สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ก้าวให้พ้น"ขีดจำกัด"
                                      ก้าวให้พ้น “ขีดจำกัด
                                               จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
                  วันนี้ ๑๖ ตค.๒๕๕๕ หลายคนเรียกวันนี้ว่าวันหวยออก ผมนั่งปั่นต้นฉบับหลายเรื่อง ชักเมื่อยๆ จึงผ่อนคลายอิริยาบถ ลุกยืนยืดเส้นยืดสายพลันสายตาไปหยุดอยู่ที่สันหนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่บนชั้นในตู้ ใกล้ๆที่ผมยืนอยู่ภายในบริเวณบ้านพัก ก้มลงอ่านใกล้ๆ มีข้อความว่า

“แค่เปลี่ยนมุมมองวิธีคิด ชีวิตพบแต่สิ่งดีๆ”  เขียนโดยพระไพศาล  วิสาโลและรินใจ บรรณาธิการโดย เบญญาวัธน์


                   คุณเบญญาวัธน์ เขียนบอกว่า จิตใจกับชีวิตของเราไม่ได้มีแต่ทุกข์ความผิดหวัง ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องร้ายๆ หากแต่มีเรื่องดีๆมากมายเพียงเรามองข้ามและสนใจแต่สิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ เช่นเดียวกับที่ เรามักส นใจจุดสีดำมากกว่าพื้นขาวบนกระดาษ หรือหงุด หงิดกับกระเบื้องที่แตกเพียงแผ่นเดียวในห้องน้ำเท่านั้น
                  เพราะทุกข์กับสุข สมหวังกับผิดหวัง นั้นมีเส้นบางๆขวางกั้นอยู่นั่นคือความคิดของเรา ดังนั้น หากต้องการมีชีวิตที่พบแต่สิ่งที่ดี เราจึงต้องเรียนรู้และเปลี่ยนวิธีคิด หันมาสนใจสีขาวบนกระดาษมากกว่าจุดดำเพียงไม่กี่จุด สนใจกระเบื้องแผ่นอื่นทั้งหมด มากกว่ากระเบื้องที่แตกแผ่นนั่น ผมได้อ่านเพียงแค่นี้เริ่มหูตาสว่างวางไม่ลงเสียแล้ว รีบเดินมานั่งบนเก้าอี้ พลิกหนังสืออ่านต่อ
             “ เอ...หนังสือเล่มนี้เราได้มาอย่างไรนะ ใครให้มา หรือเราได้มาจากไหน ทำไมเราไม่ได้อ่าน” ผมทบทวนความจำ
                อ่านไปพลิกไปและพลิกไปที่หน้าที่ ๕ คำนำข้อเขียนของพระไพศาล วิสาโล เขียนบอกว่า เราคิดอย่างไร ก็มักจะเห็นอย่างนั้น ถ้าเราชอบนึกคิดในทางลบ ก็มักจะเห็นแต่สิ่งที่ไม่น่าพิสมัย ถ้าเป็นคนรังเกียจเสียงดัง มักจะได้ยินเสียงดังรำคาญใจอยู่เสมอ ถ้าเป็นคนกลัวความมืด แม้แต่รากไม้ก็มองเห็นเป็นงูได้บางคนก็กลัวแฟนมีคนอื่นก็จินตนาการไปต่างๆนาๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี ก็มักจะแลเห็นสิ่งดีๆอยู่เป็นนิตย์

               พระไพศาล วิสาโล ท่านได้ถ่ายทอดถึงการก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองไว้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผมมองเห็นคนเก่งๆเยอะในหลายๆหน่วยงาน แต่ใจไม่กล้าฟันธงสร้างสรรค์งานมัวแต่ จดๆจ้องๆจนกาลเวลาผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย
              “ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากมายเหลือประมาณ แถมยังพัฒนาให้เพิ่มพูนขึ้นได้ แต่ศักยภาพดังกล่าวไม่ค่อยถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่เพียงเพราะความเชื่อว่า .. ฉันทำไม่ได้   ความเชื่อเช่นนี้ได้กลายเป็นกำแพงขวางกั้นความฝันและจำกัดศักยภาพของเราไปโดยไม่รู้ตัว ผลก็คือ
..ชีวิตเราแน่นิ่งอยู่กับที่ ราวกับถูกล่ามโซ่ที่เราสร้างขึ้นเอง ”  โอ้ โห้...ถ้าเราอ่านเร็วกว่านี้ เราคงลาออกไปนานแล้ว ฮ่าๆๆ
              มีช้างบ้านวัยฉกรรจ์เป็นจำนวนมาก ที่ถูกล่ามไว้ด้วยเชือกเส้นเล็กๆเพียงเส้นเดียว หากมันเพียงแต่ดึงแรงๆเท่านั้น ก็เป็นอิสระได้ แต่เหตุใดสัตว์ร่างยักษ์นี้ถึงยอมจำนนต่อเชือกเล็กๆเช่นนี้ คำตอบก็คือ เพราะมันถูกล่ามเช่นนี้ตั้งแต่เล็กๆ ตอนเด็กๆมันไม่มีแรงพอที่จะดึงเชือกให้ขาดได้ แม้โตขึ้นมันจะมีกำลังวังชามหาศาล แต่ประสบการณ์วัยเด็กก็ยังฝังอยู่ในหัวว่า ไม่มีทางดึงเชือกให้ขาดได้ มันจึงยอมให้เชือกเส้นน้อยๆพันธนาการต่อไป คนจำนวนมากคิดไม่ต่างจากช้างบ้านดังกล่าว ความคิดเช่นนี้แหละ คือเชือกที่ล่ามตัวเราเอง มันคือกำแพงที่เราสร้างขึ้นไว้ขวางกั้นตนเอง
            “ ไม่มีชัยชนะใดสำคัญกว่า  การข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเอง   ถึงมีเงินทองมหาศาล มีชื่อเสียงเกียรติยศ  แต่ถ้าเอาชนะขีดจำกัดของตัวเองไม่ได้  ก็ยากจะค้นพบอิสรภาพและความสุขที่ใฝ่หา”
          ท่านผู้อ่านครับ เมื่อใดก็ตามที่เรากล้าทำและทำด้วยความเพียรพยายามอย่างเต็มที่จนถึงที่สุดแล้ว นั้นคือชัยชนะอันงดงามแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม
         ในวงการนักวิ่งระดับโลก ( ไม่ใช่วิ่งเอาตำแหน่ง เหมือนกรมฯ กรมหนึ่ง ) ฮ่าๆๆ  มีอีกคนหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก เขาไม่ใช่ผู้ชนะเลิศ  และไม่ได้ทำลายสถิติโลก เขามาถึงเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายด้วยซ้ำ และเพราะเหตุนั้นโลกจึงต้องก้มหัวให้เขา
        
จอห์น  สตีเฟน อัควารี แห่งแทนซาเนีย วิ่งฝ่าความมืดมายังสนามกีฬาอย่างกะโผลกกะเผลก ขาข้างขวาโชกเลือดและพันด้วยผ้าพันแผล
 เขาเป็นนักวิ่งมาราธอน แต่เหรียญทองโอลิมบิกปี ๒๕๑๑ ได้มอบให้แก่ผู้ชนะไปกว่าชั่วโมงแล้ว ผู้ชมกลับบ้าน กันไปเกือบหมดแล้ว จนสนามแทบร้าง แต่เขาก็ยังอุตส่าห์พาสังขารมาถึงเส้นชัยในที่สุด     ต่อมาได้มีผู้สื่อข่าวไปถามเขาว่า เหตุใดเขาจึงไม่หยุดวิ่งทั้งๆที่ไม่มีโอกาสชนะแล้ว เขาทำท่างุนงงสักพัก แล้วตอบว่า
         “ประเทศของผมไม่ได้ส่งผมมาเพื่อออกสตาร์ด แต่ส่งผมมาเพื่อวิ่งให้เสร็จ”
          คนที่เพียรอย่างถึงที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลว่าจะแพ้หรือชนะ คือผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ 
จอห์น  สตีเฟน อัควารี  จึงเป็นนักวิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกครับ
                                                                   -------------------------------------------------------------- 

blog comments powered by Disqus