ป้ายคำ: ปากเปื่อย (1)

แม่เล่าให้ฟัง

แม่เล่าให้ฟัง
                 หนังสือเล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่ม ๑ ผมเขียนเรื่องพ่อเล่าให้ฟังไปแล้ว ครั้นเล่ม ๒ จะไม่เขียนถึงแม่ที่เคยเล่าให้ฟัง ก็ดูกระไรอยู่ เดี๋ยวจะหาว่ารักพ่อแม่ไม่เท่ากัน ต้องขอบคุณคุณแม่ที่สมัยตั้งท้องผม  ท่านไปดูหนังกลางแปลง(หนังขายยาหรือหนังเร่) หลังกลับจากดูหนังคืนนั้น  ท่านคลอดผม ตรงกับวันอังคารที่ ๑๔ กุมภาพันธ์วันวาเลนไทน์  แม่ผมนี่สุดยอดจริงๆ
                 ด้วยเหตุที่แม่ผมไปดูหนังนี่เอง  ทำให้เสี้ยวหนึ่งในชีวิตของผม  สมัยรับราชการที่สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   ได้พากษ์หนังเรื่อง เปาปุ้นจิ้น  พิน็อคคิโอ   ฉลามบก   ขุนช้างขุนแผน การ์ตูน มวยปล้ำและอีกหลายเรื่อง   จากทีมพากษ์มาจนเป็นหัวหน้าทีมพากษ์ แบ่งบทพากษ์เอง   ระยะหลังเขาผลิตเป็นเสียงพากษ์ในฟิล์ม ผมเลยตกงาน
                 หลายคนสงสัยเวลาผมอ่านข่าวและจัดรายการทำไมเสียงผมถึงใหญ่และมีพลัง   จะเล่าให้ฟัง คือผมสังเกตตอนที่แม่เลี้ยงน้อง   แม่จะนั่งเหยียดขาสองข้าง พันผ้าถุงไว้เหนือเข่า  ข้างๆขาแม่ จะมีถ้วยข้าวบดผสมกล้วยบด และแก้วน้ำ แล้วแม่ก็จับน้องผมนอนหงาย หันหัวไปทางปลายเท้า  แม่เอามือซ้ายจับขาน้องผมไว้ เวลาที่น้องผมแหกปากร้อง  แม่ก็จะตักข้าวบดผสมกล้วยบดกรอกปาก ๑ ช้อน ตามด้วยน้ำ ๑ ช้อน  จังหวะนั้นเสียงก็จะดัง คร๊อกๆๆๆๆ แทนเสียงร้องไห้  แล้วน้องผมก็กลืนข้าวลงไป นึกเห็นภาพไหมครับ
                แม่ทำอย่างนี้ทุกวัน จนน้องผมโต  ผมมานั่งคิดสมัยผม คงเป็นเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้หลอดเสียงผมใหญ่ แสดงว่าแม่ผมเตรียมความพร้อมด้านการใช้เสียงฝึกพลังให้ผมมานาน   คือแหกปากร้องขยายกล่องเสียง  กรอกข้าวขยายหลอดคอ ฝึกปอดไปในตัว   เฮ้อ..วิธีนี้ใครจะเลียนแบบ  ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์  ถ้าลูกคุณไม่ตายเสียก่อน  
                ที่บ้านผม  พ่อแม่ส่งเสียลูกเรียนครูทุกคนและส่วนใหญ่ก็มักเป็นโฆษกและพิธีกรช่วยเหลือชาวบ้านไปทั่ว  จนชาวบ้านเวลามีงานต่างๆ  ไม่ว่าด้านพิธีการ พิธีกรก็จะเชิญครอบครัวผม ไม่คนใดก็คนหนึ่ง  บางงานใช้พิธีกรถึง ๓ คน  เขาบอกมันส์ดี   ล่าสุดรวมพ่อผมด้วย ๔ คนครับ   แถมให้พ่อร้องเพลงอีกต่างหาก  (ใช้พ่อผมคุ้ม)  ฮ่าๆๆ  ( ฟรี )
                คุยเรื่องแม่ ทำไมวกมาที่พ่อก็ไม่รู้ (บทบาทพ่อเยอะกว่า)  พูดแล้วจะหาว่าคุย  แถวบ้านถ้าใครถูกสุนัขกัด เนื้อหลุด พ่อผมจะเอาเนื้อที่หลุดแปะไว้ตำแหน่งเดิม  แล้วเอาปูนที่กินกับหมากผสมน้ำยางสบู่บ้านสมานแผล  หลังจากนั้นเอาธูปดอกเดียว ตวัดเลขยันต์  พร้อมเสกคาถากำกับ   ไม่ถึงสองวันแผลหายสนิท   ผิดกับคนที่ส่งโรงพยาบาลรักษาเดือนหนึ่งยังไม่หาย  ตำรานี้พ่อไม่ให้ใคร  นอกจากพี่ชายคนเดียว   พูดถึงเรื่องแม่ต่อครับ ความรู้เรื่องสมุนไพรท่านก็ไม่เบาเหมือนกัน      ท่านจดจำมาจากคุณยาย  แล้วก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ผมนำมาฝากท่านผู้อ่านเท่าที่จำได้นะครับ
โคนลิ้นขาว
               แม่บอกว่าช่วงที่ผมเล็กๆประมาณ ๕-๖ ขวบ ลิ้นจะขาว ตอนเช้าๆตะวันยังไม่ขึ้น แม่จะเอาผ้าอ้อมที่ซักสะอาดหนึ่งผืน แล้วรีบไปตัดก้านกล้วยประมาณครึ่งก้าน   เอาผ้าอ้อมคลุมนิ้วชี้และนิ้วกลาง ไปรองใต้ยางกล้วยจนเกือบหยุดหยด  แล้วเอาผ้าอ้อมที่เปื้อนยางกล้วยไปเช็ดลิ้นของผม   ทำประมาณ   ๒-๓ วันลิ้นจะหายขาว   แม่บอกเด็กส่วนใหญ่ ถ้าลิ้นขาวก็จะเจ็บลิ้นแล้วก็เบื่อนมและเบื่ออาหาร
ปากเปื่อยในเด็ก
               ให้เอาผลมะกอกเผาไฟหนึ่งส่วน และผลมะขามป้อมเผาไฟส่วนหนึ่งแล้วบดเป็นผง  แล้วละลายกับน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวแทรกเกลือเป็นกระสาย  กวาดหรือชุบสำลีอมเป็นยาสมานรักษาอาการปากเปื่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
 
ปากนกกระจอก
               เขียนเรื่องแม่ก็อดที่จะคิดถึงแม่ น่าเสียดายท่านจากผมไปแล้ว ช่วงที่ท่านนอนป่วยที่ โรงพยาบาลศิริราชด้วยโรคหัวใจตีบ หมอลงความเห็นให้ผ่าตัด  ลูกๆแบ่งเป็น ๒ คณะ  คณะแรกให้ผ่า  อีกคณะไม่ให้ผ่า  ก็เยื้อชีวิตท่านมาถึง ๔ ปี โดยไม่ผ่าตัดรักษา ๒ ทาง  คือกินยาแพทย์แผนปัจจุบันยาโรงพยาบาลและกินยาสมุนไพรไปด้วย
               ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด  แล้วไม่สบายก็เข้ารักษาตัวที่ต่างจังหวัด โรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด  หมอก็มีน้อยเวลาเราไปปรึกษาจะไม่มีเวลาคุยด้วย ทำตัวเหมือนเทวดา เพราะหมอต้องรีบไปเปิดคลินิก วินิจฉัยโรคไม่ละเอียด  ผลปรากฏคุณแม่เสียชีวิตด้วยยาที่กินเข้าไปมันน็อค   ทั้งๆที่มีสติ   เวลาคุยกับแม่ท่านก็ผงกหัวรับทราบหมด ในนาทีวิกฤตหมอใหญ่อยู่คลินิก เศร้าจริงๆครับ    อยากนำท่านเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช  แต่ลูกๆหมดหนทางเพราะอาการท่านหนักแล้ว ท่านคงทำบุญไว้เท่านี้  ขอให้คุณแม่หลับให้สบาย และดวงวิญญาณจงไปสู่สรวงสวรรค์  ผมขอตั้งใจนำสิ่งดีๆที่ได้พบเห็นมาเผยแพร่ให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้ดูแลสุขภาพให้มากที่สุด
               เรื่องปากนกกระจอกคุณแม่เคยสอนว่า  ให้เอาฟองข้าวสีขาวๆที่เวลาเราหุงข้าว ข้าวจะเดือดและมีฟองสีขาวๆให้เอาฟองข้าวนี่แหละ  มาทามุมปากทีเป็นปากนกกระจอก วันละ ๒ ครั้งเช้าเย็นก็จะหาย

คางทูม
             ให้ไปเอาเสลดพังพอนตำผสมหล้าขาวเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็นคางทูมวันละ ๒-๓ ครั้ง หรือจะเอาใบพลูที่กินกับหมากอังไฟพอให้อ่อนตัว ทาด้วยน้ำมันพืช แปะที่เป็นคางทูม ขณะที่ยังอุ่นอยู่ ทำหลายๆครั้ง
             เนื่องจากแต่ละคนอาจจะมีความพร้อมและวัตถุดิบในการปรุงยาไม่เหมือนกัน         แม่บอกว่าใครมีหัวขมิ้นอ้อยก็ใช้ได้กะพอประมาณและเปลือกต้นเพกาอัตราส่วนเท่าๆกัน ตำให้ละเอียดแช่กับเหล้าขาว  เติมการบูรนิดหน่อย พอให้ละลาย หลังจากนั้นเอาน้ำยาที่ได้ทาคางทูมวันละ ๔-๕ ครั้งก็หายได้

แก้หลงลืม บำรุงสมอง  ทำให้ความจำดี สมองโปร่ง
             แก้อาการ หลงลืมและ บำรุงสมอง ทำให้ความจำดี สมองโปร่ง ให้เอาผงกวาวเครือขาวประมาณปลายช้อนชา ผสมกับน้ำนมวัวสดประมาณ ๑ แก้วดื่มทุกวันหลังอาหารวันละครั้งจะทำให้ความจำดี
 
โรคตาเป็นต้อ
             มีผู้สูงอายุหลายคนสอบถามผมเกี่ยวกับเรื่องตาเป็นต้อ  ล่าสุดเป็นนายทหารผมจำได้ว่าคุณแม่เคยแนะนำญาติไปทำ ท่านให้เอาดอกมะลิ  ๑  กำมือ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับพิมเสนแท้ ๒ เม็ด  ห่อผ้าขาวบาง คั้นเอาน้ำยาใช้หยอดตาวันละ ๔-๕ ครั้ง
             หรือจะใช้ใบข่า  ๓ ใบ  ใช้ใบเล็กๆ ขมิ้นอ้อย ๑  หัวใหญ่  ผักบุ้งไทย  ๑  กำมือ  ตัวยาทั้ง ๓ นี้นำมาใส่หม้อดินต้มให้เดือดแล้วยกหม้อลง เปิดฝาใช้ผ้าขาวบางคลุมปากหม้อ  ให้ผู้ป่วยก้มลงลืมตารมไอน้ำยาที่ปากหม้อ  ทำเช่นนี้วันละครั้ง      ติดต่อกัน ๓-๔ วัน  ถ้าหม้อเดียวไม่หายให้ปรุงยาต้มใหม่อีกครั้ง

แก้โรคตามองไม่เห็น ฝ้าฝาง ตาต้อกระจก
             ใช้ผงกวาวเครือขาว ผสมกับมะขามป้อมและสมอพิเภก อัตราส่วนเท่ากัน บดเป็นผงผสมน้ำผึ้งเป็นกระสายยาปั้นเป็นลูกกลอน กินก่อนอาหารเช้า-เย็น วันละ ๒  เม็ด สายตาจะกลับมาเห็นดีดังเดิม เคล็ดลับคือต้องอาบน้ำวันละ  ๓  เวลา และของเปรี้ยวของดอง ห้ามกินเด็ดขาด
                                                         ---------------------------------------------------------------