สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย
                                                     ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย
       พุธที่  ๑๒ ตค.๒๕๕๔ ผมเดินทางไปถึงศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้ประสบอุทกภัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต เมื่อเวลา
๐๗.๓๐น. เพื่อรายงานข่าวช่วงเวลา ๑๘.๔๕น. เจ้าหน้าที่ให้ลงทะเบียนสื่อ แลกบัตรก่อนเข้าไปในที่พักพิงที่จัดไว้ใน

โรงยิมเนเซี่ยม-๒ ผู้พักพิงก็ลงทะเบียนแล้วมีเชื่อสีผูกข้อมมือเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ ผมติดต่อ อ.ปริญญา  เพื่อขอนัดหมาย
สัมภาษณ์ เผอิญอาจารย์ติดภารกิจเลยมอบให้คุณธรรมพล ศรีสุวรรณ พรชฎาธร ผู้ประสานงานอาสาสมัคร ( ๐๘-๑๓๖๓-๗๓๒๓)
ได้พูดคุยกับผม

      ที่นี่จัดให้ผู้พักพิงได้พักในลานโรงยิมฯซึ่งมีประมาณพันกว่าคนแล้วและก็ทะยอยมาเรื่อยๆ มีอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานเยอะ
ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักศึกษา ผมเก็บภาพบรรยากาศมาฝากทุกท่านแล้วนะครับ

      เสร็จภารกิจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมแวะกินข้าวซุปหางวัวที่ชุมชนชาวมุสลิมห่างจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไม่ถึงกิโลเมตรเพื่อเตรียมตัวลุยต่อที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อ.วังน้อย เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวอีกแห่งหนึ่ง
ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    การเดินทางมาที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อย่อเรียกกันว่า มจร. การเดินทางมาที่
มจร.รถติดเป็นกิโลครับเนื่องจากหน้า มจร.น้ำเอ่อขึ้นถนนทั้งสองข้างรถวิ่งได้เฉพาะเลนในเกาะกลางได้เลนเดียวจากทั้งหมด
๖ เลน ผมตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าทางถนนสายเอเซียไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วยูเทรินไปสระบุรีเลียบไปตามขอบถนนจน
ถึงด้านข้าง มจร. ผมจอดรถบนคอสะพานฝั่งคลองบ้านปากคลอง มองเห็น มจร.จมอยู่ใต้กระแสน้ำ ผมตัดสินใจเดินลุยเข้าไป
ขณะนั้นระดับน้ำเท่าหัวเข่าผมครับ เดินมาได้สักพักรถข่าวของ ช่อง ๙ เข้ามาพอดีผมเดินอาศัยรถไปด้วย

   ที่ มจร.จัดให้ผู้พักพิง อาศัยอยู่ที่ชั่น ๓ ชั้น ๑ เป็นโรงครัว ผมขึ้นไปชั้น ๓ เห็นเจ้าหน้าที่กับผู้พักพิงร่วมร้องเพลงเต้นรำกัน
อย่างสนุกสนาน บางคนก็นั่งจับกลุ่ม บางคนก็นอนมีทั้งเลี้ยงลูกอ่อน และเดินไปมาขวักไขว่

   และทราบว่าเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกิจกรรมร้องเพลงคือ ผศ.ดร.สิริวัฒน์  ศรีเครือดง ผช.อธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป
ผู้อำนวยการปริญญาโท สาขาชีวิตและความตาย (มีด้วยหรือสาขานี้ ว่างๆต้องไปศึกษา) ๐๘-๙๕๐๖-๗๓๔๐ และดร.พิเชฐ  ทั่งโต หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ ( ๐๘-๖๐๔๘-๖๐๔๒ ) ทั้งสองอาจารย์ใจดีมาก ร่วมผลิตรายการสดสัมภาษณ์ผู้พักพิงและร่วมร้องเพลงออกอากาศสด จาก มจร.ช่วงเวลา ๑๓.๐๐น.-๑๔.๐๐น.

   เสร็จภารกิจผมลุยน้ำเกาะขอบอาคารเพื่อหารเรือ-รถกลับไปที่จอดรถคู่ชีพผม เห็นเรือท้องแบนของ นทพ. หน่วยบัญชาการพัฒนาภาค ๕ อุบลราชธานี ผ่านมา ผมกวักมือขอความช่วยเหลือเพราะเดินต่อไม่ได้ลึก มีหนุ่มคนหนึงบอกเข้าไม่ได้รีบไป
ผมตะโกนบอกหยุดๆๆขอไปด้วย เรือเริ่มชะลอจอดผมเดินเข้าไปที่เรือห่างแค่ ๖-๗ เมตร พอขึ้นเรือได้ผมถามหนุ่มที่บอกขึ้นไม่ได้ซึ่งกำลังถือมือถือถ่ายภาพ

“ โทษครับของคุณมาจากที่ไหน สังกัดหน่วยไหน”
“ ผมอิสระไม่มีสังกัด”
“แล้วเวลาเรียกทำไมแล้งน้ำใจอย่างนี้คนเราไม่ทุกข์ร้อนไม่ขอความช่วยเหลือหรอกครับ อย่าไปทำกับคนอื่นนะครับ
ขอเป็นผมคนเดียวพอ เรือนี้ก็เป็นของทหารที่ต้องการมาช่วยชาวบ้านอยู่แล้ว เรามีจิตมาช่วย ใครเดือดร้อนเราก็ช่วย
ไม่ใช่เลือกปฎิบัติ”
“ มันเข้ายาก” เด็กหนุ่มตอบ
“เข้ายากสิครับ จึงต้องเข้าช่วย ถ้ามันง่าย ผมจะเรียกทำไม” ผมตอบ
“ อย่าไปทำ กับคนอื่นนะครับ ผมขอ แล้วว่างๆคุณไปรถน้ำมนต์ได้ เพราะปกติผมไม่เคยว่าใคร นอกจากสุดๆ”
(ผมเอาภาพมาให้ดูกำลังใช้มือถือถ่ายภาพ ถ่ายไปทำอะไร เห็นคนลำบากแล้วไม่ช่วยเหลือ ( อย่าสร้างภาพ ถ้าตราบใด
ภายในใจยังไม่บริสุทธ์ก็สูญเปล่ากับการสร้างความดี )
   เรือมาจอดที่อาคารเพื่อ ลำเลียงของบริจาคที่อยู่ในเรือลง ผมเหนื่อยใจมาก ถ้าผมติดต่อคณะอาจารย์ที่นี่เขาคงจัดเรือจัดรถให้ผม
แต่จิตสำนึกผมไม่อยากให้เขาเหล่านั้นลำบาก ท่านก็เหนื่อยแล้ว ผมอยากช่วยตัวเอง แม้แต่อาหารการกินผมเตรียมใน
กระเป๋าของผมทุกครั้งที่เดินทาง ไม่เคยไปรบกวนข้าวที่เลี้ยงผู้พักพิงเลย ถึงแม้จะถูกเชิญทุกครั้ง ผมจะบอกขอบคุณครับ
ผมเรียบร้อยแล้วครับ ถึงแม้หิว ผมก็หากินเอง ผมอยากเห็นน้ำใจตลอดเส้นทางที่ผมผ่าน ถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือกัน
เด็กหนุ่มคนนั้นคงได้บทเรียนพอสมควร แต่ที่แน่ๆผมกลับมานอนไม่ค่อยหลับคิดถึงเรื่องนี้แล้วเหนื่อยใจ วันนั้นผมนั่งรถสิบล้อ
ของ นทพ.หน่วยบัญชาการพัฒนา ภาค ๕ อุบลราชธานีอกมาจาก มจร.ท่ามกลางสายฝน แต่รถไม่สามารถไปส่งผมถึง
ที่จอดรถของผม เพราะไปลำบาก ผมเดินลุยน้ำประมาณหัวเข่า อีก ๑ กิโลเมตรเดินลัดเลาะขอบถนนทางด่วนค่อยๆก้าว
คลำทางไปกลัวตกหลุม ถึงรถซดน้ำผักปั่นที่เตรียมไว้ค่อยสดชื่น ฮ่าๆๆๆ นี่แหละครับชีวิต
จากนั้นขับรถคู่ชีพขึ้นถนนมอเตอร์เวย์ จอดรถบนถนนบันทึกภาพขบวนรถที่ติดอยู่หน้า มจร.ดูจากภาพครับผมคงไม่ต้องบรรยายมาก

      ผมมองภาพแล้วคิดว่า ทำไมรัฐบาล ไม่วางแผนกู้หรือป้องกัน ถนนสายหลักไว้ให้ได้ ท่วมก่อนค่อยกู้ ทำไมไม่เตรียม
การก่อน กันไว้ก่อนแก้ ถนนเส้นทาง กทม.สระบุรีขาด หมดท่าเลยครับ เพราะกรุงเทพฯ-กำแพงเพชร ขาดไปแล้ว  
ก็ดูกันต่อไปครับ

                    --------------------------------------------------------------------------------------------
 

blog comments powered by Disqus