สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มหัศจรรย์ฟักทอง
    ด้วยระเบิดเวลา ที่ผมจะต้องส่งต้นฉบับให้หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจทุกวันพุธ เมื่อเขียนเสร็จแฟนเน็ตจะได้อ่านก่อนใคร

                 
   มหัศจรรย์ ฟักทอง
      “ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไมเกรน ลดอ้วน ชะลอแก่”
                        
จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
          เหลือเชื่อครับฟักทองพืชผักสวนครัวที่คุ้นหน้าคุ้นตาพวกเราจะมีสรรพคุณทางยามากมายขนาดนี้ นับจากยอดถึงรากไม่มีส่วนไหนที่ไม่เป็นยา เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ "เบต้าแคโรทีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี
           แม้แต่เปลือกฟักทอง ก็ยังมีฤทธิ์ทางยามากมาย หากรับประทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ใบอ่อนของฟักทอง มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ  ส่วนดอกฟักทองก็ มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส อีกด้วย



           วันก่อนไปเยี่ยมน้องชายเห็นบนโต๊ะมีซองเมล็ดฟักทองสำเร็จรูปพร้อมแทะ ฮ่าๆๆ สอบถามน้องชายบอกว่าแทะกินเป็นประจำเวลาว่าง เพราะเมล็ดฟักทองประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ ประโยชน์เยอะอย่างนี้นี่เอง มิน่าแทะกินได้ทุกวัน
         ผมบอกน้องชายว่ารู้ไหมรากฟักทองก็สรรพคุณล้นเหลือสามารถรักษาโรคไมเกรนได้  ซึ่งหมอวินัย วงศ์จินดา หมอพื้นบ้านจังหวัดหนองบัวลำภูแนะนำว่า รากฟักทองสดก็ได้แห้งก็ได้ผสมกับว่านน้ำยิ่งดีอัตราส่วนเท่ากันประมาณ ๑ กำมือ ต้มกินต่างน้ำสามารถแก้โรคไมเกรน  แก้ไอ บำรุงร่างกายและที่สุดยอดคือสามารถถอนพิษของฝิ่นได้ ส่วนเยื่อกลางผล สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้
         และสำหรับคุณสาวๆที่ต้องการลดน้ำหนัก "ฟักทอง" นี่แหละครับคือ "ตัวช่วย" ที่ดี เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณของคุณสาว ๆ มีน้ำมีนวล แถมสายตายังดูปิ๊งอีกต่างหาก   สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร "ฟักทอง" ซึ่งมีฤทธิ์อุ่น ก็จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวดได้ผลดี
         สมัยเด็กๆคุณแม่จะเด็ดใบอ่อนและดอกฟักทองมาลวกกินจิ้มน้ำพริก เพราะในใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ   ส่วนดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
         สำหรับวิธีทำสูตรฆ่าพยาธิตัวตืดนั้น ให้เตรียมเมล็ดฟักทองประมาณ ๖๐ กรัม ทุบให้แตกละเอียดนำมาผสมกับน้ำตาล นม และน้ำเติมลงไปจนได้ประมาณ  ๕๐๐ มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน ๓ ครั้ง ห่างกันทุก ๒ ชั่วโมงจะฆ่าพยาธิตัวตืดได้ หลังจากนั้นให้ยาแล้วประมาณ ๒ ชั่วโมง ควรรับประทานยาระบายน้ำมันละหุ่ง ๒ ช้อนโต๊ะช่วยในการขับถ่าย
         ส่วนการแก้อาการหอบหืดใช้ฟักทองครึ่งกิโลกรัมนึ่งแล้วราดด้วยน้ำผึ้งกินวันละ ๒ ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกัน ๕-๗ วัน จะช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้ ถ้ารักษาอาการโรคเบาหวาน ใช้ฟักทอง ๒๕๐ กรัมต้มกับน้ำสะอาดกินเป็นน้ำแกง  โรคตาบอดกลางคืนใช้ดอกฟักทองต้มกับตับหมู ๑๒๐ กรัม    ถ้าผู้หญิงหลังคลอด ให้นำเนื้อในเมล็ดฟักทอง ๑๒๐ กรัมคั่วแล้วบดเป็นผงผสมน้ำดื่ม ครั้งละ ๓๐ กรัม  จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมในสตรีหลังคลอด
        ได้ รู้สรรพคุณทางยาของฟักทองมีมากมายเช่นนี้แล้ว รีบหามาปลูกไว้ในสวนครัวข้างบ้านนะครับ จะได้มีกินตลอดปี นอกจากสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังประหยัดค่าใช้จ่ายที่เหลือก็สามารถแบ่งปันเพื่อนบ้านได้อีกด้วย ฮ่าๆๆ
 
 
  

blog comments powered by Disqus