สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

สาวร้อยผัว
        สาวร้อยผัว

             สืบสานตำนานยาวนานนับพันปี

 “ หญิงกลับมาเป็นสาว – เพิ่มพลังทางเพศชาย-หญิง”  

                      จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง                                            

          “พี่จำรัส เคยกินสมุนไพรสาวร้อยผัวหรือเปล่า ถ้าไม่เคยจะส่งไปให้กิน”     
         เสียงโทรศัพท์จาก คุณสุภี  นิ่มนวล อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดังก้องอยู่ในหูผม โดยที่ผมยังไม่ทัน
ตอบรับ คุณสุภียังพูดต่ออีกว่า
   “ หนูแช่อิ่มเอาไว้ ให้พี่กินตอนเช้าๆก่อนกินอาหารเช้า ร่างกายจะแข็งแรงหนุ่มขึ้นเป็น
ยาอายุวัฒนะ”    
    
        หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็ได้รับกล่องไปรษณีย์จากคุณสุภี เปิดดูเป็นรากสามสิบหรือสาว
ร้อยผัว แช่อิ่ม ผมลองชิมดูรสชาดคล้ายกระชายบ้านไม่แตกต่างกันมากนัก สาวร้อยผัว บ้านเรา
มีเรียกกันหลายชื่อภาคกลางมักจะเรียกว่า รากสามสิบ หรือสามร้อยราก ซึ่งในส่วนของภาคกลาง
มีของหวานที่ชื่อว่า “รากสามสิบแช่อิ่ม”    
ในภาคอีสานเรียกว่า ผักชีช้าง ส่วนภาคใต้รับประทานเป็นผักเช่นกันเรียกว่า ผักหนาม เพราะลำ
ต้นมีหนามรับประทานเป็นผัก ใช้ยอดอ่อน ผลอ่อน หน่ออ่อน ทางเหนือเรียก “ม้าสามต๋อน” ใ
ช้เป็นยาดองเป็นยาบำรุงสำหรับเพศชาย
         หมอยาโบราณส่วนใหญ่จะรู้ว่าสาวร้อยผัวเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี จึงมีชื่อว่า สาวร้อยผัว 
กล่าวคือไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ยังสามารถมีลูกมีผัวได้ โดยจะใช้รากมาต้มกิน หรือปั้นเป็นลูกกลอน
กินกับน้ำผึ้ง แต่ชื่อสาวร้อยผัวในปัจจุบันแทบไม่มีใครรู้จักแล้ว ยกเว้นลูกหลานหมอยาบางคน
ที่เคยได้ยินปู่ที่เป็นหมอยาและพ่อพูดถึงต้นนี้อยู่บ้าง
       สมุนไพรชนิดนี้ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มีมาก่อนอายุรเวทด้วยซ้ำ
จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว และในอินเดียใช้รากสามสิบ
ทำเป็นของหวานเช่นเดียวกับเมืองไทย
    ระหว่างเขียนต้นฉบับ ( ๕ เมย.๒๕๕๕) ผมไม่รอช้า ใจร้อน กินสาวร้อยผัวไปด้วยเขียน
ไปด้วย กินง่ายอร่อยดีเพราะแช่อิ่มด้วยน้ำผึ้ง ลักษณะเป็นแท่งตะเกียบนิ่มเคี้ยวง่าย จะไม่กิน
ได้ไง ของดีสืบสานมานับพันปี กว่าจะรู้ กว่าจะได้กิน ไม่ใช่ของง่าย จะรอพรุ่งนี้เช้ากินเหมือน
คุณสุภีแนะนำคงไม่ไหวฮ่าๆๆ
           รากสามสิบ เป็นสมุนไพรที่ใช้มากที่สุดในอินเดียชนิดหนึ่ง ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙-๒๐๐๐
 อินเดียใช้สมุนไพรชนิดนี้ถึง ๘,๔๖๐ ตัน เป็นอันดับสองรองจากมะขามป้อมที่ใช้อยู่ที่
๑๕,๑๔๗ ตัน ปัจจุบันมีสารสกัดด้วยน้ำของรากสามสิบจากอินเดีย ไปจำหน่ายในประเทศ
สหรัฐอเมริกา ในลักษณะเป็น Dietary supplement กล่าวคือ สามารถขายได้ทั่วไปอย่าง
อิสระไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ รวมทั้งสมุนไพรชนิดนี้ยังเป็นสมุนไพรที่อยู่ในรายการสินค้าที่
จะลดภาษีจริง ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ภายใต้ข้อ
ตกลงไทย-จีนตามพิกัดศุลกากร สมุนไพรชนิดนี้จึงน่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย
ซึ่งมีรายงานในปี ๒๕๔๘ ประเทศไทยส่งออกรากสามสิบปีละ ๑๖,๖๕๘,๕๖๖ บาท
โดยส่งออกไปที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ
        ในตำราอายุรเวทใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง
ในการทำให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvenation) และนอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหา
อื่นๆ ของผู้หญิง เช่น ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ ปวดประจำเดือน ภาวะมีบุตรยาก ตกขาว
 ภาวะหมดอารมณ์ทางเพศ ภาวะหมดประจำเดือน (Menopause) บำรุงน้ำนม บำรุงครรภ์
 ป้องกันการแท้ง (Habitual abortion)

         นอกจากจะใช้สมุนไพรชนิดนี้สำหรับผู้หญิงแล้ว ในอินเดียยังใช้ในการเพิ่มพลังทางเพศ
ให้กับผู้ชาย
อีกด้วย ซึ่งก็คล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สมุนไพร ม้าสามต๋อน เป็นยาดอง
เพื่อเพิ่มพลังทางเพศ


        นอกจากนี้รากสามสิบหรือสาวร้อยผัวยังถือว่าเป็นสมุนไพรแห่งการฟื้นฟูพลังชีวิต เหมาะ
กับผู้สูงอายุที่ท้อแท้ ซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
โดยคั้นน้ำสดๆ รับประทานกับน้ำผึ้ง
ในปัจจุบันในบางพื้นที่ยังนำรากสามสิบสดเคี้ยวกินเล่นเพื่อบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง
ไม่ป่วย ส่วนในอินเดียมักนิยมรับประทานน้ำคั้นสดกับนม ต้มน้ำคั้นสดกับนมหรือผงแห้ง
กับเนย และในอินเดียยังใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาอื่นๆ อีกมาก เช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรค
กระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ
       สาวร้อยผัว หรือรากสามสิบเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาวิจัยกันมากพอสมควร
 ในด้านการศึกษาวิจัยในห้องทดลองพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ ลดการอักเสบ แก้ปวด มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน
 ยับยั้งเบาหวาน เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ลดระดับ
ไขมันในเลือด ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง
 ขับน้ำนม ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ยับยั้งพิษต่อตับ
     ข้อควรระวัง
      เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้หายไปจากสังคมมานาน การที่จะนำมาใช้เป็นยาอีกครั้งควรระวัง
 เพราะเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงห้ามใช้ในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อ
การเป็นมะเร็ง เช่น ท่านที่เป็นโรค Uterine fribrosis หรือ Fibrocystic breast ( เนื้องอกที่มดลูก
และซีสที่เต้านม) เร่งการเจริญเติบโต



      เพื่อให้ทุกท่านมีสุขภาพดีเป็นสาวเอาะๆถ้าเป็นชายก็คึกคักกระฉับกระเฉงผมขอแนะนำ
สูตรเด็ดสูตรดั้งเดิมที่ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านใช้อยู่มาแนะนำ คือให้นำสมุนไพรสาวร้อยผัวเฉพาะราก
มาประมาณ ๒.๕ กก.ล้างน้ำให้สะอาด ปอกเปลือกและดึงไส้ออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ล้างให้
สะอาดทุกครั้ง หลังจากนั้นนำน้ำเปล่าใส่หม้อประมาณ ๑๐ ลิตร ต้มให้เดือด ใส่สมุนไพร
สาวร้อยผัวที่เตรียมไว้ลงไปในหม้อขณะน้ำเดือด ต้มเคี่ยวประมาณ  ๓  ชั่วโมง สามารถ
ปรุงรสได้ตามใจชอบ อาจจะเพิ่มน้ำตาลกรวด และใบเตยได้เพื่อความหอมหวาน
     สำหรับสูตรสาวร้อยผัวแช่อิ่ม สูตรนี้อร่อยมาก ส่วนผสมใช้สมุนไพรสาวร้อยผัวใช้เฉพาะ
ส่วนราก ๒.๕ กก. น้ำตาลทราย  ๑.๕  กก. น้ำ  ๕  ลิตร
     วิธีทำ๑. นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด จากนั้นปอกเปลือกและดึงไส้ออกแล้วหั่นเป็น
ชิ้นเล็กๆ ล้างให้สะอาดอีกครั้ง  จากนั้นต้มน้ำ ๕  ลิตรให้เดือด   เติมน้ำตาลทราย ลงแล้ว
ก็เคี่ยวจนน้ำตาลทรายละลายหมด
จึงใส่รากสามสิบ ต่อจากนั้น เคี่ยวต่อจนเป็นสีเหลืองทอง
      สรุปแล้วสมุนไพรสาวร้อยผัว นอกจากทำให้สาวขึ้นแล้วยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆของผู้หญิง
เช่น ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ ปวดประจำเดือน ภาวะมีบุตรยาก  ตกขาว  ภาวะอารมณ์ทางเพศ
เสื่อมถอย  ภาวะหมดปะจำเดือน(menopause แก้ช่องคลอดอักเสบ   แก้ช่องคลอดมีกลิ่น  
แก้คันในช่องคลอด  ช่วยให้ช่องคลอดกระชับ  แก้มีลูกยาก  บำรุงครรภ์   ป้องกันการแท้ง  
บำรุงน้ำนม  ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว  ช่วยระบาย  ช่วยขับปัสวะ  ลดกลิ่นตัวกลิ่นปาก  เพิ่มขนาด
หน้าอกและสะโพก   กระชับสัดส่วน   ลดไขมันส่วนเกิน  ลดระดับน้ำตาลในเลือด  บำรุงเลือด
และหัวใจ  บำรุงฮอร์โมนเพศ   บำรุงผิวพรรณ    ลดสิวฝ้า  แก้อาการวัยทอง  ชะลอความแก่ 


 คุณสุภี เอื้อเฟื้อภาพ

      แม้สมุนไพรชนิดนี้จะโดดเด่นต่อสตรีเพศแล้ว ในอินเดียยังใช้ในการเพิ่มพลังทางเพศให้
กับผู้ชายอีกด้วยแบบนี้ผู้ชายอย่างพวกเรารู้แล้ว ลุยเลยครับ..ผมกินไปแล้ว นอนดิ้นทั้งคืน
 ร้อนๆๆ ฮ่าๆๆ    
  -------------------------------------------------

blog comments powered by Disqus