สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

แก่งอาฮง จุดชมสะดือแม่น้ำโขง
                                แก่งอาฮง...จุดชมสะดือแม่น้ำโขง
                             วัดแท่นศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ
                                             จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

                  ถ้าพูดถึงแก่งสำคัญๆในแม่น้ำโขงแล้ว แก่งอาฮง ถือว่าเป็นแก่งที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแม่น้ำสายนี้ เพราะเป็นจุดชมสะดือของแม่น้ำโขง  เคยมีการสำรวจโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ ๙๘ วา หรือประมาณ ๒๐๐ เมตร แก่งอาฮง   ตั้งอยู่บ้านอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส ตำบลไคสี เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ  จ.บึงกาฬ  ห่างจากตัวบึงกาฬ  ๒๑ กิโลเมตร ห่างจากหนองคาย ๑๑๕ กม.
                 แก่งอาฮง เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำแม่น้ำโขงมาเนินนาน ซึ่งต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงนั้นมีต้นกำเนิดจากการละลายตัวของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน  ลาว พม่า ไทย กัมพูชา แล้วไหลออกทะเลจีนที่ประเทศเวียดนาม มีความยาวทั้งหมด  ๔,๘๘๐ กิโลเมตร
                และจุดที่ลึกที่สุดหรือที่เรียกกันว่าสะดือแม่น้ำโขงนั้นก็อยู่ที่แก่งอาฮง นี่เอง ว่ากันว่า บริเวณแก่งอาฮงเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีปากถ้ำลอดภูเขาไปทะลุที่เขางูตรงข้ามกับแก่งอาฮงในฝั่งลาว บริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวและวนจนเป็นหลุมรูปกรวย ชาวบ้านมีความเชื่อว่าลึกลงไปคือวังบาดาลของพญานาค และเป็นแหล่งกำเนิดบั้งไฟพญานาคแห่งแรกของแม่น้ำโขง
                บริเวณที่เกิดน้ำวนถ้ามีเศษไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุใดๆ ลอยมาก็จะไหลวนอยู่บริเวณนี้ประมาณ  ๓๐ นาที จึงค่อยหลุดไป ชาวบ้านเล่าว่า ถ้ามีคนตกน้ำตายเหนือแก่งอาฮงขึ้นไป ไม่ว่าบริเวณใด หากหาศพไม่พบ ก็จะมาหาได้ที่แก่งอาฮง เพราะเชื่อกันว่าศพจะไหลไม่พ้นแก่งอาฮงไปได้  
               แก่งอาฮง ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ปลาบึก ในตอนดึกของฤดูน้ำหลาก จะได้ยินเสียงจากแม่น้ำโขงเสียงดัง เหมือนว่าคนลงเล่นน้ำ นั้นคือเสียงของ ปลาบึกผสมพันธุ์กัน เนื่องจากบริเวณนี้มีความลึก และ มีถ้ำใต้น้ำ จึงเหมาะกับการผสมพันธุ์ของปลาบึก
              สำหรับตำนานที่เกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา คือ เมื่อ ครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์  เมื่อสิ้นออกพรรษาเหล่าเทพเทวาได้พากันเนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง เพื่อรองรับเบื้องพระบาทในการเสด็จกลับยังโลกมนุษย์   ส่วนเหล่าพญานาคนั้นได้พากันสำแดงฤทธิ์พ่น ไฟถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อต้อนรับการกลับมาขององค์พระพุทธชินสีห์ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของ “บั้งไฟพญานาค” ที่โด่งดังไปทั่วโลก และเชื่อว่าใต้แก่งอาฮง  เป็นถ้ำที่อยู่ของพญานาคแน่นอน
                บริเวณแก่งอาฮง ยังเป็นที่ตั้งของ วัดอาฮงศิลาวาส วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด ทราบแต่เพียงว่าเดิมเป็นสำนักสงฆ์ โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านได้มรณะไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีพระภิกษุสงฆ์มาจำพรรษาอีกเลย
                จนกระทั่งปี พ.ศ.  ๒๕๑๗ ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญได้เดินทางไปกราบนมัสการ พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามาดู พบเพียงแม่ชีแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่
                 ปัจจุบันวัดอาฮงศิลาวาส โดดเด่น ด้วยสถาบัตกรรม พระอุโบสถ์หินอ่อน ริมแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถ์  ประดิษฐาน “พระพุทธ คุวานันท์ศาสดา” ซึ่งมีความงดงามตระการตาด้วยว่าเป็นพระ พุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช  นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปทองคำสององศ์ ประดิษฐาน อีกด้วย
                 บรรยากาศภายในวัด เป็นโขดหินรูปร่างแปลกตามากมาย มีการจัดเรียงตามธรรมชาติ เหมือนกับสวนหิน การเดินทางมาท่องเที่ยว แก่งอาฮง สามารถมาได้ตลอดปี แต่แก่งจะสวยในช่วงฤดูร้อน เพราะ จะเป็นช่วงน้ำลด แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ วันออกพรรษา  ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ สามารถชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคได้สวยงามที่สุด จึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางที่วัดแห่งนี้ไม่ขาดสาย
                                                       ---------------------------------------
 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www: jamrat.net 

blog comments powered by Disqus