ป้ายคำ: เบาหวาน (6)

ไข่ดอง..บำบัดโรค (ตำรับฮ่องเต้)

ไข่ดอง...ตำรับฮ่องเต้
บำบัด.....เส้นเลือดตีบ  ครอเรสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง-ต่ำ
เบาหวาน ปวดเมื่อย  บวม  ชา  มือเท้าแข็ง ไหล่ติด  อัมพฤกษ์ อัมพาต
ละหายหินปูน เกาต์ ตับ ไต บำรุงสายตา   นอนไม่หลับ

 
      ช่วงผมเดินทางไปทำข่าวที่จังหวัดชัยภูมิ คุณศรีนวล-คุณบรรเจิด  คำแดงและลูกๆ จากจังหวัดหนองคายทราบข่าว จึงขับรถมาเยี่ยมผมพร้อมของฝากมากมาย คุณบรรเจิดบอกอยากเห็นหน้าคุณจำรัส และถือโอกาสขอบคุณที่ได้แนะนำสิ่งดีๆในการดูแลสุขภาพทำให้ครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่ง การพบกันครั้งนั้นคุณบรรเจิด แนะนำให้ผมไปสัมภาษณ์คุณไอยริณ  จันทร์เกษรอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เธอมีสูตรไข่ดองตำรับฮ่องเต้สามารถบำบัดไดหลายโรค



      หลังจากนั้น เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมได้เดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก  เพื่อขอสัมภาษณ์คุณไอยริณจันทร์เกษร เธออยู่ที่บ้านเลขที่ ๔๕๙/๑๙๑ หมู่บ้านชินลาภ หมู่ ๗ ตำบลสมอแข  อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผมไปถึงที่นั่น เวลาประมาณ ๑๖.๓๐น. เธอออกมายืนรอหน้าบ้านแล้วเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปในบ้าน ภายในบ้านที่โต๊ะรับแขกเธอเตรียมอุปกรณ์ที่จะสาธิตการทำไข่ดองให้ดู
      คุณไอยริณ เล่าให้ฟังว่าเมื่อไม่นานมานี้มีป้าสามีภรรยาคู่หนึ่งอายุมากแล้วเขาเคยปวดขาขนาดใช้ไม้เท้าสี่ขาเดินมาสิบกว่าปีแล้ว เขาบอกว่าเขากินไข่ดองเพื่อสุขภาพแล้วหาย เขาก็ให้เอกสารมาศึกษา จากนั้นก็ลองทำดู แล้วให้สามีรับประทาน ผลปรากฏว่าสามีที่เคยมีอาการปวดๆเมื่อยที่หัวเข่าพอกินไข่ดองถึงลูกที่เก้าอาการปวดเข่าหรือเข่าลั่นก็หายไป  อาการเข่าลั่นคือนั่งนานๆไม่ได้มันจะปวดหัวเข่าลุกไม่ไหว เวลานั่งต้องนั่งเหยียดขา สามีทึ่งมากกับยาสูตรนี้ก็เลยแนะนำเพื่อนบ้านที่เจ็บป่วยด้วยโรคเส้นเลือดตีบตัน ความดัน เบาหวาน แม้กระทั่ง ไหล่ติด ชาตามตัว ก็แนะนำให้กินพอกินแล้วอาการดีขึ้นแทบทุกคนมีอยู่รายหนึ่งเป็นอัมพฤกษ์จากอุบัติเหตุป่วยมา ๑๕ ปี ชาที่ขาขนาดยุงกัดไม่รู้สึกตัวเขาก็เป็นคนจนคุณไอยริณก็เลยซื้อไข่มาทำให้กิน กินวันละฟองจนครบร้อยฟองตอนนี้ยุงกัดรู้เรื่องแล้ว เขาเริ่มมั่นใจว่าสุขภาพเขาดีขึ้นถึงแม้จะยังเดินไม่ได้เนื่องจากเขาเป็นมานาน
      คุณไอยริณ ส่งเอกสารให้ผมดู ในเอกสารบอกว่ายาอายุวัฒนะสูตรนี้ เป็นตำรายาโบราณของจีนในสมัยของพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้และได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ตำรายานี้ได้แพร่ไปทั่วประเทศในแถบเอเชียและในหมู่ชาวจีนในประเทศอเมริกา ผู้นำยามาเผยแพร่คนแรกได้นำยามารับประทานเองและแนะนำให้เพื่อนฝูงรับประทานด้วย ได้ผลดีเหมือนปาฏิหาริย์ สามารถรักษาได้หลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคของผู้สูงอายุ ผู้เผยแพร่รับประทานยาไปแล้วกว่า ๑๐๐ ฟอง ได้ผลดี สังเกตจากการเดินขึ้นลงบันไดจะไม่เหนื่อยเหมือนแต่ก่อน เพราะหัวใจจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษ


      ในตำรายังบอกอีกว่าสามารถรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เลือดข้นและเลือดเหนียว เบาหวาน   ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ  ลดไขมันในเลือด ( ทั้งครอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ) ไทรอยด์ อัมพฤกษ์หรืออัมพาต  อันเนื่องมาจากเส้นโลหิตในสมองตีบ ละลายหินปูน  อาการปวดเมื่อย ชา  ตึง และบวมตามร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหน้าและด้านหลัง ปวดเข่า ปวดหลัง ขาไม่มีแรง ( ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากหินปูนที่งอกพอกกระดูกสันหลังเบียดหรือทับเส้นประสาท ) โรคข้ออักเสบ ( เช่น ข้อมือแข็งและงอไม่ลง ) ไหล่ติด อาการหน้ามืดบ่อยๆ หมดความรู้สึกทางเพศ  ทำให้หลอดเลือดสะอาดเลือดหมุนเวียนได้สะดวก สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่เกิดสิว แผลสดจะหายเร็วกว่าปกติ ใบหน้าอ่อนกว่าวัยแข็งแรงกว่าเดิม
       ตำรายานี้ดูแล้วเป็นตำราที่รักษาโรคครอบจักรวาล ตำรายายังบอกอีกว่ารับประทานยานี้ไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติสุดแสนประหยัด ทำเองได้ง่าย ระหว่างผมนั่งอ่านตำราอยู่นั้นคุณไอยริณ ก็เตรียมจัดอุปกรณ์เพื่อสาธิตให้ผมดู และเล่าถึงขั้นตอนต่างๆในการผลิตไข่ดองเพื่อสุขภาพให้ฟัง      
       “ อุปกรณ์นอกจากมีขวดโหลแก้วแล้วก็มีไข่ไก่และน้ำส้มสายชูที่ทำจากสับปะรด ขวดโหลแก้วควรเป็นขนาดเบอร์ แปด จำนวน ๒ ใบกรณีที่ต้องการทำกินต่อเนื่อง ซึ่งจะไม่ซ้อนกันเพราะถ้าซ้อนกันไข่จะมีโอกาสแตกได้ง่าย ส่วนน้ำส้มสายชูที่ทำจากสับปะรดค่อนข้างจะหาซื้อยาก น้ำส้มสายชูที่หมักจากสับปะรดแท้ ๑๐๐ % นั้น จะมีกรดน้ำส้ม ๔.๒ % มีเพียงไม่กี่ยี่ห้อต้องมีมาตรฐานการผลิตสูง น้ำส้มจึงจะมีสีชาอ่อน สดใส เก็บไว้ได้นาน ประมาณ ๓ ปี จึงจะหมดอายุ
       น้ำส้มสายชูหมักที่มีคุณภาพเหมาะสมต้องมีกรดส้มอยู่ประมาณร้อยละ ๔.๒ ถึง ๔.๕ และต้องทำให้เปลือกไข่นิ่มหลังจากดองได้ ๑-๒ วัน อาจสังเกตเพิ่มเติมได้ว่าทันทีที่เริ่มดองจะมีฟองอากาศ ( ก๊าช ) เล็กๆจำนวนมากมายออกจากเปลือกไข่ในส่วนที่สัมผัสกับน้ำส้มสายชู  สำหรับไข่ไก่ที่นำมาทำห้ามแช่เย็นก่อน ถ้าใช้ไข่เก่าจะเน่าเสียหมด จะทำให้เสียทั้งน้ำส้ม ไข่และเสียเวลา”
       ผมสังเกตสีหน้าของคุณไอยริณ เธอเล่าไปยิ้มไปอย่างมีความสุขที่ได้ถ่ายทอดสิ่งดีๆที่เธอได้ประสบมาเพื่อถ่ายทอดให้กับผู้เจ็บป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานานให้หายป่วย
        “  การเตรียมไข่ให้เช็ดผิวไข่ไก่ให้สะอาดอาจจะแช่น้ำหรือขัดในน้ำด้วยสก็อตไบร์เบาๆ เช็ดให้แห้งแล้วนำไปเรียงในขวดโหลแก้ว หนึ่งขวดต่อไข่ไก่ ๘ ฟอง เทน้ำส้มสายชูที่ทำจากสับปะรดลงไปให้ท่วมไข่ไก่ ทิ้งไว้นาน ๔-๕ วันเต็ม ยาจะได้ที่พอดีเปลือกไข่จะยุ่ยเหมือนแป้ง ไข่จะนิ่มทั้งฟอง
        ภายในหนึ่งหรือสองวันแรกไม่ควรปิดฝาขวดให้แน่น เพื่อให้แก็สที่เกิดขึ้นระบายสู่บรรยากาศได้โดยง่าย หลังจากนั้นควรปิดฝาขวดโหลให้ครบ ๔-๕ วัน จึงนำไข่ออกมารับประทานวันละฟองจนหมดจึงทิ้งน้ำส้ม เมื่อเหลือไข่ ๔-๕ ฟองให้ดองโหลที่สอง เพื่อจะได้รับประทานอย่างต่อเนื่อง
        “ แล้ววิธีการรับประทานทำอย่างไรครับ”  ผมถามด้วยความสงสัยดูกรรมวิธีการผลิตทำไมมันง่ายเหลือเกินเวลารับประทานจะยุ่งยากหรือเปล่า
        “ ไม่ยากค่ะ แค่เอาไข่ที่ดองแล้วซึ่งมีลักษณะนิ่มๆ มา ๑ ฟอง ล้างน้ำ โดยใช้นิ้วลูบเปลือกไข่เบาๆเปลือกไข่จะยุ่ยหลุดออกมาเหมือนแป้งจนเกือบหมดเหลือเพียงเยื่อใสๆซึ่งหุ้มไข่ขาวและไข่แดงอยู่ภายใน นำไข่ใส่ไว้ในแก้วแล้วป้องกันไข่กระเด็น แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเจาะไข่เอาเยื้อหุ้มไข่ทิ้ง นำทั้งไข่ขาวและไข่แดงมารับประทานหลังอาหารเช้าวันละ ๑ ฟอง ห้ามรับประทานตอนท้องว่าง ถ้ารับประทานยากให้ผสมน้ำผึ้งรับประทานก็ได้”
        “ ฟังคุณไอยริณเล่าแล้วตื่นเต้นอยากลองแล้วมีข้อห้ามอะไรบ้างหรือเปล่าครับ”
        “ ข้อห้ามคือห้ามทำให้สุกเด็ดขาด น้ำส้มจะเสื่อมสภาพ หลังรับประทานยาห้ามดื่มน้ำเย็นในทันทีอาจทำให้อาเจียนคลื่นไส้ ถ้าหายดีแล้วควรรับประทานเป็นประจำ แต่ลดยาลงเหลืออาทิตย์ละ ๒-๓ ฟอง ทุกครั้งที่รับประทานยาห้ามนอนในทันที แต่ควรหาอะไรทำไปพลางๆก่อน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เดินในร่างกายได้ทั่วถึง
        การรับประทานยาหลังอาหารมื้อเช้าประมาณ ๑๐-๑๕ นาที จะดีที่สุด แล้วดื่มน้ำมะนาวหรือรับประทานของเปรี้ยวอื่นๆชิ้นเล็กๆตบท้ายด้วยจะช่วยให้รู้สึกดีมาก
        “แล้วอาการแพ้มีบ้างไหมครับ” ผมถามไปจดบันทึกไป
        “ มีน้อยมากจะพบเฉพาะบางรายเท่านั้นเมื่อรับประทานยาติดต่อกันหลายวันอาจมีอาการร้อนใน เช่น ปากเป็นเม็ด ริมฝีปากแห้ง หรือมีขี้ตา ก็ควรหยุดรับประทานยาชั่วคราว แล้วแก้อาการร้อนในด้วยการรับประทานยาเขียวตราใบห่อชนิดระบายอ่อนๆ
       ในบางกรณีอาจเกิดอาการปวดหรือชาอาจเป็นมากขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน ให้อดทนรับประทานต่อไป ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้วอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ปวดๆชาๆก็เนื่องจากช่วงยาออกฤทธิ์ใหม่ๆเริ่มขับอาการของโรคที่ซ่อนอยู่ออกมาจะเป็นลักษษณะนี้ประมาณ ๒-๓ วัน เมื่อตัวยาขับอาการของโรคออกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยอยู่แล้ว
        ผมฟังคุณไอยริณเล่าแล้วรู้สึกว่าตำรายานี้ช่างมหัศจรรย์จริงๆทั้งจากการบอกเล่าของผู้ป่วยหลายรายที่เล่าให้คุณไอยริณฟังและประสบการณ์ตรงของสามีคุณไอยริณเอง ทำให้เราค่อนข้างจะเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
        สำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจของแพทย์เป็นตัวเลขยืนยันที่ชัดเจน เมื่อรับประทานยาติดต่อกันประมาณ ๓๐ ฟอง แล้วไปพบแพทย์เจาะเลือด ผลจะปรากฏว่าระดับของน้ำตาล ความดัน ครอเรสเตอรอล  ไตรกลีเซอไรด์ จะลดลงใกล้เคียงปกติทุกคน ยังไม่เคยมีใครรับประทานยานี้แล้วไม่ได้ผล เพียงแต่ต้องทำยาให้ถูกวิธีสะอาดและรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
        มีหลายรายที่ป่วยอันเกิดจากหินปูนกดทับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเกิดอาการปวดเมื่อย ชา ปวด บวม ข้อและเข่าอักเสบ  ไหล่ติด นิ้วมือเท้าแข็ง  ตับ  ไต เกาต์ ไทรอยด์ จนกระทั่งโรคนอนไม่หลับ ตัวยานี้จะรักษาได้ผลดีและรวดเร็ว เพราะน้ำส้มจะค่อยๆละลายหินปูนตามข้อต่างๆรวมทั้งนิ่วในไต น้ำส้มจะทำให้เส้นประสาทสั่งการจากสมองทำงานได้สมบูรณ์ด้วย
       สรุปแล้วโรคต่างๆล้วนเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในร่างกายและเกี่ยวกับระบบเลือดทั้งสิ้น ซึ่งสาเหตุหลักคือ ผนังหลอดเลือดตีบตัน โดยเฉพาะเส้นเลือดฝอยในสมองและส่วนต่างๆทั่วร่างกายทำให้เลือดไปไหลเวียนไม่สะดวกไปไม่ทั่วถึง ไม่สามารถนำสารอาหารและออกซิเจนไปสู่เซลล์เนื้อเยื่อได้ทั่วถึง ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อส่วนนั้นอ่อนแอมีของเสียตกค้างในเซลล์ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่อวัยวะส่วนนั้นและมีโอกาสพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
        ไข่ดองน้ำส้มสายชูหมักสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยน้ำส้มสายชูที่แฝงตัวไปกับไข่ในรูปของอาหารจะค่อยๆทำความสะอาดผนังหลอดเลือดทุกเส้นโดยเฉพาะเส้นเลือดฝอยทำให้หลอดเลือดสะอาด เลือดไหลเวียนได้สะดวก เมื่อเลือดลมไหลดีโรคทุกโรคก็ไม่เกิด
       ต้องขอขอบคุณ คุณไอยริณ จันทร์เกษร ที่ได้นำสูตรยานี้มาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน  ท่านผู้อ่านจะศรัทธาทำตามหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของท่านนะครับ    ผมต้องขออภัยครอบครัวคุณไอยริณ ไว้เป็นอย่างสูง ที่เสียงโทรศัพท์ดังมาไม่ขาดสาย มากเกินกว่าจะรับไหว เนื่องจากปัจจุบันคนเราเจ็บไข้ได้ป่วยเยอะ ต่างไขว่ขว้าหาทางเยียวยาตัวเอง
        เมื่อไม่นานมานี้ผมไปเห็นน้ำส้มสายชูทีหมักจากสับปะรดยี่ห้อใหม่ขายที่ท็อปซุปเปอร์มาเก็ต ..ชื่อชินนิ ผลิตโดย บริษัทไทยรสทิพย์ จำกัด อยูที่ถนนเพชรเกษม ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โทร.๐-๒๔๓๑-๓๐๖๒ แต่ขายโดยบริษัท พีพีดี.เซลล์จำกัด อยู่ที่ถนนสุขาภิบาล ๑ แขวงคลองจั่น  เขตบางกะปิ กทม.โทร.๐-๒๓๗๔-๑๖๐๑ มือถือ ๐๘-๑๖๑๙-๔๖๑๒ จริงๆแล้วใช้ตราไหนก็ได้ที่ทำจากสับปะรด บังเอิญผมมีที่อยู่ของบริษัทนี้เลยอำนวยความสะดวกให้ ไดมอนด์ก็ดี จะให้ดีจริงๆและประหยัดต้องทำเองครับ ฮ่าๆๆ



       ให้โทรสั่งซื้อน้ำส้มสายชูที่ทำจากสับปะรดนะครับ เรื่องไข่ดองฮ่องเต้ เขาไม่รู้ ที่จริงผมก็เขียนละเอียดแล้ว อ่านแล้วทำได้เลย
        พอบอกไข่ไก่ จะโทรมาถามไข่เป็ดได้ไหม มิน่าคุณไอยริณถึงขยาด จำรัส เซ็นนิล ๐๘-๒๗๙๖-๙๕๒๗  ผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ฮ่าๆๆ

     การทำน้ำส้มสายชูจากสับปะรดใชเอง  ดูเรื่องเล่าสุขภาพหัวข้อ..น้ำส้มสายชูสับปะรด

                                                                   ----------------------------------------------------

มะเร็งฟักข้าวต้านมะเร็ง-เบาหวาน

 ฟักข้าวต้านมะเร็ง / เบาหวาน
จำรัส เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
           สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เชิญผมไปร่วมงาน“มหกรรมท่องเที่ยว
โดยชุมชน”ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. เมื่อวันที่ ๒๖ มีนคา ๒๕๕๒ บรรยากาศในงานมีตัวแทนกลุ่ม
เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนจากทั่วประเทศมากันไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ คน มาร่วมระดมความคิดเพื่อเสนอบทบาท
ต่อภาครัฐและภาคีที่เกี่ยวข้องพร้อมแสดงสินค้าชุมชน
            ผมได้รู้จักกับป้าทิวาพร  ศรีวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม ต.ท่ามะขาม อ.เมือง
จ.กาญจนบุรีและเป็นสตรีดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ป้าทิวาพร นำผลผลิตที่เกิดจากศูนย์ฯมาโชว์มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นมะขามเปรี้ยวเมล็ดยักษ์ สบู่ ครีม ต้นฟักข้าว ลูกฟักข้าว น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยชีวภาพ น้ำยาเอนกประสงค์ 
และนิทรรศการการทำนา การเลี้ยงหมูหลุม
             สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดคือลูกฟักข้าวขนาดเท่าส้มโอสีส้มสุกใสมีปุ่มแหลมๆรอบตัว ผมสอบถาม
ถึงประโยชน์และสรรพคุณของฟักข้าว ป้าทิวาพรเล่าให้ฟังว่า
     ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังคลาเทศ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ มีเรียก
ชื่อหลายชื่อที่ปัตตานีเรียก ขี้กาเครือ ที่สงขลาเรียกขี้พร้าไฟ  ภาคเหนือที่ตากเรียกผักข้าว
แม่ฮ่องสอนเรียก พุกู้เด๊ะที่จังกวัดแพร่เรียกมะข้าว จังหวัดเลยเรียกหมากข้าว ภาคอิสานเรียก
ฝักไฟ เวียดนามเรียก แก็ก, งึก  ชาวเวียดนามชอบใช้ประกอบอาหารมาก โดยเอาเยื่อสีแดง
จากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียวเชื่อว่าบำรุงสายตาดี ในชนบท
ประเทศเวียดนามนินมปลูกกันมาก โดยปลูกพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน

         ผมฟังป้าทิวาพรเล่าไปพร้อมกับสังเกตลักษณะใบและต้นฟักข้าวที่ป้าทิวาพรเอามาโชว์
ฟักข้าวเป็นเถาเลื้อยพัน
มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ ใบรูปหัวใจหรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ ๖-๑๒ เซนติเมตร
ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ๓-๕ แฉก  คุณทิวาพรยังเล่าให้ฟังอีกว่าผลอ่อนของฟักข้าวจะมีสีเขียว
อมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้องถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก



           ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังปลูกประมาณ ๒เดือน เริ่มออกดอกราวเดือนพฤษภาคม และ
ให้ดอกจนถึงราวเดือน สิงหาคม ผลสุกใช้เวลาประมาณ ๒๐ วัน และใน ๑ ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยว
ผลฟักข้าวได้ ๓๐-๕๐ ผลโดยเก็บสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฏาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ฟักข้าว ๑  ผล
จะได้เยื่อสีแดงราว ๒๐๐ กรัม
 เยื่อเมล็ดฟักข้าวมีปริมาณบีตาแคโรทีนมากกว่าแครอต ๑๐ เท่า
มีไลโคฟีนมากกว่ามะเขือเทศ ๑๒ เท่าและมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ ๑๐ ของมวล 
การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวจะสามารถดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมัน
ในเยื่อเมล็ดฟักข้าวจะมีบีตาแคโรทีนถึง ๑๐๑ มิลิกรัมบำรุงสายตาได้ดี ฟักข้าวมีไลโคพีน
มากว่าผลไม้อื่นหลายสิบเท่า จึงถือเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง




          หลังจากคุยกับป้าทิวาพรแล้วผมกลับมาค้นคว้าเพิ่มเติมจึงทราบว่าฟักข้าวช่างเป็นพืชมหัศจรรย์จริงๆ
มีสรรพคุณทางยามากมาย มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่าพบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโต
ของเชื้อเอชไอวี-เอดส์และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว ส่วนที่ประเทศพิลิปปินส์
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหาใช้รากเอาไปบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก                                                                                                                  
          สำหรับประเทศจีนใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า ๑,๒๐๐ ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม
กลากเกลื้อนฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคัน และโรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆทั้งในคนและสัตว์ และที่เวียดนาม

            หลังจากนั้นไม่นานผมได้รับโทรศัพท์จากคุณเมธา เอี่ยมอิทธิพล จากบ้านเลขที่ ๔๕ หมู่ ๑ ต.ควนโดน
อ.ควนโดนอดีตข้าราชการครูจากจังหวัดสตูล เล่าให้ฟังว่า ที่สตูลเรียกฟักข้าวว่าขี้พร้าไฟ หรือยาบังเอิญ เนื่องจาก
มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน พอได้กินแกงส้มปลากระทิงใส่ฟักข้าวปรากฏว่าน้ำตาลในเลือดลดลงจนปรกติ
คนป่วยรายนี้ดีใจมากจึงเรียกฟักข้าวว่ายาบังเอิญ ราคาฟักข้าวที่สตูลลูกใหญ่ๆราคาลูกละ ๒๐๐บาท โอ้โฮ้..แพงน่าดู
             ต้องขอขอบคุณคุณทิวาพร  ศรีวรกุล ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม ๒๑๓ หมู่ ๒ ซอยพัฒนา ๑
ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร ๐๘-๑๘๕๗-๒๕๐๐          คุณเมธา  เอี่ยมอิทธิพล ๔๕ หมู่ ๑ ต.ควนโดน
อ.ควนโดน จ.สตูล              โทร. ๐๘-๑๙๑๙-๕๑๘๓
---------------------------------------------
บ่ายวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ หลังจัดรายการวิทยุเสร็จ ผมเดินมาที่ห้องอาหารเพื่อกินข้าวเที่ยง เสียงโทรศัพท์
จากคุณวรรณชัย สุดเจริญ บ้านกาญจน หมู่ ๒ ต.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก บอกว่าที่บ้านมีเมล็ดฟักข้าวเยอะ
อยากแบ่งปันให้แฟนรายการ ผมบอกแล้ววิธีเพาะเขาเพาะกันอย่างไรเพราะบางคนเอาไปแล้วเพาะไม่ขึ้น
คุณวรรณชัยบอกว่าแล้วจะเขียนจดหมายส่งมาให้สำหรับข้อมูล ผมกลัวลืมรีบมาเขียนบันทึกไว้
แต่ถ้าใครใจร้อนโทรสั่งซื้อและสอบถามล่วงหน้าได้ที่โทร. ๐๘-๒๘๗๗-๑๕๒๔
---------------------------------------------

มะเร็ง"น้ำส้มควันไม้รักษามะเร็ง-เบาหวาน-หอบภูมิแพ้"

 สมุนไพรน้ำส้มควันไม้
ปราบมะเร็ง-เบาหวาน และโรค ๘๕ ชนิด
โดย..จำรัส  เซ็นนิล
 

           ผมตั้ง จีพีเอส. ( เครื่องหาพิกัด) ดั้นด้นไปหาคุณเลี่ยม  แสงยิ่ง อยู่ที่บ้านบะเจริญ หมู่ ๙ ตำบลสระขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว ( ๐๘-๕๔๔๕-๖๑๐๒) หลังทราบว่าเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ และหายด้วยสารสกัดจากสมุนไพรน้ำส้มควันไม้

 
คุณเลี่ยม ถ่ายกับต้นข่อย

          ทันทีที่เดินทางไปถึงคุณเลี่ยม ไม่รอช้า นำผมไปชมกรรมวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้ และสมุนไพรภายในสวนที่มีเนื้อที่ ๕ ไร่ ซึ่งมีสมุนไพรแทบทุกตารางนิ้ว ปลูกแบบผสมผสาน สิ่งที่ผมตะลึงคือต้นลูกเหนือใบ ซึ่งผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เคยเห็นแต่ลูกใต้ใบสีเขียวและล่าสุดเห็นลูกใต้ใบสีแดงที่เกาะกูดจังหวัดตราด ต้นสูงสุดก็แค่ฟุตเศษๆ แต่มาเห็นลูกเหนือใบที่นี่สูงท่วมหัวคล้ายๆต้นมะยมรสขมสรรพคุณลดความดัน แก้เบาหวานน่าทึ่งมาก
         “นี่ต้นต้นข่อย เอาใบไปเผาไฟให้หอมแล้วนำมาต้มกิน สามารถลดความดัน ถอนพิษในร่างกาย” คุณเลี่ยมชี้ให้ดูพร้อมแนะนำการนำไปใช้รักษา
 สมุนไพรลูกเหนือใบ

 
เอื้องหมายนา

เอื้องหมายนา…รักษาหูน้ำหนวก  เอื้องหมายนา มีดอกสีขาว กลีบดอกนุ่มละมุน หอมอ่อนๆ ลำต้นของเอื้องหมายนาจะไม่ขึ้นตรงๆ เหมือนต้นอื่นๆ แต่จะเวียนเหมือนบันไดวน เราใช้ก้านเอื้องหมายนาลนไฟ แล้วบิดเอาน้ำหยอดหู เพื่อรักษหูเป็นน้ำหนวก
เอื้องหมายนา…ยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว นิยมใช้ในรายที่อยากปัสสาวะแล้วปัสสาวะไม่ออก โดยจะใช้เหง้าของเอื้องหมายนาต้มน้ำกิน หรือหมอบางท่านใช้ลำของเอื้องหมายนาลนไฟแล้วบิดน้ำกินก็ได้ นอกจากนี้ยังนิยมใช้แก้นิ่ว จะกินน้ำต้มเหง้าเดี่ยวๆ หรือเติมมะเฟืองและข้าวเจ้าหยิบมือหนึ่งลงไปต้มด้วยก็ได้
เอื้องหมายนา…ยาแก้ผื่นคัน แก้คันจากพิษหมามุ่ย เอื้องหมายนายังมีสรรพคุณในการใช้เป็นยารักษาอาการผิวหนังเป็นผื่น อาการคันตามผิวหนัง รวมทั้งอาการคันจากพิษหมามุ่ย คนไทยใหญ่นิยมตัดลำเอื้องหมายนายาวประมาณ ๑ นิ้ว พกใส่กระเป๋าเวลาที่ต้องเข้าป่า หรือไปถางไร่เพื่อป้องกันไม่ให้ขนหมามุ่ยติด กล่าวคือ เชื่อว่าถ้ามีก้านเอื้องหมายนาติดตัวไว้จะไม่คันเวลาถูกหมามุ่ย
เอื้องหมายนา…ยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก หมอยาบางพื้นที่ใช้ใบเอื้องหมายนากับใบเปล้าใหญ่ ซอยตากแห้งอย่างละเท่าๆ กัน นำมามวนสูบคล้ายบุหรี่เพื่อรักษาริดสีดวงจมูก
      คุณเลี่ยมบอกว่าข้อควรระวังคือเหง้าสด หน่อสด ลำสด มีความเป็นพิษถ้าใช้ปริมาณมากจะทำให้ท้องร่วงและอาเจียนอย่างแรง จึงต้องทำให้สุกก่อน ทั้งการใช้เป็นผักและเป็นยา ในคนท้องไม่ควรใช้เพราะอาจทำให้แท้งจากการที่มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก เมื่อรับประทานเอื้องหมายนาอาจรบกวนรอบประจำเดือน
 
สมุนไพรแก่นตะวัน ใช้กินหัวสดๆแก้โรคเบาหวาน

     สำหรับต้นสีหวดหรือมะหวด ภาคใต้เรียกมะจำ เหนือเรียก สีฮอกน้อย แก้โรคไต ปัสสาวะขัด โดยใช้รากต้ม กิน ๒-๓ ชั่วโมง ก็หายถ้าถูกกับโรค คุณเลี่ยมพาผมลัดไปลัดมาในสวนสมุนไพร และที่เด่นสะดุดตาคือดอกของต้นสมุนไพรแก่นตะวันสวยมาก เป็นพืชกินหัวสดๆสรรพคุณแก้เบาหวาน  นอกนั้นก็มีสมุนไพรกำแพง ๗ ชั้น ชุมเห็ดเทศ ว่านชักมดลูก  ดอกอัญชัน  ไพล

 
ชุมเห็ดเทศ

    “ ที่บ้านผมปลูกชุมเห็ดเทศเยอะส่งขายทุกวัน ริมรั้วโน่น ใช่หมดเลยครับ ผมมองไปดูเยอะจริงๆครับ
   “ แล้วสรรพคุณแก้โรคอะไรบ้างครับ
   “ กินชุมเห็ดเทศ จะขับถ่ายดี ถ่ายแล้วจะหิวข้าว ใครที่นอนไม่หลับกินชุมเห็ดเทศหลับสบายเลย  เพียงใช้ใบบดเป็นผงชงน้ำร้อนกินใบชุมเห็ดเทศมีสารแอนทราควิโนนช่วยขับถ่าย ถ้าท้องผูก ก็ใช้ดอกชุมเห็ดเทศสด 2-3 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือนำใบสดมาล้างให้สะอาด หั่นตากแห้ง ใช้ต้มหรือชงน้ำดื่ม ครั้งละ 12 ใบ หรือใบแห้งบดเป็นผง ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ครั้งละ 3 เม็ด รับประทานก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูก ถ้าเป็นกลาก ก็ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆกัน ผสมปูนแดง(ที่กินกับหมาก)นิดหน่อย ตำผสมกัน ทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อน ทาบ่อยๆ จนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน กรณีเป็นฝีและแผลพุพอง ใช้ใบชุมเห็ดเทศ และก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ชะล้างบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ถ้าเป็นมากให้ใช้ประมาณ 10 กำมือ ต้มอาบ

 
ใบรางจืด

      เราเดินไปสุดที่ต้นรางจืด เป็นไม้เลื้อย เกาะปกคลุมต้นไม้ต้นอื่นเต็มไปหมดกินบริเวณกว้างพอๆกับสนามบาสเก็ตบอล รางจืดคุณเลี่ยมบอกว่า ใช้แก้อาการเมาทุกชนิด โดยเฉพาะเด็กในหมู่บ้านที่ดมกาว ติดยาม้า คุณเลี่ยมต้มรางจืดให้กิน หายเป็นปลิดทิ้งแทบทุกคน 
    “ ผมมีความสุขครับที่ได้ช่วยเด็กๆ”  คุณเลี่ยม วัย ๖๙ ปี พูดด้วยความภูมิใจ
   “ ถามจริงๆเถอะครับ อะไรเป็นสิ่งหักเหให้คุณเลี่ยม หันมาสนใจใส่ใจ เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร” ผมถามคำถามที่ค้างคาใจมานาน
“ คืออย่างนี้ครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่สบาย ปวดท้องมาก ก็ไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอบอกเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย  นอนอยู่เป็นเดือนอาการไม่ดีขึ้น ผมคิดว่าถ้าขืนอยู่ต่อตายแน่ๆ เลยขอกลับมารักษาตัวที่บ้าน คิดขึ้นมาได้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปอบรมเรื่องน้ำส้มควันไม้กับชาวญี่ปุ่น ใช้ได้กับพืชและคน ผมจึงทดลองกินดู ผลปรากฏว่าอาการปวดท้องก็หายไปคราวนี้ผมลองมารักษาผู้ป่วยมะเร็งเบาหวานดู ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ทำให้ผมมั่นใจสองโรคนี้มาก ส่วนโรคอื่นอย่างหอบหืดภูมิแพ้ เรื่องเล็ก มีคนไข้รายหนึ่งมาจากภาคใต้ เป้นเบาหวาน เป็นแผลที่เท้า มองเห็นกระดูก ร้องครวญคราง ผมให้นอนเหยียดขาแล้วราดน้ำส้มควันไม้ที่ผมสะกัดจากสมุนไพรลงไป บริเวณแผล สักพักแผลเริ่มแห้งแล้วดีขึ้น หยุดร้องครวญครางแต่ร้องออกมาเป็นภาษาใต้ ว่า เป็นไปได้ยังไงวะ.... เหลือเชื่อๆ..ไม่เคยเห็น อีกรายเป็นมะเร็งตับ หมอไม่รับแล้ว ผมรักษาให้ฟรี รอดจนถึงทุกวันนี้ เดี๋ยว ผมพาไปสัมภาษณ์” คุณเลี่ยมยืนยันถึงประสบการณ์และความตั้งใจ ปัจจุบันจึงทุ่มเทชีวิตให้กับเรื่องสมุนไพรช่วยผู้ป่วย
 


    
                                                              คุณจุก แก่นเผือก ชาวนาผู้หลงไหลในผลิตภัณฑ์ไทย(เหล้าขาว) จนเป็นโรคมะเร็งตับ



คุณบุญชอบ  อาทิตย์วงศ์ รอดจากภูมิแพ้ หอบ หายใจไม่ทัน เกือบสิ้นชีวิต รอดได้จากฝีมือคุณเลี่ยม

            แล้วผมก็ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณจุก แก่นเผือก อยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒ หมู่ ๑๐ บ้านคลองคันฉอ  ต.สระขวัญ  อ.เมือง จ.สระแก้ว เป็นชาวนา ชอบกินเหล้าพื้นบ้านเป็นประจำ อยู่ๆเกิดป่วยกินอะไรไม่ได้ หมดเรี่ยวหมดแรงท้องบวมโตขึ้นเรื่อยๆ ไปรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ลงความเห็นเป็นมะเร็งตับ ตับอาจแข็งและเสียชีวิตได้ กลับมาอยู่บ้านด้วยความหมดหวังในการเยียวยา ไปสมัครร่วมเป็นสมาชิกฌาปนกิจศพเพื่อหวังพึ่งเงินก้อนสุดท้ายในการจัดการงานศพ เขาก็ไม่รับ คนในหมู่บ้านลงความเห็นว่าเป็นมะเร็งตับ รอวันตายลูกเดียว
          คนเรายังไม่ถึงฆาตได้พบกับคุณเลี่ยม  แสงยิ่งพอดี ด้วยความสงสารคุณยิ่งเอาสมุนไพรน้ำส้มควันสมุนไพรให้กิน หลังจากนั้นไม่นานก็กินข้าวได้ ท้องยุบและอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนหายถึงปัจจุบัน แล้วก็ยังไม่ได้จ่ายค่ายาคุณเลี่ยมเลย คุณเลี่ยมก็ใจดีใครไม่มีเงินทองแกก็ไม่รับยินดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
          อีกรายผมไปหาที่บ้านกำลังนอนดูลูกชายทำรั้วหน้าบ้านอยู่ ผมเดินเข้าไปแนะนำตัวขอสัมภาษณ์ เธอก็ยินดีพูดคุยด้วยเพื่อเป็นแนวทางสำหรับอีกหลายคนที่ป่วยเป็นภูมิแพ้แบบเธอจะได้หาย คือคุณบุญชอบ  อาทิตย์วงศ์ อยู่บ้านทุ่งหินโคน ต.สระขวัญ  อ.เมือง จ.สระแก้ว เธอเป็นภูมิแพ้ หอบหืด น้ำมูกไหล ข้อสำคัญหายใจไม่ทั่วท้อง นึกว่าจะตายแล้ว เพราะหายใจไม่ทันกินยาน้ำส้มควันสมุนไพรของคุณเลี่ยม พียง ๖ ชุด ก็หายเลย
        ผมพูดเสมอว่าบุญและกรรมมีส่วนนะครับ ใครโชคดีพบหมอดียาดีก็หายจากโรคภับไข้เจ็บ  แต่ถ้าโชคร้ายก็เป็นเรื่องของบุญกรรมนะครับ 
           อยากรู้กรรมวิธีการผลิตน้ำส้มควันสมุนไพรและตัวยา ติดต่อคุณเลี่ยม  แสงยิ่ง หมู่ ๙ บ้านบะเจริญ (ตรงข้ามวัดบะเจริญ) ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว โทร. ๐๘-๕๔๔๕-๖๑๐๒  ผมว่าถ้าจะให้ดีหาเวลาเดินทางไปดูงานจะเข้าใจมากกว่า ดูวิธีทำเตา และเเทคนิคการผลิต พร้อมขอสมุนไพรไปปลูกที่บ้าน แนะนำเอารถปิคอัพไปจะได้ขนได้เยอะๆๆฮ่าๆๆ
                                                                    ----------------------------------------------

มะเร็ง"หมอเจน...ที่พึ่งคนสิ้นหวัง"

ตามหาหมอเจน ที่พึ่งสุดท้าย…ของคนสิ้นหวัง
มะเร็ง – เอดส์ - เบาหวาน  – หัวใจ – กระเพาะ – ภูมิแพ้ – โลหิตจางโลหิตเป็นพิษ -   ความดัน
จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
         หลังจากที่ได้สัมภาษณ์คนไข้หลายคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง-เอดส์ภูมิค้มกันบกพร่อง เบาหวาน หัวใจ-ความดัน โรคธาลัสซีเมียร์   โรคตับอักเสบ  โรคปวดศีรษะรุนแรง เลือดประจำเดือน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คนที่ชุบชีวิตของเขาให้อยู่ดูโลกอีกครั้งคือหมอเจน ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณ หมอเจน จากจังหวัดนครนายก
          ผมจึงสืบเสาะจนทราบที่อยู่ของหมอเจนแน่นอน  หลังจากนั้นจึง เดินทางสู่จังหวัดนครนายก โดยใช้เส้นทางถนนฟิวเจอร์พาร์ครังสิต-นครนายก ไม่ถึงชั่วโมงเราก็ถึงสี่แยก จปร.แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านผลทวี  ถนนสุวรรณศร ตำบลพรหมณีอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
          รถชะลอช้าๆมองเห็นป้ายสถานพยาบาล ปัญญาภัจจ์ ผมจอดรถไว้ข้างถนน แล้วเดินเข้าไปในอาคาร ๒ ชั้นที่มีป้ายสถานพยาบาลปัญญาภัจจ์ จากประตูรั้วเข้าไปมองซ้ายขวาจะมีสวนหย่อมขนาดย่อมมีต้นไม้ดอกไม้ขึ้นเขียวขจีมองดูร่มรื่น เดินเข้ามาประมาณ ๒-๓ เมตรเป็นประตูห้องโถง มองทะลุเข้าไปมองเห็นโต๊ะหมู่บูชา ขนาดความกว้างประมาณ ๓ เมตร มีพระพุธรูปปางต่างๆ รูปปั้นหลวงปู่หมอชีวก พระอริยะสงฆ์ และเครื่องบวงสรวงพร้อมธูปเทียน
          ด้านซ้ายของห้องโถงกั้นเป็นห้องสำหรับหมอเจนนั่งพูดคุยวินิจฉัยโรคคนไข้  ผมนั่งรอหมอเจนที่โต๊ะรับแขกประมาณ ๕ นาที เพราะมีคนไข้มารอการรักษาอยู่ ๒-๓ ราย
          สักครู่ หมอเจนเดินออกมาจากห้องมาต้อนรับทักทายด้วยความเป็นกันเองหมอเจนเล่าให้ฟังว่า หมอเจน เกิดที่ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๑พ่อตั้งชื่อให้ว่า “ไพบูลย์” คุณปู่คุณย่าเป็นคนจีนมีอาชีพขายยาสมุนไพรโบราณ พ่อก็เป็นหมอสมุนไพรพออายุได้สามขวบคุณพ่อก็เสียชีวิต
       “ ชีวิตวัยเด็กหลังจากคุณพ่อเสียชีวิต ผมลำบากมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งป่วยเป็นโรคกระเพาะอักเสบ คุณแม่ก็เอาน้ำข้าวที่เราหุงจนกระทั่งเดือดแล้วเทใส่ลงในกะละมัง จากนั้นเอาถ่านที่กำลังเผาไหม้จนร้อนสุดๆที่เราเห็นก้อนถ่านสุกสว่างคีบเอาทั้งก้อนมาจุ่มลงในน้ำข้าวที่เตรียมไว้ในกะละมังประมาณ ๓-๔ ก้อน แช่ไว้ให้น้ำข้าวมันดูดซึมซับเข้าไปในก้อนถ่าน
แล้วให้ผมเคี้ยวกินก้อนถ่านจนกระทั่งหมดทั้ง ๓-๔ ก้อน ทำเช่นนี้ติดต่อกันทุกๆวันจนกระทั่งอาการผมดีขึ้นเรื่อยๆและอาการของโรคกระเพาะก็หายเป็นปกติ”  หมอเจนเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตให้ฟังขณะเดียวกันก็สั่งคนในบ้านไปตระเตรียมข้าวปลามาเลี้ยง
        หมอเจนยังเล่าต่ออีกว่าช่วงที่เรียนอยู่ ม.๔ อาศัยอยู่กับพี่สาวคนโตคอยเลี้ยงหลาน ถูกเฆี่ยนตีและทำงานหนักสารพัด จึงหนีเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯด้วยเงิน ๑๖๐ บาท ไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างถ้วยล้างชาม ชีวิตลำบากล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด
        “พอผมอายุได้ ๒๑ ปีก็ถึงคราวรับใช้ชาติ คือไปคัดเลือกทหาร ผมจับได้ใบแดง ผมสมัครไปเป็นทหารพลร่ม ชีวิตทหารพลร่มผมเริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๑๒ ที่ค่ายเอราวัณ เงินเดือนตอนนั้น ๗๕ บาท รวมถึงได้ค่าปีกพลร่มอีก
๒๕๐ บาท หลังจากครบ ๒ ปีแล้วก็ปลดประจำการ  ผมออกมาไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปสมัครเป็นยามรักษาการณ์เฝ้าบริษัท และโรงงานต่างๆไปเรื่อยๆ”
        ระหว่างที่คุยกันไปนั้นคนในบ้านก็จัดอาหารไว้บริการที่โต๊ะอาหารเสร็จสรรพเรียบร้อย  หมอเจนก็เชิญไปนั่งรับประทานอาหารเรียกว่ากินไปพลางคุยไปพลาง ช่วงนั้นก็มีคนไข้ทยอยมาให้หมอเจนรักษาเรื่อยๆหมอเจนก็ต้องเดินไปมารักษาคนไข้เสร็จก็มาคุยกับเราต่อ
        “ ปี ๒๕๑๖ ผมสมัครเป็นภารโรงที่โรงเรียนนายร้อย จปร.ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ อยู่ได้ ๒ ปี ก็สมัครเป็นพลขับที่ จปร.และได้ยศเป็นสิบตรี และสิบโทตามลำดับ หลังจากนั้นมีการย้ายโรงเรียนนายร้อย จปร.ไปยังเขาชะโงก จังหวัดนครนายก  ผมก็ได้ย้ายตามไปด้วย ที่นครนายกผมได้รู้จักกับหลวงพ่อสีวัดพระฉายเขาชะโงก  ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสไปกราบท่านขณะที่ก้มลงกราบ มันเหมือนกับมีอะไรมากดให้ผมลุกขึ้นมาไม่ได้ ผมว่า เอ๊ะ..อะไรกัน ขณะที่ผมถูกกดแบบลุกขึ้นไม่ได้ ท่านก็พูดกับผมว่า มาแล้วหรือมึง ถ้าไม่เลิกกินเหล้ามึงไม่ได้เจอกูหรอกนะแล้วท่านก็พูดเยอะเลย ผมก็สงสัยทำไมท่านรู้ว่าชีวิตผมเป็นมาอย่างไร ( ชีวิตช่วงหนึ่งของผมเคยกินเหล้าชนิดหัวราน้ำ) ผมรู้สึกหนาวสะท้าน ขนลุกซู่น้ำตาไหลออกมาทันที ในขณะที่หมอบกราบฟังท่าน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมมาที่วัดนี้   ผมร้องไห้ไม่หยุดร้องด้วยความปิติ เรามาพบพระที่ดีมาก เข้าใจเราและให้ธรรมมะกับเรา หลังจากนั้นผมก็ได้คลุกคลีไปมาหาสู่ท่านเสมอ
         ท่านสอนให้ปฏิบัติธรรม สอนให้ทำสมาธิ สอนให้ถือศีล สอนให้รู้จักให้รู้จักเมตตา ชีวิตผมเริ่มดีขึ้น จากคนที่เคยเป็นหนี้เป็นสิน เงินเดือนก็น้อย มีภรรยาและลูกต้องรับผิดชอบ เวลาว่างผมก็ช่วยภรรยาขายข้าวเหนียวมะม่วงและรับชื้อมะม่วงมาขาย ก็ได้รับเมตตากำลังใจจากพระคุณเจ้าหลวงปู่สี ท่านคอยสั่งคอยสอนและให้พร กิจการค้าขายของครอบครัวเริ่มดีขึ้น จนกระทั่งผมสามารถซื้อรถยนต์ปิกอัพได้คันหนึ่ง”
หมอชีวกโกมารภัจจ์มาอยู่ด้วย
                                        หมอเจนเล่าให้ฟังว่าวันหนึ่งหลังจากไปกราบหลวงพ่อสี ฐานิโย ที่วัดพระฉาย เขาชะโงก ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก ตามปกติที่เคยปฏิบัติ ท่านพูดขึ้นมาว่า  
     “ ไอ้เจนเว้ยถึงเวลาแล้วมึงจะต้องทำงานให้กับหมอชีวกเขา เขาจะมาอยู่กับมึง ผมก็เข้าใจว่าหมอชีวกมาอยู่กับผมคงจะเป็นลักษณะร่างทรง คงไปอยู่ที่ไหนไปโกหกหลอกลวงเขาที่ไหนมาคงอยู่ไม่ได้เขาจะตามมาฆ่าตามมาจับละมั้ง ถึงอยากจะมาอยู่กับเรา คงไปวานหลวงปู่สีมาพูดกับเราเพราะเราเป็นทหารผมก็เลยปฏิเสธบอกหลวงพ่ออย่าให้มาอยู่กับผมเลยผมไม่ชอบเลยไอ้พวกทรงเจ้า ท่านก็บอกว่า
    ไม่ใช่พวกทรงเจ้าเป็นหมอชีวกจริงๆ มึงจงเชื่อกูเถอะกูแนะนำมึงมาถึงป่านนี้แล้วกูจะพูดโกหกมึงทำไม
     แล้วทำไมเขาถึงอยากมาอยู่กับผมล่ะพ่อ ผมถาม
     เมื่อชาติสมัยพุทธกาลน่ะมึงเป็นลูกหมอชีวกแต่ในชาตินั้นมึงก็ไม่ได้เอาวิชาความรู้ของเขามาประพฤติปฎิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมะหรือเพื่อจะช่วยเหลือคนเป็นเมตตาเลย  ชาตินี้มึงควรจะต้องใช้หนี้เขาเสียบ้างแล้วกูก็เหมือนกันเมื่อชาติที่แล้วสมัยอยุธยามึงก็คือลูกกู แต่กูก็ไม่มีโอกาสอบรมสั่งสอนมึงเพราะบ้านเมืองมันเกิดศึกเกิดสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยากูก็เลยหนีมาอยู่เขาใหญ่ ชาตินี้ถ้ามึงไม่มาหากูกูก็ยังติดหนี้มึงอยู่อีกฉะนั้นก็ดีเหมือนกันที่มึงมาหากูกูก็จะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนมึงเพื่อเป็นการถ่ายหนี้เมื่อชาติที่แล้ว”
       หมอเจนเล่าต่อว่า คืนหนึ่งขณะที่นั่งสมาธิปกติ ในคลื่นความคิดแวบเข้ามาในจิตเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวมีหนวดเครา ในจิตคิดว่านี่คือหมอชีวก แล้วในคลื่นความคิดนั้นก็บอกว่า
       “ลูกเอ้ย ถึงเวลาแล้วนะที่เจ้าต้องเป็นหมอนะ”
         ตอนแรกๆก็รู้สึกเฉยๆแต่หลังจากนั้นทุกๆวันที่นั่งสมาธิคลื่นความคิดแบบนี้จะมาตลอดจะเห็นภาพในจิต แล้วได้ยินคำพูดเดิมตลอด ผมจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อแล้วบอกท่าน ท่านก็ย้ำคำเดิมว่า
      “ หมอชีวก เขาจะมาอยู่กับมึง”
      “แล้วท่านจะมาเมื่อไหร่ละพ่อ” ผมถามอีก
      “มาวันพุธที่จะถึงนี้ พุธมะรืนนี้มาแน่”
   ขณะนั้นเป็นวันจันทร์ หมอเจนบอกรู้สึกว้าวุ่นไปหมด พอหลับตานั่งสมาธิก็เห็นแต่ปู่ชีวก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า สงสัยจะได้ยินคำพูดจากหลวงพ่อ แล้วจิตของเราคิดไปเอง
       พอวันพุธมาถึง วันนั้นเป็นวันโยธา ทหารก็จะพากันตัดหญ้า ทำความสะอาด เก็บขยะตัดกิ่งไม้ เผาขยะ หมอเจนใส่ชุดทหารกะว่าช่วงบ่ายจะออกไปทำงาน ตอนเช้ายังอยู่ที่บ้าน แล้วจู่ๆที่สนามก็มีคนมาบีบแตรปิ้นๆ นึกในใจใครนะไม่มีมารยาทเลย ถ้าจะมาถามอะไรก็น่าจะมาถามกันดีๆ หมอเจนเลยชะโงกหน้าไปดู ปรากฏว่ามีรถเก๋งนิสสัน ๑๒๐ Y มีผู้ชายเป็นคนขับ อายุประมาณ ๖๐ ปี และมีผู้หญิงร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ๒ คนนั่งมาด้วย
       ผู้หญิงสองคนนี้หมอเจนเคยรู้จักเพราะเคยเอายาไปแจกให้เขาและญาติเขาซึ่งหมอเจนเคยทำมาตลอดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    “คุณพี่ครับถ้ายาหมดไม่ต้องมาก็ได้ บอกเด็กมาแล้วผมจะฝากยาไปให้” หมอเจนตะโกนบอก
    “ ที่ฉันมานี่ ฉันเอาพ่อเธอมาด้วยนะ” เสียงผู้หญิงที่มาตอบสวนขึ้นมา
    “พ่อผมจะมาได้ยังไงครับเพราะว่าพ่อผมตายตั้งแต่ผมอายุสามขวบแล้ว” หมอเจนตอบกลับ
   “ เอ้า ! เปิดประตูรถดูสิ ”  ผู้หญิงอีกคนเน้นน้ำเสียงแกมบังคับ
       หมอเจนเดินไปที่รถทันทีที่หมอเจนเปิดประตูรถ ภาพที่เห็นเป็นรูปปั้นของหมอชีวก หน้าตักสูงประมาณ ๒๐ นิ้ว ผู้หญิงที่มาทั้งสองคนบอกให้หมอเจนอุ้มรูปปั้นท่านหมอชีวกขึ้นไปบนบ้าน
      หมอเจนอุ้มรูปปั้นท่านหมอชีวกขึ้นไปวางบนโต๊ะบนบ้าน ผู้หญิงสองคนอุ้มเอากระถางธูป แจกันและเชิงเทียนมาให้ด้วยหมอเจนบอกว่า เพิ่งรู้ว่าผู้หญิงคนที่รูปร่างใหญ่นั้นคือร่างทรงของพระสิวะ พอเธอนั่งลงพระศิวะก็เข้าร่างเธอเลย
   “ เอ๊ะ นี่มาเล่นกลในบ้านกูหรือเปล่าวะนี่”   หมอเจนคิดแต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะจะเสียมารยาท ร่างทรงนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
   “ ลูกเอ้ย หมอชีวกได้วานให้พ่อ (พระศิวะ) เอารูปปั้นนี้มาให้เจ้าและเอาชุดสีขาวนี่มาให้เจ้า ให้เจ้านุ่งขาวห่มขาวเพื่อรักษาคนไข้ ต่อไปนี้เจ้าจะต้องเป็นหมอรักษาคนนะ แล้วห้ามเรียกเสด็จปู่นะ ให้เจ้าเรียกว่าเสด็จพ่อ เพราะว่าในอดีตชาติเจ้าคือบุตรของหมอชีวกโกมารภัจจ์” แล้วชี้ไปที่ภรรยาของหมอเจนแล้วบอกว่า
   “ อีหนู นี่คือบุตรของปู่เจ้าสมิงพราย เป็นลูกสะใภ้ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ในอดีตชาติสมัยพุทธกาล ในชาตินี้พวกเองต้องมาช่วยกันรักษาโรค”   หลังจากนั้นเขาก็เอาดอกบัวเหี่ยวๆปักแจกันไว้ แล้วออกจากร่างแล้วลากลับไป           
     รุ่งเช้าหมอเจนเอาอาหารไปถวายหลวงพ่อที่วัดหลวงพ่อก็ถามว่า
    “ เป็นไงไอ้เจน หมอชีวกมาอยู่กับมึงแล้วใช่ไหม”   หมอเจนตกใจอีกครั้ง ท่านรู้อีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาหมอเจนที่มาด้วยก็ถามหลวงพ่อว่า
     “ หลวงพ่อ ในแจกันที่เขาเอาดอกบัวมาปักน่ะ มีอยู่ดอกหนึ่งมันบานแล้ว หมายความว่ายังไงค่ะหลวงพ่อ”
     “ นั่นแหละแสดงว่าหมอชีวกต้องการบอกพวกมึงว่าเขาจะมาอยู่กับมึงจริงๆแล้วให้พวกมึงตั้งใจเตรียมตัวรับดอกบัวจึง 
       จะบานออกหนึ่งดอก ให้พวกมึงเอาแผ่นทองเก้าแผ่นไปปิดที่รูปปั้นหมอชีวกนั้นซะ”
        พอกลับมาบ้านก็เอาทองเก้าแผ่นไปปิดที่รูปปั้นหมอชีวก แล้วภรรยาผมก็พูดแบบท้าทายว่า
     “  ถ้าแน่จริงพรุ่งนี้บานอีกดอกสิ ”  ภรรยาผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ รุ่งขึ้นผมและภรรยามาไปดูที่ดอกบัว ตกใจแทบช็อก ดอกบัวดอกเหี่ยวๆดอกนั้น บานขึ้นมารับคำท้าทายอย่างไม่สะทกสะท้าน เอ๊ะ มันยังไงกัน ก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
         ส่วนผมก็นั่งสมาธิเป็นประจำไม่เคยขาด พอนั่งสมาธิคลื่นความคิดแบบเดิมก็มาอีกแล้ว
       “ ลูกเอ้ย ต่อไปนี้ลูกจะต้องเป็นหมอรักษาคนนะ” เอาอีกแล้วทุกครั้งที่นั่งสมาธิในจิตผมก็เริ่มท้าทายและบอกไปว่าถ้า
          จะให้ผมเป็นหมอรักษาคนจะต้องหาข้อสอบมาให้ผมทำก่อน แล้วในนิมิตนั้นก็ถามต่อว่า
      “ ไหนลองบอกพ่อสิว่า คำว่าหมอแปลว่าอะไร”
      “ คำว่าหมอแปลว่าผู้รักษาคนไข้นะสิครับ”
     “ นั่นเป็นคำตอบของปุถุชนทั่วไป เราจะเป็นหมอจะต้องไม่ตอบแบบนี้” ผมคิดไม่ออก อีก ๒-๓ วันถัดมาผมไปหา
        หมอจริงๆคือไปหาคุณหมออุดม เวชมนตร์ ครั้นจะถามตรงๆว่าหมอแปลว่าอะไรเดี่ยวจะหาว่าลองภูมิผมจึงบอกว่า
        ผมจะไปสอบเป็นนายทหารอยากถามเพื่อเป็นความรู้พิเศษท่านก็บอกว่า
    “ หมอหรือแพทย์คือผู้ที่มีความรู้ในการวินิจฉัยโรค มีความรู้ความสามารถในการใช้ยาเพื่อบำบัดโรค ไม่ว่าจะเป็นการ
        บำบัดด้วยยา เคมี หรือรังสี ”  
       หลังจากนั้นผมก็มาทำสมาธิใหม่เพื่อเตรียมตัวตอบคำถาม แปลกมาก พอจะตอบคำถาม นั่งสมาธินั่งยังไงก็ไม่มีคลื่นความคิดที่จะถามเรื่องหมอเลย วันที่ ๒ ก็ เหมือนเดิม วันที่ ๓ ก็เงียบอยู่ พอย่างเข้าวันที่ ๔ คำถามนี้มาแล้วทางคลื่นความคิด ผมดีใจว่าคราวนี้คงตอบไม่พลาดแน่ก็เลยตอบคำถามอย่างละเอียดพอตอบเสร็จคลื่นความคิดก็สื่อว่า
      “ นี่คือความรู้แบบปุถุชนแต่ว่าดีกว่าเก่าอยู่นิดหนึ่ง เดี๋ยวพ่อจะใบ้ให้ หมอแบบพ่อนี้จะต้องมีจิตใจเมตตา กรุณา มุฑิตา  อุเบกขา มีศีล มีธรรม นี่แหละคือคำใบ้ให้เจ้า”    
         ผมนั่งสมาธิต่อไปแล้วนึกในใจเพื่อค้นหาคำตอบของคำว่า ห-ม-อ ให้ได้ นั่งยังไงๆก็นึกไม่ออก ก็เลยมีความคิดว่าเราน่าจะบ้าไปแล้ว ไปคิดอะไรก็ไม่รู้ เลิกดีกว่ามาดูทีวี บังเอิญหนังทีวีมีเรื่องเกี่ยวกับตำรวจของอเมริกาปราบผู้ร้ายยาเสพติด ผู้ร้ายมีอิทธิพลเลยเดินเรื่องให้ตำรวจถูกสั่งพักราชการและถูกตามล่าลูกเมียก็พลอยเดือดร้อนถูกตามล่าไปด้วย ตำรวจถูกเมียตบหน้าและต่อว่าต่างๆนาๆว่าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น ตำรวจจึงบอกภรรยาว่า
       “เธอจะให้ฉันทำอย่างไรเล่า ในเมื่อตำรวจก็ต้องมีอุดมการณ์ ฉันมีอุดมการณ์ของฉัน ฉันจะต้องมีความยุติธรรม กล้า
         ต่อสู้กับความจริง ต้องเป็นที่พึ่งของคนดีได้”
         พอผมได้ฟังดังนั้นความคิดผมก็เริ่มก่อเกิดแวบเข้ามาในสมอง ผมปิดทีวีแล้วเริ่มเขียนในสิ่งที่ผมคิด จากนั้นผมก็นั่งสมาธิ เวลาผ่านไป ๒ ชั่วโมง จิตสงบรวมตัวแวบสีขาวมาเลย แล้วถามผมว่า
      “ได้คำตอบหรือยังล่ะลูก”
     “ ได้คำตอบแล้วครับท่านพ่อ”
     “ ไหนลองตอบมาสิ” แล้วผมก็ตอบตามที่คิด
     “ คำว่า …ห- ม – อ  ประกอบด้วย
               ห….คือ ห่วงและเห็นใจ
               ม…..คือ มีเมตตาทุกเมื่อ
               อ….คือ เอื้ออาทรคนทุกผู้  ”
    “  คำตอบนี้ถูกแล้วล่ะลูก ลูกจงเป็นหมอที่ดีของพ่อแบบนี้นะ ๓ คำนี้แหละ คือหัวใจของหมอ เพราะว่าถ้าเจ้าหรือใครก็
       ตามที่มีแต่ความรู้ แต่ขาดคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อนี้ มันผู้นั้นเป็นยิ่งกว่าฆาตกรมันเป็นยิ่งกว่าโจร แต่ถ้าหมอมีสิ่งเหล่านี้ถึง
       แม้จะมีวิชาเพียงเล็กน้อยก็สามารถไปได้ลูก” 
           คำพูดนี้ทำให้ผมเกิดความซาบซึ้งและประทับใจเป็นอย่างมากจิตของผมเกิดอาการปิติอย่างมากรู้สึกว่าตัวเองมี
       ความสุขที่สามารถสอบผ่านข้อสอบเอนทรานซ์นี้ได้
           หลังจากนั้นไม่นาน อยู่ๆก็จะมีคนเอาตำราสมุนไพรมาให้ มีพระเอาตำรายามาให้ รวมทั้งผมได้เอาตำราจากคุณปู่และคุณพ่อของผมมาอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม และในจิตขณะนั่งสมาธินั้นบอกว่าให้ผมยาสมุนไพรแก้วสารพัดนึกได้แล้วจากสูตรที่มีคนเอามาให้รวมกับสูตรทางคลื่นความคิดที่ผมได้มา
          ผมเริ่มทำยาสมุนไพรแล้วแจกให้คนไข้ โรคร้ายต่างๆ ช่วงนี้ผมไม่ได้ช่วยภรรยาขายของ รายได้กำไรที่ภรรยาได้มาจากการขายของผมก็เอามาซื้อยาสมุนไพรมาบดปรุงแจกจ่ายคนไข้ ภรรยาผมเริ่มไม่พอใจมีการทะเละกันแทบทุกวัน
                    ภรรยาผมเป็นโรคร้ายเพราะความไม่เชื่อ
   
(ภรรยาหมอเจน)
      ต่อมาไม่นานภรรยาผมเกิดเป็นอัมพฤกษ์ แขนขาและลำตัวชาไปข้างหนึ่ง ยกแขนแทบไม่ได้ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เมียอาการเหมือนจะเป็นอัมพาตมืองอไม่ได้ ผมพาไปหาหมอนวดจับเส้น พาไปเอ็กซเรย์ก็แล้ว ไปกายภาพบำบัดทำทุกอย่างก็ไม่หาย ผมเลยไปปรึกษาหลวงปู่หลวงปู่ก็บอกว่า
     “มึงก็ลองเอาตำราหมอชีวกเขามั่งซิไม่รู้จะทำอย่างไรก็เอาน้ำมนต์นี่แหละบอกหมอชีวกให้ทำน้ำมนต์ ”  
      กลับมาผมก็ทำตามที่หลวงปู่แนะนำพอได้น้ำมนต์ก็เอามาลูบที่ภรรยาลูบเนื้อลูบตัว ทำอยู่สองสามวันอาการเหล่านี้ก็ค่อยๆดีขึ้น  ภรรยาก็สามารถยกแขนและเดินได้แล้วเธอก็ไปขายของที่ตลาดเหมือนเดิมได้     
     หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ภรรยาผมเริ่มเลิกต่อต้านและเลิกบ่น ส่วนผมก็เริ่มศรัทธา จึงเริ่มค้นคว้าศึกษาวิชาสมุนไพรจากตำรับตำรายาสมุนไพรจากทุกแห่งเท่าที่จะหาได้มาศึกษาแล้ว ไปซื้อตัวยาจากแถววัดจักรวรรดิ์ มาเตรียมเอาไว้ ช่วงนั้นผมก็ไว้พระสวดมนต์ปฏิบัติตนอยู่คนเดียว จนหลายคนเห็นว่าผมนี่ท่าจะบ้าแล้ว แม้กระทั่งญาติพี่น้องลูกเมียเขาก็ว่าผมบ้า เพื่อนฝูงเลิกคบผมเลย เพราะเมื่อก่อนกินเหล้าผมกินทุกวันกินกับเพื่อนเจ็ดแปดคน กินกันมาไม่รู้กี่สิบปี แต่ปัจจุบันนี้ไอ้คนนี้เลิกเหล้าเลย แล้วก็หันมาไหว้พระสวดมนต์สงสัยจะบ้าแล้วมั่ง บางคนก็บอกว่ามึงจะไหว้พระสวดมนต์ให้มันเหาะเหิรเดินอากาศได้หรือไง หรือมึงบ้าไปแล้ว ก็ไม่มีใครอยากคบผม
             อีก ๒-๓ เดือนถัดมาภรรยาผมมีเชื้อราเต็มตัวร่างกายเน่าเฟะน้ำเหลืองไหลเยิ้มเต็มตัวเวลานอนต้องเอาผ้าซับจนกระทั่งนอนบนที่นอนไม่ได้เพราะน้ำเหลืองตามร่างกายมันหยดลงไป จนมดตัวเล็กๆมากินน้ำเหลืองจนที่นอนเป็นรู อาการคันตามร่างกายเริ่มมีมากขึ้นผมต้องก็พาไปสถาบันโลกผิวหนังแถววัดมงกุฏ รักษาอยู่นานก็ไม่หาย ไปโรงพยาบาลรามาก็ไม่หาย ทำอะไรซื้ออะไรมาทาก็ไม่หาย เมื่อหมดที่พึ่งผมก็ไปหาหลวงพ่อสีที่วัดพระฉายอีก ท่านก็เมตตาเหมือนเดิมและบอกผมว่า
        “ ไอ้เจน มึงต้องทำน้ำมนต์นะสวดคาถาหมอชีวกเข้าไป” ผมก็ทำตามที่หลวงพ่อท่านบอก จริงๆแล้วผมไม่ได้เชื่อในตัวยาหรอก แต่ผมเชื่อในตัวหลวงพ่อ ท่านบอกทำอะไรผมก็ทำตามนั้น ผมก็ทำน้ำมนต์โดยการสวดคาถาตามที่หลวงพ่อท่านบอก
                  ตกดึกคืนหนึ่งขณะที่ผมกำลังนั่งไหว้พระอยู่กลางคืนจุดธูปเก้าดอกไหว้พระก็นั่งอธิษฐานจิตถึงหลวงปู่ชีวก ภรรยาผมที่นอนอยู่ในห้องปกติจะนอนบนเตียงไม่ได้เพราะมีน้ำเหลืองออกมาเขาก็จะนอนบนพื้นธรรมดาเอาเสื่อน้ำมันปูปรากฏว่าอยู่ๆเขาก็ลุกมาจากที่ที่เขานอนเขานุ่งผ้าถุงกระโจมอกออกมาจากห้อง เขาคงละเมอครับมาถึงก็มาหยิบถ้วยชานี่ตักน้ำมนต์แล้วหยิบขี้เถ้าธูปมาใส่แล้วก็คนๆแล้วก็ทาตามตัวผมก็มองเขา  เขาละเมอนี่  แต่ขณะที่เราสวดมนต์นั่งสมาธิอยู่เราก็ไม่อยากจะคุยกับเขา แต่ว่าเราเหลือบตาไปดู แล้วมีความรู้สึกว่าเขากำลังละเมอ ก็ปล่อยเขาเถอะ
           รุ่งเช้าภรรยาผมก็เปิดตามเสื้อผ้าให้ดู ปรากฏว่าน้ำเหลืองที่ไหลเยิ้ม บัดนี้ได้แห้งหมดแล้ว ผมแปลกใจมากว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วผมก็ทำยาเพิ่มผสมกับน้ำร้อนทำเท่าที่พอจะทำได้และให้ภรรยาผมกิน และเธอก็เริ่มอาการดีขึ้นและก็หายเป็นปกติภายใน ๒ สัปดาห์
                        การรักษาแบบสุดแท้แต่จะให้ กิจการไปไม่รอด
         หมอเจนเล่าให้ฟังว่าในปี ๒๕๓๐–๒๕๓๕ หมอเจนจะจัดยาสมุนไพรให้คนไข้ไปต้มกินเองไม่ได้มีการเรียกเงินเรียกทอง คือสุดแท้แต่จะให้ ซึ่งคนที่มาหาส่วนใหญ่ก็มีฐานะค่อนข้างยากจนและคนไข้ที่มาหาก็มีทุกโรค ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต เอดส์ ปวดแข้ง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก
         ผมมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนมากมาย คนที่เขามีความทุกข์ทรมาน ได้ช่วยเหลือคนทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งพระภิกษุ แม่ชี สามเณร และนักบวชในทุกศาสนา
         เพราะการรักษาสุดแท้แต่จะให้ และการซื้อตัวยาสมุนไพรวัตถุดิบมาปรุงยามีราคาแพงขึ้น กำลังทรัพย์ของครอบครัวไม่พอเจือจาน อยู่ได้ไม่นานหมอเจนบอกว่าต้องหยุดเพราะหมดทุน
         ช่วงหยุดกิจการมีคนไข้มากมายเดินทางมารอให้ความช่วยเหลือ บางรายหมดยาแล้วต้องการมาเอาอีกเพราะอาการดีขึ้น แล้วเขาจะเอายาที่ไหนกินต่อ บางคนก็บอกว่าให้บอกมาเลย ผมรู้สึกอึดอัดใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี สงสารคนเจ็บป่วย
        บังเอิญช่วงนั้นแม่ยายขายที่ดินได้ให้เงินมา ๑ แสนบาทให้ผมไปดาวน์รถยนต์ ผมกลับไปซื้อรถจักรยานยนต์เก่าคันหนึ่งราคาหมื่นกว่าบาท ที่เหลือผมเอาไปซื้อยาสมุนไพรและเปิดกิจการต่อ ช่วงนี้ไม่ฟรีแล้ว คิดค่ายาห่อละ ๓๐๐ บาท แต่มีกฎสำหรับการรักษาฟรีสำหรับบุคคล ๔ กลุ่มต่อไปนี้คือ
        ผู้ป่วยไร้ญาติ คนพิการตั้งแต่กำเนิด เด็กแรกเกิดถึงอายุ ๑๐ ขวบ นักบวชทุกศาสนา   คนกลุ่มนี้จะรักษาให้ฟรีจนกระทั่งหายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
          สังเกตดูหมอเจนค่อนข้างจะมั่นใจในการรักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์(โลหิตเป็นพิษ)มากเป็นพิเศษเพราะหมอเจนพูดเสมอว่า  “ ผมไม่ทราบว่า ทำไมคนที่เป็นโรคนี้จึงถูกตราหน้าว่า ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ผมยืนยันว่าคนไข้ทั้งสองโรคนี้ เมื่อมารับยาจากผมแล้ว หายจากโรคร้ายนี้มีมากมาย มีทั้งระดับเศรษฐีหรือเจ้าของกิจการ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม แต่บางท่านได้ขอร้องเรื่องการเปิดเผยรายชื่อ เพราะว่าอาจจะทำให้ท่านได้รับผลกระทบจากตำแหน่งหน้าที่การงานได้”
 
                      คนป่วยศรัทธาดาวน์บ้านให้
            ปี ๒๕๓๖ สถานที่ดูแลรักษาคนไข้ที่บ้านพักใน จปร.คับแคบ นักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน ป่วยเป็นโรคเอดส์
ซึ่งเขารักษาที่อื่นแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ในที่สุดเขาได้รับการบอกต่อ และมาให้หมอเจนรักษาภายใน ๓ เดือน อาการเขาดีขึ้นมาก พอ ๖ เดือนต่อมาไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลผลปรากฏว่าเลือดปกติ เขาดีใจมากเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ยามใกล้ตายเงินทองท่วมหัวก็เอาไปไม่ได้ จึงอาสาดาวน์บ้านหลังใหม่ให้หมอเจนเพื่อที่จะได้มีพื้นที่กว้างขวางดูแลช่วยเหลือผู้ที่หมดที่พึ่งผู้ที่หมดความหวังในชีวิต    
           
วิธีการรักษาของหมอเจน
                 ผมถามหมอเจนว่าแนวทางการรักษาของหมอเจนแตกต่างจากคนอื่นหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไรหมอเจนบอกว่า แนวทางการรักษาของหมอเจนอาจแตกต่างจากแนวทางของตะวันตก เช่น เวลาปวดหัวหรือปวดท้อง ส่วนใหญ่จะต้องใช้ยาระงับปวด เป็นมะเร็งก็ต้องฉายรังสีฆ่า
        แต่วิธีการจะตรงกันข้าม ตัวยาจะไม่ได้มีฤทธิ์ไปฆ่ามะเร็งโดยตรง แต่ตัวยาจะเข้าไปทำงานเพื่อให้อวัยวะในร่างกาย ทุกๆส่วนที่มันบกพร่องสึกหรอ ให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล เพราะระบบการทำงานในร่างกายของมนุษย์เรานั้นถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ถ้าอวัยวะทุกส่วนของเราแข็งแรงแต่ละส่วนจะทำหน้าที่ของมันเอง ที่จะหลั่งสารไปทำลายเชื้อโรคร้ายต่างๆในร่างกายให้ตายไป แล้วร่างกายของเราก็จะค่อยๆคืนสู่สภาวะปกติ
        ส่วนในเรื่องของโรคมะเร็งซึ่งถือว่าเป็นเพชรฆาตเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนมามากต่อมาก หมอเจนได้เล่าให้ฟังถึงขบวนการของโรคมะเร็งไว้น่าสนใจ
          “ ปัจจุบันมีการถนอมอาหารกุ้งหอยปูปลาให้เก็บไว้ให้นานๆโดยใช้สารฟอร์มาลีน (ฉีดยาศพไม่ให้ศพเน่า) บางรายก็ใช้ ดีดีที ฉีดพ่นในปลาเค็ม เพื่อไม่ให้แมลงวันตอม หรือแม้กระทั่งยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ที่เกษตรกรหรือชาวไร่ชาวสวน ฉีดไว้ตามต้นพืชต่างๆ เมื่อฝนตกก็จะทำให้ไหลไปสู่แม่น้ำลำคลอง ทำให้กุ้งหอยปูปลามีสารพิษในร่างกาย แล้วมนุษย์ก็บริโภคเข้าไป ผักที่มีสารพิษตกค้าง แม้กระทั่งการใช้ยากันยุงมากๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง มะเร็งที่ตับ ทางเดินหายใจหรือปอด
           ไก่ที่เราบริโภคเข้าไป ส่วนใหญ่เป็นไก่ที่ต้องกินยาเร่งให้โต หมู เนื้อมีการฉีดยาเร่งเนื้อแดง โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษสารตะกั่วลงในแม่น้ำ น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร ทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก ล้วนมีสารทำให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาวได้ รวมทั้งควันพิษที่เราสูดเข้าไปทุกวัน ถ้าเราไม่รู้จักดูแลรักษาตัวเอง รักษาสุขภาพ เพื่อสร้างภูมิต้านตานให้กับตัวเอง คำว่า ตายผ่อนส่งคงจะเป็นคำที่หลายๆท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ ”
        มีหลายคนรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ทำให้ผมร่วง ผิวหนังซีด และมีผลกระทบข้างเคียงต่อร่างกาย หมอเจนให้ทัศนะในเรื่องว่า
       “ เปรียบเสมือนมีคนเลวอยู่หนึ่งคน วิ่งเข้าไปในกลุ่มของคนดีและเราต้องการที่จะกำจัดคนเลวคนนั้น แล้วเราเอาระเบิดปาเข้าไปในกลุ่มนั้น ก็เลยพลอยทำให้คนดีๆตายไปด้วย”
      ในส่วนของอาหารต้องห้ามหมอเจนบอกว่าถ้ากินเข้าไปจะทำให้โรคกำเริบ โรคเปรียบเสมือนไฟ อาหารต้องห้ามเปรียบเสมือนน้ำมัน ถ้าเราอยากจะดับไฟ แต่เอาน้ำมันราดเข้าไปอะไรจะเกิดขึ้น ?
        อาหารต้องห้าม
    หน่อไม้ ของหมักดอง ปลาร้า ของทะเลทุกชนิด เป็ด ห่าน เนื้อวัว-ควาย เหล้า เบียร์ ซุปไก่สำเร็จรูป
    น้ำอัดลม อาหารรสจัด ทุเรียน ขนุน ละมุด กล้วยหอม แตงโม ผลไม้รสเปรี้ยวและหวานจัดๆ
    ไม่ควรดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ผักที่ไม่ควรรับประทานไชเท้า กระเฉด ชะเอม กระถิน สะตอและขนมหวานจัด
     อาหารควรรับประทาน
      ผักใบเขียวปรุงเป็นอาหารมากๆ หมู ไก่บ้าน ไข่ ปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ด  แอปเปิ้ล สาลี่  กล้วยปิ้ง
      และควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา
      โรคที่มีผู้ป่วยมารักษาโรคเบาหวาน     ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียร์   ผู้ป่วยตับอักเสบอย่างรุนแรง
    ผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว    ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะรุนแรง เลือดประจำเดือน ผู้ป่วยมะเร็ง  เอ็ดส์
       สำหรับผู้ป่วยที่เคยรักษากับหมอเจนนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศ คนไข้เท่านั้นที่จะตอบได้ว่าหลังจากเขาต้องทุกข์ทรมานกับโรคร้ายเมื่อเข้ารักษาแล้วเขาได้รับผล
ด้านการรักษาหมอเจนจะเปิดให้คำแนะนำปรึกษาและรักษา วันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๐.๐๐–๑๖.๐๐น.(หยุดวันพระ)
เสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐–๑๖.๐๐น. ( ตรงวันพระไม่หยุด) ติดต่อหมอเจน ( เจนธัช  ขจรศิลป์ )
๒๑๐/๗ หมู่บ้านผลทวี ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จ.นครนายก ๒๖๐๐๐โทร. ๐–๓๗๓๒–๖๓๗๖-๗
สายตรงหมอเจน ๐๘-๑๖๔๘-๒๙๖๑
                                                       ---------------------------------------------

โรคเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง

สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง
      สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง ได้แก่ขื้นช่าย กระเจี๊ยบแดง กระเทียม  ใบบัวบก ส่วนเห็ดหลินจือ ช่วยปรับและรักษาความสมดุลของระดับความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ
      โรคที่เกิดจากความดันโลหิตสูงผิดปกติมีหลายโรค คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต โรคหัวใจวาย โรคไตวายเรื้อรัง โรคสมองเสื่อม
      ค่าความดันที่วัดได้จะออกมา ๒ ค่า คือตัวเลขค่าสูงและค่าต่ำ ค่าสูงระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงผิดปกติ คือค่าสูงตั้งแต่ ๑๔๐ มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือค่าต่ำสูงตั้งแต่ ๙๐ มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป
      คุณฟาติน เจะสมาแอ จากหน่วยเฉพาะกิจ ๒๓ จังหวัดปัตตานี เคยแนะนำผมเมื่อครั้งที่ผมไปบรรยายให้กับพี่ๆน้องๆวิทยุชุมชนฟังเรื่องสื่อวิทยุกับการพัฒนาประเทศ
      คุณฟาติน ( ๐๘-๗๓๙๙-๐๑๓๔) บอกว่าใครที่ประสบปัญหาเรื่องโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ให้หากระเทียมมา ๑  กิโลกรัม ใส่เครื่องปั่นแล้วบีบมะนาวลงไปประมาณ ๕๐  ลูก นำไปหมักไว้ ๒๕ วัน แล้วนำไปให้ผู้ป่วยดื่มหนึ่งช้อนชา ก่อนอาหาร ๓  เวลา เช้า-เที่บง-เย็น อาการของโรคเบาหวานและความดันจะหายไป สรรพคุณดีนักแล
 --------------------------------------

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน

สมุนไพรขม ๒๑ ชนิด บำบัดโรคเบาหวาน
 
      ผมมีโอกาสไปที่วัดบางนานอกถนนสรรพาวุธ เขตบางนา สมุทรปราการ วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีศาลาขนาดเล็ก สร้างติดแม่น้ำ มองเห็นชาวบ้านหลายๆคนกำลังให้อาหารปลาหน้าศาลา ผมเดินไปดูเห็นฝูงปลาหลากหลายสายพันธ์ลอยตัวกระโดดขึ้นมาแย่งอาหารจนน้ำแตกกระจาย  ส่วนด้านบนศาลามองเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังทำพิธีรับเครื่องสังฆทานที่ชาวบ้านนำมาถวาย  บนศาลานี้สายลมพัดมาแผ่วๆ เพราะรอบศาลาเปิดโล่งไม่มีฝา อากาศดีมาก ช่วงที่ผมเดินทางมาถึงก็เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ นึกในใจว่าถ้ามีหมอนสักใบนอนแผ่บนศาลาคงหลับสบายเป็นแน่
      ผมเข้าไปนมัสการพระคุณเจ้ารูปนั้นทราบว่าท่านชื่อพระสุนทร  ฉายาสุนทโร ท่านเล่าให้ผมฟังว่าวัดบางนานอก แต่เดิมเรียกวัดปากคลองบางนา สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๐ เนื้อที่เดิม ๒๒ ไร่เศษ แต่ถูกแม่น้ำเจ้าพระยาซัดเซาะพังลงมา ปัจจุบันเหลือที่ดินเพียง ๑๕ ไร่เศษ วัดบางนานอกนี้สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย   ระหว่างพูดคุยกับพระสุนทร ก็มองเห็นเรือเดินทะเล เรือแพ เรือหางยาวผ่านเข้าออกที่แม่น้ำเจ้าพระยาตลอดเวลา ก็นับเป็นภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ผมสอบถามพระสุนทรว่า ท่านเคยพบเห็นใครป่วยแล้วรักษาหายด้วยสมุนไพรบ้างหรือเปล่า “ อาตมานี่ไง”  พระสุนทร ก็บอก ผมสะดุ้งด้วยความคาดไม่ถึงว่าจะพบเจอจุดใต้ตำตอ “ ก่อนนั้นอาตมานั่งสวดพับเพียบนานๆจะเป็นเหน็บ ตามขา ต้องคอยเปลี่ยนซ้ายขวา พอระยะหลังได้ฉันยาสมุนไพรแล้ว อาการดีขึ้น ฉันสองอาทิตย์ก็เริ่มรู้สึกตัวดีขึ้น พอฉันครบเดือนรู้สึกว่า สามารถนั่งพับเพียบได้เป็นชั่วโมง ไม่มีอาการเหน็บชาเกิดขึ้น อาการเบาหวาน คลอเรสเตอรอล ก็ไม่เป็น เพราะว่าได้รับการตรวจเลือดเรียบร้อย ปกติ ยานี้ฉันไม่ยาก เช้ามืดขึ้นมาเรามียาผสมน้ำผึ้งในโหลพอหนืดๆก็แคะออกมาปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเม็ดพุทราไทย ฉันแล้วให้ฉันน้ำตามมากๆทุกวัน สังเกตว่าสมุนไพรนี้เป็นสูตรสมุนไพรที่ขมหมดเลย แตะลิ้นขมยิ่งกว่าบอระเพ็ด ที่โบราณบอกว่าหวานเป็นลมขมเป็นยาเป็นอย่างนี้แหละ ”
      พระสุนทร ยังบอกอีกว่าฉันสมุนไพรสูตรนี้ ไม่มีข้อห้ามอาหารแสลง ฉันแล้วไม่มีผลข้างเขียงผมจึงถามถึงประวัติยาสมุนไพรสูตรนี้มีความเป็นมาอย่างไร พระสุนทรบอกเดี๋ยวให้เจ้าตัวผู้นำยานี้มาเล่าให้ฟัง ท่านก็รีบกดโทรศัพท์ ทันที ไม่ถึงสิบนาทีผมมองเห็นชายกลางคนปั่นจักรยานเข้ามาบริเวณวัดมุ่งตรงมาที่ศาลาริมน้ำทราบชื่อภายหลังว่าซื่อคุณวิจัย  สำเภา อยู่บ้านเลขที่ ๕๔ ซอยโรงน้ำปลาเก่า ถนนสรรพาวุธ  เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐    สิ่งที่ผมประทับใจมากคือคุณวิจัย  สำเภา จะพูดคุยเป็นกันเองคุยไปยิ้มไปหัวเราะไปเหมือนผู้ใหญ่ใจดี คุณวิจัยบอกว่า “ จริงๆแล้วผมเป็นคนฝั่งธน บ้านเก่าอยู่ที่ซอยคล้ายจินดา วงเวียนใหญ่ ถนนประชาธิปก กทม.แล้วไฟไหม้บ้าน พ่อทำงานที่โรงงานไม้อัดที่บางนา มีบ้านพักที่บางนาเลยมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เล็ก จบประถมศึกษาปีที่ ๖ จาก โรงเรียนบางจาก และมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จากโรงเรียนพระโขนงพิทยาคม หลังจากนั้นก็ออกเร่ร่อนทำงานเรื่อยๆ จนได้มาเป็นหัวหน้าช่างที่บริษัทเนสเล่ย์ประเทศไทยจำกัด ตอนอายุ ๒๓ ปี จากการที่เป็นคนช่างขวนขวายและช่างสังเกต ครูพักลักจำ จนสามารถซ่อมเครื่องจักรอุปกรณ์ซ่อมได้หมด วิศวะบางคนยังซ่อมไม่ได้เลย  เวลาทำงานผมถือคติ ไม่โลภ ซื่อสัตย์ ขยัน บริษัทคนอื่นก็เหมือนบริษัทเรา  ”
     คุณวิจัย  สำเภา เล่าถึงที่ไปที่มาของยาสมุนไพรให้ฟังว่าทราบข่าวจากน้องสาว น้องสาวฟังรายการวิทยุ เพลงเพราะเสนาะโสต ”ทางสถานีวิทยุ จส.๑๐๓ MHZ. ซึ่งคุณกิตติ  ธนาธร เป็นผู้จัด ก็เลยเขียนจดหมายไปขอเนื่องจาก   นายวิม  รอดสวัสดิ์ สามีน้องสาวป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างหนัก สำหรับความเป็นมานั้นเริ่มแรกมีพระธุดงค์ ท่านไปประเทศจีน แล้วซินแส ให้ยาสมุนไพรท่านมา แล้วท่านก็เอามาทำฉัน ตอนนั้นท่านอายุประมาณ ๑๐๐ ปีแล้ว ท่านก็ยังแข็งแรง คนที่เอามาบอกก็คือท่านนายพลคนหนึ่ง ซึ่งเข้าไปในป่าเห็นแสงไฟอยู่ในถ้ำบนยอดเขาก็ปีนป่ายเข้าไปก็พบกับพระธุดงค์ ปักกรดอยู่ จึงบอกพระธุดงค์ว่ารู้สึกปวดเมื่อย พระธุดงค์เลยให้ตัวยาสมุนไพรมา ท่านสั่งว่าอย่าเอาไปขาย ให้บอกเป็นวิทยาทานจะได้เป็นบุญเป็นกุศล สมุนไพรแผนโบราณนี้ ช่วยป้องกันโรคไต โรคตับ โรคมะเร็งลำไส้ ทำให้ลำไส้ปกติ ล้างไขมัน ( พุงยุบ ) ลดครอเลสเตอรอล ช่วยปรับไขมันไตรกลีเชอไรด์ให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนั้นยังช่วยรักษาและป้องกันฝ้า กระ จุดด่างดำไม่ให้เกิด ที่เกิดอยู่ แล้วจะจางหายไป ผิวหน้าผิวกายจะเนียนผ่องลื่นไปหมดภายในสามเดือน
     คนที่มีอาการภูมิแพ้ สัมผัสผ้าไหมพรมหรือสารเคมีบางชนิดก็คัน กินยาชุดนี้อย่างสม่ำเสมอเพียง ๕-๖ เดือนไปแล้ว อาการคันก็จะหาย รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า รอยลึกไม่ใหญ่มากก็จะหายไป คนที่มีพุงไขมันเยอะก็จะยุบถึงแม้น้ำหนักตัวลด แต่ใบหน้าจะไม่ซูบกลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล เนื้อแน่นขึ้น ริมฝีปากที่ออกคล้ำๆจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูออกแดงเรื่อๆ ติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งเริ่มเกิดใหม่ไม่ใหญ่จะฝ่อหายไปเอง กินยาสูตรนี้ ควรงดน้ำอัดลมน้ำหวานทุกชนิดหรือน้ำชากาแฟ

สมุนไพรสูตรนี้มีตัวยาดังนี้

* มหาหิงค์  หนัก  ๒  บาท            *   ว่านน้ำ     หนัก  ๒  สลึง     *   เจตมูลเพลิง   หนัก  ๑  บาท
* เกลือสินเธาว์    หนัก  ๑  บาท   *  พริกไทย   หนัก  ๓  บาท     *   การบูร   หนัก  ๑  บาท
* กานพลู  หนัก  ๒  สลึง              *  แห้วหมู    หนัก  ๑  บาท      *   โกฐพุงปลา  หนัก๒  เฟื้อง
* โกฐสอ    หนัก  ๒  เฟื้อง           *  ยาดำ  หนัก  ๒  บาท            *  รากตองแตก  หนัก  ๒  บาท
* ดีปลี  หนัก  ๓  บาท                   *  รากชะพลู  หนัก ๒ สลึง       *  ผลกระดอม  หนัก ๓  บาท
* บอระเพ็ด หนัก ๑  บาท            * ลูกกระวาน หนัก ๑  บาท       *  กระเทียม  หนัก ๑  บาท
*  ขมิ้นอ้อย  หนัก  ๑  บาท          *  หัสคูณเทศ  หนัก  ๒ บาท    * ใบสะเดา  หนัก  ๘  บาท
   ผมฟังคุณวิจัย  สำเภา เล่าไปก็จดไป แกเล่าไปยิ้มไป ไม่หวงวิชา กลับดูแกมีความสุขมาก ที่ได้เล่าให้ฟัง
       “ โอ้โฮ้  ตัวยาตั้ง ๒๑ ชนิด   ผมอุทานออกมา
       “ ใช่ ๒๑ ชนิด ขมทั้งนั้น หวานเป็นลมขมเป็นยาไง ”
       “ แล้วจะหาตัวยาได้ที่ไหนตั้ง ๒๑  ชนิด ผมถาม
       “ จะไปยากอะไร ก็ไปที่ร้านยาสมุนไพรไทยให้เขาจัดให้ บอกเขาบดให้เรียบร้อยไม่เกินสามร้อยยี่สิบบาท ยานี้ถูกมากคนจนก็กินได้ พอได้มาแล้วก็เอามาผสมกับน้ำผึ้งแท้ แล้วปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทราไทยกินได้เป็นปี กินสบายๆกินตอนเช้าตื่นนอนใหม่ๆหลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว กินเพียงครั้งเดียว ๖ เม็ด ตามด้วยน้ำหนึ่งลิตร ( อย่าให้น้อยกว่าหนึ่งลิตร ) คนที่ธาตุแข็งให้กินเพิ่มอีก ๑-๒ เม็ด  เป็น ๗-๘ เม็ด วันละครั้ง  หลังจากกินยาผ่านไปแล้ว ๑ ชั่วโมง ค่อยกินอาหารเช้า กินยาใหม่ๆ ๓-๔ วันแรกอาจจะถ่ายอุจจาระน้อยอยู่ไม่มากครั้ง เซลล์กำลังปรับเข้ากับสูตรยา วันที่ห้าไปแล้วถ่ายอุจจาระจะมากขึ้น สังเกตอุจจาระจะค่อนข้างเหม็นกว่าปกติ


       น้องเขยผม ( นายวิม  รอดสวัสดิ์ ) ตามองไม่เห็น เบาหวานขึ้นตา ตาพร่ามัวไปหมด ต้องไปตัดแว่นมาใหม่ พอหลังจากกินยาสมุนไพรนี้ไปแล้วแว่นใส่ไม่ได้ ตากลับมามองเห็นชัดเจนเหมือนเดิม  คุณแม่ผมเหมือนกัน เบาหวานก็ขึ้นตา เดินไม่ไหวต้องพยุง เดี๋ยวนี้เดินสบาย กินไปประมาณ ๓-๔ เดือน อาการปวดเมื่อยก็ไม่มี  เมื่อก่อนเจอหน้าผมต้องเรียกมาบีบนวด ”
       ฟังคุณวิจัย  สำเภา เล่าให้ฟัง น่าทึ่งจริงๆ  ทำให้ผมอยากจะเห็นหน้าตาของตัวยาสมุนไพรนี้ เพื่อบันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่าน คูณวิจัยก็หยุดเล่า คว้าจักรยานคู่ชีพปั่นกลับบ้าน สักพักไม่  ๑๐ นาที เห็นแกปั่นจักรยานสะบัดไปสะบัดมามือขวาจับแฮนด์จักรยานมือซ้ายถือชามใบใหญ่เท้าก็ปั่นเข้ามา แกแต่งตัวสบายๆเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้น  พอมาถึงก็ ยื่นชามใบใหญ่นั้นให้ผมดู เห็นเป็นผงสมุนไพรที่ผสมน้ำผึ้งแล้วสีเขียว ด้วยความอยากลอง  ผมจึงใช้ช้อนตักมามานิดหนึ่ง ลองชิมดู พอปลายลิ้นสัมผัสยาสมุนไพร ระบบอัตโนมัติในร่างกายแสดงออกมาทางใบหน้าทันทีเจ้าพระคุณเอ่ยมันขมจริงๆแต่ก็ยังดีมีความหวานของน้ำผึ้งนิดๆ
     “ พี่ครับ พี่มีแรงบันดาลใจยังไงถึงมาแนะนำสูตรยานี้อย่างไม่ปิดปัง
     “ คือผมเห็นคนที่เป็นเบาหวาน แล้วถูกตัดขา เห็นยายแก่นิ้วกุด เห็นคุณแม่เดินไม่ค่อยไหวปวดขา เห็นน้องเคยต้องทุกข์ทรมานกับโรคเบาหวาน อย่างคุณแม่เดินเตะธรณีประตูเล็บเปิด กินยานี้ ๑๐  วัน แผลแห้งสนิทเลย ขาก็ไม่ปวดตอนนี้แม่ก็อยู่กับพี่สาวที่วงเวียนใหญ่  อย่างผมนี้ ผมเป็นริดสีดวงทวาร ถ่ายเป็นเลือด ผมก็กินสมุนไพรนี้ กินแล้วถ่ายดี แรกๆจะเหม็นมาก คือมันจะล้างของเสียในร่างกาย เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่เกิดกับผม ผมกินไป ๓ วัน เลือดไม่ออกแล้ว ของผมนี่ริดสีดวงเป็นแบบเม็ดสาคู แต่ถ้าใหญ่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ผมหายแล้วเลือดหยุดไปเลย ”
     ใครมีญาติพี่น้อง คนรู้จักหรือตัวเองป่วยในลักษณะอาการดังที่กล่าวมาอย่าปล่อยช้ารีบรักษา ถ้ารักษาแพทย์แผนปัจจุบันอยู่ ก็กินสมุนไพรควบคู่ไปด้วยเพราะสมุนไพรไม่มีผลข้างเคียง สามารถติดต่อขอคำแนะนำจากคุณวิจัย  สำเภาได้ ที่บ้านเลขที่ ๕๔  ซอยโรงน้ำปลา ถนนสรรพาวุธ  เขตบางนา   กทม.๑๐๒๖๐ โทรศัพท์ที่บ้าน  ๐–๒๗๔๕–๔๗๐๖  
     วันนั้นคุณวิจัย  สำเภา ยังแถมสูตรเลิกเหล้าให้อีกสูตร เพราะพ่อของคุณวิจัยเคยทดลองได้ผลมาแล้ว
     “ พ่อผมกินน้ำผึ้งแก้วหนึ่ง วันละแก้วเต็มๆ พอจะนอนกินแก้วหนึ่ง แต่ต้องเป็นน้ำผึ้งแท้ กินติดต่อกัน ๓ วัน ทุกเย็นก่อนนอน กินทีเดียวหมดแก้ว แล้วจะไม่อยากเหล้าอีกเลย ไม่มีอาการลงแดง พ่อผมเลิกเหล้าได้เลย”
     พูดถึงเรื่องโรค เบาหวานคนเราพอมีอายุมากขึ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆก็เริ่มเสื่อมถอย  เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ก็ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทให้ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ประสบการณ์ตรงของหลายคนที่นำมาบอกกล่าวคงเป็นเงาสะท้อนในการดูแลสุขภาพของท่านได้เป็นอย่างดี

มะแว้งแก้โรคเบาหวาน
     เอ่ยถึงมะแว้งคิดว่าหลายท่านคงรู้จักเพราะเป็นพืชในพื้นถิ่นทั่วไป คุณศุภกิจ  นิมมานนรเทพ อดีตรองอธิบดีกรมทะเบียนการค้า และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ ยืนยันว่า อาจารย์สถิต  เสมานิล นักหนังสือพิมพ์อาวุโสและกรรมการชำระพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ กินมะแว้ง สามารถรักษาโรคเบาหวานได้
     ใครที่เป็นเบาหวานอัตราน้ำตาลในเม็ดเลือดสูงให้หันมากินมะแว้งกินให้ได้วันละหนึ่งกำมือ ต้องกินติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา ๑ เดือน ห้ามเว้น ถ้าเว้นต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
     วิธีกิน จะกินอย่างไรก็ได้ เช่น กินสดๆนึ่งหรือลวกจิ้มน้ำพริกหรือผัดกับหมู ไก่ กุ้ง ปลาแล้วแต่ถนัด เมื่อกินไปได้ ๗-๘ วันให้ลองไปเจาะเลือดตรวจดูอัตราน้ำตาลในเลือด ถ้าอัตราน้ำตาลลดลงแสดงว่าถูกโรค ให้อดทนกินมะแว้งต่อไปทุกวันจนครบ ๑ เดือน แล้วจึงไปเจาะเลือดตรวจอีก แม้จะพบว่าอัตราน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์หายป่วยก็ตาม ควรจะกินมะแว้งคุมเชิงต่อไปอีกให้แน่ใจว่าหายสนิทจึงเลิกกินมะแว้ง

สมุนไพรอินทนิลน้ำ-ใบชะพลูแก้โรคเบาหวาน
      เบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีใครพึงประสงค์ เพราะใครเป็นแล้วจะต้องพบกับข้อห้ามมากมายไม่เช่นนั้นอายุจะสั้น สาเหตุของโรคเกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลีนออกมาน้อยผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และน้ำตาลถูกขับออกมาทางปัสสาวะมาก
      ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแนะนำว่า ให้หาต้นอินทนิลน้ำ ใช้เฉพาะส่วนใบและดอก โดยเลือกดอกที่มีสีม่วงอมชมพู ใช้ทั้งใบและดอกมาล้างน้ำให้สะอาดรวมกันให้ได้ประมาณ ๑ กิโลกรัม แล้วเอามาต้มกับน้ำสะอาดใช้ดื่มแทนน้ำชา ติดต่อกันประมาณ ๓ สัปดาห์จะเห็นผล หรือจะใช้ใบอินทนิลน้ำต้มร่วมกับต้นใบชะพลู ภาคอิสานเรียกผักอีเลิศต้มทั้งต้นทั้งราก ดื่มเป็นประจำ น้ำตาลในเลือดจะลดลงเรื่อยๆเมื่อดื่มเป็นประจำอาการของโรคเบาหวานก็จะหายไปในที่สุด ร่างกายก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยดีนักแล
      อินทนิลน้ำดูผิวเผินจะคล้ายต้นอินทนิลบก ต้นตะแบกและต้นเสลา เพราะเป็นไม้ในสกุลเดียวกัน อินทนิลน้ำเปลือกลำต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเรียบ อาจจะตกสะเก็ดเป็นแผ่นบางๆเล็กน้อย ใบเกลี้ยง ปลายใบเรียวแหลมเล็กกว่าอินทนิลบก อินทนิลน้ำตำแหน่งช่อดอกเป็นพุ่มทรงเจดีย์ชูตั้งขึ้นเหนือเรือนยอด ขนาดของดอกบานกว้าง ๕-๘  เซนติเมตร ขณะที่อินทนิลบกออกดอกบานกว้าง ๑๐-๑๓  เซนติเมตร ดอกอินทนิลน้ำออกชิดกันเป้นกลุ่ม สีม่วงสด ม่วงอมชมพูจนถึงชมพู และสีจะวีดจางลงเล็กน้อยเมื่อดอกโรย ผลมีผิวขรุขระ  
      คุณอุทัย  พัฒนชื่น อยู่บ้านหนองไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีประสบการณ์หลังจากนำสูตรนี้ไปกินดูผลปรากฏว่าเบาหวานลดลง นอกจากนั้นยังมีประสบการณ์ต่อมลูกหมากโต ฉี่กระปริกระปรอยฉี่ไม่พ้นปลายเท้า คืนหนึ่งต้องลุกเข้าห้องน้ำทั้งคืนได้หลับได้นอน หันมากินน้ำต้มผักบุ้งผสมน้ำผึ้ง โรคต่อมลูกหมากที่เป็นมา ๘-๙  ปี และหมอเตรียมจะนัดผ่าหายไปเป็นปลิดทิ้ง โทรไปคุยได้ที่   ๐๘-๖๘๖๕-๑๓๒๓

สมุนไพรคื่นฉ่ายลดความดัน-เหงือกปลาหมอแก้เบาหวาน ใบขี้เหล็กทำให้หลับสบาย
      คุณจารุวรรณ สุขวงจันทร์ จากบ้านเลขที่ ๑๖๖/๑ หมู่ ๖ ต.ดอนกำยาน  อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ๗๒๐๐๐ เขียนจดหมายมาบอกว่า บรรดาหญิงชายที่มีปัญหาสุขภาพเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องหมั่นปลูกคื่นฉ่ายกับต้นมะนาวไว้ที่บ้านจะได้ปลอดสารพิษสามารถใช้กินดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ
      ตามตำราบอกว่าต้นคื่นฉ่ายสมุนไพรจีน ถูกนำมาใช้นับศตวรรษแล้ว สำหรับรักษาโรคข้ออักเสบ โรคเกาต์โรคปวดในข้อ ความประหม่า อาการนอนไม่หลับ และปวดศรีษะ เนื่องจากในสมุนไพรคื่นฉ่าย มีไวตามิน เอ บี ซี แคลเซี่ยม ซัลเฟอร์ และซิลิคอน มีสรรพคุณในการบำบัดโรคดังกล่าว
      ตำราบอกว่าให้เอาคื่นฉ่ายมา ๔ ต้นล้างให้สะอาดปั่นผสมกับน้ำเปล่า ๑ แก้ว ปั่นแล้วกรองแยกกากทิ้ง หลังจากนั้นเติมน้ำมะนาวคั้น ๑ ลูก น้ำผึ้งแท้ ๑ ช้อนโต๊ะ ดื่ม ก่อนนอน จะสามรถลดความดัน ปวดศรีษะเวียนหัวได้ภายใน ๑ ชั่วโมง
      คุณจารุวรรณ ยังใจดี ค้นคว้าเรื่องการรักษาโรคเบาหวานมาฝากเพราะปัจจุบันคนเป็นโรคเบาหวานกันมาก
      หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเคยลงข่าวถึงสรรพคุณของเหงือกปลาหมอว่าใครที่ไปพบแพทย์แล้วเอกซเรย์ทราบว่า ปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้า นอกจากให้แพทย์รักษาแล้ว ในยุคสมัยก่อนสมุนไพรเป็นทางเลือกรักษาได้เช่นกัน โดยให้เอาต้น "เหงือกปลาหมอ" ทั้ง 5 รวมราก กับ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ จำนวนเท่ากัน กะตามต้องการ ต้มกับน้ำจนเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ต้มดื่มจะอาการดีขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
      เหงือกปลาหมอ มีสรรพคุณเฉพาะคือ ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังทุกชนิด ทั้งต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังถอนพิษ ต้มกินแก้พิษฝีดาษ ฝีทั้งปวง ผลกินเป็นยาขับโลหิตระดู นอกจากนั้น ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา "เหงือกปลาหมอ" ทั้งต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว ทั้งต้นนำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น ถูกงูกัด ตำเอาน้ำกินกากพอกหาย เป็นฝีฟกบวม เอาต้นกับขมิ้นอ้อยตำทา เป็นริดสีดวงทวาร เอาต้นกับขมิ้นอ้อยตำละลายกับน้ำทา เป็นไข้จับสั่นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน คุดทะราด ทั้งต้นตำเอาน้ำกิน และใบส้มป่อยต้มดาบ
       เจ็บหลัง เจ็บเอว เอาต้น "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศทำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้งในท้อง ซูบผอมเหลืองทั้งตัว ทั้งต้นตำเป็นผงกินทุกวัน เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนทั้งตัว เวียนหัว ตามัว เจ็บระบมทั้งตัว ตัวแห้ง เอา "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือนิดหน่อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำจนเดือดให้งวดจึงยกลง กลั้นใจกินขณะอุ่นจนหมดจะหายได้
       ถ้าต้องการให้มีอายุยืน เอา "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นกินทุกวัน กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค ปัญญาดี กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึงกินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกจำพวกหาย 4 เดือน แก้ลม 12 จำพวก หูไว กินได้ 5 เดือน หมดโรค 6 เดือน เดินไม่รู้จักเหนื่อย 7 เดือน ผิวงาม 8 เดือน เสียงเพราะ 9 เดือน หนังเหนียว ถ้าผิวแตกทั้งตัว เอา "เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นตำรายาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่ รู้ไว้เป็นวิชา
       จะเห็นว่าสมุนไพรเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณมาก โดยเฉพาะการรักษาโรคเบาหวานตำราไทยบางตำราบอกว่าให้หาเหงือกปลาหมอชนิดแดงบดให้ละเอียดประมาณ ๖ ถ้วยชาจีน และพริกไทยร่อนบดเป็นผง ๓ ถ้วยชาจีน นำมาผสมเข้าด้วยกันปั้นเป็นเม็ดเท่าเม็ดพุทราให้ได้ ๑๐๘ เม็ด กินครั้งละ ๑  เม็ดก่อนอาหาร เช้า – เย็น กินติต่อกันทุกวันจนยาหมด อาการของโรคเบาหวานของท่านจะหายไป
       เรื่องการรักษาโรคเบาหวานในตำราหลวงปู่ศุข แห่งวัดคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาทยังจารึกไว้ว่า ให้เอาน้ำส้ม อสร. ๒ ช้อนแกง น้ำผึ้งแท้ ๒ ช้อนกาแฟเกลือป่นครึ่งช้อนกาแฟ ผสมน้ำอุ่น ๑  แก้ว กินติดต่อกัน ๗  วัน อาการจะดีขึ้น ถ้ากินติดต่อกันเป็นปีโรคเบาหวานจะหายขาด
       คุณจารุวรรณ สนใจเรื่องของสมุนไพรพื้นบ้านพยายามเก็บรวบรวมเพื่อแนะนำเป็นวิทยาทานเพราะรู้ว่าใครก็ตามถ้าโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ต่อให้มีเงินเป็นล้านก็หามีความสุขไม่ และผู้ที่จะสานต่อเรื่องนี้ได้ดีก็คือคุณจำรัส จึงพยายามค้นหาสูตรเด็ดเคล็ดลับฝากมาให้
       สูตรต่อไปที่จะแนะนำคือสูตรยาทาแก้ฝี ตำราท่านบอกให้เอาน้ำผึ้งแท้ ๑ ส่วน ปูนแดง ๑ ส่วน น้ำมะขามเปียกแบบข้นๆ ๑ ส่วน นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วเอาไปทาที่เป็นฝีดีนักแล
       แถมท้ายด้วยสูตรนอนไม่หลับ สำหรับหนุ่มน้อยสาวน้อยคือแก่มากแล้ว ส่วนใหญ่พอมีอายุแล้วคิดมากมักจะนอนไม่หลับ ตำราบอกว่าให้เอายอดต้นขี้เหล็กอ่อนๆ ๒ ยอด มาต้มกับน้ำร้อน ดื่มกินก่อนนอนทุกคืน จะทำให้นอนหลับสบายทั้งคืนเพราะในยอดขี้เหล็กมีฤทธิ์ให้นอนหลับ
       มีข้อมูลว่าในปี พ.ศ. 2485 ศาสตราจารย์ นพ.อวย เกตุสิงห์ ได้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของต้นขี้เหล็ก พบว่าใบและดอกขี้เหล็กทำให้เกิดอาการง่วงซึมและมีพิษน้อยกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่ได้ศึกษา ต่อมาจึงมีผู้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดใบขี้เหล็กอีกครั้งโดยใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2513 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษได้รายงานว่าสามารถสกัดสารชนิดใหม่จากใบขี้เหล็กได้ โดยตั้งชื่อว่าบาราคอล (barakol)
      ไม้ขี้เหล็กเป็นไม้ที่ชาวบ้านรู้จักกันดี สำหรับชื่อจะเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละภาค คือ ขี้เหล็ก  หรือขี้เหล็กใหญ่  ภาคเหนือเรียกขี้เหล็กหลวง ภาคใต้เรียก ขี้เหล็กบ้าน  และเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด เช่น ที่จังหวัดขอนแก่น เรียกว่า ขี้เหล็กแก่น ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เรียกว่า ผักจี้สี้ ,แมะขี้เหละพะโดะ, ยะหา โดยปกติแล้วไม้ขี้เหล็กจะไม่ขึ้นในป่าธรรมชาติ แต่จะพบตามไร่นา หรือตามถนน ชาวบ้านได้อาศัยเก็บยอดอ่อนและดอกของไม้ขี้เหล็กมารับประทานเป็นอาหาร โดยนำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก และแกงขี้เหล็กอร่อยดีนักแล
       เรื่องดีๆแบบนี้ต้องขอขอบคุณ คุณจารุวรรณ  สุขวงจันทร์ จังหวัดสุพรรณบุรี ๐๘-๓๙๖๔-๕๘๓๒ สวัสดีครับ

เห็ดคองูเห่า...รักษาแลเบาหวาน
        คุณโกสุม  เพชรอำไพ
ข้าราชการครูจากจังหวัดร้อยเอ็ด เขียนจดหมายมาบอกว่าได้รับความรู้จากรายการวิทยุที่คุณจำรัสจัดมาก จึงแนะนำให้พี่สาวฟังปรากฏว่าพี่สาวติดรายการชนิดวันไหนตัวเองไม่ได้ฟังต้องให้พี่สาวบันทึกเทปไว้ให้ฟังในราวเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ได้ฟังความรู้เรื่องน้ำมันมะพร้าวหีบเย็นในขณะที่กำลังขับรถว่า สามารถนำมาทาผมทำให้ผมดำ ทาหน้าหน้าก็ไม่เหี่ยว ด้วยความสงสัยว่าอะไรจะดีขนาดนั้น ด้วยนิสัยชอบทดลอง จึงรีบไปหากะทิมาลองทำดูลองผิดลองถูกจนทุกวันนี้สามารถทำน้ำมันมะพร้าวหีบเย็นไว้ใช้เองได้ และไล่แจกเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง จนกระทั่งได้ขายอยู่ในวงแคบๆบ้างแล้ว ทุกคนนำไปใช้ต่างบอกว่าดีจริงๆสมตามคำเล่าลือ
        คุณโกสุมได้ส่งผลงานน้ำมะพร้าวหีบเย็น ๑๐๐ % มาให้ดูพร้อมกับเห็ดคองูเห่าซึ่งสามารถรักษาแผลเบาหวานได้จากประสบการณ์ที่เคยใช้มากับคุณพ่อและอยากจะแนะนำเป็นวิทยาทานให้กับผู้ป่วยที่เป็นแผลจากโรคเบาหวาน
        “ ตำรานี้ดิฉันได้รับฟังมาอีกทอดหนึ่ง และได้นำไปใช้กับคุณพ่อ ที่เป็นแผลเบาหวาน และต้องตัดนิ้วก้อยเท้าทิ้งไปหนึ่งนิ้ว ต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวันเป็นเวลาปีเศษๆแผลก็ไม่หายสักที แต่เมื่อใช้วิธีนี้ ในเวลาหนึ่งเดือนแผลแห้งและหายสนิทในที่สุด
        เห็ดที่ใช้ดูแล้วเหมือนเห็ดหลินจือ สีแดงเลือดหมู  รูปร่างแปลกๆ เวลาจับดูจะแข็ง ส่วนมากเกิดกับตอมะขาม ชาวอิสานบางแห่งเรียกเห็ดคองูเห่า หรือเห็ดซิ่นโค่น ให้นำดอกเห็ดดอกที่แห้งมาปัดฝุ่น ทำความสะอาดจนมั่นใจ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
ตากแดดให้แห้งแล้วนำไปปั่น ปั่นหลายๆรอบจนเป็นผงละเอียดสีน้ำตาลเข้ม
        นำผงเห็ดมาผสมกับน้ำผึ้งแท้ คนให้เป็นเนื้อเดียวกันด้วยคัทตัลบัท หลังจากนั้นนำแผลเบาหวานของผู้ป่วยแช่ในน้ำอุ่นผสมด่างทับทิมเจือจางจนได้สีม่วงอ่อน  ใช้คีมคีบสำลีทำความสะอาดรอบแผล ซอกนิ้วและให้ แช่แผลอยู่ในน้ำอุ่นผสมด่างทับทิมประมาณ ๓  นาที
        หลังจากนั้นเช็ด ซับแผลให้แห้ง แล้วนำส่วนผสมผงเห็ดคองูเห่ากับน้ำผึ้งมาปิดพอกแผลไว้ แล้วจึงแต่งแผลปิดด้วยผ้ากรอสและพลาสเตอร์ ทำเช่นนี้ เช้า-เย็นทุกวัน ใน ๓-๔ วันแรกจะเห็นปาแผลเป็นสีชมพู และดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องหอบหิ้วกันไปล้างแผลที่ไหน อีกราวหนึ่งเดือนแผลของพ่อก็หายสนิทอย่างไม่น่าเชื่อ
         ตำรารักษาแผลเบาหวานสูตรนี้นับว่าเป็นสูตรง่ายๆที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถนำไปรักษาตัวเองได้ ตำรายาเห็ดคองูเห่าหรือเห็ดซิ่นโค่น ก็น่าจะหาได้ง่ายเพราะเห็ดชนิดนี้เกิดขึ้นกับตอมะขามเสียเป็นส่วนใหญ่ การสังเกตก็ง่ายเพราะมีลักษณะแข็งๆเหมือนเห็ดหลินจือ เผลอๆอาจะเป็นสายพันธุ์เห็ดหลินจืออีกสายพันธุ์หนึ่งก็อาจจะเป็นได้
        ใครสนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นก็สามารถติดต่อพูดคุยกับคุณโกสุม   เพชรอำไพ ที่บ้านเลขที่ ๑๙ หมู่ที่ ๑๓ ต.ขอนแก่นออ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โทร. ๐๘-๗๙๕๒-๗๓๗๕
---------------------------------------------------------------