สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้
   “บำบัดซีสต์ เนื้องอก มะเร็งลำไส้”
                                           จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
       คุณปุณยนุช  พร้อมศิริยศ จากจังหวัดนครสวรรค์มาเยี่ยมผมที่กรุงเทพฯ เล่าประสบการณ์ชีวิตเฉียดตายให้ผมฟังว่าตัวเองนั้นมีสารพัดโรคมารุมเร้า เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนในที่สุดก็มาพบสัจธรรมหันตัวเองสู่การรักษาแบบธรรมชาติบำบัด ผลปรากฏว่าสุขภาพดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“เคยเป็นเนื้องอกที่หน้าอก เป็นซีสต์ ผ่าเจาะก็หลายครั้ง พอครบปีก็เกิดซีสต์อีกแล้วก็ผ่าอีก เป็นอยู่อย่างนี้ ครั้งหลังสุดต่อมน้ำเหลืองโต มีคนแนะนำให้กินว่านหางจระเข้ ก็กินทุกวัน ช่วงนั้นงดยาแผนปัจจุบัน กินว่านหางจระเข้อย่างเดียว ระยะหลังไปตรวจไม่พบซีสต์อีกแล้ว ไม่ต้องผ่าตัด ก็โชคดีไปเลย”


 คุณปุณยนุช (๐๘-๖๗๘๓-๕๖๔๕) เล่าว่า การรับประทานว่านหางจระเข้เพื่อรักษาโรคให้ได้ผลต้องใช้ว่านหางจระเข้ที่มีอายุ ๒ ปีขึ้นไปจึงจะมีสรรพคุณทางยาสูงแล้วต้องเป็นว่านสดๆปอกเปลือกล้างน้ำวุ้นออกแล้วกินหลังอาหารเช้า-เย็นครั้งละครึ่งแก้ว ผู้หญิงมีครรภ์มีรอบเดือนควรหยุดกิน ถ้ากินว่านหางจระเข้แล้วร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ผิวพรรณจะดีขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล แล้วเรื่องสิวผ้าจุดด่างดำบนใบหน้าจะจางหายไป
วิธีทำน้ำว่านหางจระเข้ ต้มน้ำให้เดือดใส่ต้นตะไคร้ประมาณ ๑-๒ ต้นและใบเตย ๕-๗ ใบ น้ำตาลกรวดเล็กน้อย แล้วก็ตามด้วยว่านหางจระเข้พอประมาณ โดยปอกเปลือกว่านหางจระเข้ออก หั่นวุ้นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นเล็กๆหรือปั่นก็ได้ ต้มให้เดือด พอเย็นเก็บใส่ตู้เย็น กินได้หลายวัน ส่วนเปลือกว่านหางจระเข้นำไปตากแดด ชงเป็นน้ำชา ดื่มรักษาโรคหอบหืดได้ เล่าเสร็จคุณปุณยนุช ก็ล้วงกระเป๋าหยิบขวดน้ำว่านหางจระเข้ให้ผมดื่ม ไม่รอช้าผมเปิดฝาขวด ซดทีเดียวหมดขวดเลย สบายท้องดี ฮ่าๆๆ
คุณปุณยนุชยังเล่าต่ออีกว่าผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายให้กินว่านหางจระเข้กับดื่มน้ำปัสสาวะแล้วต้องเป็นน้ำปัสสาวะครั้งที่สอง แล้วก็งดกินเนื้อสัตว์ แล้วนั่งสมาธิ ภายใน ๓ เดือนจะหายขาด
“โอ้โห้..สุดยอดเลย ว่าแต่ว่า ที่ให้ผมกินเมื่อสักครู่นี้น่ะ มี...มี ..มี ฉี่อยู่ด้วยหรือเปล่า”  ผมถามเตรียมอ๊วก
“ไม่มีๆ ฉี่ใครฉี่มัน”  เฮ้อ ค่อยยังชั่ว รอดตัวไป ฮ่าๆๆ
        ถ้าเรานับย้อนถอยหลังไปศึกษาประวัติศาสตร์ของว่านหางจระเข้จะพบว่า ชาวอียิปต์ โรมัน กรีก แอลจีเรีย ตูนิเซีย อาหรับ อินเดียและจีน ต่างก็ใช้ว่านหางจระเข้เป็นยาและเครื่องสำอางค์แม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็รักษาความงามและความมีเสน่ห์ของพระองค์ด้วยวุ้นของว่านหางจระเข้
   ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า อริสโตเติ้ลได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยึดเกาะโซโครโต ซึ่งอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแอฟริกา เพื่อเอาว่านหางจระเข้มาไว้ใช้สำหรับรักษาบาดแผลของทหารที่ออกสู้รบ นอกจากนี้ บันทึกสมัยโบราณฉบับอื่นๆก็บรรยายถึงการใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิว ป้องกันผิวจากแดดเผา ถูกลมเป่า ถูกไฟลวก และผิวแตกเมื่อถูกความเย็น รักษาบาดแผลเล็กๆน้อยๆ แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แผลถลอก แผลน้ำร้อนลวก แผลมีดบาด ผื่นคัน สิว ผิวหนังเป็นด่างดำ ผิวหนังถูกใบตำแยหรือแพ้สารต่างๆ แผลชอนทะลุ คันคอเนื่องจากกินอาหารผิด แผลเรื้อรัง ผื่นปวดแสบปวดร้อน และโรคผิวหนังอื่นๆ ในคัมภีร์ไบเบิล  มีบันทึกไว้ว่า ยาชโลมพระศพพระเยซูมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้อยู่ด้วย
รู้ถึงสรรพคุณอันล้ำค่าของของว่านหางจระเข้แล้ว ไม่รีบหามาปลูกไว้ประจำบ้าน ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แต่เท่าที่ผมสังเกตตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่ไมมีเนื้อที่ปลูกมากนักมักจะเห็นกระถางว่านหางจระเข้ปลูกอยู่ต้นสองต้น มีทั้งเขียวสมบูรณ์และแห้งเหี่ยวตายเพราะเจ้าของไม่เคยรดน้ำให้เลย ฮ่ๆๆ
                                             ---------------------------------------------------------------
  

  ๕โหล ๖ โหล อะไรนะครับ อ๋อ..ให้เขียนอีกเหรอครับ ?
 ตายแล้วตอนนี้หยุดไม่ได้แล้ว ต้องออกตระเวณหาข้อมูล
 เฮ้ยๆๆไม่ใช่แม่เธอเดี๋ยวยานหมดผัวฉันทิ้งแน่ ฮ่าๆๆ

blog comments powered by Disqus