สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ลำปาง-ถิ่นยาไทย
               ลำปาง-ถิ่นยาไทย
                                  “สารพัดยาบำบัดโรค”
                                                 จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
                   จำได้ไม่ลืมเมื่อครั้งเดินทางไปบ้านบุนนาคจังหวัดลำปาง เพื่อไปหาหมอคำปัน กิ้งเงิน ปราชญ์พื้นบ้านเพื่อค้นหาสมุนไพร
ถึงลำปางเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น.ขับรถออกจากลำปางไปทางเขื่อนกิ่วลมอีกไม่ไกล ลัดเลาะคลองชลประทานเลี้ยวรถเข้าจอดบริเวณลานหน้าบ้านหมอคำปั่น สักพักหมอคำปัน ขับรถจักรยานยนต์มาจากสวน หลังจากทักทายกันแล้ว ผมบอกหมอคำปันให้พาไปชมสวน ซึ่งทราบว่าปลูกผักปลูกสมุนไพรไว้หลายชนิด


      ( บ้านหนุ่มนาดอย)

    “ ถ้างั้น นั่งท้ายมอเตอร็ไซด์ผมเลย” หมอคำปันสตาร์ดเครื่องรอ ผมรีบคว้ากล้องสะพายหลังกระโดดขึ้นรถเครื่องของ
หมอคำปั่นทันที วันนั้นหมอคำปันขับฝ่าหลุมบ่อของถนนลูกรังเข้าพื้นที่สวนที่ห่างจากบ้านพักประมาณ ๒ กิโลเมตร
  โกฐทั้ง ๙
  “ นี่โกฐทั้ง ๙”  หมอคำปันชี้ให้ดู
“  โอ้ โฮ้.. ต้นเหมือนผักชีลาวต้นใหญ่เลย ” 
 “ นี่ก็ เจ็ดกำลังช้างสาร นี่ก็โปร่งฟ้า มะนาวไม่รู้โห่ กระเจี๊ยบ  ” หมอคำปันแนะนำผมก็บันทึกภาพไปเรื่อยๆ ฝนก็เริ่มโปรยเม็ด มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์ดังมา หมอคำปันบอก คุณสมบูรณ์  ทับพระจันทร์ แฟนรายการคุณจำรัสมา

 มาแย้วๆๆ อยากเห็นหน้าตาคุณจำรัส เป็นอย่างไร

“ สวัสดีคุณจำรัส เดี่ยวไปดูสวนฉันมั้ง”  เสียงคุณสมบูรณ์ดังมาพร้อมกับเดินมาทักทายชวนไปที่บ้าน คนอย่างผมใครอย่าได้ชวนไม่เคยเว้น
“ ไปเลยครับ”  หมอคำปันพาผมซ้อนท้ายรถเครื่อง ขับนำหน้าคุณสมบูรณ์ไป
       ถึงบ้านคุณสมบูรณ์ พบคุณเสวก สามี เดินมาทักทาย นำผมไปชมบ้านบนเนินเขาซึ่งปลูกไว้หลายหลัง มองเห็นทัศนียภาพรอบๆสวยงามข้างบ้านมีตันบีบสูงประมาณสี่เมตร ออกดอกชูช่อ
 
“ คุณจำรัส นี่ต้นบีบหรือต้นกาสลอง ถ้าใครเมาไม่สร่าง ให้ถากเปลือกแล้วนำไปลนไฟ ต้มกินต่างน้ำ รับรองสร่างทันที และอีกอย่างนะคุณจำรัส ใครที่ประจำเดือนมาไม่หยุด เยื่อพนังมดลูกมีปัญหา เลือดไหลตลอด ให้ใช้ขี้มอดไม้อะไรก็ได้ผสมกับเหล้าขาวดื่ม อาการที่ว่าหายเลย แม่ผมเคยใช้สูตรนี้ ” คุณเสวกแนะนำ
  
 คุณสมบูรณ์-คุณเสวก (ภาพบนคาดผ้าขาวม้า หนุ่มนาดอย)
 ซ้ายคุณจำนงค์ ขวาหมอคำปัน
 สมุนไพรบำรุงกำลัง"กระดอง...หัก"

       หลังจากนั้นหมอคำปันพาผมกลับมาที่บ้านหมอคำปัน ระหว่างทางพบคุณสมจิต  คำน้อย  ( หนุ่มนาดอย) แต่งตัวหล่อมาดักรอผม เย็นวันนั้นหมอคำปันให้ลูกสาวทำอาหารผัดเผ็ดแพะ น้ำพริกปลาช่อน ผักลวกเลี้ยงต้อนรับผมพร้อมกับเชิญคุณจำนง  แก้วศรีทอง ประธานสภา อบต.บุนนาค มาร่วมคุยด้วย
     “ผมเห็นฤทธิ์เดชของ..กระดอง...หักแล้ว ว่ามันสุดยอด ก็เลยนำมาฝากคุณคำปันเพื่อนรัก”  คุณจำนงค์ เล่าให้ผมฟัง
   “ เพื่อนลูกชายผมกินดี บอกว่าคึกคักตลอด ปลูกไว้ริมบ้าน เมียทนไม่ไหวรำคาญมาก ต้องถางทิ้ง” หมอคำปันพูดเสริม
  “ โอ้.โฮ้..ขนาดนั่นเชี่ยวเหรอ”  ตกใจอีกแล้ว ตกใจบ่อย ฮ่าๆๆ  ขนาดเมียขุดทิ้ง มันไม่ใช่ธรรมดาครับ
      หมอคำปัน เดินไปที่ลานภายในบ้านที่ไม่ได้มุงหลังคาเปิดรับลมแดดและฝนมีรั้วรอบขอบชิด มีกระถางสมุนไพรเรียงราย ๕-๖กระถางแล้วหยุดอยู่หน้ากระถางใบหนึ่งหักกิ่งสมุนไพรนั้นมาให้ผมดูกิ่งหนึ่ง
  “  ให้คุณจำรัส ดู สมุนไพรกระดอง...หัก หน้าตามันเป็นอย่างนี้ครับ เวลาเอาไปต้มจะมีสีแดง ดองก็ได้ มีอยู่ ๒-๓ ต้น เดี่ยวแบ่งให้คุณจำรัสต้นหนึ่ง” ยื่นกิ่งสมุนไพรให้ผมจับดู
“ จะดีหรือหมอ”  ผมหยิบมาพิจารณา แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ แต่แสงไม่ค่อยดีมืดแล้ว คิดในใจพรุ่งนี้เช้าแสงดีๆจะเก็บภาพอีกครั้ง
“  เอาไปเถอะคุณจำรัส เผื่อใครอยากเห็นมันหายาก พรุ่งนี้เดี่ยวจัดไว้ให้” หมอคำปันใจดีจริงๆ ว่าแต่จะนำกลับถึงบ้านหรือเปล่า ชื่อสมุนไพรมองเห็นภาพอย่างนี้ กลัวแฟนคลับจะขอแบ่งปันไปปลูกตัดหน้าก่อน ฮ่าๆๆ
    กินข้าวกันไปคุยเรื่องสมุนไพรกันไป คุณจำนงค์ หยิบหนังสือส่งให้ผมเล่มหนึ่งเหมือนเตรียมมาจากบ้านแล้วว่าจะให้ผมชื่อหนังสือวาทะธรรม..นิพพานยังไม่สูญ ไขปริศนาวังวนแห่งชีวิตในวัฏสงสารอุบายตัดกรรมหยุดเวร...นิพพานอยู่ตรงไหน ? เป็นข้อเขียนของหลวงปู่เณรคำ  ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ผมหยิบเปิดพลิกไปพลิกมาคิดในใจจะมีเวลาอ่านหรือนี่ อ่านหมดบรรลุแน่ๆๆ
    หลังจากกินข้าวอิ่มหนำสำราญคุณจำนงค์ลากลับ ผมเดินไปที่รถเตรียมสัมภาระพักค้างแรมที่บ้านของคุณสมจิตร คำน้อย ( หนุ่มนาดอย) เป็นบ้านไม้มีใต้ถุนสูงประมาณเมตรเศษๆอยู่ใกล้ๆกับบ้านหมอคำปันห่างประมาณ ๑๐ เมตรเรียกว่าภายในบริเวณรั้วบ้านเดียวกัน ผมจัดแจงปูเสื่อกางเต้นท์นอน-ถุงนอน เตรียมตัวอาบน้ำ มองดูนาฬิกาเวลา สองทุ่มกว่าแล้ว
   “ อาบน้ำที่ไหนครับ”  ผมถามหนุ่มนาดอย
 “  ถ้าที่บ่อก็ไปอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร แต่ที่ห้องน้ำใกล้ๆนี้ก็มี” หนุ่มนาดอยตอบพร้อมชี้ไปที่ห้องน้ำ  เป็นห้องน้ำเดี่ยวอยู่ระหว่างบ้านหมอคำปันกับบ้านหนุ่มนาดอย ไฟฟ้าภายในบ้านหนุ่มนาดอยมีสองดวงเล็กๆ รอบบ้านมืด มองดูลอดหน้าต่างไปบ้านหมอคำปันก็มีแสงไฟไม่กี่ดวงเล็ดลอดออกมาทางฝาบ้านภายนอกบ้านมืดสนิท
   ผมใส่ชุดวันเกิดอีกครั้งพันด้วยผ้าขาวม้าผืนโปรดที่แฟนรายการมอบให้ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปกุ้งแห้งเยอรมันไว้) ฮ่าๆๆ ถือแปรงสีฟัน สบู่เดินเกาะหลังหนุ่มนาดอย ที่คอยถือไฟฉายส่อง เดินนำหน้า หลบกอไม้และ บริเวณที่เฉอะแฉะ จนถึงห้องน้ำ ในห้องน้ำที่ไม่มีไฟฟ้า ไอ้ หย่า..ความมืดมาเยือน มันเย็นๆๆ  หนาวๆจริงๆ ยังไงๆชอบกล ผมอาบน้ำท่ามกลางความมืด พอสายตาเริ่มชินความมืดก็พอมองเห็นลางๆ ผมเปิดแง้มประตูห้องน้ำไว้ให้แสงข้างนอกเข้ามาบ้าง และอุ่นใจที่หนุ่มนาดอย ยืนคุมเชิงอยู่ข้างนอกห่างๆ อาบน้ำไป ต้องส่งเสียงตรวจสอบว่าบอดี้การ์ดผมยังอยู่หรือเปล่า
“ หนุ่มนาดอย”    เสียงเรียกจากห้องน้ำ
“ ครับ”  เสียงขานรับ
“ ยังอยู่นะ”  เพื่อความมั่นใจ
  “อยู่ครับ”  คำที่ปรารถนา เฮ้อ..ค่อยยังชั่ว  แสดงว่าสัญญานการรับส่งของคลื่นใช้ได้ ชัดเจน อยู่ไม่ไกล  คิดในใจอาบแค่ ๓-๔ ขันก็น่าจะพอแล้ว ผู้อ่านคงไม่รู้หรอกถ้าไม่บอก ฮ่าๆๆ


     อาบน้ำเสร็จหนุ่มนาดอยเดินนำหน้าส่องทางพาขึ้นบ้าน ผมแต่งตัวเสร็จมานั่งคุยกับหนุ่มนาดอยข้างๆที่นอน เพราะผมเลือกทำเล ที่นอนใกล้ๆหนุ่มนาดอยอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัย
    “ เดี่ยวผมต้มใบอินทนิลน้ำให้คุณจำรัสกินร้อนๆ”  หนุ่มนาดอยพูดพลางเดินไปหยิบหม้อต้มน้ำ
        ระหว่างรอน้ำเดือด ผมก็ถือโอกาสสัมภาษณ์หนุ่มนาดอยไปพลางๆ หนุ่มนาดอย หนุ่มใหญ่วัย ๖๔ ปี ( ๒๕๕๕) ชื่อจริงนายสมจิตร  คำน้อย พื้นเพอยู่ที่ตำบลป่าหวายอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีภรรยาและลูกชาย  ๒ คน ภรรยาแยกกันอยู่ ส่วนลูกชาย ๒ คน ก็มีครอบครัวออกเรือนไปแล้ว ทุกวันนี้อยู่คนเดียว อาศัยรับจ้างทั่วไป
          ตามหมอคำปั้น  กิ้งเงิน ชาวบ้านเดียวกัน มาอยู่ที่ลำปาง จนมีที่มีทางมีบ้านมีสวนพอหาเลี้ยงชีพ กินอยู่แบบเรียบง่าย ก่อนหน้านั้นสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นโรคเบาหวาน ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย อยู่กลางแดดไม่ได้ ผิวหนังแห้งตกสะเก็ด ทั้งตัว เพราะเมื่อก่อนฉีดยาฆ่าหญ้าบ่อยพิษมันสะสม ร่างกายซูบผอม
      “ ตอนนั้นผมไปตรวจสุขภาพเจาเลือดวัดได้ ๒๙๕ ซึ่งปกติคนเราจะอยู่ประมาณ ๑๑๐ หมอก็ให้ยามากินก็ไม่ลด ทรงตัวมาเรื่อยๆ นึกว่าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะ ปวดเมื่อย เพลียไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ความดันก็ขึ้น ”  หนุ่มนาดอยนั่งจับเข่าคุยกับผม ขณะเดียวกันหม้อต้มใบอินทนิลน้ำเดือดพอดี


  “ เอ้าคุณจำรัส  ลองกินดู ผมอยู่มาได้ทุกวันนี้ เพราะกินใบอินทนิลน้ำต้ม นี่แหละ”  หนุ่มนาดอยรินน้ำต้มใบอินทนิลน้ำใส่แก้วยื่นให้ผม
 “ ต้มเฉพาะใบอินทนิลน้ำเปล่าๆหรือครับ”  ผมถาม
 “ ใบอินทนิลน้ำอย่างเดียวครับ”
 “  เอ้า ลองดู เผื่อจะได้มีเลือดเปล่งปลั่ง ดูหนุ่มเหมือนหนุ่มนาดอยบ้าง” 
            เท่าที่ผมทราบอินทนิลน้ำมีหลายชื่อ ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก ฉ่วงมู หรือฉ่องพนา กรุเทพนเรียกตะแบกดำ  อินทนิลน้ำ ภาคใต้แถวยะลา นราธิวาส รวมไปถึงมลายูเรียก บางอบะซา  หรือ บาเย บาเอ
 
          อินทนิลน้ำดูผิวเผินจะคล้ายอินทนิลบก ต้นตะแบกหรือต้นเสลา เพราะเป็นไม้ในสกุลเดียวกัน  อินทนิลน้ำเปลือกลำต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเรียบอาจจะตกสะเก็ดเป็นแผ่นบางๆเล็กน้อย ใบเกลี้ยง ปลายใบเรียวแหลมเล็กกว่าอินทนิลบก อินทนิลน้ำตำแหน่งช่อดอกเป็นพุ่มทรงเจดีย์ชูตั้งขึ้นเหนือเรือนยอด ขนาดของดอกบานกว้าง ๕-๘ เชนติเมตร ขณะที่อินทนิลบกออกดอกบานกว้าง  ๑๐-๑๓ เซนติเมตร  ดอกอินทนิลน้ำออกชิดกันเป็นกลุ่ม สีม่วงสด ม่วงอมชมพูจนถึงชมพู และผิวจะจืดจางลงเล็กน้อยเมื่อดอกโรย ผลมีผิวขรุขระ
          ในอินทนิลน้ำมีสารสำคัญ ชื่อว่า corosolic acid  จากการศึกษาพบว่า เมื่อกินอินทนิลน้ำที่มีปริมาณสารดังกล่าว ขนาด ๔๘ ม.ก./วัน เป็นเวลานาน ๒ สัปดาห์ สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้
          คืนนั้นผมดื่มอินทนิลน้ำ ๒ แก้วอุ่นๆทำให้หลับสบาย รู้สึกตัวตื่นอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงฝนตกกระทบหลังคามุงสังกะสีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มีความรู้สึกว่าฝนตกหนักมาก ทั้งเสียงลม เสียงฝน ไม่ทราบว่าบ้านหนุ่มนาดอยจะยืนหยัดทัดทานไหวหรือไม่ ผมสอดตัวอยู่ใต้ถุงนอนใบใหญ่ ไม่อยากลืมตา ยังคงหลับต่อไป จนหลับลึกไม่รู้สึกตัว
        รู้สึกตัวอีกครั้ง ได้ยินเสียงดีเจ.นักจัดรายการวิทยุยามเช้า พูดคุยทักทายผู้ฟังที่โพน-อินเข้ามา ในรายการวิทยุ หนึ่งในนั้นรู้สึกมีเสียงของหนุ่มนาดอยรวมอยู่ด้วย
    “ ขณะนี้คุณจำรัส กำลังนอนหลับอยู่ข้างๆผม ยังไม่ตื่น ” เสียงหนุ่มนาดอยโพน-อินในรายการวิทยุ
   “  ชาวลำปางขอต้อนรับคุณจำรัส  ด้วยความยินดี  มายังไงไม่มีใครทราบ แฟนๆรายการเป็นห่วง”  ได้ยินแว่วๆ แล้วผมก็หลับต่อ
          ผมตื่นมาอีกครั้งมองดูนาฬิกาประมาณเจ็ดโมงเช้า แหวกม่านมุ้ง (เต้น) ออกมามองเห็น ถัง กาละมัง และถ้วยวางเป็นจุดๆ เข้าใจว่าหนุ่มนาดอยคงเอามาวางรองน้ำฝนเมื่อคืน ด้วยความเป็นห่วงผมว่าจะเปียก เดชะบุญจุดที่ผมนอนไม่มีรอยรั่ว ผมรีบอาบน้ำแปรงฟัน แต่งตัว เก็บที่หลับที่นอน ระหว่างเก็บสัมภาระอยู่นั้นคุณสมบูรณ์   ทับพระจันทร์ เดินมาเกาะตรงบันไดประตูโผล่หน้าเข้ามามองเห็นผมชัดเจน



    “ โอ้ โห้..เมื่อคืนคุณจำรัส นอนที่นี่เหรอ ...นี่คุณจำรัส ฉันจะสร้างกระท่อมไว้รอ คราวหน้ามาให้ไปพักกับฉันนะ ฉันคิดดูแล้ว ฉันก็อยู่อีกไม่กี่มากน้อย ถ้าคุณจำรัสจะมาอยู่ ฉันจะยกให้”  คุณสมบูรณ์ยืนเกาะบันไดบ้านระบายความในใจให้ผมฟังแต่เช้า แล้วขอตัวจะต้องเข้าไร่ทำงานแฟนคอยอยู่  ผม..งง..และคิดในใจว่า น้ำใจคุณป้า ดั่งแม่น้ำจริงๆ แค่คิดเอ่ยปาก ผมก็มีความสุขแล้ว
    พอคุณป้าสมบูรณ์ไป สักครู่ใหญ่ๆ คุณจำนงค์   แก้วศรีทอง เดินขึ้นมานั่งคุยกับผมบนบ้าน พร้อมนำหนังสือ..ฉับพรรณรังสิยาบูชา”ธรรมส่องโลก”  เขียนโดยพระอาจารย์หลวงพ่ออารยะวังโสผมพลิกหน้าแรกมีลายมือหลวงพ่อเขียนไว้น่าสนใจ 
    “ ศรัทธา  ปลูกไว้  ดุจข้าวกล้า      ฝนนำพ า ดุจความเพียร  ชี้ส่งผล   ปัญญาแท้ ดุจแอกไถ  ในกมล  ฝึกฝนตน  เพียรทำกิจ  เสร็จสิ้น..งาน”
     และอีกเล่มที่เรียบเรียงโดย..พระอาจารย์อารยะวังโส คือ หนังสือ..ดร.อัมเบ็ดก้าร์ รัตนบุรุษแห่งชมพูทวีป  จากจัณฑาล..สู่ “บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย” พบวิธีการต่อสู้แบบพุทธเพื่อปลดแอกชนชั้นที่ฝังรากมากว้าห้าพันปี 

 

         ดร.บี.อาร์.อัมเบ็ดการ์... ผู้เกิดมาเพื่อคนยากจนจำนวนมากที่ถูกกดขี่ข่มเหงและถูกรังเกียจยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ภารกิจทางจิตวิญญาณของเขา คือ การปลดปล่อยพันธนาการที่สังคมสร้างขึ้นให้แก่คนกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษยชาติ ดุจดังเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย      
       คนกลุ่มนี้ถูกขนมธรรมเนียมของสังคมฮินดู ซึ่งใช้ระบบวรรณะ จัดแบ่งพวกเขาออกไปเป้นพวก “อวรรณะ” ซึ่งแปลว่าไม่มีวรรณะสังกัด หรือจะเรียกว่าเป็นวรรณะที่ ๕ ก็ว่าได้  จากคนมีวรรณะ  ๔  จำพวก ที่เรารู้จักกันดี คือ กษัตริย์  พราหมณ์  แพทศย์  ศูทร  ขอบคุณหนังสือดีๆที่ได้อ่าน 
            ดร.บี.อาร์.อัมเบ็ดการ์ เคยกล่าวไว้ว่า “เราเกิดมาจากครอบครัวจนๆมีชีวิตอยู่ร่วมกับคนจน นอนกับพื้นอันเปียกแฉะ สกปรก เหมือนคนจนทั้งหลายที่กำลังประสบ  เราเคยถูกประณามว่าเป็นตัวเสนียดจัญไรของคนวรรณะอื่น ดังนั้นตำแหน่งหน้าที่ที่เราได้รับอยู่ จะทำให้เราลืมความหลังไม่ได้เลย
       ในทุกๆปีจะมีประชาชนจำนวนนับล้าน ที่เป็นชาวพุทธในอินเดียหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศเพื่อมารวมตัวกัน ณ ดิคชภูมี (  Deeksha Bhoomi )  เมืองนาคปุระ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา เพื่อประกอบพิธีการทางศาสนาและแสดงความระลึกถึงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ประทับอยู่ในความทรงจำของพวกเขา .......แม้ ดร.อัมเบ็ดการ์  ได้ลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว
   สุดท้ายขอฝากข้อคิดไว้ว่า ... จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์   จะเป็นพระหรือคน  จะเป็นหญิงหรือชาย  สุดท้าย..ต้องเดินทางไปสู่..
               .ความตายเหมือนกัน 
                                             -----------------------------------------------------------------------------------------
                                                                                      
 
 
 
 
  

  

 
  

                                       

blog comments powered by Disqus