สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลีต้านโรค

น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลีบำบัดโรค
จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
     ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณโย้ หรือ สิริภาภรณ์    เจริญภัทรเภสัช แฟนคลับรายการทั่วทิศถิ่นไทยที่ผมจัดอยู่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  แนะนำถึงเรื่องการปลูกข้าวสาลีลอยฟ้าเพื่อคั้นเป็นน้ำสมุนไพรล้างพิษ บำบัดโรค บ้านอยู่หลังบิ๊กซี แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ผมเห็นว่าไม่ไกลและด้วยความอยากรู้ผมจึงรีบขับรถบึ่งไปหาเพื่อพิสูจน์ความจริงทันที
     ขับรถเข้าไปข้างซอยบิ๊กซี เข้าไปในหมู่บ้านเมืองทองธานี เกือบสุดถนนเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแสนหวี ๕ ขับเข้าไปจนสุดซอย จะถึงบ้านคุณโย้ เนื้อที่ภายในบ้านมีบ้านสองชั้นสี่ห้าหลัง มีลานหน้าบ้านนิดหน่อยพอกลับรถได้  ส่วนด้านข้างมีโรงเรือนขนาดย่อม ๒ หลัง ลักษณะเหมือนเรือนเพาะเห็ด หลังคามุงกระเบื้อง ฝาโล่งครอบด้วยมุ้ง
     หญิงสาว ร่างท้วมวัยประมาณ ๖๐ กว่าปี หน้าตาคมคล้ายแขกออกมายืนรอรับ ผมถามว่าใช่คุณโย้หรือเปล่าเธอบอกใช่ผมถามว่าหน้าตาคุณโย้คมคล้ายแขก    
     “ ใช่พ่อมาจากอินเดียแม่เป็นมอญ ทุกวันนี้พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว บ้านสี่ห้าหลังนี้อยู่กันในหมู่ญาติพี่น้อง” คุณโย้ตอบพลางยิ้มพลาง หลังจากนั้นคุณโย้ก็พาผมไปชมในโรงเรือน ดูกรรมวิธีในการผลิตข้าวสาลีลอยฟ้าภายในโรงเรือน เข้าไปข้างในอากาศถ่ายเทดีมาก เพราะรอบด้านของโรงเรือนกั้นด้วยมุ้ง ลักษณะเหมือนแปลงผักกางมุ้ง มีโครงเหล็กกว้างยาว ๑ x ๕ เมตร  สูงจากพื้นครึ่งเมตร ๒-๓ ชุด บนชั้นมีถาดโฟมเหมือนกล่องข้าวห่อแต่ขนาดใหญ่ ประมาณถาดใส่ผลไม้ ในถาดจะมีดินวางรองพื้น โรยด้วยเมล็ดสาลี บางถาดเมล็ดสาลีเริ่มงอก บางถาดข้าวสาลีงอกเป็นสีเขียวถี่เหมือนแปลงนาข้าวหว่าน คุณโย้เล่าถึงวิธีการเพาะให้ฟังว่า
     “ เริ่มจากเอาเมล็ดข้าวสาลีมาแช่น้ำประมาณ ๘-๙ ชั่วโมง โดยจะแช่ช่วง ๒-๓ ทุ่ม แล้วตื่นเช้า เวลา ๘-๙ โมงเช้า ก็จะเอาเมล็ดข้าวสาลีมาโรยในถาดที่รองพื้นด้วยดินผสมปุ๋ยแล้ว ก่อนจะเอาเมล็ดที่แช่น้ำมาโรยต้องซาวน้ำทิ้งสัก ๒-๓ น้ำให้น้ำใสเสียก่อน ถ้าเมล็ดสีเหลืองเวลาปลูกมักจะเป็นเชื้อรา ฉะนั้นต้องล้างให้สะอาด
     การโรยเมล็ดโรยให้ถี่ เมื่อโดยเสร็จ ก็ครอบฝาโฟม เพื่ออบอุณหภูมิไว้ ๑  คืน หลังจากนั้นเปิดฝาโฟมจะเห็นเมล็ดข้าวสาลีเริ่มงอก สเปรย์น้ำวันละ  ๑  ครั้ง ข้าวจะเริ่มเจริญเติบโต เมื่อครบ  ๘  วัน จะสูงประมาณ ๖  นิ้ว จึงตัดเหนือโคนต้นประมาณ ๑ เซนติเมตร แล้วเอายอดข้าวสาลีที่ตัดมาไปปั่นคั้นเอาน้ำนำมาดื่มสดๆจะได้คุณภาพทางยาดีมาก
     คุณโย้ นำยอดต้นอ่อนข้าวสาลีเตรียมคั้นให้ผมกิน บอกว่า มาเยี่ยมทั้งทีต้องชิมลองรสจะได้คุยถูกและสุขภาพดีด้วย คุณโย้ กวักมือเรียกผมเข้าไปในห้องครัวเพื่อดูการคั้นน้ำต้นอ่อนข้าวสาลี โดยใช้เครื่องปั่นแบบใช้มือหมุน      
     “ เครื่องปั่นนี้ราคาเท่าไหร่ครับ” ผมถามขณะที่คุณโย้กำลังเตรียมอุปกรณ์เครื่องปั่น                         
     “ เครื่องละ ๑,๔๕๐ บาท เรามีจำหน่ายค่ะ ที่ใช้เครื่องปั่นมือหมุนเพื่อเป็นการถนอมสรรพคุณทางยา ถ้าใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า จะเกิดอำนาจแม่เหล็กเกิดกระแสไฟ จะไปทำลายสรรพคุณทายาหมด”
     ด้วยความเกรงใจผมบอกคุณโย้ว่าไม่ต้องปั่นเดี่ยวผมไปปั่นที่บ้านเองก็ได้ เพราะมีภารกิจที่อื่นอีก คุณโย้ก็เลยรีบนำต้นกล้าที่ตัดมาห่อใส่ถุงให้ผมนำกลับบ้านมุน งครัวเพื่อดูการคั้นน้ำต้นอ่อนข้าวสาลี
     “คุณจำรัสรู้ไหม น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี แค่แก้วเล็กๆ ราคา ๗๐-๘๐ บาทนะไม่ใช่ถูกๆทำไม่พอขาย  การดื่ม ควรดื่มตอนคั้นใหม่ๆ ขณะที่ท้องว่าง ร่างกายจะสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีที่สุดก็ช่วงนี้แหละ ควรดื่มวันละ ๓๐ ซีซี ต่อวันแล้วค่อยๆเพิ่มเป็น ๖๐ ซีซี ต่อวัน” คุณโยพูดให้ฟังพรอมส่งเอกสารให้ดูในเอกสารบอกว่าต้นตำรับจริงๆมาจาก ดร.แอนด์  วิกมอร์ นักธรรมชาติบำบัดในอเมริกา หรือรู้จักกันในนามบิดาของน้ำคั้นต้นอ่อนใบสาลี ที่นำมาใช้ในการบำบัดโรคเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๐๐  ดร.แอนด์  วิกเมอร์ เคยป่วยเป็นโรคมากมาย เช่นลำไส้บวม  ไขข้อ และปวดศีรษะ หลังจาดได้ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีแล้วสุขภาพเขาดีขึ้น
     ปี ๒๕๐๓ ดรแอนด์  วิกมอร์ ได้เริ่มแนะนำเผยแพร่คุณประโยชน์ของน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี ทำให้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย
     ต้นอ่อนข้าวสาลี มีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายมากกว่า ๑๐๐ ชนิด โดยเฉพาะมีโปรตีนสูง  ๒๕ %  ( เนื้อมี ๑๗ % ไข่มี  ๑๒  % )  วิตามินบีรวม วิตามินซี  วิตามินเอ  วิตามินอี และวิตามินเค มีกรดอะมีโนอย่างน้อย ๒๐  ชนิด  เอ็นไซม์ที่มีประโยชน์กว่า  ๓๐  ชนิด สารที่สำคัญที่สุดคือคลอโรฟิลล์ คลอโรฟิลล์มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายคลึงกับโมเลกุลของอีโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดง ของมนุษย์ ต่างกันที่ตัวกลางของคลอโรฟิลล์คือแมกนีเซี่ยม แต่ในอีโมโกลบินคือเหล็ก
     ดังนั้นเมื่อเราดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีเข้าไป คลอโรฟิลล์จากต้นอ่อนที่ยังมีชีวิต จะช่วยชำระล้างสารพิษ ฟอกเลือดและขับของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยยับยั้งโรคต่างๆได้สรุปแล้วดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี มีสรรพคุณสร้างเม็ดเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง รักษาแผลและดับกลิ่น รักษาอาการท้องผูก ล้างพิษ ลดความดันโลหิต ช่วยในการฟอกตับ ทำให้ผมไม่ขาว ชะลอความแก่ เพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ต่างๆและช่วยลดการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
     หากใครสนใจอยากจะดื่มน้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลีเพื่อการบำบัดโรคและดูแลสุขภาพ ติดต่อคุณโย้ สิริภาภรณ์  เจริญภัทรเภสัช ได้ที่ ๔/๑๕๕ ซอยแสนหวี ๕ ถนนแจ้งวัฒนะ  เขตหลักสี่ กทม.๑๐๒๑๐ โทร.๐๘-๗๙๗๐-๑๐๘๘ วันนั้นพอผมกลับถึงบ้านก็รีบเอายอดต้นอ่อนข้าวสาลีมาเข้าเครื่องปั่นผลไม้ไฟฟ้า ทันทีที่ปั่นจะมีกลิ่นเหมือนช่วงทีข้าวออกรวงและมีกลิ่นหอม สีที่ได้จะมีสีเขียวสด เมื่อนำมาดื่มจะมีกลิ่นหอม หลังจากที่น้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลีแตะถึงท้องจะมีความสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
    
     ย้อนกลับไปเยี่ยมคุณโย้ครั้งที่สองได้ยาขับนิ่ว
     เสาร์ที่ ๒๗  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผมเนทางไปเยี่ยมคุณ โย้ สิริภาภรณ์  เจริญภัทรเภสัช อีกครั้ง พร้อมกับคูณอำเภอ  นิลพันธ์ โฆษกชื่อดังแดนอิสาน สถานีวิทยุ สทร. ๗ ไปครั้งนี้ผมไม่ลืมที่จะเอากล้องไปบันทึกภาพด้วย คราวนี้คุณโย้ รีบตัดต้นอ่อนข้าวสาลีมาคั้นให้ผมและคุณอำเภอดื่ม ตามหลักวิธีที่ถูกต้อง คือใช้เครื่องคั้นน้ำมือหมุนระบบเกลียวรีดน้ำไม่มีใบมีด น้ำที่คั้นได้จะมีสีเขียวที่ได้จากต้นอ่อนข้าวสาลีสดๆไม่มีการเติมน้ำเจือจางมาให้ดื่ม ระหว่างคั้นเครื่องนี้ก็จะแยกกากออกมาอีกด้านหนึ่งลักษณะเหมือนเราควั้นเชือก การเดินทางย้อนกลับมาหาคุณโย้ครั้งนี้โชคดีได้พบกับคุณเอกรินต์  ลอยประดับ ซึ่งเป็นหลานของคุณโย้ คุณเอกรินต์ กำลังเรียนพุทธศาสตร์ ชั้นปีที่ ๔ ที่มกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศน์ราชวรมหาวิหาร คุณเอกรินต์ รู้ว่าผมชอบเรื่องสมุนไพร จึงแนะนำเรื่องสมุนไพรแก้นิ่วในไต และนิ่วในกระเพาะอาหาร
     “ ตำรานี้ได้มาจาก อาจารย์วิรัช  กลางทอง อดีตเป็นพระธุดงส์ เรียนจบจากอินเดีย ปัจจุบันสอนอยู่ที่ มกุฏราชวิทยาลัย ท่านให้เอาเบี้ยจัน  ๕  ตัว และมะนาว  ๑๐  ลูก มาเป็นตัวยา       ทันทีที่ไดยินคำว่าเบี้ยจัน ผมเริ่มสงสัยว่าใช่รูปร่างหมือนหอยหรือเปล่าเพราะจำได้ว่าสมัยเด็กๆเคยเห็นในย่ามยาของคุณพ่อ คุณเอกรินต์ ไม่พูดไม่จาเดิน เข้าไปในห้องพักใหญ่แล้วเดินออกมาพร้อมกับถุงใส่เบี้ยจันมาให้ดู บอกว่ามีขายตามร้านยาแพทย์แผนไทยราคาตัวละประมาณ ๒  บาท คุณเอกรินต์เล่าถึงวิธีปรุงยาให้ฟังว่าทำไม่ยาก
     “ ให้เอาเบี้ยจันมาล้างให้สะอาดแล้วตากไว้ให้แห้ง แล้วเอาเบี้ยจัน ๕ ตัว ใส่แก้ว ไม่ควรใช้แก้วสแตนเลส หลังจากนั้นบีบมะนาวใส่  ๑๐  ลูก ตามตำราให้ทำ ๒ แก้ว  ( เบี้ยจัน ๕ ตัว บีบน้ำมะนาวใส่ ๑๐  ลูกต่อหนึ่งแก้ว)  เมื่อทำเสร็จแล้วเอาใส่ตู้เย็นในช่องธรรมดา ประมาณ ๓-๔  วัน สังเกตจะเห็นมะนาวกัดเบี้ยจันออกมาเป็นแป้งขาวๆ เอาออกมาจากตู้เย็นแล้วดื่มแต่น้ำ ก่อนดื่มยานี้ให้ดื่มน้ำเปล่าๆให้ได้หนึ่งขวดโพลาริสต์ก่อนแล้วค่อยๆดื่มตัวยา ให้ดื่มพร้อมกัน ๒ แก้วเลย ให้ดื่มก่อนอาหารเช้า เมื่อดื่มแล้ววันนั้นทั้งวันจะปัสสาวะบ่อย ดื่มแล้วให้เว้น ๒-๓ วันค่อยมาดื่มใหม่ ถ้าอาการนิ่วเป็นน้อยดื่ม ๒-๓ ชุดก็หาย เป็นนิ่วมากดื่มประมาณ ๕-๗ ชุด สูตรนี้อาจารย์วิรัช  กลางทอง ท่านเป็นนิ่วได้ทดลองดื่มมาแล้วได้ผลดี  เมื่อหายแล้วให้อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าของตำรายา เป็นคนในป่าที่ป่วยด้วยโรคนี้และสืบสานตำรายารักษาตัวเองจนหาย
     น้ำที่ได้จากการคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี นับเป็นแหล่งวิตามิน เอ็นไซม์ ทียังมีชีวิต มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ หากสามารถทำดื่มได้เป็นประจำ ร่างการจะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง โรคภัยไม่เบียดเบียนครับ
     ยานี้ให้ดื่มน้ำเปล่าๆให้ได้หนึ่งขวดก่อน  สังเกตจะเห็นมะนาวกัดเบี้ยจันออกมาเป็นแป้งขาวๆ เอาออกมาจากตู้เย็นแล้ว

blog comments powered by Disqus