ป้ายคำ: ภูมิแพ้ (6)

ไคร่หอม "แก้ภูมิแพ้"
สมุนไพร..ไคร่หอม
           ปลูกไว้ในบ้าน..แก้ภูมิแพ้ ไคร่หอม..จะปล่อยสารหอมระเหยออกมา เวลาเราสูดดม จะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเป่า แก้ภูมิแพ้
ใบมีรสขมจัด นำมาต้มกินแก้เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  แก้อาการกระหายน้ำ  โรคกระเพาะอาหารและลำไส้  แก้อาการอักเสบต่างๆ 
 

           จึงนิยมปลูกไว้ในกระถาง แล้ววางเป็นจุดๆภายในบ้านเดินไปทางไหนก็ได้กลิ่นสูดดม สดชื่นตลอด ไคร่หอมออกดอก..ที่ลำต้น แปลกดี สวยด้วย  ข้อสำคัญ..เป็นไม้มงคล ใครมีไว้ครอบครองจะเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คบหา  รีบหามาปลูกนะครับ
ผม..มีโครงการส่งเสริมชาวบ้านปลูก ๑ ชุมชน ๑ แปลงสมุนไพร เพื่อดูแลสุขภาพคนในชุมชนอยู่ครับ วันที่ ๒๕-๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ ผมจะเดินทางไปร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นำชุมชนภูเขียว จ.ชัยภูมิ ที่ริมโขง จ.บึงกาฬ นำโดย ผอ.สมปักษ์  ไทยป้อม ผุู้อำนวยการโรงเรียนชาวนาไทยภูเขียว ...( ที่พักแบบโฮมสเตย์ ห้องพักรวม...กลัวนอนละเมอจัง )  มีการสาธิตทำสปาหน้าด้วยสมุนไพรใกล้ตัว ฝีมือชาวบ้าน แจ้งมาว่า พรีเซ็นเตอร์คือ คุณจำรัส หน้าจะได้นวลเนียน ฮ่าๆๆ  ตื่นเต้น  แต่.อย่าลืมแกงหน่อไม้นะครับ ฮ่าๆๆ
วันนี้ ๒๓ ตค.๕๕    ผมกำลังประสานแฟนคลับที่นครปฐมอยู่ จะนำกล้ามะนาวไม่รู้โห่ ไปแจก ปลูกกันบ้านละต้น สัก ๓๐ ต้น

 

มะเร็ง"น้ำส้มควันไม้รักษามะเร็ง-เบาหวาน-หอบภูมิแพ้"

 สมุนไพรน้ำส้มควันไม้
ปราบมะเร็ง-เบาหวาน และโรค ๘๕ ชนิด
โดย..จำรัส  เซ็นนิล
 

           ผมตั้ง จีพีเอส. ( เครื่องหาพิกัด) ดั้นด้นไปหาคุณเลี่ยม  แสงยิ่ง อยู่ที่บ้านบะเจริญ หมู่ ๙ ตำบลสระขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว ( ๐๘-๕๔๔๕-๖๑๐๒) หลังทราบว่าเคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ และหายด้วยสารสกัดจากสมุนไพรน้ำส้มควันไม้

 
คุณเลี่ยม ถ่ายกับต้นข่อย

          ทันทีที่เดินทางไปถึงคุณเลี่ยม ไม่รอช้า นำผมไปชมกรรมวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้ และสมุนไพรภายในสวนที่มีเนื้อที่ ๕ ไร่ ซึ่งมีสมุนไพรแทบทุกตารางนิ้ว ปลูกแบบผสมผสาน สิ่งที่ผมตะลึงคือต้นลูกเหนือใบ ซึ่งผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เคยเห็นแต่ลูกใต้ใบสีเขียวและล่าสุดเห็นลูกใต้ใบสีแดงที่เกาะกูดจังหวัดตราด ต้นสูงสุดก็แค่ฟุตเศษๆ แต่มาเห็นลูกเหนือใบที่นี่สูงท่วมหัวคล้ายๆต้นมะยมรสขมสรรพคุณลดความดัน แก้เบาหวานน่าทึ่งมาก
         “นี่ต้นต้นข่อย เอาใบไปเผาไฟให้หอมแล้วนำมาต้มกิน สามารถลดความดัน ถอนพิษในร่างกาย” คุณเลี่ยมชี้ให้ดูพร้อมแนะนำการนำไปใช้รักษา
 สมุนไพรลูกเหนือใบ

 
เอื้องหมายนา

เอื้องหมายนา…รักษาหูน้ำหนวก  เอื้องหมายนา มีดอกสีขาว กลีบดอกนุ่มละมุน หอมอ่อนๆ ลำต้นของเอื้องหมายนาจะไม่ขึ้นตรงๆ เหมือนต้นอื่นๆ แต่จะเวียนเหมือนบันไดวน เราใช้ก้านเอื้องหมายนาลนไฟ แล้วบิดเอาน้ำหยอดหู เพื่อรักษหูเป็นน้ำหนวก
เอื้องหมายนา…ยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว นิยมใช้ในรายที่อยากปัสสาวะแล้วปัสสาวะไม่ออก โดยจะใช้เหง้าของเอื้องหมายนาต้มน้ำกิน หรือหมอบางท่านใช้ลำของเอื้องหมายนาลนไฟแล้วบิดน้ำกินก็ได้ นอกจากนี้ยังนิยมใช้แก้นิ่ว จะกินน้ำต้มเหง้าเดี่ยวๆ หรือเติมมะเฟืองและข้าวเจ้าหยิบมือหนึ่งลงไปต้มด้วยก็ได้
เอื้องหมายนา…ยาแก้ผื่นคัน แก้คันจากพิษหมามุ่ย เอื้องหมายนายังมีสรรพคุณในการใช้เป็นยารักษาอาการผิวหนังเป็นผื่น อาการคันตามผิวหนัง รวมทั้งอาการคันจากพิษหมามุ่ย คนไทยใหญ่นิยมตัดลำเอื้องหมายนายาวประมาณ ๑ นิ้ว พกใส่กระเป๋าเวลาที่ต้องเข้าป่า หรือไปถางไร่เพื่อป้องกันไม่ให้ขนหมามุ่ยติด กล่าวคือ เชื่อว่าถ้ามีก้านเอื้องหมายนาติดตัวไว้จะไม่คันเวลาถูกหมามุ่ย
เอื้องหมายนา…ยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก หมอยาบางพื้นที่ใช้ใบเอื้องหมายนากับใบเปล้าใหญ่ ซอยตากแห้งอย่างละเท่าๆ กัน นำมามวนสูบคล้ายบุหรี่เพื่อรักษาริดสีดวงจมูก
      คุณเลี่ยมบอกว่าข้อควรระวังคือเหง้าสด หน่อสด ลำสด มีความเป็นพิษถ้าใช้ปริมาณมากจะทำให้ท้องร่วงและอาเจียนอย่างแรง จึงต้องทำให้สุกก่อน ทั้งการใช้เป็นผักและเป็นยา ในคนท้องไม่ควรใช้เพราะอาจทำให้แท้งจากการที่มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก เมื่อรับประทานเอื้องหมายนาอาจรบกวนรอบประจำเดือน
 
สมุนไพรแก่นตะวัน ใช้กินหัวสดๆแก้โรคเบาหวาน

     สำหรับต้นสีหวดหรือมะหวด ภาคใต้เรียกมะจำ เหนือเรียก สีฮอกน้อย แก้โรคไต ปัสสาวะขัด โดยใช้รากต้ม กิน ๒-๓ ชั่วโมง ก็หายถ้าถูกกับโรค คุณเลี่ยมพาผมลัดไปลัดมาในสวนสมุนไพร และที่เด่นสะดุดตาคือดอกของต้นสมุนไพรแก่นตะวันสวยมาก เป็นพืชกินหัวสดๆสรรพคุณแก้เบาหวาน  นอกนั้นก็มีสมุนไพรกำแพง ๗ ชั้น ชุมเห็ดเทศ ว่านชักมดลูก  ดอกอัญชัน  ไพล

 
ชุมเห็ดเทศ

    “ ที่บ้านผมปลูกชุมเห็ดเทศเยอะส่งขายทุกวัน ริมรั้วโน่น ใช่หมดเลยครับ ผมมองไปดูเยอะจริงๆครับ
   “ แล้วสรรพคุณแก้โรคอะไรบ้างครับ
   “ กินชุมเห็ดเทศ จะขับถ่ายดี ถ่ายแล้วจะหิวข้าว ใครที่นอนไม่หลับกินชุมเห็ดเทศหลับสบายเลย  เพียงใช้ใบบดเป็นผงชงน้ำร้อนกินใบชุมเห็ดเทศมีสารแอนทราควิโนนช่วยขับถ่าย ถ้าท้องผูก ก็ใช้ดอกชุมเห็ดเทศสด 2-3 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือนำใบสดมาล้างให้สะอาด หั่นตากแห้ง ใช้ต้มหรือชงน้ำดื่ม ครั้งละ 12 ใบ หรือใบแห้งบดเป็นผง ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ครั้งละ 3 เม็ด รับประทานก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูก ถ้าเป็นกลาก ก็ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆกัน ผสมปูนแดง(ที่กินกับหมาก)นิดหน่อย ตำผสมกัน ทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อน ทาบ่อยๆ จนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน กรณีเป็นฝีและแผลพุพอง ใช้ใบชุมเห็ดเทศ และก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ชะล้างบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ถ้าเป็นมากให้ใช้ประมาณ 10 กำมือ ต้มอาบ

 
ใบรางจืด

      เราเดินไปสุดที่ต้นรางจืด เป็นไม้เลื้อย เกาะปกคลุมต้นไม้ต้นอื่นเต็มไปหมดกินบริเวณกว้างพอๆกับสนามบาสเก็ตบอล รางจืดคุณเลี่ยมบอกว่า ใช้แก้อาการเมาทุกชนิด โดยเฉพาะเด็กในหมู่บ้านที่ดมกาว ติดยาม้า คุณเลี่ยมต้มรางจืดให้กิน หายเป็นปลิดทิ้งแทบทุกคน 
    “ ผมมีความสุขครับที่ได้ช่วยเด็กๆ”  คุณเลี่ยม วัย ๖๙ ปี พูดด้วยความภูมิใจ
   “ ถามจริงๆเถอะครับ อะไรเป็นสิ่งหักเหให้คุณเลี่ยม หันมาสนใจใส่ใจ เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร” ผมถามคำถามที่ค้างคาใจมานาน
“ คืออย่างนี้ครับ ก่อนหน้านี้ผมไม่สบาย ปวดท้องมาก ก็ไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอบอกเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย  นอนอยู่เป็นเดือนอาการไม่ดีขึ้น ผมคิดว่าถ้าขืนอยู่ต่อตายแน่ๆ เลยขอกลับมารักษาตัวที่บ้าน คิดขึ้นมาได้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปอบรมเรื่องน้ำส้มควันไม้กับชาวญี่ปุ่น ใช้ได้กับพืชและคน ผมจึงทดลองกินดู ผลปรากฏว่าอาการปวดท้องก็หายไปคราวนี้ผมลองมารักษาผู้ป่วยมะเร็งเบาหวานดู ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ทำให้ผมมั่นใจสองโรคนี้มาก ส่วนโรคอื่นอย่างหอบหืดภูมิแพ้ เรื่องเล็ก มีคนไข้รายหนึ่งมาจากภาคใต้ เป้นเบาหวาน เป็นแผลที่เท้า มองเห็นกระดูก ร้องครวญคราง ผมให้นอนเหยียดขาแล้วราดน้ำส้มควันไม้ที่ผมสะกัดจากสมุนไพรลงไป บริเวณแผล สักพักแผลเริ่มแห้งแล้วดีขึ้น หยุดร้องครวญครางแต่ร้องออกมาเป็นภาษาใต้ ว่า เป็นไปได้ยังไงวะ.... เหลือเชื่อๆ..ไม่เคยเห็น อีกรายเป็นมะเร็งตับ หมอไม่รับแล้ว ผมรักษาให้ฟรี รอดจนถึงทุกวันนี้ เดี๋ยว ผมพาไปสัมภาษณ์” คุณเลี่ยมยืนยันถึงประสบการณ์และความตั้งใจ ปัจจุบันจึงทุ่มเทชีวิตให้กับเรื่องสมุนไพรช่วยผู้ป่วย
 


    
                                                              คุณจุก แก่นเผือก ชาวนาผู้หลงไหลในผลิตภัณฑ์ไทย(เหล้าขาว) จนเป็นโรคมะเร็งตับ



คุณบุญชอบ  อาทิตย์วงศ์ รอดจากภูมิแพ้ หอบ หายใจไม่ทัน เกือบสิ้นชีวิต รอดได้จากฝีมือคุณเลี่ยม

            แล้วผมก็ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณจุก แก่นเผือก อยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒ หมู่ ๑๐ บ้านคลองคันฉอ  ต.สระขวัญ  อ.เมือง จ.สระแก้ว เป็นชาวนา ชอบกินเหล้าพื้นบ้านเป็นประจำ อยู่ๆเกิดป่วยกินอะไรไม่ได้ หมดเรี่ยวหมดแรงท้องบวมโตขึ้นเรื่อยๆ ไปรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ลงความเห็นเป็นมะเร็งตับ ตับอาจแข็งและเสียชีวิตได้ กลับมาอยู่บ้านด้วยความหมดหวังในการเยียวยา ไปสมัครร่วมเป็นสมาชิกฌาปนกิจศพเพื่อหวังพึ่งเงินก้อนสุดท้ายในการจัดการงานศพ เขาก็ไม่รับ คนในหมู่บ้านลงความเห็นว่าเป็นมะเร็งตับ รอวันตายลูกเดียว
          คนเรายังไม่ถึงฆาตได้พบกับคุณเลี่ยม  แสงยิ่งพอดี ด้วยความสงสารคุณยิ่งเอาสมุนไพรน้ำส้มควันสมุนไพรให้กิน หลังจากนั้นไม่นานก็กินข้าวได้ ท้องยุบและอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนหายถึงปัจจุบัน แล้วก็ยังไม่ได้จ่ายค่ายาคุณเลี่ยมเลย คุณเลี่ยมก็ใจดีใครไม่มีเงินทองแกก็ไม่รับยินดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
          อีกรายผมไปหาที่บ้านกำลังนอนดูลูกชายทำรั้วหน้าบ้านอยู่ ผมเดินเข้าไปแนะนำตัวขอสัมภาษณ์ เธอก็ยินดีพูดคุยด้วยเพื่อเป็นแนวทางสำหรับอีกหลายคนที่ป่วยเป็นภูมิแพ้แบบเธอจะได้หาย คือคุณบุญชอบ  อาทิตย์วงศ์ อยู่บ้านทุ่งหินโคน ต.สระขวัญ  อ.เมือง จ.สระแก้ว เธอเป็นภูมิแพ้ หอบหืด น้ำมูกไหล ข้อสำคัญหายใจไม่ทั่วท้อง นึกว่าจะตายแล้ว เพราะหายใจไม่ทันกินยาน้ำส้มควันสมุนไพรของคุณเลี่ยม พียง ๖ ชุด ก็หายเลย
        ผมพูดเสมอว่าบุญและกรรมมีส่วนนะครับ ใครโชคดีพบหมอดียาดีก็หายจากโรคภับไข้เจ็บ  แต่ถ้าโชคร้ายก็เป็นเรื่องของบุญกรรมนะครับ 
           อยากรู้กรรมวิธีการผลิตน้ำส้มควันสมุนไพรและตัวยา ติดต่อคุณเลี่ยม  แสงยิ่ง หมู่ ๙ บ้านบะเจริญ (ตรงข้ามวัดบะเจริญ) ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว โทร. ๐๘-๕๔๔๕-๖๑๐๒  ผมว่าถ้าจะให้ดีหาเวลาเดินทางไปดูงานจะเข้าใจมากกว่า ดูวิธีทำเตา และเเทคนิคการผลิต พร้อมขอสมุนไพรไปปลูกที่บ้าน แนะนำเอารถปิคอัพไปจะได้ขนได้เยอะๆๆฮ่าๆๆ
                                                                    ----------------------------------------------

มะเร็ง"หมอเจน...ที่พึ่งคนสิ้นหวัง"

ตามหาหมอเจน ที่พึ่งสุดท้าย…ของคนสิ้นหวัง
มะเร็ง – เอดส์ - เบาหวาน  – หัวใจ – กระเพาะ – ภูมิแพ้ – โลหิตจางโลหิตเป็นพิษ -   ความดัน
จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
         หลังจากที่ได้สัมภาษณ์คนไข้หลายคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง-เอดส์ภูมิค้มกันบกพร่อง เบาหวาน หัวใจ-ความดัน โรคธาลัสซีเมียร์   โรคตับอักเสบ  โรคปวดศีรษะรุนแรง เลือดประจำเดือน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คนที่ชุบชีวิตของเขาให้อยู่ดูโลกอีกครั้งคือหมอเจน ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณ หมอเจน จากจังหวัดนครนายก
          ผมจึงสืบเสาะจนทราบที่อยู่ของหมอเจนแน่นอน  หลังจากนั้นจึง เดินทางสู่จังหวัดนครนายก โดยใช้เส้นทางถนนฟิวเจอร์พาร์ครังสิต-นครนายก ไม่ถึงชั่วโมงเราก็ถึงสี่แยก จปร.แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านผลทวี  ถนนสุวรรณศร ตำบลพรหมณีอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
          รถชะลอช้าๆมองเห็นป้ายสถานพยาบาล ปัญญาภัจจ์ ผมจอดรถไว้ข้างถนน แล้วเดินเข้าไปในอาคาร ๒ ชั้นที่มีป้ายสถานพยาบาลปัญญาภัจจ์ จากประตูรั้วเข้าไปมองซ้ายขวาจะมีสวนหย่อมขนาดย่อมมีต้นไม้ดอกไม้ขึ้นเขียวขจีมองดูร่มรื่น เดินเข้ามาประมาณ ๒-๓ เมตรเป็นประตูห้องโถง มองทะลุเข้าไปมองเห็นโต๊ะหมู่บูชา ขนาดความกว้างประมาณ ๓ เมตร มีพระพุธรูปปางต่างๆ รูปปั้นหลวงปู่หมอชีวก พระอริยะสงฆ์ และเครื่องบวงสรวงพร้อมธูปเทียน
          ด้านซ้ายของห้องโถงกั้นเป็นห้องสำหรับหมอเจนนั่งพูดคุยวินิจฉัยโรคคนไข้  ผมนั่งรอหมอเจนที่โต๊ะรับแขกประมาณ ๕ นาที เพราะมีคนไข้มารอการรักษาอยู่ ๒-๓ ราย
          สักครู่ หมอเจนเดินออกมาจากห้องมาต้อนรับทักทายด้วยความเป็นกันเองหมอเจนเล่าให้ฟังว่า หมอเจน เกิดที่ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๑พ่อตั้งชื่อให้ว่า “ไพบูลย์” คุณปู่คุณย่าเป็นคนจีนมีอาชีพขายยาสมุนไพรโบราณ พ่อก็เป็นหมอสมุนไพรพออายุได้สามขวบคุณพ่อก็เสียชีวิต
       “ ชีวิตวัยเด็กหลังจากคุณพ่อเสียชีวิต ผมลำบากมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งป่วยเป็นโรคกระเพาะอักเสบ คุณแม่ก็เอาน้ำข้าวที่เราหุงจนกระทั่งเดือดแล้วเทใส่ลงในกะละมัง จากนั้นเอาถ่านที่กำลังเผาไหม้จนร้อนสุดๆที่เราเห็นก้อนถ่านสุกสว่างคีบเอาทั้งก้อนมาจุ่มลงในน้ำข้าวที่เตรียมไว้ในกะละมังประมาณ ๓-๔ ก้อน แช่ไว้ให้น้ำข้าวมันดูดซึมซับเข้าไปในก้อนถ่าน
แล้วให้ผมเคี้ยวกินก้อนถ่านจนกระทั่งหมดทั้ง ๓-๔ ก้อน ทำเช่นนี้ติดต่อกันทุกๆวันจนกระทั่งอาการผมดีขึ้นเรื่อยๆและอาการของโรคกระเพาะก็หายเป็นปกติ”  หมอเจนเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตให้ฟังขณะเดียวกันก็สั่งคนในบ้านไปตระเตรียมข้าวปลามาเลี้ยง
        หมอเจนยังเล่าต่ออีกว่าช่วงที่เรียนอยู่ ม.๔ อาศัยอยู่กับพี่สาวคนโตคอยเลี้ยงหลาน ถูกเฆี่ยนตีและทำงานหนักสารพัด จึงหนีเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯด้วยเงิน ๑๖๐ บาท ไปเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างถ้วยล้างชาม ชีวิตลำบากล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด
        “พอผมอายุได้ ๒๑ ปีก็ถึงคราวรับใช้ชาติ คือไปคัดเลือกทหาร ผมจับได้ใบแดง ผมสมัครไปเป็นทหารพลร่ม ชีวิตทหารพลร่มผมเริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๑๒ ที่ค่ายเอราวัณ เงินเดือนตอนนั้น ๗๕ บาท รวมถึงได้ค่าปีกพลร่มอีก
๒๕๐ บาท หลังจากครบ ๒ ปีแล้วก็ปลดประจำการ  ผมออกมาไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปสมัครเป็นยามรักษาการณ์เฝ้าบริษัท และโรงงานต่างๆไปเรื่อยๆ”
        ระหว่างที่คุยกันไปนั้นคนในบ้านก็จัดอาหารไว้บริการที่โต๊ะอาหารเสร็จสรรพเรียบร้อย  หมอเจนก็เชิญไปนั่งรับประทานอาหารเรียกว่ากินไปพลางคุยไปพลาง ช่วงนั้นก็มีคนไข้ทยอยมาให้หมอเจนรักษาเรื่อยๆหมอเจนก็ต้องเดินไปมารักษาคนไข้เสร็จก็มาคุยกับเราต่อ
        “ ปี ๒๕๑๖ ผมสมัครเป็นภารโรงที่โรงเรียนนายร้อย จปร.ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ อยู่ได้ ๒ ปี ก็สมัครเป็นพลขับที่ จปร.และได้ยศเป็นสิบตรี และสิบโทตามลำดับ หลังจากนั้นมีการย้ายโรงเรียนนายร้อย จปร.ไปยังเขาชะโงก จังหวัดนครนายก  ผมก็ได้ย้ายตามไปด้วย ที่นครนายกผมได้รู้จักกับหลวงพ่อสีวัดพระฉายเขาชะโงก  ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสไปกราบท่านขณะที่ก้มลงกราบ มันเหมือนกับมีอะไรมากดให้ผมลุกขึ้นมาไม่ได้ ผมว่า เอ๊ะ..อะไรกัน ขณะที่ผมถูกกดแบบลุกขึ้นไม่ได้ ท่านก็พูดกับผมว่า มาแล้วหรือมึง ถ้าไม่เลิกกินเหล้ามึงไม่ได้เจอกูหรอกนะแล้วท่านก็พูดเยอะเลย ผมก็สงสัยทำไมท่านรู้ว่าชีวิตผมเป็นมาอย่างไร ( ชีวิตช่วงหนึ่งของผมเคยกินเหล้าชนิดหัวราน้ำ) ผมรู้สึกหนาวสะท้าน ขนลุกซู่น้ำตาไหลออกมาทันที ในขณะที่หมอบกราบฟังท่าน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมมาที่วัดนี้   ผมร้องไห้ไม่หยุดร้องด้วยความปิติ เรามาพบพระที่ดีมาก เข้าใจเราและให้ธรรมมะกับเรา หลังจากนั้นผมก็ได้คลุกคลีไปมาหาสู่ท่านเสมอ
         ท่านสอนให้ปฏิบัติธรรม สอนให้ทำสมาธิ สอนให้ถือศีล สอนให้รู้จักให้รู้จักเมตตา ชีวิตผมเริ่มดีขึ้น จากคนที่เคยเป็นหนี้เป็นสิน เงินเดือนก็น้อย มีภรรยาและลูกต้องรับผิดชอบ เวลาว่างผมก็ช่วยภรรยาขายข้าวเหนียวมะม่วงและรับชื้อมะม่วงมาขาย ก็ได้รับเมตตากำลังใจจากพระคุณเจ้าหลวงปู่สี ท่านคอยสั่งคอยสอนและให้พร กิจการค้าขายของครอบครัวเริ่มดีขึ้น จนกระทั่งผมสามารถซื้อรถยนต์ปิกอัพได้คันหนึ่ง”
หมอชีวกโกมารภัจจ์มาอยู่ด้วย
                                        หมอเจนเล่าให้ฟังว่าวันหนึ่งหลังจากไปกราบหลวงพ่อสี ฐานิโย ที่วัดพระฉาย เขาชะโงก ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนายก ตามปกติที่เคยปฏิบัติ ท่านพูดขึ้นมาว่า  
     “ ไอ้เจนเว้ยถึงเวลาแล้วมึงจะต้องทำงานให้กับหมอชีวกเขา เขาจะมาอยู่กับมึง ผมก็เข้าใจว่าหมอชีวกมาอยู่กับผมคงจะเป็นลักษณะร่างทรง คงไปอยู่ที่ไหนไปโกหกหลอกลวงเขาที่ไหนมาคงอยู่ไม่ได้เขาจะตามมาฆ่าตามมาจับละมั้ง ถึงอยากจะมาอยู่กับเรา คงไปวานหลวงปู่สีมาพูดกับเราเพราะเราเป็นทหารผมก็เลยปฏิเสธบอกหลวงพ่ออย่าให้มาอยู่กับผมเลยผมไม่ชอบเลยไอ้พวกทรงเจ้า ท่านก็บอกว่า
    ไม่ใช่พวกทรงเจ้าเป็นหมอชีวกจริงๆ มึงจงเชื่อกูเถอะกูแนะนำมึงมาถึงป่านนี้แล้วกูจะพูดโกหกมึงทำไม
     แล้วทำไมเขาถึงอยากมาอยู่กับผมล่ะพ่อ ผมถาม
     เมื่อชาติสมัยพุทธกาลน่ะมึงเป็นลูกหมอชีวกแต่ในชาตินั้นมึงก็ไม่ได้เอาวิชาความรู้ของเขามาประพฤติปฎิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมะหรือเพื่อจะช่วยเหลือคนเป็นเมตตาเลย  ชาตินี้มึงควรจะต้องใช้หนี้เขาเสียบ้างแล้วกูก็เหมือนกันเมื่อชาติที่แล้วสมัยอยุธยามึงก็คือลูกกู แต่กูก็ไม่มีโอกาสอบรมสั่งสอนมึงเพราะบ้านเมืองมันเกิดศึกเกิดสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยากูก็เลยหนีมาอยู่เขาใหญ่ ชาตินี้ถ้ามึงไม่มาหากูกูก็ยังติดหนี้มึงอยู่อีกฉะนั้นก็ดีเหมือนกันที่มึงมาหากูกูก็จะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนมึงเพื่อเป็นการถ่ายหนี้เมื่อชาติที่แล้ว”
       หมอเจนเล่าต่อว่า คืนหนึ่งขณะที่นั่งสมาธิปกติ ในคลื่นความคิดแวบเข้ามาในจิตเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวมีหนวดเครา ในจิตคิดว่านี่คือหมอชีวก แล้วในคลื่นความคิดนั้นก็บอกว่า
       “ลูกเอ้ย ถึงเวลาแล้วนะที่เจ้าต้องเป็นหมอนะ”
         ตอนแรกๆก็รู้สึกเฉยๆแต่หลังจากนั้นทุกๆวันที่นั่งสมาธิคลื่นความคิดแบบนี้จะมาตลอดจะเห็นภาพในจิต แล้วได้ยินคำพูดเดิมตลอด ผมจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อแล้วบอกท่าน ท่านก็ย้ำคำเดิมว่า
      “ หมอชีวก เขาจะมาอยู่กับมึง”
      “แล้วท่านจะมาเมื่อไหร่ละพ่อ” ผมถามอีก
      “มาวันพุธที่จะถึงนี้ พุธมะรืนนี้มาแน่”
   ขณะนั้นเป็นวันจันทร์ หมอเจนบอกรู้สึกว้าวุ่นไปหมด พอหลับตานั่งสมาธิก็เห็นแต่ปู่ชีวก แต่ก็บอกกับตัวเองว่า สงสัยจะได้ยินคำพูดจากหลวงพ่อ แล้วจิตของเราคิดไปเอง
       พอวันพุธมาถึง วันนั้นเป็นวันโยธา ทหารก็จะพากันตัดหญ้า ทำความสะอาด เก็บขยะตัดกิ่งไม้ เผาขยะ หมอเจนใส่ชุดทหารกะว่าช่วงบ่ายจะออกไปทำงาน ตอนเช้ายังอยู่ที่บ้าน แล้วจู่ๆที่สนามก็มีคนมาบีบแตรปิ้นๆ นึกในใจใครนะไม่มีมารยาทเลย ถ้าจะมาถามอะไรก็น่าจะมาถามกันดีๆ หมอเจนเลยชะโงกหน้าไปดู ปรากฏว่ามีรถเก๋งนิสสัน ๑๒๐ Y มีผู้ชายเป็นคนขับ อายุประมาณ ๖๐ ปี และมีผู้หญิงร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ๒ คนนั่งมาด้วย
       ผู้หญิงสองคนนี้หมอเจนเคยรู้จักเพราะเคยเอายาไปแจกให้เขาและญาติเขาซึ่งหมอเจนเคยทำมาตลอดโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    “คุณพี่ครับถ้ายาหมดไม่ต้องมาก็ได้ บอกเด็กมาแล้วผมจะฝากยาไปให้” หมอเจนตะโกนบอก
    “ ที่ฉันมานี่ ฉันเอาพ่อเธอมาด้วยนะ” เสียงผู้หญิงที่มาตอบสวนขึ้นมา
    “พ่อผมจะมาได้ยังไงครับเพราะว่าพ่อผมตายตั้งแต่ผมอายุสามขวบแล้ว” หมอเจนตอบกลับ
   “ เอ้า ! เปิดประตูรถดูสิ ”  ผู้หญิงอีกคนเน้นน้ำเสียงแกมบังคับ
       หมอเจนเดินไปที่รถทันทีที่หมอเจนเปิดประตูรถ ภาพที่เห็นเป็นรูปปั้นของหมอชีวก หน้าตักสูงประมาณ ๒๐ นิ้ว ผู้หญิงที่มาทั้งสองคนบอกให้หมอเจนอุ้มรูปปั้นท่านหมอชีวกขึ้นไปบนบ้าน
      หมอเจนอุ้มรูปปั้นท่านหมอชีวกขึ้นไปวางบนโต๊ะบนบ้าน ผู้หญิงสองคนอุ้มเอากระถางธูป แจกันและเชิงเทียนมาให้ด้วยหมอเจนบอกว่า เพิ่งรู้ว่าผู้หญิงคนที่รูปร่างใหญ่นั้นคือร่างทรงของพระสิวะ พอเธอนั่งลงพระศิวะก็เข้าร่างเธอเลย
   “ เอ๊ะ นี่มาเล่นกลในบ้านกูหรือเปล่าวะนี่”   หมอเจนคิดแต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะจะเสียมารยาท ร่างทรงนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
   “ ลูกเอ้ย หมอชีวกได้วานให้พ่อ (พระศิวะ) เอารูปปั้นนี้มาให้เจ้าและเอาชุดสีขาวนี่มาให้เจ้า ให้เจ้านุ่งขาวห่มขาวเพื่อรักษาคนไข้ ต่อไปนี้เจ้าจะต้องเป็นหมอรักษาคนนะ แล้วห้ามเรียกเสด็จปู่นะ ให้เจ้าเรียกว่าเสด็จพ่อ เพราะว่าในอดีตชาติเจ้าคือบุตรของหมอชีวกโกมารภัจจ์” แล้วชี้ไปที่ภรรยาของหมอเจนแล้วบอกว่า
   “ อีหนู นี่คือบุตรของปู่เจ้าสมิงพราย เป็นลูกสะใภ้ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ในอดีตชาติสมัยพุทธกาล ในชาตินี้พวกเองต้องมาช่วยกันรักษาโรค”   หลังจากนั้นเขาก็เอาดอกบัวเหี่ยวๆปักแจกันไว้ แล้วออกจากร่างแล้วลากลับไป           
     รุ่งเช้าหมอเจนเอาอาหารไปถวายหลวงพ่อที่วัดหลวงพ่อก็ถามว่า
    “ เป็นไงไอ้เจน หมอชีวกมาอยู่กับมึงแล้วใช่ไหม”   หมอเจนตกใจอีกครั้ง ท่านรู้อีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ภรรยาหมอเจนที่มาด้วยก็ถามหลวงพ่อว่า
     “ หลวงพ่อ ในแจกันที่เขาเอาดอกบัวมาปักน่ะ มีอยู่ดอกหนึ่งมันบานแล้ว หมายความว่ายังไงค่ะหลวงพ่อ”
     “ นั่นแหละแสดงว่าหมอชีวกต้องการบอกพวกมึงว่าเขาจะมาอยู่กับมึงจริงๆแล้วให้พวกมึงตั้งใจเตรียมตัวรับดอกบัวจึง 
       จะบานออกหนึ่งดอก ให้พวกมึงเอาแผ่นทองเก้าแผ่นไปปิดที่รูปปั้นหมอชีวกนั้นซะ”
        พอกลับมาบ้านก็เอาทองเก้าแผ่นไปปิดที่รูปปั้นหมอชีวก แล้วภรรยาผมก็พูดแบบท้าทายว่า
     “  ถ้าแน่จริงพรุ่งนี้บานอีกดอกสิ ”  ภรรยาผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ รุ่งขึ้นผมและภรรยามาไปดูที่ดอกบัว ตกใจแทบช็อก ดอกบัวดอกเหี่ยวๆดอกนั้น บานขึ้นมารับคำท้าทายอย่างไม่สะทกสะท้าน เอ๊ะ มันยังไงกัน ก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
         ส่วนผมก็นั่งสมาธิเป็นประจำไม่เคยขาด พอนั่งสมาธิคลื่นความคิดแบบเดิมก็มาอีกแล้ว
       “ ลูกเอ้ย ต่อไปนี้ลูกจะต้องเป็นหมอรักษาคนนะ” เอาอีกแล้วทุกครั้งที่นั่งสมาธิในจิตผมก็เริ่มท้าทายและบอกไปว่าถ้า
          จะให้ผมเป็นหมอรักษาคนจะต้องหาข้อสอบมาให้ผมทำก่อน แล้วในนิมิตนั้นก็ถามต่อว่า
      “ ไหนลองบอกพ่อสิว่า คำว่าหมอแปลว่าอะไร”
      “ คำว่าหมอแปลว่าผู้รักษาคนไข้นะสิครับ”
     “ นั่นเป็นคำตอบของปุถุชนทั่วไป เราจะเป็นหมอจะต้องไม่ตอบแบบนี้” ผมคิดไม่ออก อีก ๒-๓ วันถัดมาผมไปหา
        หมอจริงๆคือไปหาคุณหมออุดม เวชมนตร์ ครั้นจะถามตรงๆว่าหมอแปลว่าอะไรเดี่ยวจะหาว่าลองภูมิผมจึงบอกว่า
        ผมจะไปสอบเป็นนายทหารอยากถามเพื่อเป็นความรู้พิเศษท่านก็บอกว่า
    “ หมอหรือแพทย์คือผู้ที่มีความรู้ในการวินิจฉัยโรค มีความรู้ความสามารถในการใช้ยาเพื่อบำบัดโรค ไม่ว่าจะเป็นการ
        บำบัดด้วยยา เคมี หรือรังสี ”  
       หลังจากนั้นผมก็มาทำสมาธิใหม่เพื่อเตรียมตัวตอบคำถาม แปลกมาก พอจะตอบคำถาม นั่งสมาธินั่งยังไงก็ไม่มีคลื่นความคิดที่จะถามเรื่องหมอเลย วันที่ ๒ ก็ เหมือนเดิม วันที่ ๓ ก็เงียบอยู่ พอย่างเข้าวันที่ ๔ คำถามนี้มาแล้วทางคลื่นความคิด ผมดีใจว่าคราวนี้คงตอบไม่พลาดแน่ก็เลยตอบคำถามอย่างละเอียดพอตอบเสร็จคลื่นความคิดก็สื่อว่า
      “ นี่คือความรู้แบบปุถุชนแต่ว่าดีกว่าเก่าอยู่นิดหนึ่ง เดี๋ยวพ่อจะใบ้ให้ หมอแบบพ่อนี้จะต้องมีจิตใจเมตตา กรุณา มุฑิตา  อุเบกขา มีศีล มีธรรม นี่แหละคือคำใบ้ให้เจ้า”    
         ผมนั่งสมาธิต่อไปแล้วนึกในใจเพื่อค้นหาคำตอบของคำว่า ห-ม-อ ให้ได้ นั่งยังไงๆก็นึกไม่ออก ก็เลยมีความคิดว่าเราน่าจะบ้าไปแล้ว ไปคิดอะไรก็ไม่รู้ เลิกดีกว่ามาดูทีวี บังเอิญหนังทีวีมีเรื่องเกี่ยวกับตำรวจของอเมริกาปราบผู้ร้ายยาเสพติด ผู้ร้ายมีอิทธิพลเลยเดินเรื่องให้ตำรวจถูกสั่งพักราชการและถูกตามล่าลูกเมียก็พลอยเดือดร้อนถูกตามล่าไปด้วย ตำรวจถูกเมียตบหน้าและต่อว่าต่างๆนาๆว่าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้น ตำรวจจึงบอกภรรยาว่า
       “เธอจะให้ฉันทำอย่างไรเล่า ในเมื่อตำรวจก็ต้องมีอุดมการณ์ ฉันมีอุดมการณ์ของฉัน ฉันจะต้องมีความยุติธรรม กล้า
         ต่อสู้กับความจริง ต้องเป็นที่พึ่งของคนดีได้”
         พอผมได้ฟังดังนั้นความคิดผมก็เริ่มก่อเกิดแวบเข้ามาในสมอง ผมปิดทีวีแล้วเริ่มเขียนในสิ่งที่ผมคิด จากนั้นผมก็นั่งสมาธิ เวลาผ่านไป ๒ ชั่วโมง จิตสงบรวมตัวแวบสีขาวมาเลย แล้วถามผมว่า
      “ได้คำตอบหรือยังล่ะลูก”
     “ ได้คำตอบแล้วครับท่านพ่อ”
     “ ไหนลองตอบมาสิ” แล้วผมก็ตอบตามที่คิด
     “ คำว่า …ห- ม – อ  ประกอบด้วย
               ห….คือ ห่วงและเห็นใจ
               ม…..คือ มีเมตตาทุกเมื่อ
               อ….คือ เอื้ออาทรคนทุกผู้  ”
    “  คำตอบนี้ถูกแล้วล่ะลูก ลูกจงเป็นหมอที่ดีของพ่อแบบนี้นะ ๓ คำนี้แหละ คือหัวใจของหมอ เพราะว่าถ้าเจ้าหรือใครก็
       ตามที่มีแต่ความรู้ แต่ขาดคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อนี้ มันผู้นั้นเป็นยิ่งกว่าฆาตกรมันเป็นยิ่งกว่าโจร แต่ถ้าหมอมีสิ่งเหล่านี้ถึง
       แม้จะมีวิชาเพียงเล็กน้อยก็สามารถไปได้ลูก” 
           คำพูดนี้ทำให้ผมเกิดความซาบซึ้งและประทับใจเป็นอย่างมากจิตของผมเกิดอาการปิติอย่างมากรู้สึกว่าตัวเองมี
       ความสุขที่สามารถสอบผ่านข้อสอบเอนทรานซ์นี้ได้
           หลังจากนั้นไม่นาน อยู่ๆก็จะมีคนเอาตำราสมุนไพรมาให้ มีพระเอาตำรายามาให้ รวมทั้งผมได้เอาตำราจากคุณปู่และคุณพ่อของผมมาอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม และในจิตขณะนั่งสมาธินั้นบอกว่าให้ผมยาสมุนไพรแก้วสารพัดนึกได้แล้วจากสูตรที่มีคนเอามาให้รวมกับสูตรทางคลื่นความคิดที่ผมได้มา
          ผมเริ่มทำยาสมุนไพรแล้วแจกให้คนไข้ โรคร้ายต่างๆ ช่วงนี้ผมไม่ได้ช่วยภรรยาขายของ รายได้กำไรที่ภรรยาได้มาจากการขายของผมก็เอามาซื้อยาสมุนไพรมาบดปรุงแจกจ่ายคนไข้ ภรรยาผมเริ่มไม่พอใจมีการทะเละกันแทบทุกวัน
                    ภรรยาผมเป็นโรคร้ายเพราะความไม่เชื่อ
   
(ภรรยาหมอเจน)
      ต่อมาไม่นานภรรยาผมเกิดเป็นอัมพฤกษ์ แขนขาและลำตัวชาไปข้างหนึ่ง ยกแขนแทบไม่ได้ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เมียอาการเหมือนจะเป็นอัมพาตมืองอไม่ได้ ผมพาไปหาหมอนวดจับเส้น พาไปเอ็กซเรย์ก็แล้ว ไปกายภาพบำบัดทำทุกอย่างก็ไม่หาย ผมเลยไปปรึกษาหลวงปู่หลวงปู่ก็บอกว่า
     “มึงก็ลองเอาตำราหมอชีวกเขามั่งซิไม่รู้จะทำอย่างไรก็เอาน้ำมนต์นี่แหละบอกหมอชีวกให้ทำน้ำมนต์ ”  
      กลับมาผมก็ทำตามที่หลวงปู่แนะนำพอได้น้ำมนต์ก็เอามาลูบที่ภรรยาลูบเนื้อลูบตัว ทำอยู่สองสามวันอาการเหล่านี้ก็ค่อยๆดีขึ้น  ภรรยาก็สามารถยกแขนและเดินได้แล้วเธอก็ไปขายของที่ตลาดเหมือนเดิมได้     
     หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ภรรยาผมเริ่มเลิกต่อต้านและเลิกบ่น ส่วนผมก็เริ่มศรัทธา จึงเริ่มค้นคว้าศึกษาวิชาสมุนไพรจากตำรับตำรายาสมุนไพรจากทุกแห่งเท่าที่จะหาได้มาศึกษาแล้ว ไปซื้อตัวยาจากแถววัดจักรวรรดิ์ มาเตรียมเอาไว้ ช่วงนั้นผมก็ไว้พระสวดมนต์ปฏิบัติตนอยู่คนเดียว จนหลายคนเห็นว่าผมนี่ท่าจะบ้าแล้ว แม้กระทั่งญาติพี่น้องลูกเมียเขาก็ว่าผมบ้า เพื่อนฝูงเลิกคบผมเลย เพราะเมื่อก่อนกินเหล้าผมกินทุกวันกินกับเพื่อนเจ็ดแปดคน กินกันมาไม่รู้กี่สิบปี แต่ปัจจุบันนี้ไอ้คนนี้เลิกเหล้าเลย แล้วก็หันมาไหว้พระสวดมนต์สงสัยจะบ้าแล้วมั่ง บางคนก็บอกว่ามึงจะไหว้พระสวดมนต์ให้มันเหาะเหิรเดินอากาศได้หรือไง หรือมึงบ้าไปแล้ว ก็ไม่มีใครอยากคบผม
             อีก ๒-๓ เดือนถัดมาภรรยาผมมีเชื้อราเต็มตัวร่างกายเน่าเฟะน้ำเหลืองไหลเยิ้มเต็มตัวเวลานอนต้องเอาผ้าซับจนกระทั่งนอนบนที่นอนไม่ได้เพราะน้ำเหลืองตามร่างกายมันหยดลงไป จนมดตัวเล็กๆมากินน้ำเหลืองจนที่นอนเป็นรู อาการคันตามร่างกายเริ่มมีมากขึ้นผมต้องก็พาไปสถาบันโลกผิวหนังแถววัดมงกุฏ รักษาอยู่นานก็ไม่หาย ไปโรงพยาบาลรามาก็ไม่หาย ทำอะไรซื้ออะไรมาทาก็ไม่หาย เมื่อหมดที่พึ่งผมก็ไปหาหลวงพ่อสีที่วัดพระฉายอีก ท่านก็เมตตาเหมือนเดิมและบอกผมว่า
        “ ไอ้เจน มึงต้องทำน้ำมนต์นะสวดคาถาหมอชีวกเข้าไป” ผมก็ทำตามที่หลวงพ่อท่านบอก จริงๆแล้วผมไม่ได้เชื่อในตัวยาหรอก แต่ผมเชื่อในตัวหลวงพ่อ ท่านบอกทำอะไรผมก็ทำตามนั้น ผมก็ทำน้ำมนต์โดยการสวดคาถาตามที่หลวงพ่อท่านบอก
                  ตกดึกคืนหนึ่งขณะที่ผมกำลังนั่งไหว้พระอยู่กลางคืนจุดธูปเก้าดอกไหว้พระก็นั่งอธิษฐานจิตถึงหลวงปู่ชีวก ภรรยาผมที่นอนอยู่ในห้องปกติจะนอนบนเตียงไม่ได้เพราะมีน้ำเหลืองออกมาเขาก็จะนอนบนพื้นธรรมดาเอาเสื่อน้ำมันปูปรากฏว่าอยู่ๆเขาก็ลุกมาจากที่ที่เขานอนเขานุ่งผ้าถุงกระโจมอกออกมาจากห้อง เขาคงละเมอครับมาถึงก็มาหยิบถ้วยชานี่ตักน้ำมนต์แล้วหยิบขี้เถ้าธูปมาใส่แล้วก็คนๆแล้วก็ทาตามตัวผมก็มองเขา  เขาละเมอนี่  แต่ขณะที่เราสวดมนต์นั่งสมาธิอยู่เราก็ไม่อยากจะคุยกับเขา แต่ว่าเราเหลือบตาไปดู แล้วมีความรู้สึกว่าเขากำลังละเมอ ก็ปล่อยเขาเถอะ
           รุ่งเช้าภรรยาผมก็เปิดตามเสื้อผ้าให้ดู ปรากฏว่าน้ำเหลืองที่ไหลเยิ้ม บัดนี้ได้แห้งหมดแล้ว ผมแปลกใจมากว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วผมก็ทำยาเพิ่มผสมกับน้ำร้อนทำเท่าที่พอจะทำได้และให้ภรรยาผมกิน และเธอก็เริ่มอาการดีขึ้นและก็หายเป็นปกติภายใน ๒ สัปดาห์
                        การรักษาแบบสุดแท้แต่จะให้ กิจการไปไม่รอด
         หมอเจนเล่าให้ฟังว่าในปี ๒๕๓๐–๒๕๓๕ หมอเจนจะจัดยาสมุนไพรให้คนไข้ไปต้มกินเองไม่ได้มีการเรียกเงินเรียกทอง คือสุดแท้แต่จะให้ ซึ่งคนที่มาหาส่วนใหญ่ก็มีฐานะค่อนข้างยากจนและคนไข้ที่มาหาก็มีทุกโรค ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต เอดส์ ปวดแข้ง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก
         ผมมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนมากมาย คนที่เขามีความทุกข์ทรมาน ได้ช่วยเหลือคนทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งพระภิกษุ แม่ชี สามเณร และนักบวชในทุกศาสนา
         เพราะการรักษาสุดแท้แต่จะให้ และการซื้อตัวยาสมุนไพรวัตถุดิบมาปรุงยามีราคาแพงขึ้น กำลังทรัพย์ของครอบครัวไม่พอเจือจาน อยู่ได้ไม่นานหมอเจนบอกว่าต้องหยุดเพราะหมดทุน
         ช่วงหยุดกิจการมีคนไข้มากมายเดินทางมารอให้ความช่วยเหลือ บางรายหมดยาแล้วต้องการมาเอาอีกเพราะอาการดีขึ้น แล้วเขาจะเอายาที่ไหนกินต่อ บางคนก็บอกว่าให้บอกมาเลย ผมรู้สึกอึดอัดใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี สงสารคนเจ็บป่วย
        บังเอิญช่วงนั้นแม่ยายขายที่ดินได้ให้เงินมา ๑ แสนบาทให้ผมไปดาวน์รถยนต์ ผมกลับไปซื้อรถจักรยานยนต์เก่าคันหนึ่งราคาหมื่นกว่าบาท ที่เหลือผมเอาไปซื้อยาสมุนไพรและเปิดกิจการต่อ ช่วงนี้ไม่ฟรีแล้ว คิดค่ายาห่อละ ๓๐๐ บาท แต่มีกฎสำหรับการรักษาฟรีสำหรับบุคคล ๔ กลุ่มต่อไปนี้คือ
        ผู้ป่วยไร้ญาติ คนพิการตั้งแต่กำเนิด เด็กแรกเกิดถึงอายุ ๑๐ ขวบ นักบวชทุกศาสนา   คนกลุ่มนี้จะรักษาให้ฟรีจนกระทั่งหายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
          สังเกตดูหมอเจนค่อนข้างจะมั่นใจในการรักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์(โลหิตเป็นพิษ)มากเป็นพิเศษเพราะหมอเจนพูดเสมอว่า  “ ผมไม่ทราบว่า ทำไมคนที่เป็นโรคนี้จึงถูกตราหน้าว่า ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ผมยืนยันว่าคนไข้ทั้งสองโรคนี้ เมื่อมารับยาจากผมแล้ว หายจากโรคร้ายนี้มีมากมาย มีทั้งระดับเศรษฐีหรือเจ้าของกิจการ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม แต่บางท่านได้ขอร้องเรื่องการเปิดเผยรายชื่อ เพราะว่าอาจจะทำให้ท่านได้รับผลกระทบจากตำแหน่งหน้าที่การงานได้”
 
                      คนป่วยศรัทธาดาวน์บ้านให้
            ปี ๒๕๓๖ สถานที่ดูแลรักษาคนไข้ที่บ้านพักใน จปร.คับแคบ นักธุรกิจหนุ่มชาวไต้หวัน ป่วยเป็นโรคเอดส์
ซึ่งเขารักษาที่อื่นแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ในที่สุดเขาได้รับการบอกต่อ และมาให้หมอเจนรักษาภายใน ๓ เดือน อาการเขาดีขึ้นมาก พอ ๖ เดือนต่อมาไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลผลปรากฏว่าเลือดปกติ เขาดีใจมากเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ยามใกล้ตายเงินทองท่วมหัวก็เอาไปไม่ได้ จึงอาสาดาวน์บ้านหลังใหม่ให้หมอเจนเพื่อที่จะได้มีพื้นที่กว้างขวางดูแลช่วยเหลือผู้ที่หมดที่พึ่งผู้ที่หมดความหวังในชีวิต    
           
วิธีการรักษาของหมอเจน
                 ผมถามหมอเจนว่าแนวทางการรักษาของหมอเจนแตกต่างจากคนอื่นหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไรหมอเจนบอกว่า แนวทางการรักษาของหมอเจนอาจแตกต่างจากแนวทางของตะวันตก เช่น เวลาปวดหัวหรือปวดท้อง ส่วนใหญ่จะต้องใช้ยาระงับปวด เป็นมะเร็งก็ต้องฉายรังสีฆ่า
        แต่วิธีการจะตรงกันข้าม ตัวยาจะไม่ได้มีฤทธิ์ไปฆ่ามะเร็งโดยตรง แต่ตัวยาจะเข้าไปทำงานเพื่อให้อวัยวะในร่างกาย ทุกๆส่วนที่มันบกพร่องสึกหรอ ให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล เพราะระบบการทำงานในร่างกายของมนุษย์เรานั้นถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ถ้าอวัยวะทุกส่วนของเราแข็งแรงแต่ละส่วนจะทำหน้าที่ของมันเอง ที่จะหลั่งสารไปทำลายเชื้อโรคร้ายต่างๆในร่างกายให้ตายไป แล้วร่างกายของเราก็จะค่อยๆคืนสู่สภาวะปกติ
        ส่วนในเรื่องของโรคมะเร็งซึ่งถือว่าเป็นเพชรฆาตเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนมามากต่อมาก หมอเจนได้เล่าให้ฟังถึงขบวนการของโรคมะเร็งไว้น่าสนใจ
          “ ปัจจุบันมีการถนอมอาหารกุ้งหอยปูปลาให้เก็บไว้ให้นานๆโดยใช้สารฟอร์มาลีน (ฉีดยาศพไม่ให้ศพเน่า) บางรายก็ใช้ ดีดีที ฉีดพ่นในปลาเค็ม เพื่อไม่ให้แมลงวันตอม หรือแม้กระทั่งยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ที่เกษตรกรหรือชาวไร่ชาวสวน ฉีดไว้ตามต้นพืชต่างๆ เมื่อฝนตกก็จะทำให้ไหลไปสู่แม่น้ำลำคลอง ทำให้กุ้งหอยปูปลามีสารพิษในร่างกาย แล้วมนุษย์ก็บริโภคเข้าไป ผักที่มีสารพิษตกค้าง แม้กระทั่งการใช้ยากันยุงมากๆ ก็จะทำให้เกิดเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง มะเร็งที่ตับ ทางเดินหายใจหรือปอด
           ไก่ที่เราบริโภคเข้าไป ส่วนใหญ่เป็นไก่ที่ต้องกินยาเร่งให้โต หมู เนื้อมีการฉีดยาเร่งเนื้อแดง โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษสารตะกั่วลงในแม่น้ำ น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร ทอดซ้ำแล้วซ้ำอีก ล้วนมีสารทำให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาวได้ รวมทั้งควันพิษที่เราสูดเข้าไปทุกวัน ถ้าเราไม่รู้จักดูแลรักษาตัวเอง รักษาสุขภาพ เพื่อสร้างภูมิต้านตานให้กับตัวเอง คำว่า ตายผ่อนส่งคงจะเป็นคำที่หลายๆท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ ”
        มีหลายคนรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ทำให้ผมร่วง ผิวหนังซีด และมีผลกระทบข้างเคียงต่อร่างกาย หมอเจนให้ทัศนะในเรื่องว่า
       “ เปรียบเสมือนมีคนเลวอยู่หนึ่งคน วิ่งเข้าไปในกลุ่มของคนดีและเราต้องการที่จะกำจัดคนเลวคนนั้น แล้วเราเอาระเบิดปาเข้าไปในกลุ่มนั้น ก็เลยพลอยทำให้คนดีๆตายไปด้วย”
      ในส่วนของอาหารต้องห้ามหมอเจนบอกว่าถ้ากินเข้าไปจะทำให้โรคกำเริบ โรคเปรียบเสมือนไฟ อาหารต้องห้ามเปรียบเสมือนน้ำมัน ถ้าเราอยากจะดับไฟ แต่เอาน้ำมันราดเข้าไปอะไรจะเกิดขึ้น ?
        อาหารต้องห้าม
    หน่อไม้ ของหมักดอง ปลาร้า ของทะเลทุกชนิด เป็ด ห่าน เนื้อวัว-ควาย เหล้า เบียร์ ซุปไก่สำเร็จรูป
    น้ำอัดลม อาหารรสจัด ทุเรียน ขนุน ละมุด กล้วยหอม แตงโม ผลไม้รสเปรี้ยวและหวานจัดๆ
    ไม่ควรดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ผักที่ไม่ควรรับประทานไชเท้า กระเฉด ชะเอม กระถิน สะตอและขนมหวานจัด
     อาหารควรรับประทาน
      ผักใบเขียวปรุงเป็นอาหารมากๆ หมู ไก่บ้าน ไข่ ปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ด  แอปเปิ้ล สาลี่  กล้วยปิ้ง
      และควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา
      โรคที่มีผู้ป่วยมารักษาโรคเบาหวาน     ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียร์   ผู้ป่วยตับอักเสบอย่างรุนแรง
    ผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่ว    ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะรุนแรง เลือดประจำเดือน ผู้ป่วยมะเร็ง  เอ็ดส์
       สำหรับผู้ป่วยที่เคยรักษากับหมอเจนนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศ คนไข้เท่านั้นที่จะตอบได้ว่าหลังจากเขาต้องทุกข์ทรมานกับโรคร้ายเมื่อเข้ารักษาแล้วเขาได้รับผล
ด้านการรักษาหมอเจนจะเปิดให้คำแนะนำปรึกษาและรักษา วันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๐.๐๐–๑๖.๐๐น.(หยุดวันพระ)
เสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐–๑๖.๐๐น. ( ตรงวันพระไม่หยุด) ติดต่อหมอเจน ( เจนธัช  ขจรศิลป์ )
๒๑๐/๗ หมู่บ้านผลทวี ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จ.นครนายก ๒๖๐๐๐โทร. ๐–๓๗๓๒–๖๓๗๖-๗
สายตรงหมอเจน ๐๘-๑๖๔๘-๒๙๖๑
                                                       ---------------------------------------------

มะกรูดรักษาภูมิแพ้-เกาต์

ของฝากจากดีเจสาว
จำรัส  เซ็นนิล /รวบรวม
       นุชรัตน์  ชาวชายโขง นามสกุลบ่งบอกอยู่แล้วว่ามาจากจังหวัดชายแดนริมฝั่งโขง จังหวัดหนองคายครับ เติบโตจากผู้สื่อข่าว กองข่าวในประเทศ กรมประชาสัมพันธ์  ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และปี ๒๕๔๕ ไปช่วยราชการที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( ไอซีที ) และสุดท้ายก็กลับมาปฎิบัติหน้าที่ผู้จัดรายการที่ส่วนผลิตรายการ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
       นุชรัตน์ ชาวชายโขง จัดรายการอยู่หลายรายการแต่รายการที่มีแฟนๆรายการทั่วประเทศสนใจจดหมายมาร่วมรายการมากที่สุดคือ “รายการชั่วโมงสุขภาพ” ทางคลื่น AM. ๘๓๗  KHz. จันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๐.๑๐-๑๑.๐๐น. เนื่องจากเคยทำงานข่าวสายกระทรวงสาธารณสุข จึงทำให้ได้รู้จักแหล่งข่าว วิทยากร ด้านสาธารณสุขจำนวนมาก เธอจึงได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาพูดคุยให้ความรู้กับผู้ฟังและพร้อมตอบปัญหาสุขภาพด้วย นุชรัตน์บอกว่า
      “ ประทับใจ และภูมิใจ ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือสังคม ผู้ฟังรายการสามารถนำข้อมูลไปใช้ในชีวิตประจำวัน เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง”
      นุชรัตน์ เป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ เธอจะลงทะเบียนตอบรับจดหมายผู้ฟังทุกฉบับ และจัดส่งเอกสารหนังสือสุขภาพที่เธอได้รับอภินันทนาการมาจากกระทรวงสาธารณสุข มอบให้กับแฟนรายการของเธออย่างสม่ำเสมอ จนแฟนๆรายการขนานนามรายการของเธอใหม่ว่า “คลินิคทางอากาศ”  บางคนก็บอกว่า ถ้าจะไปโรงพยาบาลต้องปรึกษาคุณนุชรัตน์ก่อน สำหรับเล่มเดียวคุ้มโรคภัยเล่มนี้เธอได้ฝากสูตรมะกรูดทิพย์รักษาโรคภูมิแพ้และโรคเก๊าต์ให้กับทุกๆท่านด้วย

มะกรูดทิพย์ รักษาโรคภูมิแพ้และโรคเก๊าต์
      ส่วนประกอบ
  • มะกรูด   ๓  ลูก
  • พริกไทยร่อน  ๒  ช้อนชา
  • กระเทียมกลีบเล็กๆปอกเปลือก  ๒  ช้อนชา
  • เกลือทะเลเม็ดใหญ่   ๒  ช้อนชา
               วิธีทำ
                    นำมะกรูดมา ๓ ผล ผ่าเอาไส้กลางออก แล้วหั่นเป็นแว่นๆใส่ชามกระเบื้อง นำพริกไทยร่อน
(สีขาว) กระเทียมกลีบเล็กปอกเปลือก , เกลือทะเลเม็ดใหญ่อย่างละ ๒ ช้อนชา โรยบนมะกรูด หลังจากนั้นนำไปนึ่งให้เดือด โดยใช้ไฟปานกลาง ใช้เวลา ๓๐ นาที พักไว้  ๑  คืน รุ่งเช้านำทุกอย่างมาตำรวมกัน ใส่กระปุกแช่เย็นเก็บไว้  เวลากินกินครั้งละ ครึ่งช้อนชา ก่อนอาหารเช้า และก่อนอาหารเย็น สามารถรักษาอาการภูมิแพ้และโรคเก๊าต์ได้
                    ด้วยเป็นคนชอบคุณคุยหลังจากได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆแล้วมักจะมาคุยต่อให้ฟัง ล่าสุดเธอบอกว่า มีสูตรยาสระผมธรรมชาติ ประหยัดเงิน และสามารถรักษาอาการไมเกรนได้ด้วย
                   วัตถุดิบมี มะกรูด ๕ ลูก  มะนาว  ๑  ลูก ดอกอัญชัญสีม่วง ๕๐  ดอกขึ้นไป และน้ำเปล่าครึ่งลิตร ต้มรวมกันในหม้อดิน ปิดฝาทิ้งไว้ ๑ คืน เช้านำไปปั่นก็สามารถใช้เป็นยาสระผมได้มีมาก
                    หากสนใจเรื่องใดหรือมีอะไรดีๆแนะนำติดต่อเธอได้ที่ ส่วนผลิตรายการสถานี วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ๒๓๖ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กทม.๑๐๔๐๐ โทร. ๐-๒๒๗๗-๓๒๔๑
  ---------------------------------------- 

มหัศจรรย์มะกรูด

มะกรูด ๔ ลูก 
รักษาอัมพฤกษ์-ภูมิแพ้ 
 
   
คุณเยาวลักษณ์  ปรางสุวรรณ
        ผมได้รับคำแนะนำจากคุณเยาวลักษณ์ ปรางสุวรรณ ผู้จัดรายการ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดลำปางว่า อ.วิยะดา รังษี อดีตข้าราชการครูบำนาญ ที่ปรึกษาสภาผู้สูงอายุลำปาง ท่านมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมาก โดยเฉพาะเรื่องมะกรูด ๔ ลูก รักษาโรคอัมพฤกษ์ จึงได้ติดต่อ อ.วิยะดา มาสัมภาษณ์ในรายการวิทยุ “ทั่วทิศถิ่นไทย” วันศุกร์ที่ ๑๔ มิย.๕๔
 ผลปรากฏว่าหลังออกอากาศแล้ว มีท่านผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาจำนวนมากบอดจดไม่ทันผมบอกว่า
        “ จะจดทันได้อย่างไร ผมสวัสดีท่านผู้ฟัง ไม่ได้สวัสดีท่านผู้จด ถ้ามัวแต่คุยกับผู้จด สามวันก็ไม่หมด”
       เพื่อความสบายในของทุกท่าน ผมเลยนำมาเผยแพร่ซ้ำอีกหลายๆครั้ง พร้อมกับนำรายละเอียดมาให้อ่านอีกครั้งใน webe:jamrat.net  อ.วิยะดา บอกว่าตำรับนี้ได้มาจากเพื่อนครูด้วยกัน แนะนำว่า
       “ เอามะกรูดแก่จัดมา ๔ ลูก แล้วนำมาผ่าครึ่ง ควักเมล็ดเนื้อข้างในออก
                   ลูกแรก...เอาพริกไทยดำบดละเอียดใส่เข้าไป
                   ลูกที่สอง ...เอาดีปลีบดละเอียดใส่เข้าไป
                   ลูกที่สาม...ใส่กระเทียมที่ปลอกเปลือกแล้วเข้าไป
                   ลูกที่สี่...เอาเกลือตัวผู้ ๑ ช้อนโต๊ะ แบ่งใส่ผ่าละครึ่งช้อนโต๊ะ
                 หลังจากนั้นนำมะกรูดทั้งหมดเอาไปนึ่งให้สุก แล้วเอามาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งพอเป็นกระสายยาคนให้เข้ากัน
เก็บไว้ในตู้เย็น ให้ผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์กิน ขนาดเท่าหัวแม่มือ ก่อนอาหารเช้าและก่อนนอน
                อาการอัมพฤกษ์ และภูมิแพ้จะหายไป มีผู้ป่วยหลายรายทดลองกินได้ผลมาแล้ว
                  ติดต่อ อ.วิยะดา รังษี ๐๘-๖๗๕๖-๕๐๑๓
มะกรูด
           มะกรูด เป็นพืชคู่ครัวไทยมาเนิ่นนาน สมัยเด็กๆเห็นคุณพ่อปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน เข้าไปในครัวเห็นคุณแม่เก็บไว้ในตู้เป็นเครื่องเคียงไว้ปรุงอาหาร ทุกวันนี้เห็นดาษดื่นทั่วไปส่วนใหญ่จะนำไปทำน้ำยาหมักผมที่มีคุณภาพ และเป็นผลิตภัณท์ของวงการสปาที่มีกลิ่นหอมธรรมชาติชื่นใจ มะกรูด มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ภาคเหนือเรียก มะขุน มะขูด หนองคายเรียก มะหูด ภาคใต้เรียก ส้มกรูด ส้มมั่วผี เขมรเรียก โกรยเซียด กะเหรี่ยงที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรียก มะขู  
          มะกรูดมักประกอบด้วยเบต้า-ไพนีน, ไลโมนีนและซาบินีน เป็นสารหลัก ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากใบจะประกอบด้วย ซีโทรเนลลาล, ไอโซพูลิโกล และไลนาลูออล เป็นสารหลัก ส่วนในน้ำมะกรูดมีกรดซิตริก ไวตามินซี และกรดอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบ  ยิ่งค้นคว้ายิ่งเห็นว่า มะกรูดมีประโยชน์มากมาย ทำให้ผมอยากรณรงค์ให้ทุกท่านปลูกไว้ประจำบ้านคนละต้นสองต้น
          ในอนาคตผมจะปลูกไว้ที่สวนภูเรือ “ศูนย์เรียนรู้สมุนไพรไทย” รวบรวมสายพันธ์ต่างๆไว้ศึกษา ในวงการแพทย์แผนไทยยกย่องมะกรูดว่าเป็นสมุนไพรเด่นที่มีคุณสมบัติ ใช้เป็นยาหรือส่วนผสมของยาต่าง ๆ คือ น้ำในผลแก้อาการท้องอืด ช่วยให้เจริญอาหาร น้ำมะกรูดใช้ดองยา เพื่อใช้ฟอกเลือด และบำรุงโลหิตสตรี เนื้อของผลใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ใบมะกรูดใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ผลมะกรูดที่คว้านไส้ออกนำมหาหิงส์ใส่แทนใช้เป็นยาขับลมแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน
          มะกรูดใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ กรด Citric ช่วยขจัดคราบสบู่ (ด่าง) ที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ผมหวีง่าย น้ำมันจากผิวมะกรูดช่วยให้ผมดกเป็นเงางาม ใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร ในดับกลิ่นคาวของอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในครื่องแกงต่าง ๆในบางตำรับยาบอกว่ามะกรูดสามารถขับลมแก้จุกเสียด  วิธีใช้ ตัดจุกผลมะกรูด คว้านไส้กลางออก เอามหาหิงส์ใส่แล้วปิดจุก นำไปเผาไฟจนดำเกรียม บดเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยขับลม แก้ปวดท้องหรือป้ายลิ้นเด็กอ่อน เป็นยาขับขี้เทาได้
          น้ำมะกรูดใช้ถูกฟัน แก้เลือดออกตามไรฟัน เอาผลมะกรูดมาดอง เป็นยาดองเปรี้ยวรับประทานขับลมขับระดู  เปลือกผลฝานบาง ๆ ชงน้ำเดือดใส่การะบูรเล็กน้อย รับประทานแก้ลมวิงเวียน เปลือกฝนใช้ผสมในเครื่องสำอางบางชนิด เช่น แชมพู สบู่ เป็นต้น
        สารพัดประโยชน์และคุณค่าจากมะกรูด รีบหามาปลูกนะครับ หากจะถามว่าปลูกวันไหนดีที่สุด ผมว่าปลูกวันนี้ และเดี๋ยวนี้ ดีที่สุดครับ ฮ่าๆๆ
        คุณทานตะวัน ได้เขียนไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ ๑๗๐ ว่า คุณค่าของมะกรูดในการบำรุงเส้นผมนั้นอาจเป็นสิ่งที่หลายๆ ท่านรู้กันดีอยู่แล้ว เพราะแม้กระทั่งผู้ผลิตยาสระผมบางรายยังใช้เป็นประเด็นในการโฆษณาว่า แชมพูของตนผสมมะกรูด มะกรูดไม่เพียงแต่ทำให้ผมดำเป็นเงางามเท่านั้น แต่ยังช่วยกำจัดรังแคแก้คันศีรษะ แก้ผมแตกปลายป้องกันผมร่วง และทำให้ผมหงอกช้า  มะกรูดเป็นสมุนไพรธรรมชาติ จึงไม่ต้องกลัวแพ้เหมือนแชมพูที่ทำจากสารเคมี ที่สำคัญมะกรูดบำรุงผมได้ทุกชนิด คนผมแห้งหรือผมมันก็ใช้ได้
วิธีใช้มะกรูดสระผม
   การนำมะกรูดมาสระผมนั้นมีหลายวิธีให้เลือก ดังนี้
1. เอามะกรูดสดๆ มาผ่าครึ่ง แคะเอาเม็ดออก บีบเอาน้ำมาใช้สระผม แต่วิธีนี้จะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากน้ำมันที่ผิวมะกรูด
2. ปอกผิวมะกรูดออก นำมาตำให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะกรูดผสมลงไป เติมน้ำลงไปอีกพอให้ส่วนผสมเริ่มเหลว คนให้เข้ากันดี ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วกรองคั้นเอาแต่น้ำไปใช้ วิธีนี้เวลาสระจะได้กลิ่นเหม็นเขียวจากผิวมะกรูด แต่สระเสร็จแล้วจะหอมได้ผลดีที่สุด
3. เอาลูกมะกรูดมาหั่นเป็นชิ้นและนำมาเข้าเครื่องปั่นจนละเอียดที่สุด เอาออกมาใส่ชามเติมน้ำอุ่นลงไปจนท่วม คนให้ทั่ว ตั้งทิ้งไว้ 10-20 นาที คั้นเอาแต่น้ำใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ น้ำมะกรูดจะอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์ สำหรับมะกรูดนั้นจะใช้มะกรูดสดหรือเผาไฟก่อนก็ได้
          เมื่อได้น้ำมะกรูดแล้วก่อนสระผมควรราดผมให้เปียกชุ่มเสียก่อน เนื่องจากน้ำมะกรูดมีฤทธิ์เป็นกรดแก่ กัดหนังศีรษะได้ น้ำมะกรูดเมื่อเจือจางลง ฤทธิ์อ่อนลงไปด้วย ขณะที่สระผมควรนวดศีรษะไปด้วย ทิ้งไว้สองสามนาที ล้างออกและสระซ้ำอีกครั้ง แล้วล้างออกให้สะอาด อย่าให้มีเศษมะกรูดหลงเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ผมเสีย ที่สำคัญระวังอย่าให้น้ำมะกรูดเข้าตาหรือถูกปาก เพราะจะรู้สึกแสบตาและชาปาก เวลาใช้ตอนแรกอาจจะรู้สึกแสบที่หนังศีรษะบางแห่ง แสดงว่าตรงนั้นมีแผลอยู่ ไม่เป็นอันตรายอะไรใช้ไปเรื่อยๆ จะหายเอง แต่ถ้ารู้สึกแสบทั้งหนังศีรษะแสดงว่าน้ำมะกรูดข้นไป ต้องผสมน้ำให้เจือจางอีก หลายๆ คนอาจจะเคยอยากใช้มะกรูดสระผม แต่ขี้เกียจยุ่งยาก  ดิฉันอยากให้ลองทำดูนะคะ มะกรูดเราก็มีขายอยู่ทั่วไป ขั้นตอนการทำก็เพลิดเพลินดี ที่สำคัญผลที่ได้นั้นทำให้ผมสวยจริงๆ ค่ะ สระผมครั้งต่อไป ใช้มะกรูดกันเถอะค่ะ
         ในหนังสือชีวจิตได้เขียนถึงเรื่องมะกรูดไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอดีตได้มีการนำเอามะกรูดไปใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยประกอบในพิธีด้วย ส่วนในวรรณคดีไทยหลายเรื่องได้กล่าวถึงมะกรูดไว้อย่างไพเราะเพราะพริ้งทีเดียวค่ะ เช่น กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
มะกรูดสองแถวทาง    คิดมะกรูดนางสางสระผม
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม    กลิ่นขจรขจายเรียมสบายใจ
มะกรูดสองเถื่อนถ้อง    แถวพนม
มะกรูดเหมือนนางสระผม    พ่างเพี้ยง
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม    รวยรื่น
ขจรสุคนธกลิ่นเกลี้ยง    รื่นล้ำเรียมสบายฯ
      ปัจจุบันมีแชมพูและครีมนวดผมจากมะกรูดวางจำหน่าย บางยี่ห้อมีส่วนผสมของตะไคร้ช่วยป้องกันผมแตกปลาย หรือมีส่วนผสมของน้ำมันงา ช่วยบำรุงผมให้นิ่มดกดำ หรือดอกอัญชัญ ซึ่งช่วยป้องกันผมหงอกก่อนวัย แต่ที่พิเศษสุดเห็นจะเป็นการนำมะกรูดและน้ำกาแฟมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยปิดผมขาว ช่วยเคลือบเส้นผมแบบธรรมชาติ พร้อมทั้งบำรุงรากผมที่เกิดใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่โกรก หรือย้อมผมเป็นประจำด้วย แต่ใครที่สนใจอยากลองทำแชมพูมะกรูดใช้เอง ก็สามารถทำได้นะครับ
วิธีทำน้ำมะกรูดด้วยการเผาไฟ    เหมาะสำหรับขจัดรังแค แก้คันศีรษะใช้หมักผมและหนังศีรษะ
  1. นำมะกรูดเผาไฟให้พอมีน้ำมันซึมออกมาจากผิว และมีกลิ่นหอม
  2. ผ่าครึ่ง บีบเอาเฉพาะน้ำมาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ หมักไว้ประมาณ 15-30 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
วิธีทำน้ำมะกรูดด้วยการต้ม   เหมาะสำหรับ สระแทนแชมพู ทำให้ผมนิ่ม ลื่น รักษาอาการคันศีรษะ
  1. นำมะกรูดผ่าครึ่ง ต้มกับน้ำเล็กน้อย (น้ำ 2ถ้วย ต่อมะกรูด 1 ลูก) ตั้งไฟพอเดือดยกลง ปิดฝาทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลง นำมาคั้นแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อไม่ให้เกร็ดเล็กๆของมะกรูดติดกับผม
  2. นำน้ำมะกรูดที่ได้มาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ใช้ทำความสะอาดเส้นผมแทนแชมพู หรือใช้เคลือบเส้นผมแทนครีมนวดผม ทำให้ผมหวีง่ายไม่พันกัน
แชมพูมะกรูดสูตร 1
ส่วนผสม
  1. มะกรูด 3-5 ผล
  2. ใบหมี่ 10 ใบ
  3. น้ำซาวข้าวเหนียว 1 ลิตร
วิธีทำ
  1. มะกรูดผ่าตามขวางเป็นสองซีก ตั้งน้ำพอเดือด ใส่มะกรูดและใบหมี่ลงไปในหม้อ
  2. รอให้เดือดต่อประมาณ 10 นาที ปิดฝา ยกลง
  3. รอจนเย็นลง ใช้ผ้าขาวบางกรองเอากากออก แล้วเก็บใส่ขวดไว้ใช้สระผมแทนแชมพู
หมายเหตุ วิธีการทำน้ำซาวข้าวเหนียว ให้นำข้าวเหนียวประมาณ 1 ลิตร แช่น้ำพอท่วม (ใช้น้ำประมาณ 1 ลิตร) ทิ้งไว้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะได้น้ำซาวข้าวเหนียวสีขาวขุ่น
แชมพูมะกรูดสูตร 2
ส่วนผสม
  1. มะกรูด 3-5 ผล
  2. หญ้าปักกิ่ง ถ้วย
วิธีทำ
  1. มะกรูดผ่าตามขวางเป็นสองซีก หญ้าปักกิ่งทั้งต้นล้างน้ำให้สะอาดใช้ทั้งราก ทั้งใบ
  2. ใส่มะกรูด หญ้าปักกิ่ง น้ำซาวข้าว ในหม้อตั้งไฟปานกลาง รอให้เดือดประมาณ 20 นาที ปิดฝายกลง
  3. รอจนน้ำเย็น สังเกตสีของน้ำจะคล้ำขึ้น ใช้มือคั้นเอาแต่น้ำ ทิ้งกาก
  4. กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง เก็บใส่ขวดไว้ใช้สระผมแทนแชมพู
หมายเหตุ หากไม่มีน้ำซาวข้าวเหนียวให้ใช้น้ำเปล่าแทนได้ น้ำซาวข้าวเหนียวมีฤทธิ์เย็น ช่วยรักษาความชุ่มชื่นของหนังศีรษะ ลดอาการคัน แก้ผดผื่น สิว บนหนังศีรษะได้ดี
            เป็นอย่างไรครับ ได้ข้อมูลหลายแง่มุมแล้ว มะกรูดควรจะปลูกไว้ข้างบ้านท่านได้หรือยังครับ ทั้งกินทั้งดูแลสุขภาพ ประหยัดเงินได้อีกตั้งเยอะ แถมว่างๆเวลาไปเยี่ยมญาติ ก็หอบมะกรูดไป เป็นของฝากได้อีกด้วย
อยากปลูกมะกรูดจังเลย
 --------------------------------------------------------------

โรคหอบ-หืด-ภูมิแพ้

โรคหอบหืด-ภูมิแพ้
บำบัดด้วยตำแยแมว

     ลุงวัชระ จันทะโคตร  อดีตครูประชาบาล  ปัจจุบันทำนาเกลือที่บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ดั้นด้นเดินทางมาเยี่ยมผมเพื่อบอกสูตรยาดี เก็บไว้กับตัวกลัวสูญหาย อยากฝากเผยแพร่  ช่วยเหลือผู้ทุกข์ทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บ  ลุงหยิบต้นสมุนไพรออกมาจากย่ามพร้อมกับบอกว่าสมุนไพรต้นนี้สุดยอดจริงๆ ใครที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้ ให้ถอนมาทั้งต้นทั้งราก นำมาต้มดื่มสัก 1 แก้ว ดื่มเวลามีอาการ แก้วเดียวก็หาย รสชาติจะขมเหม็น สมุนไพรที่ว่านี้คือ ต้นตำแยแมว นอกจากต้มดื่มกินแล้ว ใครจะนำตำแยแมวโขลกผสมกับน้ำซาวข้าว กรองใส่ผ้าขาวบางให้ได้น้ำข้นๆ 1 แก้วแล้วดื่ม สรรพคุณก็ดีเหมือนกัน
     สมุนไพรตำแยแมวมี 2 ชนิด ใบกลมเรียกว่าตำแยแมวตัวเมีย ส่วนใบแหลมหยักเรียกตำแยแมวตัวผู้ แต่ที่นิยมนำมาทำเป็นยาคือตำแยแมวตัวเมีย ขนาดต้นสูงประมาณ 2 ฟุตเศษ  ลำต้นตรง มีดอกออกเป็นช่อตามต้น  ส่วนยอดของช่อดอกเป็นดอกเพศเมีย  ชอบขึ้นตามที่ดินเย็น ๆ ตามที่รกร้างทั่วไป  ตำแยแมวเรียกต่างกันเช่น  ตำแยป่า, หญ้าแมว, หญ้ายาแมว, หานแมว, ลังตาไก่, อเนกคุณ  ตำราแพทย์แผนไทยจารึกไว้ว่าสมุนไพรตำแยแมว รากใช้ขับเสมหะ ทำให้อาเจียน ทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร เป็นยาถ่าย ใบใช้ขับเสมหะในโรคหลอดลมอักเสบ ส่วนใบแห้งป่นโรยรักษาแผลกดทับเนื่องจากนอนมาก    ต้น -ทางยา :อิฐปูนเกก่า ๆ ผุรธานี เดินทางมาเยี่ยมผมพร้อมต้นสมุนไพรตำแยแมว
บางตำราใช้ใบตำแยแมวตัวผู้สดๆปรุงเป็นแกงเลียงให้เด็กรับประทานเพื่อช่วยขับพยาธิเส้นด้าย
     ต้นตำแยแมวนี้ไม่เพียงแต่ใช้รักษาโรคกับคนเท่านั้น แต่ยังเป็นยาถอนพิษโรคของแมวได้ดีอีกด้วย โดย
ถอนขึ้นมาทั้งต้นทั้งราก แล้วโยนทิ้งไว้ เมื่อแมวเห็นเข้า จะตรงเข้ากลิ้งเกลือกแล้วกินราก หลังจากนั้นจะสำรอกพิษออกมาทันที

     รู้สรรพคุณของสมุนไพรตำแยแมวเช่นนี้แล้ว รีบหามาปลูกไว้ในบ้านสักต้นสองต้น   ของดีๆอย่างนี้ต้องช่วยกันอนุรักษ์สืบสานไว้ ถึงเวลาจำเป็นจะได้นำมารักษาตัวเองและแมวด้วย ฮ่าๆๆ