สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

กระดูกทับเส้น บำบัดด้วย "นวดเขี่ยเส้นแบบล้านนา"
           กระดูกทับเส้น                         
                  “นวดเขี่ยเส้นแบบล้านนา”
                                     “หมอคำมูล  เข็มขาว”
                                                      จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
            เอ่ยชื่อหมอรักษาโรคกระดูกทับเส้นที่ดังๆน้อยคนจะไม่รู้จักหมอคำมูล  เข็มขาว หมอล้านนาที่สืบสานภูมิปัญญาหมอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จนโด่งดังไปทั่วประเทศ



           หมอคำมูล เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วพ่อแม่ให้ไปบวชอยู่วัดพระนอนขอนม่วง เมื่ออายุ ๑๒ปี ไปเป็นเด็กวัดอยู่ที่นั่น ๓ ปี  พออายุ ๑๕ ปีบวชเณร ศึกษาตำรายาจากพระอาจารย์และศึกษาการนวดจนเชี่ยวชาญ จากนั้นได้บวชพระ บวชมาได้ ๗  ปี ตอนนั้นอายุ ๒๔  ปี ได้ นักธรรมเอกและสึกออกมาทำไร่ ทำนา   จากนั้นก็มาอบรมในโครงการฝึกอบรมการนวดไทย รุ่นที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒  ของคณะเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ จาก คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลป์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ 
          เนื่องจากมีผู้ป่วยกระดูกทับเส้นสอบถามผมมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ผมต้องดั้นด้นค้นหาหมอดังๆทั่งประเทศ จนกระทั่งได้รู้จักกับหมอคำมูล  เข็มขาว และสัมภาษณ์ท่านออกอากาศทางสถานีวิทยุถึง ๒  ครั้ง มีผู้ป่วยเดินทางมาหาท่านให้รักษาจำนวนมาก เรียกว่าแทบไม่ได้พัก
       “ทั้งตัวคนเราเต็มไปด้วยเส้น รวมแล้วก็สองพันกว่าเส้น เส้นทั้งหมด ทำให้เรามีชีวิต”        หมอคำมูลเคยเล่าให้ผมฟัง
        หมอคำมูล นอกจากการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องเข้าป่าหาสมุนไพรมาประกอบตัวยาอยู่เป็นประจำ นอกเหนือจากที่ปลูกเอง ซึ่งก็มีสมุนไพรคาวตองแดง ที่มีสรรพคุณในด้านการรักษาโรคมะเร็ง
       หมอคำมูลเล่าความหลังให้ฟังว่าตั้งแต่เด็กอายุ ๑๕ ปี ศึกษาทุ้งด้านแพทยแผนไทยและไสยเวชควบคู่กันไปด้วย
        “เมื่อสมัยผมอายุได้ ๑๕  ปี ได้มาอยู่ วัดพระนอนขอนม่วง อาศัยพระอาจารย์ ๓ รูปคือ พระครูบาบุญปั๋น พิมสาโร หรือ ครูบาพิมสาร ครูบาดวงแก้วคันธาโร และ ครูบาคำมูลเตโช พระคำมูลนี้เป็นหมอยาที่ผมได้สืบทอดมากจากท่าน พระพิมสารครูบาใหญ่นี้ ท่านเป็นเกจิอาจารย์ทางไสยศาสตร์ ส่วนครูบาดวงแก้วก็เป็นเกจิอาจารย์เหมือนกัน ท่านสามารถแหล่ธรรมกุมารบรรพ์ และทำยาแก้หมาบ้ากัดได้ด้วย ฉะนั้นผมก็ได้เรียนอยู่สำนักวัดพระนอนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕  ปีนั้นผมได้บวชเป็นสามเณร แล้วก็อยู่ในวัด มีอุบาสก อุบาสิกามาจำศีลภาวนา นั่งวิปัสสนาในวัด กลางคืนท่านก็บอกสามเณรให้มาที่นี่เดี๋ยวปู่จะสอนการนวดให้ เช่น ดึงเส้นท้อง ดึงเส้นที่สะโพกในและยกท้อง ท่านก็หวังว่าจะได้บุญที่สามเณรสืบทอดต่อไปวันข้างหน้า 
        แล้วก็มีอีกคนหนึ่งที่ชื่อ มูลทา หลักดี และมีผู้หญิงที่เป็นอุบาสิกาอีก อุ๊ยปวน อุ๊ยติ๊บ ท่านก็บอกแนะแนวการนวดกระดูก เส้น เอาเอ็นออกจากข้อแขน ข้อเท้าซึ่งขดแทงต่างๆ ท่านให้เขี่ย ไม่ให้กด พอเขี่ยแล้วท่านก็ดึงออกจากร่องกระดูก ลำน่อง แข้ง ขา และจุดต่างๆ ในร่างกาย ผมก็ได้วิชานี้มา”



        สำหรับแนวทางการรักษาของหมอคำมูล เข็มขาว นอกจากการเขี่ยเส้น รักษาอาการเจ็บป่วยในร่างกายแล้ว จะใช้ยาสมุนไพรล้วนๆในการเยียวยาด้วยพร้อมๆกันไป
     ผมมียาสองอย่าง คือ ยารักษาโรคสาร ซึ่งสารพิษต่างๆ เช่น สารดอกบุก สารฝีเครือคำ และสารโรคร้ายต่างๆ อีกอย่างหนึ่งเป็นยาขนานที่สองที่สำคัญที่สุดที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้คือยาขับถ่ายกระษัย และสารพิษต่างๆ ในร่างกายมีชื่อว่า ธรณีสันตฆาต สามารถถ่ายกระษัยทุกอย่าง รวมทั้ง ๑๘ กระษัยก็ใช้ยานี้ออกเพื่อให้เส้นเลือดเส้นเอ็นของคนปราศจากกระษัยการปวดเมื่อย เช่น มีอาการแข็งและขอดเป็นจุดๆ” 
     หลายคนเป็นโรคกระดูกทับเส้น หมอคำมูลบอกว่า มี ๒ ลักษษณะ คือ กระดูกทับเส้น และเส้นทับกระดูก  เช่น กระดูกสันหลัง หมอนกระดูกมันจะเป็นข้อๆ เวลาเส้นเอ็นไปอยู่ติดกับหมอนรองกระดูกสันหลัง พอท่านก้มลงหมอนกระดูกก็อ้า พอท่านเหงยขึ้นมากระดูกมันก็ทับเส้น เขาเรียกว่า กระดูกทับเส้น พอเส้นไปอยู่ติดที่กระดูกหลังนี่ต้องดึงมันออกมา   กรณีอย่างนี้แพทย์แผนปัจจุบันต้องผ่า แต่หมอคำมูลรักษาโดยไม่ต้องผ่า
      “ถ้าผ่าเส้นมันมีหลายเส้น ถ้าหมอโรงพยาบาลเขาผ่า เขาก็จะตัดเส้นไปอีกเส้นหนึ่ง เมื่อท่านผ่าตัดเส้นที่มันหายมันก็หาย เส้นที่ไม่หายก็ไม่หาย เรามาดึงมาเขี่ย ชักดึงออกมาจากกระดูกหลังประคบยาให้มันอยู่นิ่งๆ ที่เดิม อันนี้เรียกว่า “กระดูกทับเส้น”  เส้นทับกระดูก อย่างที่บ่าของเรา เส้นจะทับกระดูกไหปลาร้า ข้างในก็มีข้างนอกก็มี ทำให้ยกแขนไม่ขึ้นอันนี้เราเรียกว่า “เส้นทับกระดูก” รักษาได้เพราะเป็นกันเยอะที่กระดูกคอบ้างล่ะ บางทีคนก้มมากๆ ก็ทับให้กระดูกผุอะไรต่างๆ แล้วลงมาที่แขน
      กระดูกที่คอก็เหมือนกัน กระดูกคอเป็นกระดูกที่เป็นข้อๆ หมอนวดบางคนก็บีบเข้าไปติดกับคอ แล้วพังผืดก็ยึด พอเข้าไปในกระดูกท่อนคอ กระดูกท่อนคอก็ทับ ไปๆ มาๆ กระดูกคอก็ทับเส้น ทำให้เวียนศีรษะ ถ้าหลังทับที่บ่าก็จะทำให้ชาปลายเท้าปลายมือ เพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ”



    รู้สึกว่าหมอคำมูล จะมองเห็นเส้นเอ็นเรา จนทะลุปรุโปร่ง หมอพื้นบ้านเราสุดยอดจริงๆ เพียงแค่เขี่ยเส้นกระตุกๆ ให้เข้าที่เข้าทาง ก็เรียบร้อย ไม่ต้องผ่าให้ยุ่งยาก บางรายพอผ่าเสร็จก็ลามปาม ไปกันใหญ่ ผลสุดท้ายไม่ได้กลับบ้าน ก็กลับวัดแทน มันทำให้ผมต้องสืบเสาะค้นหาหมอดี หมอเก่งมาแนะนำทุกท่านได้เยียวยารักษาโรคโดยไม่ต้องผ่า ถึงแม้ผมไม้ได้ผ่าแต่รู้ว่าท่านถูกผ่า ผมก็เสียวแทนครับ บางคนมือก็ไม่สามารงอหรือยึดจับถืออะไรได้ หมอคำมูลก็อธิบายให้ฟัง
   “กระดูกมันเข้าไปอยู่ที่ข้อแขนและข้อศอก เพราะมันมีร่องอยู่ตามข้อศอกและข้อแขน ที่พับแขนไม่ได้ เพราะมีมีเป็นข้อๆ เวลาเอ็นมันไปทับอยู่ที่แขน เมื่อกำมือมันเสามารถเข้าไปอยู่ในข้อแขนได้ก็ทำให้ยืดมือไม่ออก วิธีแก้ต้องเขี่ยแล้วนวด และประคบยาด้วย การนวดก็ต้องนวดทุกส่วน   แล้วก็เขี่ยเส้นออก สะโพกก็เหมือนกัน เวลาเส้นมันไปติดอยู่กับสลักเพชร สลักเพชรคือ เบ้ากระดูกระหว่างข้อขากับสะโพก พอเอ็นไปติดอยู่ในเบ้ากระดูก เวลาเดินก็ดีหรือนั่งก็ดี เบ้าสลักเพชรนั้นมันจะบดก็จะปวด พอปวดสะโพกก็ลงถึงน่องถึงขาถึงปลายเท้า มันก็ชาก็ปวด บางคนเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น”
     หมอคำมูล  เข็มขาว จะอธิบายอย่างละเอียด ถึงการวินิจฉัยโรคตลอดจนการแก้อาการ น่าเสียดายวิชาความรู้ที่หมอร่ำเรียนมาหากไม่ได้รับการสืบทอด และบันทึกไว้ หลายคนอาจจะมีอาการเส้นท้องตึง หมอคำมูลก็อธิบายว่า
    “เส้นหน้าท้อง ตามหลักแพทย์แผนไทย เขาบอกว่า จุดสะดือเป็นจุดที่รวมศูนย์ประสาทที่สำคัญอยู่ที่หน้าท้อง และมี เส้นปิงคลา เส้นกาลทารี เส้นสหัสรังษี เส้นอิทา เส้นสิขินี ทั้งหลายเหล่านี้รวมกันอยู่ที่ท้องและลงไปสู้ข้างล่างก็มี ขึ้นข้างบนก็มี เพื่อไปเลี้ยงร่างกาย 
       ฉะนั้นที่ผมเรียนจากคนเฒ่าโบราณ ท่านบอกว่าเส้นท้องเวลามันตึง รับประทานอาหารจะมีอาการคลื่นเหียนอาเจียน กินไม่ได้มาก ส่วนเส้นข้างล่างจะลงไปถึง หัวหน่าว เส้นนี้ถ้าลงไปจะไปทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะกะปริดกะปรอย วันหนึ่งประมาณ ๑๐ กว่าครั้ง   เวลาเรายกท้องขึ้นมา กระเพาะปัสสาวะก็จะถ่ายเป็นปกติ หมายถึงจะถ่ายเวลากลางวันไม่เกิน ๒ ครั้ง ถ้าเกินจากนี้หมายความว่าผิดปกติ เช่น กลางคืนปัสสาวะ ๔-๕ ครั้ง นี่ไม่ดี เสียสุขภาพ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ท่านจะเพลีย จะโรย การนวดท้องนี่มีประโยชน์มาก ทำให้เส้นที่ผ่านหัวใจ เส้นที่ผ่านไปปอด ระบบหายใจ ระบบสูบฉีดเลือด ดีขึ้นเป็นอย่างมาก”




         สำหรับพวกไตวายหมอคำมูลบอกว่า ก็คือเส้นมันไปทับไตอยู่ที่ข้างๆ กระเพาะปัสสาวะกับกระเพาะอาหาร ทำให้ไตทำงานไม่ค่อยได้ ท้องมันจะเต้นตึบๆ เสียงดัง ถ้าเราเอาเส้นออกเสียงไตจะเงียบลง อันนั้นหมายความว่าเส้นมันทับไต ถ้าคนธรรมดาที่เส้นปกติเส้นมันจะไม่เต้น คำที่เขาว่ากันว่า ท้องเต้น ท้องเอ็น ท้องตึง อันนี้ก็คือ เอ็นท้องทับไตอยู่ 
          ในส่วนของโรคเบาหวาน คือ สารพิษมันไปติดอยู่ที่ตับอ่อนหรือม้าม เส้นนี้ถ้าไปติดที่ตับหรือม้าม มันจะไปขัดขวางการทำงานของตับ และตับอ่อน ฉะนั้นเส้นที่ตึงท้องมันจะไปถึงตับ ถ้าตับทำงานไม่ไหวน้ำตาลมันก็จะทะลักเข้าตับ ตับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เปรียบเหมือนตำรวจที่คอยจับผู้ร้าย จะคอยจับสารพิษ เมื่อรับประทานสารพิษเข้าไป เช่น สุรา ตับจะเป็นผู้จับผิด ถ้าตับจับไม่ไหวระบบกรองน้ำตาล กากน้ำตาล มันก็จะฉีกขาด น้ำตาลเข้าเส้นเลือดไปก็เรียกกันว่า “เบาหวาน” ที่คนเป็นตับแข็งก็เหมือนกันเพราะตับมันไม่ไหว
     โรคหัวใจก็เหมือนกันโดยมากถ้าเป็นเบาหวานแล้ว เลือดมันจะข้นทำให้คอเลสเตอรอลเข้าไปข้างในหัวใจ และมีความดันหัวใจต้องสูบฉีดเลือดหนักขึ้น มันก็จะอ่อนลงๆ ทำให้เลือดที่ข้นมันไปเลี้ยงร่างกายไม่ถึง เช่น ปลายเท้าชา มือชา อันนี้เพราะเลือดมันข้น มันไปไม่ถึงเส้นเลือดเล็กๆ ที่อยู่ปลายมือ ปลายเท้าทำให้ชา การบำบัดรักษาหมอบอกว่า
      “ต้องแก้ด้วยการนวดและต้องประคบยาให้เส้นมันขยาย ทุกวันนี้ผมนวดและประคบ พร้อมกับให้กินยา ยามันต้องถ่ายกระษัยที่ตับมีสารพิษออก ฉะนั้นหัวใจถ้ามันถูกความดัน เลือดมันหนืด มันก็ทำให้หัวใจอ่อน หัวใจวาย อีกประการหนึ่ง เส้นที่ผ่านหัวใจในตึง ทำงานไม่สะดวกมันก็ทำให้หัวใจเครียด เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ เขาเรียกว่า เส้นเลือดตีบ  มันอุดตัน พอไปตีบในสมองมันก็แตกในสมอง อันนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ท่านต้องกินยา ต้องนวด ต้องขับถ่ายยาให้มันถูกต้องตามวิธีการ”
       อย่ามัวช้านะครับถ้าใครมีอาการดังที่ผมเล่ามา รีบโทรไปประสานติดต่อหมอคำมูล  เข็มขาว ที่หมายเลขโทรศัพท์  ๐๘-๖๙๑๓-๘๑๙๓ ที่กรุงเทพฯ ลูกชายคุณมงคล (หมอแดง)ดูแลอยู่ ๐๘-๑๑๗๙-๒๕๒๐
    
 สถานที่รักษากรุงเทพฯอยู่ถนนรัชดาภิเษก ๔๒ แยก  ๔-๕ (ซอยตัน) เลยครัวเจ้ง้อมานิดเดียว ทางเข้าติดกับธนวัตรกระเบื้องเคลือบ เลี้ยวเข้าตึกทรัพย์เกษมคอร์ท ๑ ลอดใต้ตึกมาทะลุซอยด้านหลังเลี้ยวขวา ไปนิดหนึ่งเจอตึกทรัพย์เกษมคอร์ท ๒ ตรงลานจอดรถบ้านชั้นเดียวหลังคาสีแดงสังเกตเลขที่บ้าน ๑๔๖  ครับ 

      ที่เชียงใหม่ อยู่ที่เลขที่ ๔/๑  บ้านร้องอ้อ ซอยวัดร้องอ้อ ถนนฟ้าฮ่าม-สันผีเสื้อ  หมู่ที่ ๔ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทร ๐๕๓-๑๑๐-๖๕๑ มือถือ๐๘-๖๙๑๓-๘๑๙๓     
    “ ห้าโหล..คุณหมอจะลงมากรุงเทพฯอีกเมื่อไหร่” ผมโทรคุย
    “ ถ้ามีผู้ป่วย รอเยอะผมก็จะหาเวลาลงไป แต่ช่วงนี้ ( ๒๓ เมย.๒๕๕๕) ที่นี่เชียงใหม่มีผู้ป่วยหลายราย มานอนรักษาอยู่ ผมจะทิ้งไปก็สงสารเขาอยู่  ถ้ายังไง ใครอยู่ใกล้ๆกรุงเทพฯ ก็ไปให้ลูกชายดูก่อน”


      ขณะผมปั่นต้นฉบับ จันทร์ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๕ หมอคำมูลส่งยามาให้ผมหลายชุด มียาธรณีสัณฑะฆาต  แก้โรคกระษัยเส้น ท้องผูกเถาดาน   ยาแก้ไข้ซึ่งมีเถาบอระเพ็ด ลูกใต้ใบ เปลือกบีปทอง   ยาพลูคาวแดงแก้น้ำเหลืองเสียบำรุงน้ำเหลือง บำรุงผิวหนัง  ยาบำรุงโลหิต และยาแก้ลมวิงเวียนมีตัวยาสมุนไพรหลายชนิดทั้งโกศกะกลิ้ง โกศสอ เมล็ดลำโพงสรรพคุณแก้ลมวิงเวียนศีรษะ แก้หลงลืม ผมเห็นมีเรื่องหลงลิมเลยเปิดขวดฟาดไป ๒  แคปซูล เผื่อความจำจะได้ดี ฮ่าๆๆ
      อย่างไรก็ตามทุกท่านได้ที่อยู่พร้อมหมายเลขโทรติดต่อแล้ว หาวันเวลาว่าง นัดหมายทั้งที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่ ไปให้หมอท่านดูแลรักษาให้ทันท่วงที ขอเป็นกำลังใจให้ครับ



     นอกจากนี้หมอคำมูล ยังได้สืบสานวิชา ลาบสาร สารภาคเหนือหมายถึงฝีสาร สารพิษ วิธีรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีเนื้องอกออกตามร่างกาย หมอคำมูลจะเอาปูนขาวที่กินกับหมากทาใบพลูแล้วเอามาโป๊ะที่เป็นลูกหรือก้อนเนื้อที่งอกตามร่างกาย แล้วใช้มีดหมอลงอักขระสับๆ(ลาบสาร) เพื่อทำลายลูกหรือก้อนเนื้อนั้นให้ฝ่อลง ที่เห็นในภาพรักษาหายไปแล้ว ๗-๘ ปี

                    ตำราการแพทย์แผนไทยได้อธิบายเรื่อง “โรคกระษัย” ไว้โดยละเอียดว่า
         แถมท้ายด้วยความรู้เรื่องโรคกระษัย หลายคนอาจสงสัย โรคกระษัย เป็นโรคที่บังเกิดแก่มนุษย์ ทำให้มีอาการแห่งความเสื่อมโทรม ซูบผอม สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็น โรค หรือ ไข้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำลายสุขภาพของร่างกายให้เสื่อมโทรมไปทีละน้อย เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยมิได้รับการบำบัดรักษา หรือรักษาแต่ไม่ถูกกับโรคหรือไข้นั้นๆ โดยตรง เนื่องจากไม่มีอาการรุนแรงอะไรให้เห็นได้ชัด มีอาการผอมแห้งแรงน้อย โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง ปวดเมื่อยตามร่างกายและกล้ามเนื้อ บางครั้งไอ บางทีไอเป็นโลหิต ทำให้รู้สึกแน่นและหนักตัว กินไม่ได้นอนไม่หลับ ปัสสาวะเป็นสีเหลืองและปัสสาวะกะปริดกะปรอย ไม่มีกำลัง ทำให้ชาปลายมือปลายเท้า มีเหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และเหงื่อออกตอนกลางคืน ยอกเสียวตามหัวอกและชายโครง บางคนผิวหนังตกกระตามร่างกาย กล้ามเนื้อชักหดและลีบ มีอาการสะท้านหนาวเป็นคราวๆ และท้องผูกเป็นประจำ
กระษัยแบ่งออกเป็น 8 จำพวกนั้น คือ กระษัยกร่อน ๕ กระษัยน้ำ ๑  กระษัยลม ๑ กระษัยไฟ ๑
กระษัย อันบังเกิดเป็นอุปาติกะโรค มี ๑๘ จำพวกคือ  กระษัยล้น กระษัยราก กระษัยเหล็ก กระษัยปู กระษัยจุก กระษัยปลาไหล กระษัยปลาหมอ กระษัยปลาดุก กระษัยปลวก กระษัยลิ้นกระบือ กระษัยเต่า กระษัยดาน กระษัยท้น กระษัยเสียด กระษัยไฟ กระษัยน้ำ กระษัยเชือก และกระษัยลม
                                -------------------------------------------------------





blog comments powered by Disqus