สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็ง" ทำอย่างไรเมื่อเป็นมะเร็ง”

ทำอย่างไรเมื่อเป็น“มะเร็ง”
… ต้องให้มะเร็ง...อด..ตาย
                                    จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
     รู้จักหลายคนที่เป็นมะเร็ง รวมถึงญาติผู้ป่วย น่าเห็นใจครับ จำนวนมากที่หลงทิศ ไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไร พาลทำให้สุขภาพจิตเสีย..เครียด เริ่มต้นต้องตั้งสติให้ดี ไม่ต้องกลัวมีคนรอดจากมะเร็งก็มีมาก รวยมากก็ตาย เพราะใช้ยาดีเกิน ฉีดคีโมตลอด ร่างกายคนเราจะทนได้สักกี่น้ำ มะเร็งก็ตายภูมิคุ้มกันดีก็ตาย กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ ก็ถูกคีโมถล่มเข้ามาใหม่ คนจนก็ตายเพราะรักษาไม่ถูกโรคกินอาหารไม่เลือก ส่วนใหญ่ตายเพราะการกิน คือไปเติมพลังให้กับมะเร็ง
    เราต้องตัดกำลังของมะเร็ง ด้วยการลดอาหารที่มะเร็งชอบ ตัดเส้นทางลำเลียงอาหารให้มะเร็งมันผอมโซ หมดเรี่ยวแรงที่จะมาทำลายเรา ข้อมูลเหล่านี้ผมได้รับคำแนะนำมาจากพ่อเลี้ยงวรรณ ผู้ป่วยมะเร็งซึ่งเคยดั้นด้นไปรักษาตัวถึงเกาหลีเหนือ ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเศรษฐีเท่านั้นจึงจะเข้าถึงตัวยา
                                          กฎเหล็ก
                               กินอาหารเหมือนไม่มีลิ้น
         คนเป็นมะเร็งต้องทำใจ กินอาหารเหมือนคนไม่มีลิ้น ตัดขาดจากรสชาติ ให้เพิ่มพลังด้วยอาหารที่มีประโยชน์สร้างภูมิคุ้มกันมากๆ งดอาหารที่มะเร็งชอบ
   งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ของหมักดอง  เหล้า บุหรี่ เค็ม มัน  ผงชูรส อาหารที่มีสารกันบูด สีผสมอาหาร  หลีกเลี่ยงธาตุโลหะหนักอย่างตะกั่ว สารปรอท สารหนู ดินประสิว สารบอแรกซ์ สารฟอร์มาลิน สารไนโตรซามิน ที่ประกอบด้วยสารไนไตรท์และสารไนเตรทต่างๆ หมั่นออกกำลังกาย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีไม่มีควันพิษ และต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นกรณีพิเศษ เท่านี้ท่านรอดแน่นอน
      เลือกกินอาหารปลอดสารพิษ ถ้าเป็นไปได้ควรปรุงเอง ผักควรปลูกเองเพื่อมั่นใจไม่มีสารเคมีถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรล้างให้สะอาด แล้วลวกหรือนึ่งกิน
      สารอาหารที่มีประโยชน์ช่วยบำบัดเชื้อมะเร็งได้ผลีที่ควรรับประมาณเพราะผ่านการวิจัยและผู้ป่วยใช้ได้ผลมาแล้วคือ
      กระดูกปลาฉลามอ่อน หาซื้อได้ตามร้านขายยาจีนแถวๆเยาวราช กทม. เป็นผงสีขาว โดยใช้ ๒ ช้อนโต๊ะ ชงกับน้ำร้อน  กินก่อนอาหาร เช้า-เย็น จะทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อ  กระดูกอ่อนปลาฉลามจะทำหน้าที่ตีวงล้อมกรอบห่อเซลล์มะเร็งไว้ทุกด้านแล้วค่อยๆกลืนเซลล์มะเร็งให้หายไป          
    เห็ดหลินจือ นำมาต้มกับน้ำสะอาดให้เดือด ดื่มขณะยังอุ่นๆจะทำให้สารเอ็นไซม์ไปทำการย่อยสลายเซลล์มะเร็ง           
  สาหร่ายเกลียวทอง  รับประทานแล้วไม่มีพิษและไม่มีผลข้างเคียง มีสารอาหารจำนวนมาก เช่นโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง สร้างภูมิต้านทาน       
   กระเทียม เป็นสมุนไพรที่มีสารอาหาร วิตามินบี-๑ บี-๒  วิตามินซี แร่ธาตุพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โซเดียม และโพแทสเซียม มีสารเซเลเนียมซึ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็ง
 สารเซเลเนียม ร่างกายขาดไม่ได้เพราะต้องใช้ในกระบวนการ METABOLISM เป็นกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้เกิดพลังงานในร่างกาย โดยมีหน้าที่เป็นตัวต่อต้านไม่ให้ออกซิเจนหลุดร่วงไปจากเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เลือดสะอาดและบริสุทธิ์อยู่เสมอ ที่สำคัญจะช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักบางอย่างเช่น สารปรอท  ตะกั่ว ที่เป็นพิษต่อร่างกายทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูงให้หายไปได้ ขณะเดียวกันยังช่วยปองกันหลอดเลือดอุดตันได้ด้วย
    ขอแนะนำวิธีปรุงกระเทียมเพื่อดื่มย่อยสลายเซลล์มะเร็ง ให้นำกระเทียมมาปอกเปลือกประมาณ ๓-๔ หัว แล้วนำไปโขลกให้ละเอียด จากนั้นให้เติมน้ำมะนาวลงไป ๑-๒ ผล แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางใส่แก้วดื่มทันที เช้า-เย็นก่อนอาหารขณะท้องว่าง เพื่อให้กระเทียมซึมเข้าไปในกระแสเลือดโดย  SCARVENGING สารแขวนลอยที่เป็นอนุมูลอิสระและสารก่อมะเร็งให้สลายไป
 วิตามินซี ให้รับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ( BLACK MORE ) ประมาณ ๓,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ มิลลิกรัม โดยวิตามินซี ๑ เม็ด จะมีขนาด ๑,๐๐๐ มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ มิลลิกรัม ถ้ารับประทานแล้วท้องเสียก็ให้ลดปริมาณลง
 วิตามินบี-๖ ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน และไขมันในร่างกายให้ย่อยสลายเป็นพลังงาน ช่วยปรับน้ำตาลในเม็ดเลือด ช่วยสร้าง DNA และ RNA ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อใหม่ใน NUCLEUS ให้กลับมาสู่ความปกติ โดยไม่ทำให้รหัสพันธุกรรมต้องเสียไป
รับประทานวิตามินบี-๖ วันละ ๒-๓ มิลลิกรัมต่อน้ำหนักโปรตีน ๑๐๐ กรัมเพื่อความสมดุล
สารเซเลเนียม  เป็นธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพราะมีส่วนประกอบของเอนไซม์ GLUTATHIONE ซึ่งจะเป็นตัวช่วยทำลายของ HYDROPEROXIDE ได้ ช่วยผลิตสาร PROSTAGLANDIN เพื่อทำให้เม็ดเลือดไม่จับตัวเป็นก้อนคอยอุดตันหลอดเลือด และป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ช่วยทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของมะเร็งให้ฝ่อไป และสร้างภูมิต้านทานโรค
     ผู้ป่วยควรรับประทานสารเซเลเนียม ช่วงเช้าก่อนอาหารขณะที่ท้องยังว่างขนาด ๕๐ ไมโครกรัม ประมาณ  ๑  เม็ด ( สารเซเลเนียมมีในข้าวกล้อง)
เมล็ดทานตะวัน ให้รับประทานประมาณ ๑ กำมือก่อนอาหาร ๓ มื้อ ทุกวัน เพื่อป้องกันเนื้อเยื่อปอดถูกทำลาย ป้องกันไขมันที่ผนังเซลล์ถูกทำลายโดยออกซิเจน ลดไขมันในเส้นเลือด ทำลายเซลล์มะเร็งให้ฝ่อไป ทำให้ระบบเลือดเป็นปกติ
   ในเมล็ดทานตะวันจะมีสารอาหาร โปรตีน ๒๓ %   ไขมันไม่อิ่มตัว  ๔๐ %  ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ เบต้าแคโรทีน  วิตามินเค  วิตามินบี-๒  วิตามินดี  วิตามินซี
นมถั่วเหลือง รับประทานวันละ  ๑  แก้ว ขนาด ๑๐๐ มิลลิกรัมเป็นประจำทุกวันจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และควรรับประทานผักสดและผลไม้เป็นประจำเพราะในผักผลไม้จะมีสาร BETA-CAROTEIN / LYCOCINE / QUERCETIN / ADRENALIN  / PHYTO-NUTRIENT
     นอกจากนั้นยังมีสารซัลโฟราแฟลจากผักบร็อกโคลี สารไฟโตเคอรอล จากสมุนไพรเหงือกปลาหมอ สารเดอซีติน จากสมุนไพรหนุมานประสานกาย สารไฟโตนิวเดรียน จากกากใยอาหารและหัวบีทรูต สับปะรด-แกนสับปะรด  แอปเปิ้ล และสารจากไวน์องุ่น
ข้าวกล้อง เป็นแหล่งของสารอาหารที่สร้างพลังงานและวิตามินมากมาย โปรตีนที่อยู่ในข้าวกล้องเป็นโปรตีนชั้น ๑ มีวิตามินบี ๑ ที่ช่วยป้องกันเหน็บชา ซึ่งเป็นโรคที่จะนำไปสู่โรคหัวใจได้ ส่วนวิตามินบี-๒ ก็ช่วยปองกันโรคปานกกระจอก
      ในข้าวกล้องมีใยอาหารมาก ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดีสามารถดูดซับไขมัน คอเลสเตอรอลและน้ำตาลให้ลดต่ำลงได้ สามารถป้องกันโรคไขมันในเส้นเลือด   โรคเบาหวานและโรคอ้วนได้ นอกจากนั้นข้าวกล้องยังลดพิษตกค้างในตับได้
 สารอาหารในข้าวกล้อง    โปรตีน  ๗.๖๐  กรัม  วิตามินบี-๑ ปริมาณ  .๓๐ มิลลิกรัม  วิตามินบี-๒ ปริมาณ .๖๒ มิลลิกรัม วิตามินบี-๖ ปริมาณ.๖๒ มิลลิกรัม
      กรดแพนโธธินิค  ๑.๕๐ มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก ๑.๖๐ มิลลิกรัม แคลเซียม ๓๒.๐๐ มิลลิกรัม แมกนีเซียม  ๕๒.๐๐ มิลลิกรัม  แมงกานีส   ๑.๕๐ มิลลิกรัม สังกะสี  ๑.๙๐ มิลลิกรัม  โคบอลต์ ๔.๒๐ ไมโครกรัม  ทองแดง  ๓๖.๐๐ ไมโครกรัม เซเลเนียม  ๓๘.๘๐ ไมโครกรัม ไอโอดีน  ๒.๒๐  ไมโครกรัม กรดโฟลิก  ๒๐.๐๐ ไมโครกรัม
รักษาแบบธรรมชาติบำบัดตามแนวทางพ่อเลี้ยงวรรณ  พิมพนิช ผู้ป่วยมะเร็งกระดูก ที่เดินทางไปรักษาตัวเองถึงเกาหลีเหนือ สถานที่รักษาราคาแพงมาก ส่วนใหญ่เป็นเศรษฐีจากต่างประเทศ เดินบนน้ำแข็ง แช่น้ำร้อน-เย็น ดื่มสมุนไพร ภายใน ๑ เดือน ก็สามารถรอดกลับมาได้ จึงได้มอบชีวิตตัวเองถ่ายทอดวิชาให้คนไทยได้รักษาตัวเองตามแนวธรรมชาติบำบัด
      คือจิตใจต้องสู้ งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด รับประทานธัญพืชปลอดสารพิษ   ๕ ชนิด มีข้าวกล้อง ข้าวดอยหรือข้าวม้ง ข้าวบาร์เล่ย์  ข้าวสาลีและลูกเดือย โดยนำธัญพืชทั้ง ๕ ชนิด ตวงในอัตราส่วนเท่ากันคำนวณพอกิน นำไปแช่น้ำประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วเอาไปหุงในหม้อไฟฟ้า
      ผลไม้ ๑๐ ชนิดที่ผู้ป่วยมะเร็งต้องกิน มีหอมหัวใหญ่ มันฝรั่งหรือมันเทศ  กล้วยน้ำว้าสุก ( กิน ๘ ลูกต่อวัน )  ฟักทอง  ข้าวโพดหวาน  ยอดแค  ถั่วพู ( ยอดแคและถั่วพูต้องกินทุกวัน)  บล็อกโคลี่หรือกะหล่ำดอก ถั่วหวานและคะน้าฮ่องกง นำผลไม้ทั้งหมดมานึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้นๆแล้วเอามาปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมากเพื่อให้กระเพาะอาหารย่อยง่ายกินพร้อมกับธัญพืช ๕ ชนิดที่หุงแล้ว
     อาบน้ำร้อนสลับเย็น-เย็นสลับร้อน อย่างละ ๒ นาที รวม ๑๐ นาที ๑ ครั้งต่อวัน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตื่นทำงาน และขาดไม่ได้คือการออกกำลังกายทุกวันวันละ ๔๕ นาที สุดท้ายตื่นเช้าอ้าปากรับแสงตะวันแรก
    สำหรับธัญพืชปลอดสารพิษ ๕ ชนิด และสมุนไพรบำบัดมะเร็งที่พ่อเลี้ยงวรรณนำสูตรมาจากเกาหลีให้ลูกชายได้สืบสานต่อเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยังคงมีพอแบ่งปันผู้ป่วยมะเร็งได้ มีหลายรายเจ็บปวดทรมาณเมื่อได้รับประทานแล้วหายปวดภายใน ๑ ชั่วโมงเมื่อปฎิบัติตามข้อแนะนำก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ ผมมีโอกาสตามพ่อเลี้ยงวรรณ ไปเยี่ยมผู้ป่วยหลายราย ทุกคนต่างซาบซึ้งพ่อเลี้ยงวรรณ พิมพนิช ที่ได้ช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ แถมยังหาอาชีพให้ทำอีกด้วย บางรายถึงกับก้มลงกราบแทบเท้าด้วยความสำนึกในบุญคุณ
    ขอคำแนะนำเพิ่มเติมที่มูลนิธิวรรณ เลขที่ ๓/๖๘๑  ประชานิเวศน์ ถนนเทศบาลนิมิตรเหนือ  ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ โทร. ๐-๒๑๕๘-๐๖๕๘
สารอาหารบำรุงเลือด
     มีใบสะระแหน่ กระถิน กระชาย ใบบัวบก ผักกาดหอม กระเทียม ผักขึ้นฉ่าย ขมิ้นขาว ผักบุ้งจีน
ผักกูด  ใบย่านาง
สารอาหารบำรุงเม็ดเลือดแดง
     มีผักคะน้า ผักบุ้ง แตงโม ลูกเกด ถั่วดำ  ผักตำลึง ผักโขม ลูกพรุน แห้วจีน ปะก๊วย
สารอาหารปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายให้สมบูรณ์
     มีเม็ดแปะก๊วย  กระจับ ใบเตยหอม ลูกเดือย ถั่วแดง แห้วจีน ถั่วเหลืองซีก รากบัว พุทราจีน เม็ดบัว  เกสรบัว เห็ดหอม
สารอาหารสร้างธาตุแคลเซียม
    มีผกบล็อกโคลี  หอมหัวใหญ่  มะเขือเทศ ต้นหอม  กระเทียม  ข้าวกล้อง
สารอาหารที่ให้โปรตีนสูง
   มีชะอม ผักกาดขาว ผักคะน้า บล็อกโคลี ถั่วลันตา ใบมะขามอ่อน ถั่วฝักยาว มะขามอ่อน ผักกระเฉด ผักหวาน หน่อเหรียง  สะตอ กระถิน ผักชี ตำลึง  กระเพราแดง  ใบมะกรูด ยอดมะยม ใบขี้เหล็ก ยอดแคอ่อน ชะอม
อื่นๆ  หลับให้เพียงพอ นั่งสมาธิ  รับอากาศบริสุทธิ์  อบสมุนไพรเพื่อขับถ่ายของเสียออกทางผิวหนัง ( หลังอบสมุนไพรให้ดื่มน้ำมะพร้าว เพื่อชดเชยเหงื่อที่ออกมา)
  
                 การล้างผัก-ผลไม้ให้ปลอดสารพิษ
  • ให้นำผัก-ผลไม้แช่น้ำเกลือเจือจาง ๕ % ประมาณ ๑๐ นาทีแล้วล้างน้ำให้สะอาด
  • หันพืชผักสดออกเป็นท่อนๆแช่ในน้ำยาด่างทับทิม
  • แช่ผัก-ผลไม้ในน้ำยา BAKING SODA ประมาณ ๑๐  นาที
  • นำพืชผักต้มในน้ำเดือดเกิน ๑๐๐ องศาเซลเซียส ประมาณ  ๑๐ นาที
  • ผ่านเครื่องทำโอโซน  OZ- ๑๘๐ ประมาณ  ๑๐  นาที
  • แช่ในน้ำด่างจากขี้เถ้าหรือน้ำปูนใสประมาณ  ๑๐  นาที
  • ต้มในเครื่องควบแน่น  (   CONDENSOR ) ประมาณ  ๕  นาที
  • ผ่านความร้อนด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต  ประมาณ ๕  นาที
 
ใช้สมุนไพรบำบัด
    หัวเชื้อสมุนไพรกลั่นบำบัดโรคมะเร็งสูตรเทพประทานสังหารโรค   ๑๕ ซีซี ผสมน้ำสุก ๑,๕๐๐ ซีซี       ดื่มก่อนอาหาร ๓ มื้อ มีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแนะนำให้ใช้  ถ้าดื่มเพ่อป้องกันโรคมะเร็งให้ดื่มวันละครั้งป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ด้วย ไม่มีการซื้อขายแต่ให้ร่วมทำบุญช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้
ติดต่อคุณอัญ ๐๘-๕๒๔๕-๘๐๘๑
ใช้สมุนไพร กรีนภาระตะ
     คล้ายคลึงต้นอังกาบ แต่คงคนละสายพันธุ์ ค่อนข้างหายาก เจ้าของได้มาจากเพื่อนที่อินเดียส่งมาให้ขยายพันธุ์ง่าย ตัดกิ่งปักชำก็ขึ้น ควรหามาปลูกที่บ้านขยายพันธุ์ของแท้ ทำให้มั่นใจเพราะมีคนเป็นมะเร็งเต้านมขนาดน้ำเหลืองไหลกินใบสดๆครั้งละ ๓ ใบเพียงสับดาห์เดียวน้ำเหลืองหยุดไหล อีกรายที่จังหวัดยโสธร กินเพียง ๒-๓ วันซีสเต้านมก็หายไป เธอยัง..งง   กันดีกว่าแก้ครับ ติดต่อขอแบ่งปันที่คุณรัชวรรณ ๐๘-๑๗๒๑-๒๓๓๖  เธอบอกมีไม่มากให้เฉพาะผู้ป่วยะเร็งก่อน
                       ความเครียดฆ่าผู้ป่วยมะเร็ง
คนส่วนมากพอรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็งก็จะเกิดความเครียดขึ้นมาทันที และเจ้าความเครียดนี้เองจะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งทรุดเร็วขึ้นเพราะ
     เมื่อเครียด กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะเกิดการหดตัว หรือบีบตัวอย่างมากเมื่อเป็นติดต่อกันนาน มีผลทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิความร้อนสูงกว่าปกติจะเป็นผลร้ายอย่างยิ่ง ต่อมฮอร์โมนต่างๆก็จะหลั่งสารเอ็นไซม์ออกมาอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าถูกกระตุ้นโดยความเครียด ฮอร์โมนต่างๆเหล่านี้จะมีความเป็นกรด ACID อยู่สูงก็จะสามารถทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะหลายแห่งที่มันไหลออกมาให้ BURN ได้ ดังนั้นจึงสร้างความเจ็บปวดให้กับกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ ปวดขา ปวดเข่า ปวดหลังปวดเอว  ปวดกระดูก ดังนั้นคนที่มีความเครียดจัดจึงปวดตามร่างกายอยู่เสมอ
    ความเครียดทำให้เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างมากโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เพราะมันคิดว่าเอ็นไซม์ที่หลั่งออกมาคือสารแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย มันจึงเข้าไปทำการต่อสู้กัน ผลสุดท้ายเซลล์เม็ดเลือดขาวก็ถูกฆ่าทำให้อ่อนแอลงทุกขณะ ในเวลาเดียวกันเซลล์มะเร็งที่แข็งแรงกว่าก็จะลุกลามทันที มันจะค่อยๆขยายเซลล์เนื้อร้ายเข้าไปฆ่าเซลล์เนื้อดีให้กลายเป็นเซลล์เนื้อร้ายขยายลุกลามไปอย่างไม่หยุดยั้ง น่ากลัวครับอย่าเครียดนะครับ พยายามหาเวลาทำสมาธิให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมาเยอะๆ จะทำให้ร่างกายมีความสดชื่นและมีความสุข
                                     ---------------------------------------------------------- 
                             
 
  

blog comments powered by Disqus