สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ฟักข้าวต้านมะเร็ง
                                ฟักข้าวต้านมะเร็ง
                                                 จำรัส เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
    พูดถึงสมุนไพรฟักข้าว หลายคนอาจไม่รู้จัก หลายคนรู้จักแต่หาพันธุ์มาปลูกไม่ได้ ฟักข้าวเรียกกันหลายชื่อบ้างก็เรียกหมากอุบข้าว หรือขี้พร้าไฟ เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย การขยายพันธุ์จะเพาะเมล็ด แยกราก ถ้าไม่แน่จริงก็เพาะไม่ขึ้นนะครับ และก็มีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย สำหรับต้นตัวผู้มีแต่ดอกไม่มีลูก ต้นตัวเมียถึงจะมีลูกเหมือนคนเปี๊ยบเลยฮ่าๆๆ



     ที่ประเทศเวียดนามเรียกฟักข้าวว่า“แก็ก (Gac)” มีสรรพคุณต้านมะเร็ง ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่คนเวียดนามดูเหมือนจะนิยมกินฟักข้าวมากกว่าชนชาติอื่นๆ โดยมักปลูกฟักข้าวพาดพ้นไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร โดยจะเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียวทำให้ข้าวมีสีแดง ใช้ในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้นเพราะเชื่อว่าสีขาวไม่เป็นมงคล ปัจจุบันพบว่าเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวสีแดงนั้นมีสารชื่อ “ไลโคพีน” โดยจะมีสารไลโคพีนสูงสุดในบรรดาผักผลไม้ที่ให้ไลโคพีนทั้งหลาย



     เมื่อเปรียบเทียบฟักข้าวกับพืชชนิดต่างๆจะมีสารไลโคฟีนดังนี้  มะเขือเทศสุก ๓๑ ไมโครกรัมต่อกรัม แตงโม ๔๑ ไมโครกรัมต่อกรัม ฝรั่ง ๕๔ ไมโครกรัมต่อกรัม ส้มโอ ๓๓.๖ ไมโครกรัมต่อกรัม  เยื่อเมล็ดฟักข้าว ๓๘๐ ไมโครกรัมต่อกรัม ซึ่งมากกว่าพืชชนิดอื่น
    สำหรับไลโคพีนนั้น เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น เมื่อร่างกายของเราได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ วงการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร และที่สำคัญพบว่าไลโคพีนมักจะไปสะสมบริเวณต่อมลูก
หมากและผิวหนัง


    ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาวิจัยของฟักข้าวต่อการรักษาและป้องกันมะเร็งในประเทศต่างๆ เช่นจีน พบว่าโปรตีนจากเมล็ดฟักข้าวมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง ประเทศเวียดนามพบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ ประเทศไทยพบโปรตีนในเมล็ดฟักข้าวมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว


    ลุงวรรณชัย สุขเจริญ อยู่บ้านเลขที่ ๑๐๗ หมู่ ๑๒ ต.พรหมพิราม  อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก
บอกผมว่าที่บ้านปลูกต้นฟักข้าวและขณะนี้มีเมล็ดฟักข้าวอยู่จำนวนมากถ้าใครสนใจก็แจ้งความจำนงมาได้ ลุงบอกว่าปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ ๑๐ ปี ติดดอกออกผลทั้งปี ยอดอ่อน ลูกอ่อน ใช้แกงส้ม แกงเลียง ผลที่ยังไม่แก่ใช้ทำแกงบวช  และเชื่อม ถ้าผลแก่สุกก็ทำน้ำฟักข้าว ทำชาชง
   “ ลุง วิธีการเพาะถ้าไม่แน่จริงเพาะไม่ขึ้นนะลุง” ผมถาม
  “ ไม่ยากหรอกเดี๋ยวผมจะแนะนำ ผมทำสำเร็จมาแล้ว ง่ายนิดเดียว”   ลุงตอบด้วยความมั่นใจ ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะหลายคนสนใจปลูกแต่เพาะไม่ขึ้ถ้ารู้เทคนิคก็เยี่ยมยอดเลย
   ลุงบอกว่าวิธีเพาะใช้ดิน ๒ ส่วน  ขุยมะพร้าว  ๑ ส่วน แกลบดำ  ๑  ส่วน ปุ๋ยคอก ๑  ส่วน หรือวัสดุอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน คลุกให้เข้ากันไส่กระถางหรือถุงเพาะรดน้ำให้ชุ่มรอไว้
“ แล้วขั้นตอนการเพาะละลุง”
“ใจเย็นๆคุณจำรัส ผมกำลังบอกเดี๋ยวนี้แหละ” ขออภัยอยากรู้ ผู้อ่านเร่งมาฮ่าๆ
     หลังจากนั้นลุงก็เริ่มเล่าให้ผมฟังผมฟังไปจดไป ลุงบอกว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก เริ่มจากแกะเปลือกเมล็ดฟักข้าวออก ให้พอเห็นส่วนแหลมหรือทั้งเมล็ดยิ่งดี อย่าให้ช้ำ แล้วกดส่วนแหลมของเมล็ดลงในวัสดุเพาะที่รดน้ำจนชุ่ม กดให้เมล็ดฟักข้าวลึกลงไปในดินประมาณ ๒ ซม. ส่วนแหลมของเมล็ดจะเป็นรากที่งอกลงไปในดิน มีหลายคนเอารากส่วนแหลมชี้ขึ้นฟ้า จึงตาย
 ต่อจากนั้นควรใช้ถุงใส เจาะรูบางส่วน ครอบไว้เพื่อรักษาความชื้นด้วย ควรปกปิดพรางแสง ๕๐ %
รดน้ำเช้า-เย็นทุกวัน เมล็ดจะเริ่มงอก หลังจากลงถุงเพาะประมาณ ๑๕ วัน และจะทยอยงอกเพิ่มขึ้นตามความสมบูรณ์ของเชื้อ และสามารถลงหลุมปลูกได้ตั้งแต่มีใบ ๕-๑๐ ใบ ถ้ายอยาวเกินไป ก่อนปลูกก็สามารถตัดยอดทิ้งให้เหลือประมาณ ๓๐-๔๐ ซม.ตามความเหมาะสมของต้น
  ฟักข้าวแข็งแรง ทนทาน อายุ ๑๐ ปีขึ้นไป ไม่ควรปลูกในที่ลุ่มที่น้ำท่วมขังนานเกิน ๕ วันไม่เช่นนั้นเรียบร้อยโรงเรียนจีนตายครับท่าน
         สำหรับวิธีทำน้ำฟักข้าวรับประทานผมได้ข้อมูลจากบ้านผักปลอดสารพิษ ได้แนะนำไว้ว่า
 ฟักข้าวเป็นพืชที่มีวิตามิน A สูงมาก มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงเช่น Oleic Acids, Palmilic Acids,Linoleic Acids และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน (อาจารย์บอกมาครับ) และมีแคลเชี่ยมสูงด้วยครับ เพราะฉนั้นผมจึงมีความเชื่อว่าฟักข้าวเป็นอาหารที่มีประโยชน์กับคนทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราและสามารทานได้หมด จะช่วยเป็นอาหารเสริมที่รางกายขาดหายไปได้ น่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีงานวิจัยที่พบว่ามันมีสารที่เป็นประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ และโรคโลหิตจางในเด็กเป็นต้น สารที่ช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคที่กล่าวมาคือ ไลโคปีน ที่มีมากในมะเขือเทศ แต่ในฟักข้าวมีมากกว่ามะเขือเทศถึง 70 เท่าเลยทีเดียว ต่างประเทศเค้าเอามาทำเป็นอาหารเสริมจำหน่ายทำเป็นธุรกิจอย่างเป็ยล่ำเป็นสันที่สำคัญต้องเป็นฟักข้าวสุกนะครับ

     ขั้นตอนการทำ
๑    แยกเยื่อหุ้มเมล็ดออกจากเมล็ดก่อนนะครับ
๒   ใช้ชอนควักเอาเนื้อของผลออกมาด้วย (เนื้อจะทำให้น้ำฟักข้าวเนียนนุ่มน่ารับประทานและทำหน้าที่แทนเจลลาตินให้น้ำเป็นวุ้นเข้มข้น)
 ๓   นำเนื้อผลและเยื่อหุ้มเมล็ดมาปั่นรวมกันเติมน้ำเสารส (หรือผลไม้อื่นๆที่มีรสเปรี้ยว) ตามชอบ   จะใช้ ฟักข้าว ๒๒.๕%  +น้ำเสาวรส   ๕ % หรือเกินนิดหน่อยถ้าชอบเปรี้ยวมาก + น้ำตาลฟลุกโทส (หรือน้ำตาลทรายก็ได้) ๘  % ที่เหลือเป็นน้ำปล่าวครับ ๖๕  %  (ความเปรี้ยวจะอยู่ที่ประมาณ ๔.๕   – ๕    ความหวานจะอยู่ที่ประมาณ  ๘-๑๐  Brix)
๔  ละลายน้ำตาลในหม้อให้ละลายให้หมดก่อน แล้วเติมส่วนผสมจากข้อ ๓  ลงไปคนให้เข้ากันกับน้ำละลาย
สังเกตุการคนครั้งแรกจะเกิดฟองอากาศค่อนข้างมาก แต่เมื่อคนไปเรื่อยๆ ฟองจะลดลงจนหายไป แสดงว่าเข้ากันดีแล้ว
๕  .น้ำไปพาสเจอร์ไร้ท์ โดยการต้มไฟให้อุณหภูมิ ๘๒  องศา นาน ๒   นาที(สังเกตุพอเดือดก็ได้ครับ แต่ผมใช้ termomitor วัด)
ในขณะที่ต้มคนบ่อย ๆ นะครับจะได้ไม่ไหม้ที่ก้นหม้อต้ม ถ้าไหม้ก็หมดกัน เททิ้งถ้าทานไม่ได้
๖  .เมื่ออุณหภูมิได้ที่แล้วนำไปลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วด้วยน้ำ โดยนำน้ำใส่กาลมังแล้วนำหม้อต้มไปแช่และกวนไปด้วยให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นน้ำเย็นได้ยิ่งดี เหตุผลเพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่นและรสชาติของผลไม้ไว้ให้ได้มากที่สุด
๗  .บรรจุขวดปิดฝาให้สนิท แช่น้ำเย็นอีกครั้งหนึง ก่อนนำเข้าตู้เย็นในช่องธรรมดานะครับ ให้เย็นจัดจะอร่อยมาก ถ้าจะให้ถึงใจต้องแช่น้ำแข็ง สุดยอด (อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ ๔๕-๕๐ องศาซีครับ)
ข้อควรระวัง ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา หรือให้อยู่ในความเย็น เก็บไว้ทานได้ ประมาณ ๑๕-๒๐  วัน ไม่เสีย
รสชาติเติมเต็มกันตามความชอบนะครับ
หมายเหตุ: สาเหตุที่ต้มก็เพราะนอกจากจะเป็นการฆ่าเชื้อที่เป็นอันตรายต่อทางเดินอาหารแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เป็นกาเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของไลโคปีนด้วย ซึ่งร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
งานวิจัยจาก ม.สงขลาฯ ครับ http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/article8-51.asp

                                             วิธีหุงข้าวมงคล
     ข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวก็สามารถหุงได้ด้วยฟักข้าวเพื่อคุณประโยชน์และสีสวย หุงโดยการใช้น้ำจากเยื่อหุ้มเมล็ดผสมลงไปในน้ำที่หุงข้าว พอข้าวสุกก็จะมีสีชมพูเข้ม ในประเทศเวียตนามเป็นอาหารของกษัตริย์เวียดนามคนจนหมดสิทธิ์กิน ต่อมาแพร่ขยายในงานมงคล แต่งงาน ปีใหม่ เจ้าบ้านจะหุงข้าวแบบนี้เลี้ยงแขก ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง เฮ้อ...เดี๋ยวต้องไปลองทำกินดูแล้วล่ะ จะกลับมารายงานให้ทราบอีกครั้งครับพี่น้อง
     ติดต่อขอซื้อเมล็ดพันธ์ได้ที่ลุงวรรณชัย สุขเจริญ ได้ที่  ๐๘-๒๘๗๗-๑๕๒๔
                                                  -----------------------------------
 
  

blog comments powered by Disqus