ป้ายคำ: เอดส์ (5)

เอดส์ "โรคต้องคำสาป"
                                                         เอดส์
                                        “โรคต้องคำสาป”
                                                               จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
    หลายชีวิตต้องสังเวยให้กับโรคนี้ ลาลับจากไปเหมือนใบไม้หลุดร่วง บ้างต้องหลบลี้หนีหายจากสังคมด้วยความอับอาย และถูกคนใกล้ชิดญาติมิตรรังเกียจ ที่ทุกข์หนักคือทรมานทั้งร่างกายและจิตใจจากโรคร้ายที่คอยบั่นทอน ซูบซีด เหี่ยวแห้ง คันมีแผลพุพองนอนไม่หลับกินไม่ได้หมดเรี่ยวหมดแรงนอนรอความตาย
    หากรายใดมีฐานะก็ยังพอรักษา หาหมอเยียวยายืดเวลาได้มีลมหายใจดูโลกต่อไป แต่ต้องเคร่งครัดอาหารการกิน ยาต้องไม่ขาดกินตรงเวลา ไม่ตรากตรำ ไม่ทำงานหนัก แต่จิตใจย่ำแย่ ทุกข์ตรมทุกวันเหมือนต้องคำสาป
     ใครที่มีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นในร่างกายให้ต้องสงสัยการติดเชื้อเอดส์ HIV แล้วคือไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง เกิน ๒ สัปดาห์ น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุมีต่อมน้ำเหลืองตามตัว เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ โตขึ้น. มีฝ้าขาว ( เชื้อรา ) ขึ้นบนลิ้น หรือในปาก. มีผื่นยุงกัดผิวหนังที่ไม่ยอมหาย
     โรคเอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัส เอส ไอ วี ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันให้บกพร่อง การจะรู้ว่าใครติดเชื้อนี้หรือไม่ก็โดยการตรวจเลือดหาแอนติบอดี้ คือภูมิคุ้มกัน หรือการนับเม็ดเลือดขาว เมื่อผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่นเป็นภูมิแพ้ได้ง่ายๆ หรือมีอาการท้องเสีย
      ต้องแนะนำก่อนว่าโรคนี้มี ๓ ระยะคือระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ ๗-๘ ปีแต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง ๑๐ ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ
         ระยะที่สองเรียก ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่มปรากฎอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นในเห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า ๓ เดือน, มีเชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และมีอาการเรื้อรังนานเกิน ๑ เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขึ้นต่อไป
         ระยะที่สามเรียกระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะ โรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า "โรคติดเชื้อฉวยโอกาส" ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็นวัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรคเอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรงเป็นต้น ส่วนใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๑-๒ ปี
          เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ ต้องตั้งสติแล้วไปขอคำแนะนำที่สถานบริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง บางคนช็อคทำอะไรไม่ถูกคิดมากและหาทางออกตัดสินใจในทางที่ผิด
         ผมได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยโรคนี้หลายรายเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟังพร้อมแนวทางการรักษามีทั้งรอดและไม่รอดและค่อยๆหายไปจากวงการและอำลาโลกไปอย่างน่าเสียดายความรู้ความสามารถ บ้างก็ชอบสนุก บ้างก็ถูกข่มขื่น บ้างก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์
        การเดินทางทั่วประเทศของผมทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับหมอยาพื้นบ้านทำให้ได้รับองค์ความรู้ว่าโรคนี้หลักๆคือภูมิต้านทาน ถ้าภูมิต้านทานดี ก็ไม่ต้องกลัวเชิญเอดส์อยู่เป็นเพื่อนเราได้เดี๋ยวมันทนไม่ได้มันก็หนีไปเองฮ่าๆๆ ฟังดูทำไมมันง่ายจริงๆ
     
“ดูแลเลือดเป็นหลัก ไตเป็นที่สอง สร้างภูมิต้านทานให้กลับมาให้ได้”  คำพูดของหมอทำให้ผมคิดต่อไปว่าร่างกายคนเราเลือดคือสายธารหลักจริงๆ เส้นเลือดจึงมีมากมาย อากาศก็สำคัญในการฟอกเลือด ถ้าเลือดดีก็ทำให้ระบบต่างๆทำงานดีตามไปด้วย เลือด ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย พร้อมทั้งนำ คาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียที่เกิดขึ้นกำจัดออกนอกร่างกาย
     สำหรับสมุนไพรที่ใช้ยับยั้งรักษาโรคเอดส์มีเยอะครับแต่ได้ผลมากน้อยแตกต่างกันถ้าเราใช้สมุนไพรเดี่ยวชนิดเดียวจะให้ผลช้า ถ้าเป็นตำรับคือมีหลายชนิดรวมกัน จะรู้ตำรับไหนดีก็ต้องดูผลจากคนที่เคยกิน นี่แหละคือการวิจัยของหมอยาพื้นบ้านภูมิปัญญาไทย ถ้าตำรับยาไม่ดีไม่มีใครใช้ก็ต้องสาบสูญไป
    สมุนไพรดีๆหลายตำรับหรือหลายสูตรจึงมักได้รับการสืบสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น บางตำรับใช้ในวงแคบๆเนื่องจากเจ้าตำรับหวงแหนกลัวตำรับยาเล็ดรอดไปเป็นของคนอื่น บางตำรับหวงแหนมากและก็ได้ตายไปพร้อมๆกับเจ้าของตำรา และก็ยังมีอีกมากที่ยังคงสืบสานเฉพาะในวงตระกูลชั่วหลายอายุคนแต่เราไม่สามารถรู้สูตรตำรับยาได้ ก็ยังดีครับที่ยังมีลูกหลานรักษาอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน
   ทางด้านผู้ป่วยหากใครโชคดีก็ได้พบยาดีรักษาตัวเองดีขึ้นพบทางสว่างของชีวิต ใครโชคร้ายได้ยาไม่ถูกกับโรคก็ถือว่าบุญสร้างมาเท่านี้ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่สืบเสาะพบเห็นสูตรตำรับไหนดีก็จะนำมาเขียนเล่าสู่กันฟัง ตั้งแต่ใช้คางคกรักษเอดส์ จนล่าสุดได้มาอีกตำรับคือ
สมุนไพรตำหรับจักรพรรดิ” ซึ่งก็เป็นตำรับที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนหอบหิ้วตำรามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เจ้าของไม่บอกสูตรแต่เท่าที่ผมรู้ มีสมุนไพรฝางอยู่ด้วยซึ่งสมัยเด็กๆหลายคนคงเคยได้ดื่มน้ำยาอุทัยที่ผสมในน้ำให้ดื่มก็ทำจากต้นฝางนี้แหละครับ
    ภูมิปัญญาไทยถ้ารักษาเลือดต้องดื่มน้ำสมุนไพรฝางครับ คนจีนเรียกสมุนไพรฝางว่า
“โซปั้ก” มีรสฝาด เค็ม ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แก้เส้นเลือดอุดตัน กระจายเลือดที่อุดตัน แก้อาการหัวใจขาดเลือด
   เจ้าตำรับบอกว่าในชุมชนมีคนป่วยเป็นโรคเอดส์เนื้อตัวเป็นแผลพุพองอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเดินโซเซคนในชุมชนคาดว่าต้องตายแน่ๆหมอยาพื้นบ้านจึงนำตำรับยา “สมุนไพรจักรพรรดิ” ให้ดื่มปรากฏว่าดื่มได้เพียงหม้อแรกน้ำเหลืองยิ่งออกมามากและผื่นขึ้นเต็มเหมือนตัวยาไปดันปะทุขับสารพิษออกมามาก แต่หลังดื่มหม้อสองหม้อที่สามแล้วไปตรวจผลเลือด ปรากฏว่าหาเชื้อไม่เจอ หายป่วยเป็นปกติจนถึงปัจจุบัน
     ถ้าจะว่ากันไปแล้ว เหมือนพ้นคำสาป จากที่เคยทุกข์ทรมาน ถูกคนเหยียดหยามประณามต่างๆนาๆ นอนรอพญามัจจุราชมาปลิดชีวิต หลังดื่มสมุนไพรตำรับนี้แล้วร้างกายกลับฟื้นคืนปกติอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยความทึ่งผมได้มา ๒ กล่อง จึงนำไปฝากน้องที่เคยรู้จัก เนื่องจากชีวิตบัดซบที่ถูกคนใกล้ชิดในที่ทำงานเดียวกันข่มเหงน้ำใจยัดเยียด เชื้อร้ายให้
    เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ แจ้งมาว่าผลตรวจเลือดดี เม็ดเลือดขาวเพิ่มจาก ๒๐๐ เป็น ๔๖๗ เชื้อไวรัสต่ำกว่า ๒๐ คือหาไม่เจอนับไม่ได้ ไต ตับ ไขมัน ความดัน ดี คือปกติ ผมพลอยมีความสุขด้วย และล่าสุดผมซื้อไปฝากหนุ่มคนหนึ่งที่โทรมาพูดคุยกับผม นัดหมายนำยาไปฝากที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง จึงได้ทราบว่าเขาพิการทางสายตา ยืนอุ้มลูกน้อย และมีภรรยาคอยพาเดินซึ่งภรรยาสายตาคงพอมองเห็นบ้าง
   ก็ภาวนาให้เขาได้หายไวๆใครนะชั่งใจร้าย ไม่เว้นแม้คนพิการ หากพบเห็นใครป่วยโรคนี้แนะนำเขาหน่อยเผื่อพบทางสว่าง กว่าได้เกิดมาในโลกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ติดต่อไปที่ ๐๙-๘๒๘๙-๕๖๗๑
 
    

คางคกรักษาเอดส์
คางคกรักษาโรคผิวหนังและเอดส์


    ท้องทุ่งนาอันสวยงาม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ( ๑๔  กย.๒๕๕๕ )

   นายออด  คำนุ                  นายเอนก  บ่อพลอย    ผู้ใหญ่ขวัญ  พนา
   
 "คุณจำรัส  มีคนเป็นเอดส์ กินคางคกแล้วหาย"
คุณออด คำนุ เล่าให้ผมฟัง
 " อย่าช้าพาผมไปเดี๋ยวนี้" ผมรีบชวนคุณออดไป
" วันนี้ เขาไม่อยู่"  ผมผิดหวัง แต่ดีใจที่ได้ข่าวนี้ ผมจะต้องมาที่นี่อีกรอบ 
  (  โปรดคอย ติดตามเรื่องนี้ในเล่ม ๔ )
     
สำหรับผัดเผ็ดคางคก ผมเคยยกินมาแล้ว ที่ร้านแถวแฟลตดินแดงเขาเรียก"อุทัยเทวี" ฮ่าๆๆ
ต้องเอาเส้นเมาออก และถลกหนังที่มีพิษออก แล้วใช้เครื่องเทศถึง ๑๐ ชนิด กินแล้วร้อนถึงหู
ขับเหงื่อสารพิษได้เป็นอย่างดี ถ้าไม่กินจะเขียนคุยได้อย่างไร ฮ่าๆๆ
  ส่วนคางคก รักษาเอดส์ ผมได้ข้อมูลมาบ้างแล้ว หลายจังหวัดแต่ข้อมูลยังไม่แน่น ยังสงสัยอยู่
ตลอดเวลาว่าเขาปรุงอย่างไรกิน มีตัวยาอะไรบ้าง เดี๋ยวได้รู้เร็วๆนี้

 



เอดส์

               เอดส์

“สร้างภูมิคุ้มกันด้วยฮอร์โมนไข่”
                     จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                         เอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome : AIDS) เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้ติดเชื้อมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และการเกิดเนื้องอกบางชนิด เอดส์ติดต่อผ่านทางการสัมผัสของเยื่อเมือก หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งซึ่งมีเชื้อ เช่น เลือด น้ำอสุจิ นมมารดา ฯลฯ 
                จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อที่มีอาการในประเทศไทยล่าสุด (๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔) สำนักระบาดวิทยา รายงานว่ามีจำนวนผู้ป่วยเอดส์ ทั้งสิ้น จำนวน  ๓๗๖,๖๙๐ราย (จำแนกเป็นเพศชายจำนวน ๒๕๖,๕๗๑ ราย และเพศหญิงจำนวน ๑๒๐,๑๑๙ราย)  เสียชีวิตแล้ว จำนวน ๙๘,๗๒๑ราย แนวโน้มของผู้ป่วยเอดส์ และผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ลดลงกว่าในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากการรักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงทำให้มีผู้ป่วยเอดส์และผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงกว่าอดีต           
         แต่ก็ยังมีผู้ติดเชื้อเอดส์อีกจำนวนมาก ที่ต้องทนทุกข์กับสภาพร่างกายและจิตใจที่แสนจะปวดร้าว ร่างกายที่เชื้อร้ายคอยบั่นทอนแทบทุกเสี้ยววินาที และสภาพจิตใจที่กลัวสังคมจะรังเกียจ เหมือนตกนรกทั้งเป็น จะด้วยสาเหตุติดเชื้อร้ายจากสามี จากภรรยา หรือจากสังคมเลวร้ายที่มอบให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


        จากปัญหานี้ผมและอาจารย์พัฒน์ สันทัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรได้พูดคุยกันขณะขับรถไปเยี่ยมลูกศิษย์ลูกหาในพื้นที่ต่างจังหวัด ผมขับรถส่วนอาจารย์พัฒน์นั่งข้างๆ การเดินทางแต่ละครั้งจะใช้เวลานั่งในรถนานไม่ต่ำกว่า๓-๔ ชั่วโมง ทำให้ผมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอาจารย์พัฒน์  สันทัด ในหลายเรื่องนอกเหนือจากเรื่องการเกษตร

       อาจารย์พัฒน์  สันทัด เป็นข้าราชการบำนาญ การศึกษานอกโรงเรียนกระทรวงศึกษาธิการ อาจารย์ได้ศึกษาอบรมด้านการเกษตรจากหลายหน่วยงานจนชำนาญเช่นองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( FAO)  นอกจากนั้นท่านยังศึกษาธรรมะเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน           ( พระมหาวีระ ถาวโร) หรือที่เรารู้จักกันในนามหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
       ด้วยสายเลือดของความเป็นครูเวลาเดินทางไปสอนการเกษตรที่ไหนอาจารย์จะสอดแทรกด้านธรรมะสอนใจควบคู่เข้าไปด้วยทำให้ลูกศิษย์อาจารย์ นอกจากเก่งด้านการเกษตรแล้วยังมีคุณธรรมติดตัวไปด้วย
       อ.พัฒน์เล่าให้ผมฟังว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเคยแนะนำเอาไว้เกี่ยวกับการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ ด้วยการอบความร้อนด้วยใบยาสูบถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ก็จำฝังใจไม่เคยลืม
    “ ให้หากระโจมหรือ ตู้อบ ถ้าไม่มีก็เอาสุ่มไก่แทนก็ได้ใช้ขนาดใหญ่หน่อยนั่งสบาย เอาผ้าคลุมเอาไว้ ให้โผล่หัวออกมาตรงกลางสุ่มไก่ ภายในก็ใช้เตาตั้งไว้จุดเชื้อไฟจากเศษไม้เล็กๆหรือกาบมะพร้าวแล้วโปรยยาสูบลงไป พระคุณเจ้าท่านว่ายาสูบเป็นยาเย็น  ใส่ยาสูบพอประมาณสักกำมือหนึ่ง จะมีควันคลุ้งเต็มไปหมด ควันยาสูบจะช่วยฆ่าเชื้อ HIV  ( เอดส์ ) ที่ผิวหนังได้ดี ควรทำทุกวัน วันละประมาณ  ๑๐  นาที เหงื่อจะไหลออกมาทางผิวหนังเป็นการล้างพิษไปในตัว”
       นอกเหนือจากเรื่องที่หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังแล้ว อ.พัฒน์บอกว่าเมื่อปี ๒๕๔๘ มีเรื่องโชคดีเกิดขึ้น เมื่อ อ.พัฒน์ นำฮอร์โมนไข่เพื่อพืช ซึ่งเป็นสูตรของอ.สุวัฒน์  ทรัพยะประภา นำมาสอนให้ลูกศิษย์โรงเรียนชาวนาศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย สอนและสาธิตวิธีทำหลังจากนั้นก็แจกให้ลูกศิษย์นำไปทดลองใช้
       อ.พัฒน์บอกว่าไม่นึกเลยว่าจะมีนักวิจัยชาวนาอย่างคุณสมเดช  กองเป็ง ชาวนาตำบลห้วยไคร้  อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่มาเรียนแล้วแทนที่จะเอาฮอร์โมนไข่ไปใช้กับพืช กลับนำไปใช้ทดลองกับเป็ด โดยใช้ฮอร์โมนไข่
๒-๓  ช้อนแกง คลุกอาหารเป็ด ๑๐  ลิตร เป็ดกินแล้วเป็ดแข็งแรง ผสมน้ำให้วัวกินอัตราเดียวกัน วัวแข็งแรงตั้งแต่ให้วัวกินผลปรากฏว่าวัวจะกลับบ้านเองไม่ต้องต้อน เพราะวัวติดใจรีบกลับมาบ้านกินฮอร์โมนไข่นั่นเอง
      เป็ดกินได้ วัวกินดี คนก็น่าจะกินได้ คุณสมเดช คิดเอาเอง แบบนักวิจัย จึงได้ตักฮอร์โมนไข่ที่ทำจากไข่ไก่ ๕ กก. กากน้ำตาล  ๕ กก. ยาคูลท์  ๑  ขวด และแป้งข้าวหมาก  ๑  ก้อน ผสมน้ำใบเตย  ๑  ลิตร ใส่ขวดแช่ตู้เย็น ดื่มเช้า ก่อนแปรงฟัน ๑ แก้ว ไม่นานเพียง ๒-๓ อาทิตย์ คุณสมเดช รู้สึกสดชื่นแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่เช่น โรคสะเก็ดเงินและโรคอื่นๆหายไป ระยะหลังไม่ได้ไปหาหมอที่สถานีอนามัยแล้ว
      หลังจากนั้นจึงนำมารายงานในห้องเรียนให้อาจารย์พัฒน์และเพื่อนๆได้ทราบและทดลองขยายผลในการกินกันมากขึ้น บางคนเป็นแผลไหม้เหมือนไฟลามทุ่ง กินฮอร์โมนไข่ก็อาการดีขึ้น เป็นเหตุให้คุณสุกัญญา  เจริญพร ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชาวนาอาณาจักรโยนก ล้านนา บ้านป่าสักน้อย ตำบลป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้ทดลองให้คุณบุญมา บ้านอยู่ใกล้กันซึ่งได้รับเชื้อเอดส์จากสามี และสามีเพิ่งเสียชีวิตไป ลองกินดู โดยกินวันละ ๑  ช้อนแกงแล้วดื่มน้ำตามมากๆ และอบสมุนไพรยาสูบวันละครั้ง ประมาณ  ๑๐ นาที เพียงเดือนเดียว เธอรู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว จึงปฎิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่เดือน CD 4 ( ซีดีโฟ ) เม็ดเลือดขาวมีระดับเพิ่มขึ้น จากไม่ถึงร้อย ขึ้นมาเป็นพัน เธอจึงหยุดกินยาต้านเชื้อที่เคยกินไปเลย หันมากินฮอร์โมนไข่อย่างเดียว
      ต่อมาปี ๒๕๕๒ โรงพยาบาลเชียงแสน ได้จำหน่ายเธอออกจากผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้รับเงิน ๕๐๐ บาท/เดือน แต่เนื่องจากสามีเธอเสียชีวิตจากเชื้อเอดส์ เธอจึงยังคงมีสิทธิ์รับเงินเดือน ๕๐๐ บาทต่อไป
      อีกรายช่วงเดือน กรกฏาคม-พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ คุณสายใจ ฮวดกระโทก ได้ประสานให้อ.พัฒน์  สันทัด ไปเปิดสอนโรงเรียนชาวนาที่สำนักภู่ศิริ  วิมุติสุข  หมู่ ๘ บ้านคลองแสลงใหม่ ตำบลบ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก สนับสนุนโดยพระอาจารย์วุฒินันท์ จักกวโร ในการสอนครั้งนั้นมีสามีภรรยาคู่หนึ่งชื่อคุณสมใจและคุณสำอางค์ อยู่ที่อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร เดินทางมาเรียนด้วยจากจำนวนนักเรียนทั้งหมด ๘๕ คน ทั้งคู่ติดเชื้อ HIV ( เอดส์ ) สนใจวิธีทำฮอร์โมนไข่เพื่อสุขภาพไว้รับประทาน ครั้งแรกๆก็ซื้อของเพื่อนๆมากินก่อน พอกินได้ ๗ วัน และอบสมุนไพรยาสูบได้  ๓ วันแล้ว ถึงเวลาแพทย์นัด ผลตรวจออกมา ไม่พบเชื้อ HIV ( เอดส์ ) ทั้ง ๒ คน สร้างความประหลาดใจแก่แพทย์ผู้ตรวจเป็นอย่างมาก


    สองสามีภรรยาดีใจมากได้โทรศัพท์รายงานให้ อ.พัฒน์ สันทัดได้ทราบเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๓ และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ คุณสมใจ คุณสำอางค์และครอบครัวได้เดินทางมาเยี่ยมอาจารย์พัฒน์ ด้วยสำนึกในพระคุณที่นำเรื่องฮอร์โมนไข่มาเผยแพร่ ทำให้เขาและสามีรอดพ้นจากโรคร้าย
นี่แหละครับคนเราไม่ถึงที่ตายไม่วายชีวาวาตโบราณว่าไว้
    เคล็ดลับอีกอย่างที่ อ.พัฒน์แนะนำผมคือ ให้เอาฮอร์โมนไข่ทาหน้าทุกวัน จะทำให้ผิวหน้าเนียนเรียบไม่มีสิวฝ้าวิธีการทำก็คือล้างหน้าให้สะอาดแล้วทาฮอร์โมนไข่บางๆขณะที่หน้ายังเปียกอยู่ จะทำให้ฮอร์โมนไข่ซึมลงผิวหน้าได้ดีขึ้นและแห้งไปเอง โดยไม่เหนียวเหนอะหนะวิธีนี้อาจารย์ทำทุกวัน
    สำหรับการทำฮอร์โมนไข่เพื่อสุขภาพนั้นคิดว่าหลายคนคงอยากทราบว่าทำอย่างไร ผมถือโอกาสแนะนำเป็นวิทยาทานวัสดุที่ต้องเตรียมมี ไข่ไก่สดๆทั้งเปลือกปั่นละเอียด ๑ กิโลกรัม น้ำผึ้งแท้หรือน้ำผึ้งเลี้ยง ๑ ขวดโขง ( ๑ กิโลกรัม)   นมเปรี้ยวยาคูลท์  ๑  ขวด  แป้งข้าวหมาก (ห้ามใช้แป้งเหล้า)  ๑ ก้อนแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ใช้เพียง
๑ ส่วน ถ้าต้องการมากก็เพิ่มตามอัตราส่วน
    วิธีทำ นำไข่ไก่สดมาล้างน้ำเปล่าให้สะอาดที่สุด จากนั้นนำมาปั่นละเอียดแล้วเทลงกระติก หรือโหล เทน้ำผึ้งลงไป ๑ ขวด หนักประมาณ ๑ กิโลกรัม เทนมเปรี้ยวยาคูลท์ลงไป และท้ายสุดใส่แป้งข้าวหมาก ( ๑ ใน ๔ ส่วน) จาก  ๑ ก้อนตามลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน แล้วปิดฝาให้พอแน่น หมั่นคนทุกวันเช้า-เย็น หมักไว้
๑ เดือนเก็บไว้ในร่มอุณหภูมิห้อง หลังจากนั้นพอครบ ๑ เดือนแล้วให้กรองเอาแต่น้ำข้นๆ เทใส่ขวดปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ในตู้เย็น สามารถเก็บไว้ได้นานถึง ๑๐ เดือน 

     วิธีรับประทาน คือ  ผู้รับประทานครั้งแรก ควรทานครึ่งช้อนชา และต่อไปครั้งละ ๑ ช้อนชา วันละครั้ง หลังอาหาร หรือผสมน้ำสมุนไพรอุ่นๆ เช่นน้ำขิง น้ำชา กาแฟ (ไม่ร้อนจัด)   ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก  ให้รับประทานตอนเช้า  
๑  ช้อนโต๊ะ (ก่อนล้างหน้าแปรงฟัน) ตามด้วยน้ำอุ่น๑-๕ แก้ว
      ประโยชน์ เป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยา ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันสร้างเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง รับประทานอย่างต่อเนื่อง บำรุงเซลล์ในร่างกาย ทำให้ร่างแข็งแรงไม่อ่อนแอต่อโรค ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ ปรับความดันโลหิตให้เป็นปรกติ รักษาโรคกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวง ชาตามมือและเท้า ปัสสาวะบ่อย
อาการปวดเมื่อยต่างๆ โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศปรับระดับการทำงานของตับและโรคอ้วน


    หากใครใจร้อน อ่านแล้วอยากทำกินเอง ไม่มีแป้งข้าวหมาก สงสัยเพิ่มเติม ติดต่อ อ.พัฒน์  สันทัด เพิ่มเติมได้ที่ ๐๘-๖๐๙๔-๙๖๒๗  E-mail:phat.santad@gmail.com  หรือดูทางเน็ต เข้า Google
พิมพ์โรงเรียนชาวนาทางอากาศ
   ขอบคุณ อ.สุวัฒน์  ทรัพยะประภา ๐๘-๑๘๖๐-๖๙๙๑    คุณสุกัญญา  เจริญพร ๐๘-๑๕๙๕-๖๙๗๓
                 หากต้องการทราบข้อมูล/ประสบการณ์ผู้ป่วยกับการใช้สมุนไพรบำบัดโรคทุกเรื่อง...
                 ดูทางเน็ต..เข้า Google พิมพ์ จำรัส เซ็นนิล
-------------------------------------------------------------------------

เอดส์( AIDS ) ภูมิคุ้มกันเสื่อม
                   เอดส์( AIDS ) ภูมิคุ้มกันเสื่อม
                       จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
       แรงบันดาลใจที่ผมต้องลงมือเขียนและค้นคว้าเรื่องเอดส์มาเล่าสู่กันฟัง เพราะผมได้ยินเสียงเด็กเรียกมาตามสายโทรศัพท์ ขณะที่ผมกำลังคุยโทรศัพท์กับผู้ชายคนหนึ่ง
      “ พ่อๆๆ” เป็นเสียงเรียกหาผู้ชายที่ผมกำลังคุยด้วย และผู้ชายที่ผมกำลังคุยด้วยก็บอกผมว่า
     “คุณจำรัส ผมติดเชื้อ เอดส์”  แสดงว่าชายคนนั้นกำลังนำมหันตภัยมาสู่ครอบครัว ผมมั่นใจว่าคนเราเมื่อติดเชื้อ คงลำบากใจที่จะไปไหนมาไหน คงต้องซ่อนเร้นกลัวคนประณามหยามเหยียด
    “ใจเย็นๆครับพี่ ถ้าหากเราสร้างภูมิต้านทานมาสู้กับเชื้อได้ เราก็อยู่สบาย แต่ต้องหมั่นดูแลสุขภาพ ที่ผ่านมาผมได้สัมภาษณ์หลายคนที่ติดเชื้อ ทุกคนสุขภาพดีอยู่ได้มาตลอด ผมขอเป็นกำลังใจครับ”



    โรคเอดส์ (AIDS) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Human immunodeficiency virus จัดเป็นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส (Retrovirus) โดยถือว่าเมื่อโรคเข้าสู่ระยะที่สามของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์โดยสมบูรณ์แล้ว
คำว่าเอดส์ (AIDS) เป็นชื่อโรคย่อมาจากคำว่า Acquired immunodeficiency syndrome มีความหมายกว้างๆว่า โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผมได้คุยกับหมอหลายคน และคนที่ผมศรัทธาคือ หมอเจน ( เจนธัช ขจรศิลป์ ) ท่านเคยรักษาชาวต่างประเทศซึ่งเดินทางมาจากใต้หวัน อาการแทบแย่ รักษาได้เพียง ๓  เดือนอาการดีขึ้นมากพอย่างเข้าเดือนที่ ๖ ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลผลปรากฏว่าเลือดเขาปกติ ทุกวันนี้เอยู่ในสังคมได้อย่างสบายไม่บอกไม่รู้ว่าติดเชื้อร่างกายแข็งแรง และด้วยความสำนึก ชาวต่างประเทศผู้นั้นถึงกับซื้อบ้านมอบให้หมอเจน เป็นการขอบคุณที่ช่วยเขาให้มีชีวิตรอดอยู่ดูโลกต่อไปได้
         มีเด็กหนุ่มขอสงวนนาม เดินทางมาหาผมเล่าชีวิตอันรันทดให้ฟัง เคยมีสาวคนรักคนเดียวกันกับเพื่อน ทำงานโรงแรมดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สาวเจ้าเป็นคนสวยเชื้อสายแขก เรียกว่ารักสามเส้า กับชายไทย ๒ คน ผลปรากฏว่าเพื่อนรักเขาเสียชีวิต ส่วนคนรักพ่อแม่ให้กลับไปเยียวยายังบ้านเกิดป่านฉะนี้ไม่ทราบยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนตัวเขาเอง หลังจากรักษากับโรงพยาบาลไม่มีหลักประกันเงินทองก็ร่อยหรอ ตัวซีดเริ่มมีตุ่มพุพอง
        ชะรอยบุญกรรมที่ทำมาคงหมดเคราะห์ได้พบกับหมอเจน ได้มอบชีวิตให้หมอเจนรักษา จนร่างกายแข็งแรง ต้องบอกว่าหน้าตาเด็กหนุ่มคนนี้หล่อเหลาเอาการ ผมได้บันทึกภาพไว้ ซึ่งเจ้าตัวก็ยินดีที่จะสะท้อนสังคมได้ตระหนัก  แต่ท่านผู้อ่านครับ ผมแพ้ใจตัวเอง ผมสงสารเขา ไม่สามารถที่จะเปิดเผยภาพนั้นให้ใครดูได้
     ผมไม่ได้พบเขาหลายปี แต่จู่ๆก็ได้พบเขาอีกครั้งที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาอยู่กับเพื่อนทั้งชายหญิงหลายคน ผมจำเขาไม่ได้ พยายามคิดว่า หนุ่มคนนี้ผมเคยเห็นที่ไหน คิดแล้วคิคอีกพยายามทบทวนความจำ ทันที่ ที่ผมจำเขาได้ ผมรีบสาวเท้าออกจากร้านนั้นไปก่อนอย่างไม่รั้งรอ กลัวเขาจำผมได้ หรือเขาก็คิดไม่ออก  อยากให้เขามีความสุขกับเพื่อนๆได้เต็มที่
    ผมขับรถกลับบ้านคิดตลอดทาง ดีใจที่เขายังแข็งแรงสุขภาพดี และพลอยอิ่มเอมใจไปกับคุณความดีที่หมอเจนหยิบยื่นให้เขา หมอเจนบอกว่าโรคเอดส์ในการรักษาของหมอเจนจะเรียกว่าโลหิตเป็นพิษ ท่านรักษามามีทั้งระดับเศรษฐีไปจนถึงยาจก บางคนก็เป็นคนมีชื่อเสียงทางสังคมและเจ้าของกิจการใหญ่โต
   ผมต้องขอขอบคุณ คุณบุญลือ  สุขเกษม คุณลี่ฮวง  แซ่จึง และอาจารย์ศิวกร  อภิรักษ์นุกรชัย ที่แนะนำให้ผมได้รู้จักกับหมอเจน วันที่ผมเดินทางไปหาหมอเจนท่านนุ่งชุดขาว ต้อนรับผมด้วยอัธยาศัยไมตรี ยังจำไม่ลืม เพราะวันนั้นท่านไม่ยอมให้กลับถ้าไม่ได้กินข้าวที่บ้านท่าน ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั่นจะมีคนไข้ทยอยมาปรึกษาเรื่องสุขภาพไม่ขาดสาย
    การเดินทางไปหาหมอเจนยึดเส้นทางถนนฟิวเจอรพารค์รังสิต-นครนายก ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึง ๔ แยก จปร.แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านผลทวี ถนนสุวรรณศร ตำบลพรหมมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ไปไม่ถูกโทรถามได้ครับ ๐๓๗-๓๒๖-๓๗๖ , ๐๓๗-๓๒๖-๔๗๓
    อีกคนที่ผมศรัทธาคือหมอเณร ผู้สืบสานตำราปราบห่าลงเมือง บำบัดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง( เอดส์) คนนี้ใจถึงมากครับ อยู่ที่สวนสมุนไพรหมอเณร ๓๖ หมู่ ๑๐ ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ๐๘-๙๕๕๑-๖๒๑๒ หมอเณรคนนี้ ผมเห็นมาแล้วไม่ใช่เก่งแต่เรื่องเอดส์อย่างเดียว เบาหวานที่แผลเหวอะหวะจะตัดขาแล้ว มาที่นี่ไม่ต้องตัด ผมเคยไปที่โรงพยาบาลจังหวัดอุบลราชธานี มีผู้ป่วยเบาหวานหมอลงความเห็นจะตัดขา เผลอเพล็บเดียว คนไข้หนีกลับบ้านไปโดยไม่บอกกล่าวกลัวถูกตัดขา เสียดายขาเพื่อนรัก ฮ่าๆๆ
    อย่างน้อยที่ผมนำมาเล่าก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง เป็นทางเลือก ที่จะให้กำลังใจผู้ที่อยู่ในภาวะไร้ที่พึ่ง จากการศึกษาวิจัยทางพันธุศาสตร์ชี้ว่าเชื้อไวรัสเอชไอวี มีถิ่นกำเนิดมาจากแอฟริกากลางตะวันตก ใช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ โรคเอดส์เป็นที่รู้จักครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค CDC  ใน คศ. ๑๙๘๑
โรคเอดส์ เป็นโรคที่เกิดต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งระยะที่ ๑ ของการติดเชื้อ จะมีอาการเพียงเล็กน้อย ต่อมาระยะที่ ๒ ซึ่งเรียกว่าระยะเรื้อรัง ซึ่งระยะที่ ๒ นี้จะใช้เวลาประมาณ ๗-๑๐ ปีก่อนที่จะเข้าสู่ระยะที่ ๓
โดยทั่วไป ถือว่าเมื่อการติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะที่ ๓ ซึ่งร่างกายจะมีอาการที่เกิดจากเชื้อเอชไอวีเอง จากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) และ/หรือจากโรคมะเร็ง จะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์
เหตุผลที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และโรคมะเร็งมากขึ้นในโรคเอดส์นั้นเป็นเพราะไวรัสเอชไอวีซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเอดส์นั้น ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายต่ำลง เนื่องจากเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ที-ลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี ๔ เป็นบวก (CD 4 positive T cell) และจะทำลายเซลล์ชนิดนี้ไปเรื่อยๆ เซลล์ชนิดนี้มีบทบาทสำคัญมากในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต้านทานโรคของร่างกาย ดังนั้น ร่างกายจะเสียความสามารถในการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆอย่างรุนแรง ผลที่ตามมาคือ เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยเป็นในคนปกติ เช่น เชื้อราในปอด และ/หรือในสมอง เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดโรคมะเร็งในผู้ป่วยมากขึ้น เพราะระบบภูมิคุ้มกันต้านทานได้สูญเสียความสามารถในการเฝ้าระวัง และการกำจัดเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) และโรคมะเร็งของเนื้อเยื่อซึ่งรวมทั้งเนื้อเยื่อหลอดเลือดที่เรียกว่า โรคมะเร็งคาโปสิซาร์โคมา (Kaposi’s sarcoma)
อีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดตามมา คือ อาการผิดปกติของสมอง เกิดจากการที่เชื้อไวรัสนี้เข้าไปอยู่ในเซลล์สมองชนิดที่เรียกว่าไมโครเกลีย (Microglia) ซึ่งเซลล์ชนิดนี้จะถูกไวรัสซึ่งเข้าไปอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ บังคับให้สร้างสารพิษชนิดต่างๆออกมาทำลายเซลล์สมองชนิดอื่นๆได้ การทำงานของสมองที่ผิดปกติไป จะสะท้อนออกมาเป็นอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ซึม ชัก เอะอะโวยวาย ความจำเสื่อม เป็นต้น
นอกจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD๔ positive T cell แล้ว ไวรัสตัวนี้ยังสามารถเข้าไปอยู่ในเซลล์ชนิดอื่นๆของร่างกายได้อีก เช่น เซลล์ มาโครฟาจ (Macrophage) เดนไดรติคเซลล์ (Dendritic cell) ไมโครเกลียของสมอง (Microglia) และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนซัยท์ (Monocyte)
       ผมได้ค้นคว้าจากตำราเพชรน้ำเอก กรุยอดตำรายาสมุนไพร ของปรมาจารย์ที่ผมศรัทธาอีกท่านคือ อาจารย์พฤฒาจารย์วิพุธโยคะรัตนรังสี ท่านได้เขียนไว้ว่า
   โรคเอดส์ คือโรคจากเม็ดเลือดขาว ไม่มีกำลังต่อต้านโรค ทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วตัวอักเสบ ส่งผลให้ร่างกาย พุ แตก เป็นหัวดาว หัวเดือน เป็นฝีในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะมักเป็นที่รักแร้ ขาหนีบ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองใหญ่ ถ้าแตกน้ำเหลืองจะเฟอะไหลมีกลิ่นเหม็น
    ตัวยาสมุนไพรที่ใช้รักษามี ข่า ขิง  ไพล กระชาย แกแล แก่นฝาง แก่นขนุน พริกไทยร่อน หัวแห้วหมู  แก่นขี้เหล็ก  พญามือเหล็ก มะค่าไก่ โคกกระสุน แสมสาร รากแจง เถาวัลย์เปรียง
  ตัวยาทั้งหมดหนัก สิ่งละ ๗๕  กรัม  ๑๘ กรัม   กระตั้วร่า ผ่า ๔ เอา ๑  เติมน้ำท่วมยา ต้มกิน กินแต่ละครั้งให้เต็มแก้ว วันละ ๓-๔ ครั้ง กินเรื่อยๆไปจนกว่าจะหายจากโรค หายช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับบาป-บุญในตัวผู้ป่วยเอง
      และหัวเชื้อสมุนไพรกลั่นเทพประทานสังหารโรค (๐๘-๕๒๔๕-๘๐๘๑ ) ที่อยากจะแนะนำให้กินป้องกัน วันละ ๑ ครั้ง ก่อนอาหาร ถ้าเป็นหนักกินสาม เวลา ป้องกันสารพัดโรคไม่ว่าเอดส์หรือมะเร็ง มีผู้ป่วยหลายรายโทรมาบอกผม ว่า..งง มาก จากที่ไม่เคยมีเรี่ยวแรง นึกว่าจะหมดบุญแล้ว กิน ๓-๔ วันรู้สึกมีเรี่ยวมีแรง ลุกเดินได้สบาย เอ้า..ดีใจด้วยครับ บางครั้ง เราเจ็บป่วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดจากอะไร ก็วิเคราะห์กันไป ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง
      แต่ถ้าส่งเจ้าหัวเชื้อเข้าไป ตรงไหนมีปัญหาเขาไปจัดการเอง อาจจะปวดหนักเข้าไปอีก ก็ให้เว้นการกินไปหน่อย หรือลุยกินต่อไป ถ้าฝ่าด่านไปได้ อาการจะดีขึ้นเป็นลำดับ คุณสมศักดิ์  สุนทรพัฒนพงษ์ เล่าให้ผมฟังว่า มีตัวยาส่งมาจากต่างประเทศ เพื่อนๆซื้อมา ตัวยาเพียง แค่ ๕ ซีซี ราคาตั้ง ๒,๕๐๐ บาท ถือเป็นอาหารเสริม เป็นตัวยาเดียวกับหัวเชื้อสมุนไพรกลั่นเทพประทานสังหารโรค ครับก็ขอบคุณฟังเป็นข้อมูลไว้ก็ดีครับ
              ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านจงมีความสุข   มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง  และหาโอกาสช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาสกว่าเรา สะสมบุญครับ โบราณว่าไว้ว่า      ยามเจ็บไข้ได้ป่วย จะเผยกัลยาณมิตร ให้ปรากฏตัว   ช่วยกันตอนเป็น ดีกว่าเห็นใจกันตอนตาย แล้วจะหามาเล่าเรื่อยๆครับ

         ผมขอแนะนำเว็ป สำหรับเป็นเพื่อน รับข้อมูลข่าวสารความรู้สำหรับผู้ติดเชื้อ บวกหรือลบอยู่ด้วยกันได้ครับ  
   “แก้วไดอารี่” ...ชีวิตพิชิต HIV
                  ฉันมีแฟนคนแรกและคนเดียวในชีวิต แต่ฉันกลับต้องมาติดเชื้อ HIV” เมื่อ9ปีที่ผ่านมา นี่เป็นหนึ่งในความคิดของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีการศึกษาที่ดี มีคนรักที่รักกันมาและกำลังเตรียมตัวเพื่อสร้างครอบครัว หากแต่วันหนึ่งเธอไปรับผลตรวจเลือดเพื่อนำไปใช้สมัครงาน ผลตรวจปรากฎออกมาว่าเธอมีเชื้อ HIV
             แก้ว” หญิงสาวที่มองภายนอกก็เหมือนกับผู้หญิงที่ดูสดใสร่าเริง สุขภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์คนหนึ่ง แต่สิ่งที่อยู่ในใจของเธอไปจนวันตายคือสิ่งที่เธอไม่ได้ก่อขึ้นแก้วเล่าว่าวันแรกที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV ร้องไห้เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น นี่อาจจะเป็นโชคดีที่เธอเป็นคนยอมรับในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาได้ง่ายดาย อาจจะมีตกใจบ้างแต่ต้องใช้ความพยายามและเข้มแข็งให้มากขึ้น
          “วันแรกร้องไห้เสียใจ มีเครียดบ้างแต่เราเป็นคนแปลกที่จะเครียดน้อย ต้องยอมรับความจริงช่วงแรกมันก็ตกใจเพราะเราเองก็พอรู้มีปัญหาอีกหลายอย่างตามเข้ามา งานที่กำลังจะได้ก็ต้องสละสิทธิ์เพื่อไม่ให้เค้ารู้ แต่ก็ไปโกหกที่บ้านอีกว่าเราสละสิทธิ์ จริงๆแล้วเราไม่สามารถส่งผลตรวจเลือดได้เพราะเลือดเราเป็นตัวแดงโพสิทีฟ แล้วก็มันต้องเข้มแข็งเพราะแฟนรู้ก็เสียใจไม่เข้มแข็งเลยเค้าไม่สู้เค้าก็เลยอยู่ไม่รอดไง ”
           พอรู้ว่าเป็นเราก็ไปตรวจเพื่อหาจำนวนภูมิคุ้มกันในร่างกายว่าปกติหรือไม่ ซึ่งคนธรรมดาจะต้องมีคนละ 500 ขึ้นไป ที่ไปตรวจเพราะพอรู้ว่าเราเป็นก็ต้องรู้ว่าสุขภาพร่างกายเราเป็นอย่างไร ถ้าภูมิคุ้มกันต่ำกว่า 200 ก็ต้องหายากินแล้ว ก็ไปตรวจด้วยความมั่นใจว่าเราต้องไม่เป็นอะไรแน่นอนเพราะร่างกายเราแข็งแรง ซึ่งผลตรวจเราออกมาแค่ 69 นั่นหมายถึงเราเป็นระยะสุดท้ายแล้ว
          ถามหมอว่าค่ายารักษาเท่าไหร่ หมอบอก 40,000 บาทต่อเดือน เราเองก็สู้ไม่ไหว ยอมตายดีกว่า หมอก็ให้ยาโรคปอดมาเพื่อป้องกันปอดติดเชื้อเพราะว่าเป็นโรคที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกันมาก จึงตัดสินใจบอกที่บ้านบอกที่บ้านก็รู้สึกดีขึ้นนิดนึงเพราะไม่ต้องโกหกเค้าแล้ว”
 
ติดตามเรื่องราวของแก้วได้ที่ : http://www.kaewdiary.com/home/ 

            --------------------------------------------------------------------------           
 
    
  

มะเร็ง"หมอเจน...ที่พึ่งคนสิ้นหวัง"

ตามหาหมอเจน ที่พึ่งสุดท้าย…ของคนสิ้นหวัง
มะเร็ง – เอดส์ - เบาหวาน  – หัวใจ – กระเพาะ – ภูมิแพ้ – โลหิตจางโลหิตเป็นพิษ -   ความดัน
จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
         หลังจากที่ได้สัมภาษณ์คนไข้หลายคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง-เอดส์ภูมิค้มกันบกพร่อง เบาหวาน หัวใจ-ความดัน โรคธาลัสซีเมียร์   โรคตับอักเสบ  โรคปวดศีรษะรุนแรง เลือดประจำเดือน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คนที่ชุบชีวิตของเขาให้อยู่ดูโลกอีกครั้งคือหมอเจน ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณ หมอเจน จากจังหวัดนครนายก
          ผมจึงสืบเสาะจนทราบที่อยู่ของหมอเจนแน่นอน  หลังจากนั้นจึง เดินทางสู่จังหวัดนครนายก โดยใช้เส้นทางถนนฟิวเจอร์พาร์ครังสิต-นครนายก ไม่ถึงชั่วโมงเราก็ถึงสี่แยก จปร.แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านผลทวี  ถนนสุวรรณศร ตำบลพรหมณีอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
          รถชะลอช้าๆมองเห็นป้ายสถานพยาบาล ปัญญาภัจจ์ ผมจอดรถไว้ข้างถนน แล้วเดินเข้าไปในอาคาร ๒ ชั้นที่มีป้ายสถานพยาบาลปัญญาภัจจ์ จากประตูรั้วเข้าไปมองซ้ายขวาจะมีสวนหย่อมขนาดย่อมมีต้นไม้ดอกไม้ขึ้นเขียวขจีมองดูร่มรื่น เดินเข้ามาประมาณ ๒-๓ เมตรเป็นประตูห้องโถง มองทะลุเข้าไปมองเห็นโต๊ะหมู่บูชา ขนาดความกว้างประมาณ ๓ เมตร มีพระพุธรูปปางต่างๆ รูปปั้นหลวงปู่หมอชีวก พระอริยะสงฆ์ และเครื่องบวงสรวงพร้อมธูปเทียน
          ด้านซ้ายของห้องโถงกั้นเป็นห้องสำหรับหมอเจนนั่งพูดคุยวินิจฉัยโรคคนไข้  ผมนั่งรอหมอเจนที่โต๊ะรับแขกประมาณ ๕ นาที เพราะมีคนไข้มารอการรักษาอยู่ ๒-๓ ราย
          สักครู่ หมอเจนเดินออกมาจากห้องมาต้อนรับทักทายด้วยความเป็นกันเองหมอเจนเล่าให้ฟังว่า หมอเจน เกิดที่ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๑พ่อตั้งชื่อให้ว่า “ไพบูลย์” คุณปู่คุณย่าเป็นคนจีนมีอาชีพขายยาสมุนไพรโบราณ พ่อก็เป็นหมอสมุนไพรพออายุได้สามขวบคุณพ่อก็เสียชีวิต
       “ ชีวิตวัยเด็กหลังจากคุณพ่อเสียชีวิต ผมลำบากมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งป่วยเป็นโรคกระเพาะอักเสบ คุณแม่ก็เอาน้ำข้าวที่เราหุงจนกระทั่งเดือดแล้วเทใส่ลงในกะละมัง จากนั้นเอาถ่านที่กำลังเผาไหม้จนร้อนสุดๆที่เราเห็นก้อนถ่านสุกสว่างคีบเอาทั้งก้อนมาจุ่มลงในน้ำข้าวที่เตรียมไว้ในกะละมังประมาณ ๓-๔ ก้อน แช่ไว้ให้น้ำข้าวมันดูดซึมซับเข้าไปในก้อนถ่าน
แล้วให้ผมเคี้ยวกินก้อนถ่านจนกระทั่งหมดทั้ง ๓-๔ ก้อน ทำเช่นนี้ติดต่อกันทุกๆวันจนกระทั่งอาการผมดีขึ้นเรื่อยๆและอาการของโรคกระเพาะก็หายเป็นปกติ”  หมอเจนเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตให้ฟังขณะเดียวกันก็สั่งคนในบ้านไปตระเตรียมข้าวปลามาเลี้ยง
        หมอเจนยังเล่าต่ออีกว่าช่วงที่เรียนอยู่ ม.๔ อาศัยอยู่กับพี่สาวคนโตคอยเลี้ยงหลาน ถูกเฆี่ยนตีและทำงานหนักสารพัด จึงหนีเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯด้วยเงิน ๑๖๐ บาท ไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างถ้วยล้างชาม ชีวิตลำบากล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด
        “พอผมอายุได้ ๒๑ ปีก็ถึงคราวรับใช้ชาติ คือไปคัดเลือกทหาร ผมจับได้ใบแดง ผมสมัครไปเป็นทหารพลร่ม ชีวิตทหารพลร่มผมเริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๑๒ ที่ค่ายเอราวัณ เงินเดือนตอนนั้น ๗๕ บาท รวมถึงได้ค่าปีกพลร่มอีก
๒๕๐ บาท หลังจากครบ ๒ ปีแล้วก็ปลดประจำการ  ผมออกมาไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปสมัครเป็นยามรักษาการณ์เฝ้าบริษัท และโรงงานต่างๆไปเรื่อยๆ”
        ระหว่างที่คุยกันไปนั้นคนในบ้านก็จัดอาหารไว้บริการที่โต๊ะอาหารเสร็จสรรพเรียบร้อย  หมอเจนก็เชิญไปนั่งรับประทานอาหารเรียกว่ากินไปพลางคุยไปพลาง ช่วงนั้นก็มีคนไข้ทยอยมาให้หมอเจนรักษาเรื่อยๆหมอเจนก็ต้องเดินไปมารักษาคนไข้เสร็จก็มาคุยกับเราต่อ
        “ ปี ๒๕๑๖ ผมสมัครเป็นภารโรงที่โรงเรียนนายร้อย จปร.ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ อยู่ได้ ๒ ปี ก็สมัครเป็นพลขับที่ จปร.และได้ยศเป็นสิบตรี และสิบโทตามลำดับ หลังจากนั้นมีการย้ายโรงเรียนนายร้อย จปร.ไปยังเขาชะโงก จังหวัดนครนายก  ผมก็ได้ย้ายตามไปด้วย ที่นครนายกผมได้รู้จักกับหลวงพ่อสีวัดพระฉายเขาชะโงก  ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสไปกราบท่านขณะที่ก้มลงกราบ มันเหมือนกับมีอะไรมากดให้ผมลุกขึ้นมาไม่ได้ ผมว่า เอ๊ะ..อะไรกัน ขณะที่ผมถูกกดแบบลุกขึ้นไม่ได้ ท่านก็พูดกับผมว่า มาแล้วหรือมึง ถ้าไม่เลิกกินเหล้ามึงไม่ได้เจอกูหรอกนะแล้วท่านก็พูดเยอะเลย ผมก็สงสัยทำไมท่านรู้ว่าชีวิตผมเป็นมาอย่างไร ( ชีวิตช่วงหนึ่งของผมเคยกินเหล้าชนิดหัวราน้ำ) ผมรู้สึกหนาวสะท้าน ขนลุกซู่น้ำตาไหลออกมาทันที ในขณะที่หมอบกราบฟังท่าน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมมาที่วัดนี้   ผมร้องไห้ไม่หยุดร้องด้วยความปิติ เรามาพบพระที่ดีมาก เข้าใจเราและให้ธรรมมะกับเรา หลังจากนั้นผมก็ได้คลุกคลีไปมาหาสู่ท่านเสมอ
         ท่านสอนให้ปฏิบัติธรรม สอนให้ทำสมาธิ สอนให้ถือศีล สอนให้รู้จักให้รู้จักเมตตา ชีวิตผมเริ่มดีขึ้น จากคนที่เคยเป็นหนี้เป็นสิน เงินเดือนก็น้อย มีภรรยาและลูกต้องรับผิดชอบ เวลาว่างผมก็ช่วยภรรยาขายข้าวเหนียวมะม่วงและรับชื้อมะม่วงมาขาย ก็ได้รับเมตตากำลังใจจากพระคุณเจ้าหลวงปู่สี ท่านคอยสั่งคอยสอนและให้พร กิจการค้าขายของครอบครัวเริ่มดีขึ้น จนกระทั่งผมสามารถซื้อรถยนต์ปิกอัพได้คันหนึ่ง”
หมอชีวกโกมารภัจจ์มาอยู่ด้วย
                                        หมอเจนเล่าให้ฟังว่าวันหนึ่งหลังจากไปกราบหลวงพ่อสี ฐานิโย ที่วัดพระฉาย เขาชะโงก ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก ตามปกติที่เคยปฏิบัติ ท่านพูดขึ้นมาว่า  
     “ ไอ้เจนเว้ยถึงเวลาแล้วมึงจะต้องทำงานให้กับหมอชีวกเขา เขาจะมาอยู่กับมึง ผมก็เข้าใจว่าหมอชีวกมาอยู่กับผมคงจะเป็นลักษณะร่างทรง คงไปอยู่ที่ไหนไปโกหกหลอกลวงเขาที่ไหนมาคงอยู่ไม่ได้เขาจะตามมาฆ่าตามมาจับละมั้ง ถึงอยากจะมาอยู่กับเรา คงไปวานหลวงปู่สีมาพูดกับเราเพราะเราเป็นทหารผมก็เลยปฏิเสธบอกหลวงพ่ออย่าให้มาอยู่กับผมเลยผมไม่ชอบเลยไอ้พวกทรงเจ้า ท่านก็บอกว่า
    ไม่ใช่พวกทรงเจ้าเป็นหมอชีวกจริงๆ มึงจงเชื่อกูเถอะกูแนะนำมึงมาถึงป่านนี้แล้วกูจะพูดโกหกมึงทำไม
     แล้วทำไมเขาถึงอยากมาอยู่กับผมล่ะพ่อ ผมถาม
     เมื่อชาติสมัยพุทธกาลน่ะมึงเป็นลูกหมอชีวกแต่ในชาตินั้นมึงก็ไม่ได้เอาวิชาความรู้ของเขามาประพฤติปฎิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมะหรือเพื่อจะช่วยเหลือคนเป็นเมตตาเลย  ชาตินี้มึงควรจะต้องใช้หนี้เขาเสียบ้างแล้วกูก็เหมือนกันเมื่อชาติที่แล้วสมัยอยุธยามึงก็คือลูกกู แต่กูก็ไม่มีโอกาสอบรมสั่งสอนมึงเพราะบ้านเมืองมันเกิดศึกเกิดสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยากูก็เลยหนีมาอยู่เขาใหญ่ ชาตินี้ถ้ามึงไม่มาหากูกูก็ยังติดหนี้มึงอยู่อีกฉะนั้นก็ดีเหมือนกันที่มึงมาหากูกูก็จะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนมึงเพื่อเป็นการถ่ายหนี้เมื่อชาติที่แล้ว”
       หมอเจนเล่าต่อว่า คืนหนึ่งขณะที่นั่งสมาธิปกติ ในคลื่นความคิดแวบเข้ามาในจิตเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวมีหนวดเครา ในจิตคิดว่านี่คือหมอชีวก แล้วในคลื่นความคิดนั้นก็บอกว่า
       “ลูกเอ้ย ถึงเวลาแล้วนะที่เจ้าต้องเป็นหมอนะ”
         ตอนแรกๆก็รู้สึกเฉยๆแต่หลังจากนั้นทุกๆวันที่นั่งสมาธิคลื่นความคิดแบบนี้จะมาตลอดจะเห็นภาพในจิต แล้วได้ยินคำพูดเดิมตลอด ผมจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อแล้วบอกท่าน ท่านก็ย้ำคำเดิมว่า
      “ หมอชีวก เขาจะมาอยู่กับมึง”
      “แล้วท่านจะมาเมื่อไหร่ละพ่อ” ผมถามอีก
      “มาวันพุธที่จะถึงนี้ พุธมะรืนนี้มาแน่”
   ขณะนั้นเป็นวันจันทร์ หมอเจนบอกรู้สึกว้าวุ่นไปหมด พอหลับตานั่งสมาธิก็เห็นแต่ปู่ชีวก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า สงสัยจะได้ยินคำพูดจากหลวงพ่อ แล้วจิตของเราคิดไปเอง
       พอวันพุธมาถึง วันนั้นเป็นวันโยธา ทหารก็จะพากันตัดหญ้า ทำความสะอาด เก็บขยะตัดกิ่งไม้ เผาขยะ หมอเจนใส่ชุดทหารกะว่าช่วงบ่ายจะออกไปทำงาน ตอนเช้ายังอยู่ที่บ้าน แล้วจู่ๆที่สนามก็มีคนมาบีบแตรปิ้นๆ นึกในใจใครนะไม่มีมารยาทเลย ถ้าจะมาถามอะไรก็น่าจะมาถามกันดีๆ หมอเจนเลยชะโงกหน้าไปดู ปรากฏว่ามีรถเก๋งนิสสัน ๑๒๐ Y มีผู้ชายเป็นคนขับ อายุประมาณ ๖๐ ปี และมีผู้หญิงร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ๒ คนนั่งมาด้วย
       ผู้หญิงสองคนนี้หมอเจนเคยรู้จักเพราะเคยเอายาไปแจกให้เขาและญาติเขาซึ่งหมอเจนเคยทำมาตลอดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    “คุณพี่ครับถ้ายาหมดไม่ต้องมาก็ได้ บอกเด็กมาแล้วผมจะฝากยาไปให้” หมอเจนตะโกนบอก
    “ ที่ฉันมานี่ ฉันเอาพ่อเธอมาด้วยนะ” เสียงผู้หญิงที่มาตอบสวนขึ้นมา
    “พ่อผมจะมาได้ยังไงครับเพราะว่าพ่อผมตายตั้งแต่ผมอายุสามขวบแล้ว” หมอเจนตอบกลับ
   “ เอ้า ! เปิดประตูรถดูสิ ”  ผู้หญิงอีกคนเน้นน้ำเสียงแกมบังคับ
       หมอเจนเดินไปที่รถทันทีที่หมอเจนเปิดประตูรถ ภาพที่เห็นเป็นรูปปั้นของหมอชีวก หน้าตักสูงประมาณ ๒๐ นิ้ว ผู้หญิงที่มาทั้งสองคนบอกให้หมอเจนอุ้มรูปปั้นท่านหมอชีวกขึ้นไปบนบ้าน
      หมอเจนอุ้มรูปปั้นท่านหมอชีวกขึ้นไปวางบนโต๊ะบนบ้าน ผู้หญิงสองคนอุ้มเอากระถางธูป แจกันและเชิงเทียนมาให้ด้วยหมอเจนบอกว่า เพิ่งรู้ว่าผู้หญิงคนที่รูปร่างใหญ่นั้นคือร่างทรงของพระสิวะ พอเธอนั่งลงพระศิวะก็เข้าร่างเธอเลย
   “ เอ๊ะ นี่มาเล่นกลในบ้านกูหรือเปล่าวะนี่”   หมอเจนคิดแต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะจะเสียมารยาท ร่างทรงนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
   “ ลูกเอ้ย หมอชีวกได้วานให้พ่อ (พระศิวะ) เอารูปปั้นนี้มาให้เจ้าและเอาชุดสีขาวนี่มาให้เจ้า ให้เจ้านุ่งขาวห่มขาวเพื่อรักษาคนไข้ ต่อไปนี้เจ้าจะต้องเป็นหมอรักษาคนนะ แล้วห้ามเรียกเสด็จปู่นะ ให้เจ้าเรียกว่าเสด็จพ่อ เพราะว่าในอดีตชาติเจ้าคือบุตรของหมอชีวกโกมารภัจจ์” แล้วชี้ไปที่ภรรยาของหมอเจนแล้วบอกว่า
   “ อีหนู นี่คือบุตรของปู่เจ้าสมิงพราย เป็นลูกสะใภ้ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ในอดีตชาติสมัยพุทธกาล ในชาตินี้พวกเองต้องมาช่วยกันรักษาโรค”   หลังจากนั้นเขาก็เอาดอกบัวเหี่ยวๆปักแจกันไว้ แล้วออกจากร่างแล้วลากลับไป           
     รุ่งเช้าหมอเจนเอาอาหารไปถวายหลวงพ่อที่วัดหลวงพ่อก็ถามว่า
    “ เป็นไงไอ้เจน หมอชีวกมาอยู่กับมึงแล้วใช่ไหม”   หมอเจนตกใจอีกครั้ง ท่านรู้อีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาหมอเจนที่มาด้วยก็ถามหลวงพ่อว่า
     “ หลวงพ่อ ในแจกันที่เขาเอาดอกบัวมาปักน่ะ มีอยู่ดอกหนึ่งมันบานแล้ว หมายความว่ายังไงค่ะหลวงพ่อ”
     “ นั่นแหละแสดงว่าหมอชีวกต้องการบอกพวกมึงว่าเขาจะมาอยู่กับมึงจริงๆแล้วให้พวกมึงตั้งใจเตรียมตัวรับดอกบัวจึง 
       จะบานออกหนึ่งดอก ให้พวกมึงเอาแผ่นทองเก้าแผ่นไปปิดที่รูปปั้นหมอชีวกนั้นซะ”
        พอกลับมาบ้านก็เอาทองเก้าแผ่นไปปิดที่รูปปั้นหมอชีวก แล้วภรรยาผมก็พูดแบบท้าทายว่า
     “  ถ้าแน่จริงพรุ่งนี้บานอีกดอกสิ ”  ภรรยาผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ รุ่งขึ้นผมและภรรยามาไปดูที่ดอกบัว ตกใจแทบช็อก ดอกบัวดอกเหี่ยวๆดอกนั้น บานขึ้นมารับคำท้าทายอย่างไม่สะทกสะท้าน เอ๊ะ มันยังไงกัน ก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
         ส่วนผมก็นั่งสมาธิเป็นประจำไม่เคยขาด พอนั่งสมาธิคลื่นความคิดแบบเดิมก็มาอีกแล้ว
       “ ลูกเอ้ย ต่อไปนี้ลูกจะต้องเป็นหมอรักษาคนนะ” เอาอีกแล้วทุกครั้งที่นั่งสมาธิในจิตผมก็เริ่มท้าทายและบอกไปว่าถ้า
          จะให้ผมเป็นหมอรักษาคนจะต้องหาข้อสอบมาให้ผมทำก่อน แล้วในนิมิตนั้นก็ถามต่อว่า
      “ ไหนลองบอกพ่อสิว่า คำว่าหมอแปลว่าอะไร”
      “ คำว่าหมอแปลว่าผู้รักษาคนไข้นะสิครับ”
     “ นั่นเป็นคำตอบของปุถุชนทั่วไป เราจะเป็นหมอจะต้องไม่ตอบแบบนี้” ผมคิดไม่ออก อีก ๒-๓ วันถัดมาผมไปหา
        หมอจริงๆคือไปหาคุณหมออุดม เวชมนตร์ ครั้นจะถามตรงๆว่าหมอแปลว่าอะไรเดี่ยวจะหาว่าลองภูมิผมจึงบอกว่า
        ผมจะไปสอบเป็นนายทหารอยากถามเพื่อเป็นความรู้พิเศษท่านก็บอกว่า
    “ หมอหรือแพทย์คือผู้ที่มีความรู้ในการวินิจฉัยโรค มีความรู้ความสามารถในการใช้ยาเพื่อบำบัดโรค ไม่ว่าจะเป็นการ
        บำบัดด้วยยา เคมี หรือรังสี ”  
       หลังจากนั้นผมก็มาทำสมาธิใหม่เพื่อเตรียมตัวตอบคำถาม แปลกมาก พอจะตอบคำถาม นั่งสมาธินั่งยังไงก็ไม่มีคลื่นความคิดที่จะถามเรื่องหมอเลย วันที่ ๒ ก็ เหมือนเดิม วันที่ ๓ ก็เงียบอยู่ พอย่างเข้าวันที่ ๔ คำถามนี้มาแล้วทางคลื่นความคิด ผมดีใจว่าคราวนี้คงตอบไม่พลาดแน่ก็เลยตอบคำถามอย่างละเอียดพอตอบเสร็จคลื่นความคิดก็สื่อว่า
      “ นี่คือความรู้แบบปุถุชนแต่ว่าดีกว่าเก่าอยู่นิดหนึ่ง เดี๋ยวพ่อจะใบ้ให้ หมอแบบพ่อนี้จะต้องมีจิตใจเมตตา กรุณา มุฑิตา  อุเบกขา มีศีล มีธรรม นี่แหละคือคำใบ้ให้เจ้า”    
         ผมนั่งสมาธิต่อไปแล้วนึกในใจเพื่อค้นหาคำตอบของคำว่า ห-ม-อ ให้ได้ นั่งยังไงๆก็นึกไม่ออก ก็เลยมีความคิดว่าเราน่าจะบ้าไปแล้ว ไปคิดอะไรก็ไม่รู้ เลิกดีกว่ามาดูทีวี บังเอิญหนังทีวีมีเรื่องเกี่ยวกับตำรวจของอเมริกาปราบผู้ร้ายยาเสพติด ผู้ร้ายมีอิทธิพลเลยเดินเรื่องให้ตำรวจถูกสั่งพักราชการและถูกตามล่าลูกเมียก็พลอยเดือดร้อนถูกตามล่าไปด้วย ตำรวจถูกเมียตบหน้าและต่อว่าต่างๆนาๆว่าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น ตำรวจจึงบอกภรรยาว่า
       “เธอจะให้ฉันทำอย่างไรเล่า ในเมื่อตำรวจก็ต้องมีอุดมการณ์ ฉันมีอุดมการณ์ของฉัน ฉันจะต้องมีความยุติธรรม กล้า
         ต่อสู้กับความจริง ต้องเป็นที่พึ่งของคนดีได้”
         พอผมได้ฟังดังนั้นความคิดผมก็เริ่มก่อเกิดแวบเข้ามาในสมอง ผมปิดทีวีแล้วเริ่มเขียนในสิ่งที่ผมคิด จากนั้นผมก็นั่งสมาธิ เวลาผ่านไป ๒ ชั่วโมง จิตสงบรวมตัวแวบสีขาวมาเลย แล้วถามผมว่า
      “ได้คำตอบหรือยังล่ะลูก”
     “ ได้คำตอบแล้วครับท่านพ่อ”
     “ ไหนลองตอบมาสิ” แล้วผมก็ตอบตามที่คิด
     “ คำว่า …ห- ม – อ  ประกอบด้วย
               ห….คือ ห่วงและเห็นใจ
               ม…..คือ มีเมตตาทุกเมื่อ
               อ….คือ เอื้ออาทรคนทุกผู้  ”
    “  คำตอบนี้ถูกแล้วล่ะลูก ลูกจงเป็นหมอที่ดีของพ่อแบบนี้นะ ๓ คำนี้แหละ คือหัวใจของหมอ เพราะว่าถ้าเจ้าหรือใครก็
       ตามที่มีแต่ความรู้ แต่ขาดคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อนี้ มันผู้นั้นเป็นยิ่งกว่าฆาตกรมันเป็นยิ่งกว่าโจร แต่ถ้าหมอมีสิ่งเหล่านี้ถึง
       แม้จะมีวิชาเพียงเล็กน้อยก็สามารถไปได้ลูก” 
           คำพูดนี้ทำให้ผมเกิดความซาบซึ้งและประทับใจเป็นอย่างมากจิตของผมเกิดอาการปิติอย่างมากรู้สึกว่าตัวเองมี
       ความสุขที่สามารถสอบผ่านข้อสอบเอนทรานซ์นี้ได้
           หลังจากนั้นไม่นาน อยู่ๆก็จะมีคนเอาตำราสมุนไพรมาให้ มีพระเอาตำรายามาให้ รวมทั้งผมได้เอาตำราจากคุณปู่และคุณพ่อของผมมาอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม และในจิตขณะนั่งสมาธินั้นบอกว่าให้ผมยาสมุนไพรแก้วสารพัดนึกได้แล้วจากสูตรที่มีคนเอามาให้รวมกับสูตรทางคลื่นความคิดที่ผมได้มา
          ผมเริ่มทำยาสมุนไพรแล้วแจกให้คนไข้ โรคร้ายต่างๆ ช่วงนี้ผมไม่ได้ช่วยภรรยาขายของ รายได้กำไรที่ภรรยาได้มาจากการขายของผมก็เอามาซื้อยาสมุนไพรมาบดปรุงแจกจ่ายคนไข้ ภรรยาผมเริ่มไม่พอใจมีการทะเละกันแทบทุกวัน
                    ภรรยาผมเป็นโรคร้ายเพราะความไม่เชื่อ
   
(ภรรยาหมอเจน)
      ต่อมาไม่นานภรรยาผมเกิดเป็นอัมพฤกษ์ แขนขาและลำตัวชาไปข้างหนึ่ง ยกแขนแทบไม่ได้ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เมียอาการเหมือนจะเป็นอัมพาตมืองอไม่ได้ ผมพาไปหาหมอนวดจับเส้น พาไปเอ็กซเรย์ก็แล้ว ไปกายภาพบำบัดทำทุกอย่างก็ไม่หาย ผมเลยไปปรึกษาหลวงปู่หลวงปู่ก็บอกว่า
     “มึงก็ลองเอาตำราหมอชีวกเขามั่งซิไม่รู้จะทำอย่างไรก็เอาน้ำมนต์นี่แหละบอกหมอชีวกให้ทำน้ำมนต์ ”  
      กลับมาผมก็ทำตามที่หลวงปู่แนะนำพอได้น้ำมนต์ก็เอามาลูบที่ภรรยาลูบเนื้อลูบตัว ทำอยู่สองสามวันอาการเหล่านี้ก็ค่อยๆดีขึ้น  ภรรยาก็สามารถยกแขนและเดินได้แล้วเธอก็ไปขายของที่ตลาดเหมือนเดิมได้     
     หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ภรรยาผมเริ่มเลิกต่อต้านและเลิกบ่น ส่วนผมก็เริ่มศรัทธา จึงเริ่มค้นคว้าศึกษาวิชาสมุนไพรจากตำรับตำรายาสมุนไพรจากทุกแห่งเท่าที่จะหาได้มาศึกษาแล้ว ไปซื้อตัวยาจากแถววัดจักรวรรดิ์ มาเตรียมเอาไว้ ช่วงนั้นผมก็ไว้พระสวดมนต์ปฏิบัติตนอยู่คนเดียว จนหลายคนเห็นว่าผมนี่ท่าจะบ้าแล้ว แม้กระทั่งญาติพี่น้องลูกเมียเขาก็ว่าผมบ้า เพื่อนฝูงเลิกคบผมเลย เพราะเมื่อก่อนกินเหล้าผมกินทุกวันกินกับเพื่อนเจ็ดแปดคน กินกันมาไม่รู้กี่สิบปี แต่ปัจจุบันนี้ไอ้คนนี้เลิกเหล้าเลย แล้วก็หันมาไหว้พระสวดมนต์สงสัยจะบ้าแล้วมั่ง บางคนก็บอกว่ามึงจะไหว้พระสวดมนต์ให้มันเหาะเหิรเดินอากาศได้หรือไง หรือมึงบ้าไปแล้ว ก็ไม่มีใครอยากคบผม
             อีก ๒-๓ เดือนถัดมาภรรยาผมมีเชื้อราเต็มตัวร่างกายเน่าเฟะน้ำเหลืองไหลเยิ้มเต็มตัวเวลานอนต้องเอาผ้าซับจนกระทั่งนอนบนที่นอนไม่ได้เพราะน้ำเหลืองตามร่างกายมันหยดลงไป จนมดตัวเล็กๆมากินน้ำเหลืองจนที่นอนเป็นรู อาการคันตามร่างกายเริ่มมีมากขึ้นผมต้องก็พาไปสถาบันโลกผิวหนังแถววัดมงกุฏ รักษาอยู่นานก็ไม่หาย ไปโรงพยาบาลรามาก็ไม่หาย ทำอะไรซื้ออะไรมาทาก็ไม่หาย เมื่อหมดที่พึ่งผมก็ไปหาหลวงพ่อสีที่วัดพระฉายอีก ท่านก็เมตตาเหมือนเดิมและบอกผมว่า
        “ ไอ้เจน มึงต้องทำน้ำมนต์นะสวดคาถาหมอชีวกเข้าไป” ผมก็ทำตามที่หลวงพ่อท่านบอก จริงๆแล้วผมไม่ได้เชื่อในตัวยาหรอก แต่ผมเชื่อในตัวหลวงพ่อ ท่านบอกทำอะไรผมก็ทำตามนั้น ผมก็ทำน้ำมนต์โดยการสวดคาถาตามที่หลวงพ่อท่านบอก
                  ตกดึกคืนหนึ่งขณะที่ผมกำลังนั่งไหว้พระอยู่กลางคืนจุดธูปเก้าดอกไหว้พระก็นั่งอธิษฐานจิตถึงหลวงปู่ชีวก ภรรยาผมที่นอนอยู่ในห้องปกติจะนอนบนเตียงไม่ได้เพราะมีน้ำเหลืองออกมาเขาก็จะนอนบนพื้นธรรมดาเอาเสื่อน้ำมันปูปรากฏว่าอยู่ๆเขาก็ลุกมาจากที่ที่เขานอนเขานุ่งผ้าถุงกระโจมอกออกมาจากห้อง เขาคงละเมอครับมาถึงก็มาหยิบถ้วยชานี่ตักน้ำมนต์แล้วหยิบขี้เถ้าธูปมาใส่แล้วก็คนๆแล้วก็ทาตามตัวผมก็มองเขา  เขาละเมอนี่  แต่ขณะที่เราสวดมนต์นั่งสมาธิอยู่เราก็ไม่อยากจะคุยกับเขา แต่ว่าเราเหลือบตาไปดู แล้วมีความรู้สึกว่าเขากำลังละเมอ ก็ปล่อยเขาเถอะ
           รุ่งเช้าภรรยาผมก็เปิดตามเสื้อผ้าให้ดู ปรากฏว่าน้ำเหลืองที่ไหลเยิ้ม บัดนี้ได้แห้งหมดแล้ว ผมแปลกใจมากว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วผมก็ทำยาเพิ่มผสมกับน้ำร้อนทำเท่าที่พอจะทำได้และให้ภรรยาผมกิน และเธอก็เริ่มอาการดีขึ้นและก็หายเป็นปกติภายใน ๒ สัปดาห์
                        การรักษาแบบสุดแท้แต่จะให้ กิจการไปไม่รอด
         หมอเจนเล่าให้ฟังว่าในปี ๒๕๓๐–๒๕๓๕ หมอเจนจะจัดยาสมุนไพรให้คนไข้ไปต้มกินเองไม่ได้มีการเรียกเงินเรียกทอง คือสุดแท้แต่จะให้ ซึ่งคนที่มาหาส่วนใหญ่ก็มีฐานะค่อนข้างยากจนและคนไข้ที่มาหาก็มีทุกโรค ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต เอดส์ ปวดแข้ง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก
         ผมมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนมากมาย คนที่เขามีความทุกข์ทรมาน ได้ช่วยเหลือคนทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งพระภิกษุ แม่ชี สามเณร และนักบวชในทุกศาสนา
         เพราะการรักษาสุดแท้แต่จะให้ และการซื้อตัวยาสมุนไพรวัตถุดิบมาปรุงยามีราคาแพงขึ้น กำลังทรัพย์ของครอบครัวไม่พอเจือจาน อยู่ได้ไม่นานหมอเจนบอกว่าต้องหยุดเพราะหมดทุน
         ช่วงหยุดกิจการมีคนไข้มากมายเดินทางมารอให้ความช่วยเหลือ บางรายหมดยาแล้วต้องการมาเอาอีกเพราะอาการดีขึ้น แล้วเขาจะเอายาที่ไหนกินต่อ บางคนก็บอกว่าให้บอกมาเลย ผมรู้สึกอึดอัดใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี สงสารคนเจ็บป่วย
        บังเอิญช่วงนั้นแม่ยายขายที่ดินได้ให้เงินมา ๑ แสนบาทให้ผมไปดาวน์รถยนต์ ผมกลับไปซื้อรถจักรยานยนต์เก่าคันหนึ่งราคาหมื่นกว่าบาท ที่เหลือผมเอาไปซื้อยาสมุนไพรและเปิดกิจการต่อ ช่วงนี้ไม่ฟรีแล้ว คิดค่ายาห่อละ ๓๐๐ บาท แต่มีกฎสำหรับการรักษาฟรีสำหรับบุคคล ๔ กลุ่มต่อไปนี้คือ
        ผู้ป่วยไร้ญาติ คนพิการตั้งแต่กำเนิด เด็กแรกเกิดถึงอายุ ๑๐ ขวบ นักบวชทุกศาสนา   คนกลุ่มนี้จะรักษาให้ฟรีจนกระทั่งหายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
          สังเกตดูหมอเจนค่อนข้างจะมั่นใจในการรักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์(โลหิตเป็นพิษ)มากเป็นพิเศษเพราะหมอเจนพูดเสมอว่า  “ ผมไม่ทราบว่า ทำไมคนที่เป็นโรคนี้จึงถูกตราหน้าว่า ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ผมยืนยันว่าคนไข้ทั้งสองโรคนี้ เมื่อมารับยาจากผมแล้ว หายจากโรคร้ายนี้มีมากมาย มีทั้งระดับเศรษฐีหรือเจ้าของกิจการ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม แต่บางท่านได้ขอร้องเรื่องการเปิดเผยรายชื่อ เพราะว่าอาจจะทำให้ท่านได้รับผลกระทบจากตำแหน่งหน้าที่การงานได้”
 
                      คนป่วยศรัทธาดาวน์บ้านให้
            ปี ๒๕๓๖ สถานที่ดูแลรักษาคนไข้ที่บ้านพักใน จปร.คับแคบ นักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน ป่วยเป็นโรคเอดส์
ซึ่งเขารักษาที่อื่นแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ในที่สุดเขาได้รับการบอกต่อ และมาให้หมอเจนรักษาภายใน ๓ เดือน อาการเขาดีขึ้นมาก พอ ๖ เดือนต่อมาไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลผลปรากฏว่าเลือดปกติ เขาดีใจมากเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ยามใกล้ตายเงินทองท่วมหัวก็เอาไปไม่ได้ จึงอาสาดาวน์บ้านหลังใหม่ให้หมอเจนเพื่อที่จะได้มีพื้นที่กว้างขวางดูแลช่วยเหลือผู้ที่หมดที่พึ่งผู้ที่หมดความหวังในชีวิต    
           
วิธีการรักษาของหมอเจน
                 ผมถามหมอเจนว่าแนวทางการรักษาของหมอเจนแตกต่างจากคนอื่นหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไรหมอเจนบอกว่า แนวทางการรักษาของหมอเจนอาจแตกต่างจากแนวทางของตะวันตก เช่น เวลาปวดหัวหรือปวดท้อง ส่วนใหญ่จะต้องใช้ยาระงับปวด เป็นมะเร็งก็ต้องฉายรังสีฆ่า
        แต่วิธีการจะตรงกันข้าม ตัวยาจะไม่ได้มีฤทธิ์ไปฆ่ามะเร็งโดยตรง แต่ตัวยาจะเข้าไปทำงานเพื่อให้อวัยวะในร่างกาย ทุกๆส่วนที่มันบกพร่องสึกหรอ ให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล เพราะระบบการทำงานในร่างกายของมนุษย์เรานั้นถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ถ้าอวัยวะทุกส่วนของเราแข็งแรงแต่ละส่วนจะทำหน้าที่ของมันเอง ที่จะหลั่งสารไปทำลายเชื้อโรคร้ายต่างๆในร่างกายให้ตายไป แล้วร่างกายของเราก็จะค่อยๆคืนสู่สภาวะปกติ
        ส่วนในเรื่องของโรคมะเร็งซึ่งถือว่าเป็นเพชรฆาตเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนมามากต่อมาก หมอเจนได้เล่าให้ฟังถึงขบวนการของโรคมะเร็งไว้น่าสนใจ
          “ ปัจจุบันมีการถนอมอาหารกุ้งหอยปูปลาให้เก็บไว้ให้นานๆโดยใช้สารฟอร์มาลีน (ฉีดยาศพไม่ให้ศพเน่า) บางรายก็ใช้ ดีดีที ฉีดพ่นในปลาเค็ม เพื่อไม่ให้แมลงวันตอม หรือแม้กระทั่งยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ที่เกษตรกรหรือชาวไร่ชาวสวน ฉีดไว้ตามต้นพืชต่างๆ เมื่อฝนตกก็จะทำให้ไหลไปสู่แม่น้ำลำคลอง ทำให้กุ้งหอยปูปลามีสารพิษในร่างกาย แล้วมนุษย์ก็บริโภคเข้าไป ผักที่มีสารพิษตกค้าง แม้กระทั่งการใช้ยากันยุงมากๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง มะเร็งที่ตับ ทางเดินหายใจหรือปอด
           ไก่ที่เราบริโภคเข้าไป ส่วนใหญ่เป็นไก่ที่ต้องกินยาเร่งให้โต หมู เนื้อมีการฉีดยาเร่งเนื้อแดง โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษสารตะกั่วลงในแม่น้ำ น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร ทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก ล้วนมีสารทำให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาวได้ รวมทั้งควันพิษที่เราสูดเข้าไปทุกวัน ถ้าเราไม่รู้จักดูแลรักษาตัวเอง รักษาสุขภาพ เพื่อสร้างภูมิต้านตานให้กับตัวเอง คำว่า ตายผ่อนส่งคงจะเป็นคำที่หลายๆท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ ”
        มีหลายคนรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ทำให้ผมร่วง ผิวหนังซีด และมีผลกระทบข้างเคียงต่อร่างกาย หมอเจนให้ทัศนะในเรื่องว่า
       “ เปรียบเสมือนมีคนเลวอยู่หนึ่งคน วิ่งเข้าไปในกลุ่มของคนดีและเราต้องการที่จะกำจัดคนเลวคนนั้น แล้วเราเอาระเบิดปาเข้าไปในกลุ่มนั้น ก็เลยพลอยทำให้คนดีๆตายไปด้วย”
      ในส่วนของอาหารต้องห้ามหมอเจนบอกว่าถ้ากินเข้าไปจะทำให้โรคกำเริบ โรคเปรียบเสมือนไฟ อาหารต้องห้ามเปรียบเสมือนน้ำมัน ถ้าเราอยากจะดับไฟ แต่เอาน้ำมันราดเข้าไปอะไรจะเกิดขึ้น ?
        อาหารต้องห้าม
    หน่อไม้ ของหมักดอง ปลาร้า ของทะเลทุกชนิด เป็ด ห่าน เนื้อวัว-ควาย เหล้า เบียร์ ซุปไก่สำเร็จรูป
    น้ำอัดลม อาหารรสจัด ทุเรียน ขนุน ละมุด กล้วยหอม แตงโม ผลไม้รสเปรี้ยวและหวานจัดๆ
    ไม่ควรดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ผักที่ไม่ควรรับประทานไชเท้า กระเฉด ชะเอม กระถิน สะตอและขนมหวานจัด
     อาหารควรรับประทาน
      ผักใบเขียวปรุงเป็นอาหารมากๆ หมู ไก่บ้าน ไข่ ปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ด  แอปเปิ้ล สาลี่  กล้วยปิ้ง
      และควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา
      โรคที่มีผู้ป่วยมารักษาโรคเบาหวาน     ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียร์   ผู้ป่วยตับอักเสบอย่างรุนแรง
    ผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว    ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะรุนแรง เลือดประจำเดือน ผู้ป่วยมะเร็ง  เอ็ดส์
       สำหรับผู้ป่วยที่เคยรักษากับหมอเจนนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศ คนไข้เท่านั้นที่จะตอบได้ว่าหลังจากเขาต้องทุกข์ทรมานกับโรคร้ายเมื่อเข้ารักษาแล้วเขาได้รับผล
ด้านการรักษาหมอเจนจะเปิดให้คำแนะนำปรึกษาและรักษา วันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๐.๐๐–๑๖.๐๐น.(หยุดวันพระ)
เสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐–๑๖.๐๐น. ( ตรงวันพระไม่หยุด) ติดต่อหมอเจน ( เจนธัช  ขจรศิลป์ )
๒๑๐/๗ หมู่บ้านผลทวี ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จ.นครนายก ๒๖๐๐๐โทร. ๐–๓๗๓๒–๖๓๗๖-๗
สายตรงหมอเจน ๐๘-๑๖๔๘-๒๙๖๑
                                                       ---------------------------------------------