สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ขมิ้นอ้อย
                       ขมิ้นอ้อย
                                                จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
           วันนี้ ๘ มีค.๒๕๕๕ มีโอกาสไปกินอาหารปักษ์ใต้ที่ตลาดห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังกินข้าวเสร็จเดินผ่านตลาด เห็นแม่ค้า หน้าตาเด็กๆเข้าใจว่าน่าจะเป็นคุณแม่ฝากให้มาเฝ้าแทน เป็นรถเข็นขายสมุนไพรอยู่ริมรั้วตลาด ความรู้สึกอยากจะอุดหนุนสัก ๒-๓ ร้อยบาท เป็นการให้กำลังใจในฐานะผู้สืบทอดสมุนไพรไทย
“ นี่อะไรครับ”  ผมทดสอบ
“ ไพลค่ะ” เธอตอบอย่างรวดเร็ว เออ...ใช้ได้
“ แล้วนี่ล่ะ”  ผมชี้ไปที่ สมุนไพรเหง้าโตๆ
“ ว่านชักมดลูกค่ะ”  แหม่ตอบผ่านทุกชนิด
“ แล้วนี่ล่ะ” ผมรีบถาม
“ ขมิ้นอ้อยค่ะ”
“ ฮื่อ..ใช่เหรอ ..ว่านเหลืองมิใช่หรือ”  ผมถามแบบลังเล
“ ว่านเหลืองเขาก็เรียกค่ะ คนกรุงเทพฯเรียกว่านเหลือง คนทั่วไปเรียกขมิ้นอ้อยถ้าเป็นภาษาละว้าจะเรียก "สากเบือ" ภาษาเหนือเรียก "ขมิ้นขึ้น"เชียงใหม่เรียก "แฮ้วดำ" ภาษาเขมรเรียก "ละเมียด" ” เอาละซิ ผมเจอของจริงแล้ว น่าภูมิใจครับ
         ผมอุดหนุนมาหลายชนิดครับ ส่วนใหญ่ถุงละ ๒๐-๔๐ บาท ราคาไม่แพง มีทั้งสมุนไพร แก้ส้นเท้าแตก ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ไพล ยาหอมปราบลมสูตรวัดโพธิ์ ลูกประคบ แป้งข้าวหมาก ( ๓ ลูกโตๆ ๒๐ บาท) นอกนั้นก็มีมะรุมบรรจุแคปซูล แป้งนาคาของพม่าสำหรับทาผิว


       สำหรับขมิ้นอ้อย สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เหง้ามาปลูก การปลูกขมิ้นอ้อยที่ดีที่สุด ควรปลูกราว ๆ เดือนพฤษภาคม ย่างเข้าฤดูฝน และไม่ควรให้น้ำขังจะทำให้เหง้าขมิ้นเน่าเสีย ในหน้าหนาวขมิ้นอ้อยจะมีต้นโทรมหัวใหญ่
                                                   สรรพคุณ ของ ขมิ้นอ้อย
           ๑   รักษาอาการท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค) โดยใช้หัวขมิ้นอ้อยสด ๆ ประมาณ ๒ แว่น มาบดผสมกับน้ำปูนใส กินแก้ท้องร่วงได้
           ๒   รักษาแผล โดยนำขมิ้นอ้อยไปหุงในน้ำมันมะพร้าว แล้วนำมาใส่แผล จะช่วยให้แผลหายเร็ว เนื่องจากหัวขมิ้นอ้อยเป็นยาฝาดสมานด้วย
         ๓  รักษาฝี ถ้าเป็นฝีหัวเดือน ให้นำใบไผ่มาเผ่าไฟให้ไหม้ แล้วนำหัวขมิ้นอ้อยมาตำด้วยกัน แล้วใช้น้ำเป็นกระสายยา และใช้ได้ทั้งกินและทา หรือพอก
         ๔ แก้ฝีในมดลูก โดยใช้ขมิ้นอ้อย ๓ ท่อน บอระเพ็ด ๓ ท่อน ลูกขี้กาแดง 1 ลูก (ผ่าเป็น ๔ ซีกแต่ใช้แค่ ๓ซีก) นำมาต้มรวมกับสุรา กินแก้ฝีในมดลูกได้
          ๕  รักษาอาการเสี้ยนหนามตำ โดยนำขมิ้นอ้อยมา ๕ แว่น ข้าวเหนียวสุก ประมาณ ๑ กำมือ ดอกชบา ๕ดอก ใช้ตำพอก จะดูดเสี้ยนและหนองออกจากแผลได้
          ๖  รักษาอาการปวดบวม ฟกช้ำ โดยนำขมิ้นสด ๆ มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณปวดบวม ฟกช้ำ
           ๗  แก้หวัด โดยนำหัวขมิ้นอ้อย พริกหาง อบเชยเทศ มาต้มและเติมน้ำผึ้งลงไปผสม นำมารับประทานแก้หวัดได้ 
          ๘  แก้ริดสีดวงทวาร นำขมิ้นอ้อย พริกไทยล่อน เปลือกยางแดง มาผสมกันทำยาผง แล้วนำไปละลายในน้ำยางใส ปั้นทั้งหมดเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วชี้ รับประทานเช้า-เย็น
          ๙  แก้หัดหลบใน นำต้นต่อไส้ ๑ กำมือ ขมิ้นอ้อย ๕ แว่นมาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอสมควร แล้วใช้ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาก่อนอาหารเช้าเย็น
          ๑๐  ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฝี หนองที่แผล เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อที่ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อย จะมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดี
          ๑๑  ฆ่าเชื้อรา มีผลวิจัยพบว่า ขมิ้นอ้อย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ถึง ๑๑ ชนิด และหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราอีก ๔ ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง เช่น กลาก ชันนะตุ เชื้อราที่เล็บ ผิวหนัง ซอกนิ้วเท้า นอกจากนี้ ขมิ้นชัน ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้เหมือนขมิ้นอ้อย
          ๑๒ ขับลม น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อย สามารถช่วยขับลมในท้องได้
          ๑๓ บำรุงผิว นำขมิ้นอ้อย กระชาย พริกไทย หัวแห้วหมู มาทุบรวมกันแล้วดองด้วยน้ำผึ้ง รับประทานก่อนนอนทุกคืน ร่างกายจะแข็งแรงกระชุ่มกระชวย และ จะช่วยให้ผิวสวย นวลเนียนยังกะสาวพม่า (สามีจะนอนก่ายไม่หน่ายหนี) ฮ่าๆๆ 



           นอกจากจะนำขมิ้นอ้อยมาใช้เป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถใช้แต่งสีเหลืองในอาหาร เช่น ข้าวเหนียวเหลือง ขนมเบื้องญวน ได้ แถมยังนำมาย้อมสีผ้าให้เป็นสีเหลืองได้อีกด้วย
          เห็นไหมครับว่า ประโยชน์ใช้สอยของ "ขมิ้นอ้อย" มีมากมายใครมีอาการอะไรที่กล่าวมาข้างต้น ก็ปลูกขมิ้นอ้อยไว้ใช้รักษาด้วยตัวเองได้เลยไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองซื้อหายาราคาแพงๆ แถมเหลือใช้ก็ขายได้อีกต่างหาก
                                                                                         -------------------------------
                                                                                   ๘ มีค. ๒๕๕๕
                                                                วิทยุแห่งประเทศไทย วิภาวดีรังสิต กทม.


blog comments powered by Disqus