สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็ง..ไล่ล่าเรา
   มะเร็ง...ไล่ล่าเรา...
          “เราจะจัดการกับมะเร็งอย่างไร”
                                  จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
          มะเร็ง..เนื้องอกร้าย นักวิจัยทางการแพทย์บอกว่า เกิดจากสภาพความเสื่อมของร่างกายอันเกิดจากการสะสมของสารอนุมูลอิสระและสารก่อมะเร็ง ( Carcinogen ) เป็นเวลายาวนาน  อีกทั้งร่างกายจำเป็นต้องทำงานเผาผลาญสารอาหาร ร่วมกับกระบวนการนำเข้าออกซิเจนสู่เซลล์เนื้อเยื่อ  แต่เพราะสารก่อมะเร็งและสารอนุมูลอิสระเมื่อเข้าสู่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายร่วมกับสารอาหารให้กลายเป็นพลังงานได้ แต่กลับแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติ ( Meiosis  ) เกิดการลดจำนวน โครโมโซม ( Chromosome ) ลงครึ่งหนึ่ง ต่อจากนั้นมันจึงแบ่งเซลล์ในระบบปกติแบบก้าวกระโดด จาก ๑ เป็น ๒ เป็น ๔ เป็น ๘ เป็น ๑๖ เป็น ๓๒ เป็น ๖๔ ไปเรื่อยๆอย่างไม่จำกัด ซึ่งมันจะไปทำลายเซลล์เนื้อดีออกไปเป็นวงกว้างกลายเป็นเซลล์มะเร็งเนื้อร้ายไปในที่สุด
            พิษภัยมะเร็งมีมาก หลายคนรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งก็ถอดใจ เหมือนชีวิตตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง จนมีคนขนานนามมะเร็งว่าเป็น..ปีศาจร้าย เพราะส่วนใหญ่เป็นมะเร็งแล้วมักจะไม่รอดชีวิต ไม่ตายวันนี้ก็พรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ เดือนนี้ หรือปีนี้ หรือเพียงยืดเวลาออกไป แล้วก็ต้องตาย การที่จะสู้กับมะเร็งได้เราต้องรู้เท่าทัน รู้เขารู้เรา อาหารการกินก็มีส่วนอย่างมาก บางคนเป็นมะเร็ง กลับกินอาหารที่เป็นเนื้อเข้าไป ก็เหมือนการป้อนอาหารอันโอชะให้เจ้ามะเร็งร้ายได้เติบโตแข็งแกร่งขึ้น
          ต้องบอกท่านผู้อ่านว่าเจ้ามะเร็งมันมีเอ็นไซม์ (  Enzyme) ที่สำคัญอยู่ ๓ ชนิด ในตัวมันคือ เอ็นไซม์โปรตีเอส ซึ่งจะย่อยสลายโปรตีนในเซลล์ นิวเคลียส (Nucleus) เสื่อมสลาย โดยมันจะทำลาย ดีเอ็นเอ ให้เสื่อมสภาพลง เอ็นไซม์ที่สองคือ เอ็นไซม์อะมิโนเปปติเดส ตัวนี้จะไปย่อยสลายสารประกอบของโปรตีนให้เสื่อมสภาพลง เอ็นไซม์ตัวสุดท้ายคือ เอ็นไซม์ไฮยาลูโรนีเดส เจ้าตัวนี้จะไปย่อยสลายกาวธรรมชาติที่ติดกันระหว่างเซลล์แต่ละตัวให้หลุดออกจากกัน ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว
         เมื่อท่านรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ท่านต้องมีกฎเหล็กให้กับตัวเอง ในการกินอาหารก่อนเพื่อตัดวงจรการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง คือ หยุดกินอาหารที่ก่ออนุมูลอิสระทุกชนิด หยุดกินอาหารก่อสารมะเร็งที่จะเข้าสู่ร่างกายเรา ขั้นตอนต่อไปต้องทำร่างกายให้สะอาดเพื่อเม็ดเลือดขาวจะได้ผ่านไปในกระแสเลือดได้อย่างสะดวกทุกอณูของร่างกายด้วยการถ่ายของเสียดีท็อกซ์ ( Detox ) ออกจากร่างกาย ด้วยการออกกำลังกาย เพื่อขับพิษทางเหงื่อ ขับพิษออกทางกระแสเลือดด้วยการดื่มน้ำ เอ็นไซม์ ( Enzyme) จากผัดสดและผลไม้สดคั้น  จากนั้นถ่ายพิษออกทางทวารด้วยการดีท็อกซ์ ( Detox )
       หลังจากนั้นให้อดอาหารเป็นเวลา ๓ วันเพื่อตัดความแข็งแกร่งของเซลล์มะเร็งให้มันอ่อนแอลง จะได้ถ่ายเอ็นไซม์ ของเซลล์มะเร็งออกมาให้เม็ดเลือดขาวฆ่าให้ฝ่อไปในที่สุด ขั้นตอนต่อมาก็ให้เพิ่มความแข็งแกร่งให้เซลล์นักฆ่า ( Macophast , Lymphocyte และ Psytotoxin ) ด้วยสารอาหารบริสุทธิ์จากธรรมชาติ
  หนุมานประสานกาย

       สารอาหารที่ย่อยสลายเซลล์มะเร็งได้ผลดีได้แก่ ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม ผงเห็ดหลินจือ  สาหร่ายเกลียวทอง  ขิงแก่   น้ำข้าวกล้อง  น้ำกระเทียมผสมมะนาว  น้ำแอปเปิ้ล  น้ำบีทรูต  น้ำแครอต  น้ำผักขึ้นฉ่าย  เมล็ดทานตะวัน ผักบร็อกโคลี  น้ำเหงือกปลาหมอ น้ำหนุมานประสานกาย นอกจากนั้นก็พยายามสร้างรอยยิ้ม หัวเราะ  ขบขัน  สนุกสนาน  อารมณ์ดีทั้งวัน  เมื่อมีเวลาก็ควรนั่งสมาธิเพื่อลดความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว ความขัดแย้งในใจให้หมดไป
      ผู้ป่วยมะเร็งต้องสร้างภูมิต้านทาน ( Immune System  ) ให้แข็งแรงด้วยการบำรุงเม็ดเลือดขาว ด้วยพืชผักจากธรรมชาติ มีดอกขี้เหล็ก คะน้า  ผักหวาน  ดอกกะหล่ำ  ผักชี  มะขามอ่อน  แครอต  บร็อกโคลี  มะม่วงดิบเปรี้ยว  ผักโขม  ชะอม  ยอดฟักทอง   ดอกแค   ผักขึ้นฉ่าย
 บร็อกโคลี

       สิ่งที่ผู้ป่วยมะเร็งต้องเลิก คือเลิกกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไก่ เป็ด  ปลา วัว ควาย เครื่องในสัตว์ นำมันพืช น้ำมันสัตว์ ไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน เพื่อตัดเสบียงอาหารของมะเร็ง ให้มันอดตาย เลิกกินของหวานของเค็ม ของหมักดอง เหล้าเบียร์ ไวน์ บุหรี่  สารระเหย  ยาเสพติด เลิกดื่มน้ำชา  กาแฟ  กะทิ  นม เนย น้ำอัดลม  ครีม  ช็อกโกแลตและนมเปรี้ยวไว้ก่อน ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตมักกินของต้องห้ามเพราะหลายคนถอดใจ พอรู้เป็นมะเร็งคิดว่าต้องตายแน่นอน...ก็เลยคิดว่าอยากกินอะไรก็กิน เรียกว่ากินให้หนำใจก่อนตาย หยูกยาไม่กินแล้ว
ผมเห็นมาแล้วครับ ปฎิเสธการรักษาทุกวิถีทาง กลัวเสียเงินเสียทองมาก เลือกตายดีกว่า  จริงๆแล้ว ถ้าเรารู้เท่าทันมะเร็ง เราปลูกผักกินเองออกกำลังกายไปด้วย นั่งสมาธิ กินข้าวกล้อง น้ำผลไม้  ดูแลตัวเองด้วยธรรมชาติบำบัด ไม่เห็นต้องเสียเงินเสียทองมากมายอย่างที่คิด รู้จักปล่อยวางไม่เครียด มีหลายคนเลือกปฎิบัติเขาก็ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

 
     ประเภทอาหารพวกปิ้ง ย่าง  รมควัน  อาหารใส่สี  ผงฟอกขาว  สารกันบูด  ผงชูรส สารเร่งเนื้อแดง สารเร่งการเจริญเติบโต บอแรกซ์  ดินประสิว  ลูกชิ้นเด้งกรอบ เหล่านี้ครับมีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ถ้าท่านกินเข้าไป ท่านไม่รอดแน่ ทางที่ดีที่สุดอาหารเราต้องปรุงเอง ปลูกผักกินเองปลอดสารพิษ
       นอกจากอาหารการกินแล้วสมุนไพรภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นในการบำบัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งก็มีด้วยกันหลายตำรับ ผมได้ไปเดินทางไปจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดน้องใหม่ที่แยกตัวออกมาจากจังหวัดหนองคาย ที่นี่มีปราชญ์พื้นบ้านในการดูแลสุขภาพผู้คนชาวภาคอิสานอยู่หลายคน บ้างก็เสียชีวิต บ้างก็แก่ชราตามอายุขัย บางตำรับก็ได้รับการสืบทอดต่อมาจากลูกหลานที่สนใจด้านสมุนไพร
   
คุณบัวคำ  ( ๐๘-๗๒๒๙-๘๗๖๑ ) เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีกับคุณพ่อซึ่งเป็นหมอพื้นบ้าน และได้ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง จากผู้ได้กินสมุนไพรตำรับของคุณพ่อแล้วบอกต่อ ด้วยคุณภาพสรรพคุณและฤทธิ์ยาที่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยส่วนใหญ่รอดชีวิตราวปฏิหาริย์  เธอจึงต้องรับหน้าที่สานต่อ ด้วยการช่วยเหลือจากญาติๆในการจัดหาสมุนไพรในการช่วยผู้ป่วยมะเร็ง
  “ จะหยุดก็หยุดไม่ได้ เห็นผู้ป่วยแล้วสงสาร ตำรับนี้ก็ยังรู้กันในวงแคบๆบอกต่อกัน ที่จริงมีคนเป็นโรคมะเร็งเยอะมาก บางคนก็ไม่ศรัทธาด้านพืชสมุนไพร แต่ถ้าได้ลองใช้แล้วจะรู้ว่าสมุนไพรช่วยได้จริงๆ ” คุณบัวคำเล่าให้ฟัง

  หนอนตายหยาก

    พืชสมุนไพรรักษามะเร็งตำรับนี้ หลักๆก็มีสมุนไพรหนอนตายหยาก หรือบางแห่งเรียกปงช้าง หรือกะเพียดช้าง ในตำรายาไทย  บอกว่าใช้ รากหนอนตายหยากแก้ รสเมาเบื่อ  แก้โรคผิวหนังผื่นคันน้ำเหลืองเสีย รมหัวริดสีดวงให้ฝ่อแห้งไป พอกทาแก้โรคผิวหนัง ฆ่าหิดเหา ฆ่าเชื้อพยาธิภายใน มะเร็งตับ ตำผสมน้ำฆ่าแมลง หนอนศัตรูพืช ทุบละเอียดแช่น้ำฟอกล้างผม ฆ่าเหา พอกแผลต่างๆ ฆ่าหนอน ใส่ปากไหปลาร้าฆ่าหนอน และใช้ทำลายหิดได้ นำรากมาโขลกบีบเอาน้ำหยอดแผลวัวควายซึ่งมีหนอนไช หนอนจะตายหมด
     อีกชนิดคือสมุนไพรข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ ผู้ที่สนใจในตำราแพทย์แผนไทย ย่อมจะเคยรู้จักชื่อสมุนไพร ๒ ชนิดนี้ ที่ชื่อว่า ข้าวเย็นเหนือ, ข้าวเย็นใต้ หรือข้าวเย็นทั้ง ๒ ซึ่งตำราบางเล่มเรียกชื่อว่า "หัวยาข้าวเย็นเหนือ" หรือ "หัวยาข้าวเย็นใต้" ก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โรคบุรุษ โรคเข้าข้อออกดอก โรคฝี โรคระดูขาว โรคไข้ทับระดู หรือโรคระดูทับไข้ โรคริดสีดวงทวาร และยาครรภรักษา (ยาบำรุงครรภ์) ที่มักจะมีข้าวเย็นทั้ง ๒ เป็นตัวยาสำคัญร่วมอยู่เสมอ


   สมุนไพรขันทองพยาบาท
   สมุนๆไพรที่ค่อนข้างหายากที่อยู่ในตำรับนี้คือขันทองพยาบาท ขันทองพยาบาท  หรือฮ่อสะพายควาย แถวภาคเหนือเรียก ยางปลอก  เนื้อไม้ของขันทองพยาบาทจะมีรสเฝื่อนเมา ใช้รักษาอาการพิษในกระดูก ประดง รักษาโรคเรื้อนมะเร็งคุทราด กลากเกลื้อน ลมเป็นพิษ โรคผิวหนัง ฆ่าพยาธิโรคผิวหนังทุกชนิด และกามโรค ส่วนเปลือกขันทองพยาบาทยังใช้เป็นยาบำรุงเหงือกใช้รักษาเหงือกอักเสบ และใช้เป็นยาถ่ายรักษาโรคตับพิการ โรคผิวหนังกลากเกลื้อน ใครอยากชมต้นขันทองพยาบาทไปชมได้ที่
สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่บ้านม้ามข่า  ต.ม้ามข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง มีนับสิบต้นสูงเท่าตึก ๒ ชั้น ติดต่อเข้าชมโทร. ๐๓๘-๙๑๕-๒๑๓-๕ เปิดให้ชมทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ปิดทำการวันจันทร์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย มีสมุนไพรมากกว่า ๒๖๐ ชนิด ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ต้น นอกจากนั้นยังมีการนวดเพื่อสุขภาพอีกด้วย





     คุยเรื่องมะเร็ง ที่จังหวัดบึงกาฬ เตลิดไปถึงสวนสมุนไพรที่ระยอง ผมอดบอกไม่ได้ครับอยากให้ทุกท่านได้ไป รูแล้วเก็บไว้มันอึดอัดไปแล้วท่านจะนึกถึงผม ฮ่าๆๆ
    สำหรับประสบการณ์ผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้ตำรับยาของหมอพื้นบ้านพ่อคุณบัวคำ สามารถรักษามะเร็งได้แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งน้ำเหลือง  มะเร็งลำไส้ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งเต้านม ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดนอกจากตัวยาสมุนไพรหลัก แล้ว ยังมีสมุนไพรที่เน้นเยียวยามะเร็งแต่ละชนิดเพิ่มเติมอีก เพียงนำสมุนไพรตำรับนี้ไปต้มกับน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง ดื่มเพียงสองสามหม้อ ผู้ป่วยจะรู้สึกเองว่ามีอาการดีขึ้น
         มีผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์และมะเร็งเต้านม มือไม้สั่น พูดไม่กี่ประโยคก็เหนื่อย มีต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นมาที่คอเป็นลูกกลมๆนูนขึ้นมา เคยไปหาหมอผ่าตัด แต่ด้วยความประมาทกินเนื้อวัว ปลาร้า  ผักดอง อาหารทะเล ทำให้มะเร็งกำเริบขึ้นมาอีกเป็นมะเร็งเต้านม เป็นหนองออกมา อาการแย่ถึงขีดสุด ลิ้นก็มีแผลเหมือนกับถูกมีดบาด ไตก็มีปัญหา ตัวบวม ปัสสาวะ อุจจาระลำบาก นึกว่าตัวเองไม่รอด สั่งเสียลูกๆและสามีเรียบร้อย ทุกเช้าจะมองที่แขนขาบีบเช็คตัวเอง จะเห็นเนื้อตัวเหลืองเหมือนเอาขมิ้นมาทา บีบที่เล็บจะซีดไม่มีสี  ข้อมือบวม เนื้อตัวก็บวม น้ำอาหารก็กินไม่ได้ ท้องก็บวม ถ่ายไม่ได้ หนักๆเข้าเหมือนท้องจะระเบิด จุกขึ้นถึงคอ มีกลิ่นเหม็นเน่าภายในร่างกายออกมาทางปาก



       ดวงคนเรายังไม่ถึงคาดครับ ผู้ป่วยมะเร็งรายนี้ได้กินสมุนไพรตำรับนี้ หม้อแรกกินจนน้ำยาจืดก็กินหม้อที่สองต่อ พอกินสมุนไพรหม้อที่สองเหมือนลูกโป่งแตก สิ่งที่อัดแน่นในร่างกายออกมาหมด เข้าห้องน้ำ สองสามชั่วโมง รู้สึกโล่งเบาสบาย ( ไม่เหมือนคนท้องเสีย) พอดื่มถึงหม้อที่สาม อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ จนปัจจุบันสุขภาพแข็งแรง แต่ก็ไม่ประมาทต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกายและไม่เครียด
                                      --------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
  
   
 
 
 
 
 
  

 
    
  

blog comments powered by Disqus