหู มดหรือแมลงจะหยุดเคลื่อนไหวตัวมันและต่อจากนั้นค่อยใช้สำสีพันปลายไม้เช็ดออก 10.แมงคาเรืองเข้าหู ใช้น้ำมะนาวกรองด้วยผ้าเนื้อละเอียดหยอดหู ถ้าตัวไม่ตายจะหนีออกมา ถ้าไม่หนีออกมาตัวจะตายภายในครู่หนึ่ง 11.เห็บเข้าหู ขนานที่ 1 ใช้ใบถั่วฝักยาวล้างสะอาด ขยี้กับเกลือเอาน้ำหยอดหู แก้เห็บลม เห็บช้าง เห็บแรด เห็บไก่เข้าหูสัก ครู่ตัวจะตาย ขนานที่ 2 ขูดผิวของต้นหมากหรือเอาผิวของต้นหมาก มาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับยาฉุนอย่างละเท่าๆกันใส่น้ำ เล็กน้อย คั้นเอาน้ำหยอดรูหูที่เห็บเข้า ขนานที่ 3 เอายาเส้น (ยาตั้ง) ผสมกับเหล้าโรงแล้วหยอด หยอดวันละ 2 ครั้งเวลาเช้า-เย็นสัก 2-3 วัน 12. หูตึง คนที่เคยเป็นหูน้ำหนวกแล้วต่อมาหูตึง หรือหูตึงเพราะรู้สึกว่ามีลมออกหู ให้ใช้ยาต่อไปนี้แก้ ลูกลำโพงเอาแต่เมล็ดใน 1 ลูก ผิวมะกรูด 1 ลูก พริกไทยอ่อน 11 เม็ด ดีปลี 1 ดอก พริกเหลือง 3 เม็ด (เอาแต่เมล็ดข้างใน) กานพลู 7 ดอก ลูกจันทน์ 3 กลีบ ยาเหล่านี้ตำให้ละเอียด ละลายในน้ำมันมะพร้าวครึ่งถ้วยชา หุงด้วยไฟอ่อนจนเหลือแต่น้ำมัน ใช้สำลีชุบหยอดหู ครั้งละ 2-3 หยด วันละ 3-4 ครั้ง http://textbook.samunpri
ความคิดเห็นที่ 15

TAWICH
29 ต.ค. 2556
เวลา 20:40 น.

124.120.61.121
เป็นเหมือนกันครับ ตอนนี้ชินแล้ว
ความคิดเห็นที่ 16

พลอย
3 ธ.ค. 2556
เวลา 17:03 น.

223.206.172.96
ตอนนี้แม่เราเป็นอยู่ เครียดมากสงสารแม่แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ใครเคยผ่าตัดแล้วช่วยบอกหน่อยว่าผลเป็นอย่างไร แล้วผ่าตัดที่ไหน ราคาเท่าไร
ความคิดเห็นที่ 17

กร
16 ธ.ค. 2556
เวลา 11:35 น.

171.5.85.36
วิธีไหนรักษาได้ผลดีที่สุด
ความคิดเห็นที่ 18

กร
16 ธ.ค. 2556
เวลา 11:38 น.

171.5.85.36
ยาแผนปัจจุบันผมทานมาจะ ๔ เดือน แล้ว ไม่ดีขึ้น เสียงยังดังแรงกว่าเดิม ตอนนี้เป็นจะครบ ๖ เดือนแล้ว โคตรทรมานจริง ๆ ทำอะไรก็ขาดสมาธิหมด เปิดที่วีดังแล้ว ยังกลบเสียงมันไม่ได้เลย ขอท่านมีใจบุญที่เป็นแล้วหายแนะนำวิธีรักษาให้หน่อยครับ
ความคิดเห็นที่ 19

กร
16 ธ.ค. 2556
เวลา 11:41 น.

171.5.85.36
จะเป็นมหากุศลสำหรับท่านที่ชี้แนวทางให้กับคนอื่น ๆ
ความคิดเห็นที่ 20

กร
16 ธ.ค. 2556
เวลา 11:50 น.

171.5.85.36
ใครที่ติดตามข่าวที่ต่างประเทศแถวยุโรปอเมริกา การรักษาโดยใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาทหู แล้วปรับความถี่การรับเสียงให้มาอยู่แบบปกติ นำข้อมูลมาแจ้งให้ทราบบ้างครับ
123456789
ไม่สามารถแสดงความเห็นได้ ย้ายไปเว็บบอร์ดใหม่ ที่นี่ เว็บบอร์ดใหม่Webboard New
--