สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

เม็ดบัว "สุดยอดธัญพืชป้องกันมะเร็ง
                 เม็ดบัว
               “สุดยอดธัญพืชป้องกันมะเร็ง”
                                              จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
 ( สนใจเรื่องท่องเที่ยวเข้าไปดูที่ IDO Travellers)
           ต้องขอบคุณเพื่อนรักคุณสุเทพ พวงมะโหด จาก IDO Travellers E-Magazine ที่แนะนำเรื่องเม็ดบัวป้องกันมะเร็งมาให้ สอบถามได้ความว่าเพื่อนของเพื่อนแนะนำมาเป็นทอดๆพอตกถึงผมก็กลายเป็นลำโพงแปดหลอดป่าวไปทั่ว เขาบอกว่าเม็ดบัวเป็นแหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง มีผลงานการวิจัยที่ฮือฮาชาวโลกมาแล้ว คือเม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น
ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
       สมัยก่อนเห็นวางขายกันเป็นมัดๆริมถนนหรือตามวัดเราชอบซื้อมากินเล่น ในวงการแพทย์แผนไทยบอกว่าเม็ดบัวมีสรรพคุณทางยาสูงมาก ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า 
     
  “สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย การกินเม็ดบัวจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้” ยุ่งละสิคราวนี้จะไปหากินเม็ดบัวที่ไหน เหมือนเคยเห็นผ่านสายตา แต่นึกไม่ออกว่าอยู่ที่ไหน แต่ที่เราเห็นบ่อยคือเม็ดบัวอบแห้งเม็ดใหญ่ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัวซึ่งเป็นต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้มออก นั่นคือเม็ดบัวนำเข้าจากจีน ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน ๕-๖ เท่า  ฮ่าๆๆ กินของไทยสดๆดีกว่าครับ
    วิธีกินคือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง
   หลายท่านอาจคาดไม่ถึง ว่าเจ้าเม็ดบัวน้อยๆ นี้จะมีสรรพคุณทางยาสามารถช่วยบำรุงโลหิต แต่เชื่อเถอะ เป็นเช่นนั้นจริง หลายท่านที่มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด หรือมีอาการแน่นหน้าอก เพราะปัญหาเลือดน้อย ขอแนะนำสมุนไพรพื้นบ้าน ที่กินง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญมีอยู่ในบ้านเรา มีคุณค่าทางการบำรุงเลือดหรือเพิ่มเลือดที่ดีมาก
    สรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ของเม็ดบัวนั้น อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบอยู่ถึงประมาณ ๒๓ เปอร์เซนต์ และมีเกลือแร่ ฟอสฟอรัส นอกจากนี้ตัวเม็ดบัวยัง
มีสรรพคุณ บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ช่วยรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง อย่าลืมนะครับต้องเม็ดบัวสดๆเท่านั้นจึงจะดี

        เม็ดบัว ภาษาจีนเรียกว่า เก่าซิก ,หน่อยซิก  หรือ  หน่อยผ่องจื้อเป็นธัญพืชที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง กินได้ทั้งสดและแห้ง มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบมากกว่าข้าว ๓ เท่าเลยทีเดียว  นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินอีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ ,วิตามินซี, วิตามินอี , เกลือแร่  และฟอสฟอรัส  วิตามินเหล่านี้มีส่วนช่วยในการบำรุงประสาท  บำรุงไต  บำรุงสมอง และเม็ดบัวยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษา อาการท้องร่วง ,บิดเรื้อรัง ,สตรีประจำเดือนมามาก , น้ำอสุจิเคลื่อน(น้ำกามออกไม่รู้ตัว) ส่วนดีบัว(ต้นอ่อนที่อยู่ในเม็ดบัวมีรสขม) ยังช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ , ช่วยขยายหลอดเลือด ,แก้กระหาย, อาเจียนเป็นเลือด เป็นต้น 
       จากคุณสมบัติที่ดีเลิศของ เม็ดบัว คนสมัยก่อนจึงนิยมนำ เม็ดบัว มาทำอาหาร ทั้งคาวและหวาน  เช่น  ข้าวผัดเม็ดบัว , สังขยาเม็ดบัว , เม็ดบัวเชื่อม ,ขนมหม้อแกงเม็ดบัว , ใส่ในเต้าฮวย เป็นต้น ถ้านำเม็ดบัวมาปรุงอาหารร่วมกับลำไยแห้งจะทำให้สรรพคุณทางยาของเม็ดบัวเพิ่มมากขึ้น ข้อควรระวังผู้ที่มีอาการท้องผูก ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่ควรกินไม่ควรปรุงอาหารที่มีเม็ดบัวในภาชนะที่ทำจากเหล็ก เพราะจะทำให้เม็ดบัวกลายเป็นสีดำ
       บัวเป็นพืชน้ำล้มลุก ลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็น เหง้า ไหล หรือหัว ใบเป็นใบเดี่ยวเจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ บัวที่พบและนิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ ๓ ชนิด คือบัวหลวง (Lotus) หรือมีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า ปทุมชาติ บัวในสกุลนี้เป็นบัวที่รู้จักกันดีเพราะเป็นบัวที่มีดอกใหญ่นิยมนำมาไหว้พระและใช้ในพิธีทางศาสนา อีกชนิดคือบัวสาย (Waterlily) หรือมีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า อุบลชาติ ชนิดสุดท้ายคือบัววิกตอเรีย (Victoria) ซึ่งมีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า บัวกระด้ง จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่เสถียรธรรมสถานของแม่ชีศันสนีย์แถวซอยวัชรพล รามอินทรา และสวนโมกข์ไชยา สุราษฎร์ธานีมีปลูกประเภทหลังนี้ปลูกไว้สวยงาม ใครอยากรู้เรื่องบัวต้องไปที่พิพิธภัณฑ์บัวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีมีบัวมากกว่า ๒๐๐ สายพันธ์ให้ได้ศึกษาครับ

 
ที่สวนโมกข์

 ภาพโดย..คุณสุภี นิ่มนวล  ๐๘-๕๐๙๕-๐๕๖๑ (เจ้าของสวนบัว)
 
 
 

blog comments powered by Disqus