สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ยาดีบำบัดโรค
                     ยาดีบำบัดโรค
             “ ของดีเมืองกาญจน์”
                                 จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
     “คุณจำรัส เมื่อไหร่จะมาเอาสมุนไพรเพาะไว้ให้ตั้งเยอะแล้ว เดี๋ยวฉันไม่อยู่มันจะตายหมด”   เสียงของคุณปอ-ปา (เจ้าตัวขอสงวนนาม กล้วไม่ได้หลับไม่ได้นอน)    จากบ้านท่ามะกา ตำบลท่ามะกาอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พูดมาทางโทรศัพท์หลายครั้งหลายคราย้ำให้ผมไปรับสมุนไพร จนแล้วจนรอดผมก็ยังหาเวลาไปไม่ได้ ด้วยความเกรงใจ  เมื่อเช้าวันพุธที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖ ผมตัดสินใจเดินทางออกจากกรุงเทพตั้งแต่เช้า
        ขับรถมาตามเส้นทางจังหวัดปทุมธานี อำเภอบางเลน อำเภอกำแพงแสน อำเภอพระแท่นดงรัง เป้าหมายอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างทางช่วงเช้าผมแวะรับประทานอาหารที่ร้านแกงป่าคุณยายตุ่ม ซึ่งมีลูกค้าค่อนข้างหนาแน่นท่าจะอร่อย ผมเดินไปที่ตู้อาหารที่มีอาหารสำเร็จรูปวางเป็นถาดๆไม่ตำกว่า ๒๐ ชนิด ผมมองดูเห็นแต่ละถาดจะมีกลิ่นไอความร้อน พวยพุ่งขึ้นมา  น่าจะเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ผมรีบชี้บอกคนขายซึ่งเป็นหนุ่มหน้าตาดี คงจะเป็นหลานยายตุ่มเจ้าของร้าน




    “ จานนี้  ๑ จาน ( ปลาหมอ ๒ ตัว ปรุงเสร็จสรรพไม่รู้เรียกว่าอย่างไร)  แล้วก็ถาดนี้ ( ถาดที่ ๒ ) ลาดข้าวก็แล้วกันเดี๋ยวกินไม่หมด” สั่งเสร็จผมก็เดินไปหาโต๊ะที่ว่างๆนั่งรอ
     ไม่ถึงอึดใจของทุกอย่างที่ผมสั่งวางอยู่เบื้องหน้า ด้วยความหิว ก็รีบบรรเลงไปตามจังหวะอย่างรวดเร็ว กินไปคิดไปว่า ไอ้ที่น้องเขาราดมามันเป็นอะไรเนื้อมันนิ่มดี เป็นผัดเผ็ดที่รสชาติดี
    “ ไอ้น้องคิดตังค์ ปลา ๒ ตัว ข้าวราดแกง ๑ อย่าง น้ำเปล่า ๑ ขวด”
   “  สองร้อยสิบบาทพี่”
  “ เฮ้ยน้อง ไอ้ผัดเผ็ดที่ราดมานี่ มันอะไรนะ”  ถามด้วยความสงสัย เผื่อคราวหน้ามาสั่งใหม่ ฮ่าๆๆ
 “ เออ..ผัดเผ็ดจระเข้ครับ”
“  หา....ๆๆๆๆ  อะๆๆๆๆ ไรๆๆๆๆๆนะ”
“ จระเข้ครับพี่”  ย้ำเน้นอีกรอบ เสียงดังฟังชัด
          โธ่ถัง....จำรัสเอ๋ย  เช้านี้เจอดีเข้าให้แล้ว ต้องขออภัยท่านไกรทอง ข้าผู้น้อยไม่บังอาจ ..มันพลาดไปแล้ว ข้าผู้น้อยสมควร..ตาย เอ้ยไม่ใช่..ข้าผู้น้อย สมควรได้รับการอภัย แง้ๆๆๆ
       ผมรีบลุกจากโต๊ะกินข้าว เดินไปส่องดูที่ตู้กระจก ที่วางถาดอาหารอีกรอบหนึ่ง  แล้วชี้ถามน้องคนขายไปทีละถาดน้องเขาก็ตอบอย่างฉาดฉาน นี่อะไร....งูเห่าผัดเผ็ด (ไอ้หย่า)   นี่อะไร.... หนูนาผัดเผ็ด นกผัดเผ็ด (ไอ้หย่า)  นี่อะไร...... กวางครับพี่ นี่อะไร..หมูป่าผัดเผ็ด ผมคิดในใจไปดีกว่า กินก็ไม่กินยังมาถามนี่อะไรๆอยู่ได้  เสียเวลารบกวนลูกค้าคนอื่น วันนั้นนั่งขับรถไปเหมือนมีจระเข้ดิ้นอยู่ในท้อง ต้องแวะปั้มน้ำมันเข้าเซเว่นซื้อมะขามหวาน รีบกินให้เยอะๆแล้วดื่มน้ำเปล่าตามทันที ไม่ถึง ๑๐ นาที จะดีท็อกซ์ทันควัน ..เฮ้อ โล่งไปหน่อย เพื่อความไม้ประมาท เดี๋ยวก็..แขกตี้..ขี้แตกกลางทาง จึงนั่งสังเกตการณ์ที่ปั้มน้ำมันสัก ๑๕-๒๐ นาทีให้อุ่นใจก่อน ว่าทุ่นระเบิดหมดฤทธิ์แล้ว จึงเดินทางต่อ ฮ่าๆๆๆ
          (  จบตอนที่ ๑  หลังจากนั้นเดินทางต่อไปหาสมุนๆไพร ที่พระแท่นดงรัง รอตอน-๒ ครับ )

  
  

              ที่วัดพระแท่นดงรัง
             ผมจอดรถที่บริเวณลานจอดรถทันทีที่เปิดยังไม่ทันจะก้าวลง ภาพด้านขวาท้ายรถ สุภาพสตรีท่านหนึ่งปั่นจักรยานพุ่งมาด้วยความเร็วยิ้มมาแต่ไกลพร้อมส่งเสียงทักทาย 
           “ ล็อตเตอรรี่สองใบนะค่ะ” ผมคิดในใจเอ๊ะ..ทำไมบังคับเราซื้อ ๒ ใบ
          “ใบเดียวได้ไหมครับ”  ผมตอบ เอ๊ะ..เราตอบไปได้ยังไง ทำไมเราต้องซื้อ ยังไม่ทันทำอะไรเสียงตามมาอีกแล้ว  
           “เลขอะไรค่ะ”
           “ ยังไม่ได้ฝัน” ผมรีบตอบ เสียงเธอโต้มาอีก  
           “  ชุดนี้เลยค่ะ รางวัลใหญ่” ยื่นมาให้ชุดหนึ่ง ผมคิดในใจกี่ตังค์วะนี่
          “ ขอใบเดียวก็แล้วกัน กระจายรายได้แบ่งปันคนอื่นบ้าง เดียวรวยคนเดียว”  เธอทำท่าจำใจขาย เอ๊ะ...ผมทำท่าจำใจซื้อ..ฮ่าๆๆๆ







         หลังจากนั้นผมเดินไปดูรอบๆบริเวณวัดซึ่งมีโบราณสถานที่สำคัญเกี่ยวเนื่องพุทธประวัติตอนปัจฉิมกาล เช่น วิหารพระแท่น วิหารพระอานนท์ วิหารหินบทยา ลานนางฟ้า  รอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุก ปล่องพญานาคและสวนนายจุนฑะ มีสวนสมุนไพร
       พระแท่นถือเป็นสังเวชนียสถานซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย นับแต่โบราณเมื่อถึงกลางเดือน ๔ ของทุกๆปี มหาชนจากทั่วทุกสารทิศจะมาสักการะทำบุญและพักค้างแรมที่นี่  ในอดีตมีพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ก็โปรดเสด็จมานมัสการคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ( เจ้าฟ้าจุฬามณี  กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ) พ.ศ.๒๔๐๒   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๘ และเคยเสด็จขณะทรงสมณเพศอยู่ในรัชกาลที่ ๓ ครั้นเมื่อเสวยราชแล้วโปรดให้บูรณะพระอาราม ซึ่งปรากฏตามพงศาวดารว่า “ เบญจศก ๒๔๐๖ ที่พระแท่นดงรัง ก็โปรดให้ผู้ว่าราชการเมืองกรมการเมืองราชบุรี ทำวิหารและพระอุโบสถที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ แล้วให้ทำพระเจดีย์ขึ้นที่หลังพระแท่น ๑ องค์”  อาศัยเหตุนี้ชาวบ้านจึงมักกล่าวกันว่า วัดพระแท่นดงรังเป็นวัดกษัตริย์สร้าง เหมือนกัน



      นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๘ และ พ.ศ.๒๔๒๐ ( วันอังคาร แรม ๔ ค่ำ ปี ฉลู) พร้อมทั้งเสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำคณะเสือป่ามาประทับแรมและนมัสการ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จเมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๑๒  และ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘  , ๘  กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒  และ  ๒๒  พฤษภาคม ๒๕๒๙    สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี / สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัคราชกุมารี เสด็จเมื่อ  ๒๐   สิงหาคม  ๒๕๑๕



   อีกวิหารหนึ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุด คือวิหารหินบดยา  ภายในวิหารมีหินอยู่ก้อนหนึ่ง กล่าวกันว่า หมอพราหมณ์ชีวกโกมารภัจจ์ ใช้เป็นที่บดยาถวายพระพุทธเจ้า ดังนั้นในช่วงงานนมัสการพระแท่นดงรัง ผู้ที่มานมัสการจึงได้มากราบไหว้และอธิษฐานขอพรจากหมอชีวกโกมารภัจจ์ให้หายจากอาการเจ็บป่วย แล้วจึงนำหินที่อยู่ในวิหารมาบดยาสมุนไพรที่ตัวเองนำมาบดด้วยความเชื่อว่าจะเพิ่มสรรพคุณทางยา  เพื่อนำไปรับประทานเป็นยารักษาสุขภาพต่อไป



    ด้วยความเชื่อว่าเมื่อมีวิหารบดยา แสดงว่าบริเวณนี้ต้องมีการปลูกต้นสมุนไพรแน่นอน หลังกราบไว้ขอพรในวิหารเสร็จผมก็เดินลงจากวิหารลัดเลามาด้านหลัง แต่ทันใดนั้น
  “  โอ้ยยย.....โย้ย..โย้...”   ผมร้องเสียงหลงดังลั่นพร้อมสะดุ้งและ เต้นกระโดด ถอยหลัง  
              โปรดติดตามตอน..ต่อไป  แง้ๆๆๆ
 
 
  
  

blog comments powered by Disqus