สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

สมุนไพรดีที่สกลนคร
                                               สมุนไพรดีที่สกลนคร
                                                                     จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                ออกจากกรุงเทพฯไม่ถึงชั่วโมงโดยสายการบินนกแอร์ผมไปถึงจังหวัดสกลนครอย่างปลอดภัย โชคดีได้ที่นั่งริมหน้าต่างจึงได้บันทึกภาพมุมสูงของจังหวัดสกลนครได้อย่างสวยงาม ต้องขอขอบคุณสุภาพสตรีสองท่านที่เอื้ออำนวยความสะดวกผมในเรื่องที่พักและอาหารการกินเรียกว่าผมไม่ต้องควักกระเป๋าเลย ฮ่าๆๆ ( อาศัยบารมีเพื่อน)



                ท่านแรกคือคุณอัญญการ พุ่มพวง ผู้ที่ทำกิจการโรงแรมห้องอาหารจะรู้จักท่านดีเก่งเรื่องการออกแบบวางแผนเรื่องธุรกิจโรงแรมทุกด้านเป็นที่ยอมรับและสร้างคนในวงการมาเยอะลูกน้องรักทุกคน (รวมทั้งผมด้วย) ผมได้รู้พูดคุยกับท่านถึงสามครั้งสามวาระแต่ละครั้งได้ความรู้จากท่านมากมาย เป็นคนไทยที่บินไปทั่วโลก ซึมวับสิ่งดีมามากมายแต่ไม่ลืมรากเหง้าตัวเองเรียกว่านิยมไทย ชอบเมืองไทย อาหารไทย ดนตรีไทย ดอกไม้ไทยและสนับสนุนคนไทยสู้ต่างชาติ

 ซ้ายคุณวารีวรรณ ขวาคุณอัญญการ

             สุภาพสตรีท่านที่สองคือคุณวารีวรรณ  วรรัตนธรรม เจ้าของโรงแรม  MJ. THE MAJESTIC HOTEL  โรงแรม เดอะมาเจสติค ( ๐๔๒-๗๓๓-๗๗๑-๔) เป็นโรงแรมใหญ่อยู่กลางใจเมืองตรงข้ามตลาด ผู้คนคึกคัก ผมพักที่โรงแรมนี้อิ่มหน่ำสำราญครับ คุณวารีวรรรณ มอบรถตู้ให้คันหนึ่งแล้วเป็นไกด์นำเที่ยวอีกด้วย
            สกลนคร เป็นเมืองพุทธศาสน์ พระธาตุห้าแห่ง แหล่งอารยธรรมสามพันปี ตามตำนานเล่าว่า เมืองหนองหานหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบันนั้น สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้ ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหานหลวงตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า “เมืองเชียงใหม่หนองหาน” และเมื่อมาอยู่ในความปกครองของไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองสกลทวาปี” ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็น “เมืองสกลนคร” ในปัจจุบัน จังหวัดสกลนครยังได้รับการขนานนามว่าเป็น"แอ่งธรรมะแห่งอีสาน" ดังเห็นหลักฐานได้จากวัดวาอารามเก่าแก่ที่มีอยู่มากมาย แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของอริยสงฆ์ที่สำคัญเป็นที่เคารพบูชา ของชาวไทยหลายท่าน อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี เป็นต้น
            จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๖๔๗ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ ๙,๖๐๕ ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น  ๑๘  อำเภอ  คือ  อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอกุดบาก อำเภอ พรรณานิคม อำเภอวาริชภูมิ อำเภอส่องดาว อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอวานรนิวาส อำเภออากาศอำนวย อำเภอบ้านม่วง อำเภอพังโคน อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอเต่างอย อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเจริญศิลป์ อำเภอโพนนาแก้ว และอำเภอภูพาน



             ผมได้ไปเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของนายคำ  บุญชิต บ้านหนองหอย  ต.เชียงเครือ อ.เมือง สกลนคร ( ๐๙-๐๘๕๘-๑๗๓๖) ที่นี่อุดมสมบูรณ์ มีนามีสวน ปลูกพืชผักกินเอง เลี้ยงปลา เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เลี้ยงกบ มีคุณสมใจ ครุฑทองคำ เป็นเลขาศูนย์ ( ๐๘-๘๔๕๖-๐๙๙๒) ใครที่หมดหวังในชีวิตมาเรียนรู้ที่นี่แล้วจะมีกำลังใจกลับไปประกอบอาชีพอย่างมีความสุข
        ที่นี่ได้มีโอกาสพูดคุยกับ หัวหน้าสมใจ นาควารี หัวหน้าจัดรูปที่ดิน กรมชลประทาน และคุณศักดา  อยู่เดช หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินสกลนคร ( ๐๔๒-๗๓๔-๗๙๖) ที่ลงมาจัดรูปที่ดินให้กับเกษตรกร มีระบบน้ำที่สมบูรณ์ทั้งคันคลองส่งน้ำและแหล่งเก็บกับน้ำ ถนนหนทางไปมาสะดวก
      ผมเดินสำรวจในสวนของคุณคำ  บุญชิต เห็นสมุนไพรหลายชนิดจึงสอบถามคุณกันยา  บุญชิต ภรรยาของคุณบุญชิต ก็ได้รับคำแนะนำอย่างดี
 

     “ ต้นชุมเห็ดเทศนี่ คนเฒ่าคนแก่เขาแนะนำว่า ถ้าน้ำกัดเท้า เป็นกรากเป็นเกลื้อนเป็นเชื้อรา ให้นำใบชุมเห็ดเทศมาขยี้ทาจะหาย ฉันลองมาแล้วดีจริงๆ ส่วนรากก็นำมาต้มกินเป็นยาระบายสำหรับคนท้องผูก”
     ระหว่างที่ผมสัมภาษณ์ไปบันทึกภาพไปคุณอุทิศ  ไกรศรวงศ์ คณะกรรมการศูนย์เรียนรู้ ( ๐๘-๕๗๔๐-๕๖๗๑ )  ท่านก็เข้ามาพูดคุยแนะนำผมเพิ่มเติมและชวนไปดูต้นหญ้าควยงูพร้อมกับถอนขึ้นมาให้ดูราก

 
คุณอุทิศ  ไกรสรวงศ์                                             หญ้า......งู   ( เผอิญ ผมๆๆ ไม่เคยๆดู คะๆๆ  งูๆๆ เลย ไม่รู้เป็นแบบไหน ) แง้ๆ

   “ นี่ไงครับคุณจำรัส รากควยงู สรรพคุณสุดยอดนัก ถ้านำรากหญ้าควยงู กับรากมะเขื่อขื่น มะเขื่อเขาที่นำมาตำกับส้มตำนั่นแหละครับต้นจะมีหนาม แล้วก็รากหมามุ่ย สามรากนี่เอามาแช่น้ำ ใช้อมแก้ไอ ไอเรื้องรังได้ผลดี เวลาผมไอเจ็บคอ ผมก็ทำรักษาตัวเองดีมากครับ”
   ผมมาสกลนครครั้งนี้ไม่ผิดหวังได้สิ่งดีๆเยอะครับ คุณประภาส ไกรศรวงศ์ พี่ชายคุณอุทิศ ( ๐๘-๖๒๒๒-๗๙๘๐)นำจานเผือก กับมะละกอสุกวางบนโต๊ะเชิญให้ผมกิน ได้ยินเราคุยกันเรื่องสมุนไพรคุณประภาส ก็แนะนำว่ามีสูตรเด็ดเหมือนกันในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร ที่ปวดแสบปวดร้อน
คุณประภาส ไกรศรวงศ์

   “ สูตรนี้ผมทำกินเองมาแล้ว ก่อนหน้านั้นกินเหล้า เป็นโรคกระเพาะปวดแสบปวดร้อน ผมจำได้ว่าพ่อเคยแนะนำไว้ก็เลยลองทำดูได้ผลดีครับ ใช้รากสมอดินหรือสมอพุ่ม และก็รากต้นส้าน ที่บ้านผมภาคอิสานเรียกส้านแว้ และก็รากผีหยิก”
 “ อะไรนะครับ” ผมไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยได้ยิน เลยถามซ้ำ ก็ได้รับคำยืนยันเหมือนเดิม
 “ สมุนไพร ผีหยิกครับ เสียดายไม่ได้เตรียมไว้ ต้องใช้เวลาหาครับ เอาสามรากที่ว่านี้อัตราส่วนเท่ากันมาต้มกินต่างน้ำ อาการปวดกระเพาะ เงียบหายไปเลย เป็นกับผมเอง ลองมาแล้ว”   คุณประภาส ยืนยันหนักแน่น
   วันนั้นผมเดินทางไปต่อครับโดยคุณสมใจ เลขาศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนขับรถสามล้อพ่วง คุณคำ  บุญชิต นั่งรถพวงคนละข้างกับผม จุดหมายฐานเรียนรู้การเลี้ยงกบของสมาชิก ผมนั่งรับลมบนถนนลูกรัง ลัดเลาะท้องทุ่งไม่ถึง ๑๕  นาที ( มีความสุขที่สุด)  ฮ่าๆๆ


  ถึงบ้านคุณศรีสมัย วงศาโรจน์ ( ๐๘-๐๗๕๑-๓๙๕๒) รายนี้เลี้ยงกบ ปลูกผักปลูกแตงเรียกว่าปลุกพืชหมุนเวียน และมีฝีมือในการดองผักเสี้ยน ทราบว่าดองผักเสี้ยนทุกครั้ง หมดทุกครั้งทำขายไม่ทัน กินแล้วติดใจ จากจุดนี้ผมขึ้นเครื่อง จอดรอผมอยู่ที่ลานจอดหน้าบ้านคุณศรีสมัย ไม่ใช่เครื่องบินอย่าเข้าใจผิด ฮ่าๆๆ   เครื่องมอเตอร์ไซด์ดัดแปลงเป็นรถพ่วงเป็นสามล้อพ่วง เดินทางต่อไปดูการปลูกแคนตาลูป ที่สวนคุณจันไทย  นามมุงคุณที่ ต.ขมิ้น ( ๐๘-๗๐๖๔-๕๒๑๔) เมืองไทยถ้าขยันไม่อดตายครับ พออยู่พอกินปลุกแคนตาลูป ๒ เดือนให้ผมผลิตแล้ว รายละเอียดสอบถามกันต่อนะครับถ้าสนใจผมแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้แล้ว
คุณศรีสมัย  วงศาโรจน์
ขวาสุดคุณจันไทย  นามมุงคุณ


  มาสกลนครครั้งนี้เรียกว่าทัวร์เกษตรจริงๆโดยนั่งเครื่องเหมาลำ (มอเตอร์ไชด์พ่วง)  ฮ่าๆๆ  รับลมรับแดดเต็มที่ กลับมาบ้านผิวเกรียบ เพลีย เวลาไม่ได้เขียนเล่า ก็มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ มาตักเตือนให้เขียนเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะข้อมูลทางเว็ป
JAMRAT.NET  ไม่เห็นมีเคลื่อนไหวเลย ต้องตื่นมาสะลืมสะลือเขียนแต่เช้า แง้ๆๆๆ
 



                              
ต้องยอมรับว่าสกลนครเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผมเดินทางต่อไปที่สวนพริกของคุณสงวน  จำนงการ ที่บ้านอุ่มเหม้า อ.พังโคน ที่นี่ปลูกพริกทำซ๊อส ปลูก ๓ เดือนเก็บผลผลิตได้ลงทุนไปหมื่นห้ามีตังค์เก็บหกหมื่นบ้าน น่าสนใจครับ
   ไหนๆก็ลุยแล้ว ไปดูการปลูกพริกทำเมล็ดพันธ์ ซึ่งห่างสวนคุณสงวนไปอีกหลายกิโลเมตร เป็นสวนของคุณธีรวัฒน์  วงค์สองชั้น ( ๐๘-๗๒๓๘-๘๕๔๙)  การปลูกพริกทำเมล็ดพันธ์ ต้องปลูกในตาข่าย พื้นที่ดินภายในแปลงทำเป็นร่องน้ำ ปล่อยน้ำชุ่มชื้นตลอด นอกจากปลูกพริกแล้วยังปลูกข้าว ปลูกมะเขือเทศ   สำหรับพริก ๔ เดือนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ มีบริษัทรับซื้อ


  “ ทำไมพี่ จึงหันมาปลูกพืช ขายเมล็ดพันธุ์ครับ”  ผมถามคุณธีรวัฒน์
“ เมียทำงานบริษัท ขายเมล็ดพันธุ์อยู่แล้วครับ บริษัทเขาส่งเสริม ”
“ อ๋อ...อย่างนี้นี้เอง” กระจ่างเลยครับ ( อยากกระจ่างกว่านี้ สนใจเป็นพิเศษผมให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้แล้วนะครับ)
    มืดพอดีครับ ผมต้องรีบกลับที่พัก โรงแรม เดอะมาเจสติคสกลนคร รถจอดหน้าโรงแรมมองเห็นคุณคุณอัญญการ พุ่มพวงและคุณวารีวรรณ  วรรัตนธรรม นั่งรออยู่แล้ว ได้รับการเชื้อเชิญให้ไปกินข้าวก่อนเลย (กินก่อนค่อยอาบน้ำ) ที่โต๊ะอาหารเรานั่งคุยกันสักพัก  เจ้าหน้าที่หน้าตาน่ารัก ทราบภายหลังว่าชื่อน้อง
เยาวเรศ  บาลลา เห็นน้องคนนี้ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนร่วมงานผมคนหนึ่งชื่อจิระวรรณ  ตันกุรานันท์ ( ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี) หรือเขาจะเป็นพี่น้องกัน ฮ่าๆๆ เธอนำอาหารมา
เสริฟ พร้อมรินน้ำสีน้ำตาลเข็มเหมือนน้ำองุ่นใส่แก้วมาให้
 


   “ ไวน์เหรอครับ”  ผมถามคุณวารีวรรณ เจ้าของโรงแรมด้วยความหิว ( คำถามนำ นักข่าวชอบใช้)  พร้อมยกแก้วมาดูเตรียมจัดการตามขั้นตอน ถามนำเพื่อไปสู่จุดหมายเหมือนนักข่าวทั่วไป ต้องมีประโยคนี้ โอ๊ะ อ๊ะ เอ๊ะ คือถามจนเขาเปิดขวดไวน์ให้กินได้ เช่น เอ๊ะนี่ไวน์ยี่ห้ออะไรครับ ผลิตจากประเทศไหน ผลิตจากผลไม้อะไร กี่ปีแล้วครับ ได้มาอย่างไรครับ มีขายที่ไหน ปิดท้ายด้วยรสชาติเป็นอย่างไร บางแห่งเขารำคาญเขาจะเปิดขวดให้กินเลย ไม่ต้องอธิบายมาก แต่ถ้ายังไม่เปิด ต้องถามต่อ พี่เคยกินหรือยังครับ มันแตกต่างจากไวน์บ้านเรายังไงครับ (กรณีเป็นไวน์ต่างประเทศ) สังเกตคำถามบีบช่องคำตอบข้อสำคัญทุกคำถามจะต้องมีคำว่าคร๊าบๆๆลงท้ายเสมอ ฝาขวดจะได้เปิดง่ายๆ ฮ่าๆๆ

    
  
                       ???????????????????????????????????
                           ยังมีต่อครับเดี๋ยวค่อยเล่า  จิบไวน์ก่อน ( อร่อยจริงๆ )  ไม่ใช่ไวน์นะครับที่เห็น เป็นน้ำมะเม่าผสมโซดา สุดยอด คืนนั้นผมซดไปหลายแก้วหลับสบาย ฟี่ๆๆ คร๊อกๆๆๆ
                          แง้ๆๆ อยากกินอีก..........
                          ผู้อ่าน...อยากกินด้วย  ...ตอนหน้าจะสอนวิธีทำ



เรื่อง..หญ้าชนิดนี้ผมเคยเขียนไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ครับ คัดลอกมาให้ดูอีกครั้ง

                                          นิ่ว.
                                                              "หญ้าพันงูขาว"
                                                 
 ราชาของยาขับปัสสาวะ
       
                                                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        ๒๕ กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันวิทยุกระจายเสียงไทย  ในปี ๒๕๕๕  ก็ครบ ๘๒ ปีพอดี  ปีนี้ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดพิธีสักการะเพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไขยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระบิดาแห่งกิจการวิทยุกระจายเสียงไทย และเป็นผู้เริ่มต้นกิจการวิทยุกระจายเสียงไทย
        คุณทิพย์ประสิทธิ์  สุวรรณจามรี คนไทยอีกคนหนึ่ง จากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเชีย ที่สำนึกในคุณาประการของสื่อวิทยุกระจายเสียง ที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ภาษาไทยทางอากาศ จนอ่านออกเขียนได้ ทุกปีเธอจะต้องเดินทางมาประเทศไทย เพื่อสักการะและรำลึกถึงวันอันสำคัญนี้
      การเดินทางมาปีนี้เธอได้นำองค์ความรู้เรื่องหญ้าพันงูขาว ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรคนิ่วมาฝากผม ทั้งพันธ์ต้นกล้าและข้อมูลจากหนังสือ บันทึกของแผ่นดินเล่ม ๑ โรงพยาบาลอภัยภูเบศร์
     หญ้าพันงูขาว...มีเรียกกันหลายชื่อ บ้างก็เรียก หญ้าโคยงู ควยงู หญ้าไกงู มีความเชื่อว่า สมุนไพรชนิดนี้สามารถรักษางูกัดได้และถ้าพกรากของสมุนไพรชนิดนี้ไว้กับตัวจะป้องกันกันงูกัด หญ้าพันงูเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานดังปรากฏในตำรายาโบราณ ในสมุดข่อย หญ้าพันงูมีทั้งหญ้าพันงูแดง และหญ้าพันงูเขียวและขาว
                                 หญ้าพันงูขาว…ราชาของยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ
      หญ้าพันงูขาวเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่หมอพื้นบ้านทุกพื้นที่รวมทั้งชาวบ้านธรรมดาๆ ก็รู้ว่าหญ้าพันงูเป็นยาขับนิ่ว ขับปัสสาวะ ใช้เรื่องนี้เป็นหลัก การนำมาใช้นั้นนิยมใช้ส่วนรากของหญ้าพันงูต้มกิน หรือหมอยาบางคนจะถอนทั้งห้าต้มกินก็ได้ แต่ก็มีหมอยาบางท่านนำทั้งต้นมาเผาให้เป็นฝุ่นก่อน เอาผ้าห่อแล้วแช่กินน้ำ เพื่อแก้นิ่ว แก้อาการปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะหยดย้อย แก้ท้องมาน บวมน้ำ นิยมใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นเช่น หญ้าขัดมอญ ไมยราบ เป็นต้น
            หมอพื้นบ้านบางคนนำใบหญ้าพันงูขาวตากแดดให้แห้งแล้วบดเป็นผงให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนสามารถแก้หอบหืดได้  บางตำราเอารากหญ้าพันงูขาวมาเผาให้เป็นด่างเป็นเถ้าสีดำ แล้วนำผงนั้นมาสีฟัน ทำให้ฟันคงทนและมีไม่น้อยที่นำหญ้าพันงูขาวไปต้มเป็นยาบำรุงกำลังโดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือนเลือดลมจะไหลดี แก้ปวดหลังปวดเอว แก้ไขข้ออักเสบ
           ส่วนหมอยาพื้นบ้านปราจีนบุรีนิยมใช้ใบของหญ้าพันงูขยี้ทารักษาแผลสด ห้ามเลือด รวมทั้งใช้ใบมาตำพอกแก้ฟกช้ำ แก้อักเสบเช่น ถูกไม้ตำ หรือทาแก้โรคผิวหนัง ถูกตะขาบกัด เป็นต้น 
ข้อควรระวัง : ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์
         หญ้าพันงูเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในประเทศอินเดียมานานนับพันปี ในการรักษาโรคนิ่ว โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของสตรี ใช้เป็นยาคุมกำเนิด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบาย ท้องมาน แผล ฝี หนอง ข้ออักเสบ เป็นต้น
          การศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สอดคล้องกับการใช้ของคนโบราณ โดยพบว่า หญ้าพันงูมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้แท้ง มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ต้านความดันโลหิตสูง ต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย ต้านมาลาเรีย ต้านโรคเรื้อน ลดน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ยับยั้งการมีปริมาณ Oxaiate ในปัสสาวะสูงกว่าปกติ และมีรายการศึกษาในคน พบว่าหญ้าพันงูมีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหอบหืด
            ชาวล้านนาโบราณเชื่อว่า เมื่อเอาใบหรือรากหญ้าโคยงูหรือควยงูมาบดละเอียดแล้วผสมกับน้ำนมวัวสด ใช้ทาสะดือของหญิงที่มีบุตรยาก จะทำให้มีบุตรง่ายขึ้นชาวบ้านส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าพืชชนิดไหนบ้างที่เมื่อเผาแล้วนำเถ้ามาละลายน้ำจะได้น้ำด่างที่ดี หญ้าพันงูเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัตินั้น
          รู้คุณสมบัติทางยาของหญ้าพันงูขาวแล้วรีบหามาปลูกนะครับ บางท้องที่ขึ้นดาษดื่นไม่มีใครสนใจเหยียบย่ำไปมา คุณทิพย์ประสิทธิ์ สุวรรณจามรี บอกว่าที่ประเทศมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน น้อยคนนักจะรู้คุณค่าของสมุนไพรชนิดนี้ แท้จริงแล้วหญ้าพันงูขาว คือสุดยอดยารักษานิ่ว จนได้รับการขนานนามจากวงการแพทย์แผนไทยว่าเป็น  ราชาของยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ด้วยประการฉะนี้เอง ฮ่าๆๆ           
                                                       --------------------------------------------------------------
  

 





blog comments powered by Disqus