สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

โรคหอบหืดภูมิแพ้
                                                โรคหอบหืดภูมิแพ้
                                           “ภัยร้ายใกล้ตัว”
                                                    จำรัส   เซ็นนิล   รวบรวม/เรียบเรียง
                     ใครที่เป็นโรคหอบหืด หรือภูมิแพ้ ต้องดูแลสุขภาพรีบรักษาแต่เนิ่นๆ หากปล่อยไว้เนิ่นนานมันอาจจะคร่าชีวิตเราไปโดยไม่รู้ตัว  โรคหอบหืดภูมิแพ้ เป็นโรคที่มีภาวะการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ซึ่งมีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมของผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ฝุ่นละออง  เกสรดอกไม้ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษมากกว่าคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีดหรือหอบเหนื่อย เกิดขึ้นทันที
                 
อาการขั้นรุนแรงหอบหืด มี ๓ ระดับคือ เริ่มจากหลอดลมจะยังไม่ปิดสนิท แน่นหายใจไม่ออก  ถ้ารุนแรงขึ้นมาหน่อย ถึงขนาดต้องใช้ยาพ่น หนักที่สุดใช้ยาพ่นแล้วก็ไม่ดีขึ้น อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ภูมิปัญญาแพทย์ทางเลือกของหมอพื้นบ้านเรามีหลายตำรับ ก็พยายามเสาะแสวงหามารวบรวมไว้ บางตัวยาหาง่าย บางตำรับหายาก ก็ลองพิจารณาเลือกตำรับที่หาได้ง่ายๆมาดูแลสุขภาพก่อนจะสายเกินไป
                หลายคนเป็นแล้วไม่ใส่ใจ พออาการหนักๆญาติหามส่งโรงพยาบาล หมดสิทธิ์ได้ลิ้มลองรสสมุนไพรไทย พอให้น้ำเกลือเครื่องช่วยอากาศหายใจ โชคดีก็ได้กลับบ้านโชคร้าย จิตวิญญาณอยู่แถวโรงพยาบาลก็มารับไปอย่างน่าเศร้าใจ
               ตำรับแรกที่แนะนำตัวยาหาง่าย บางรายก็หายบางรายก็ไม่หาย รางเนื้อชอบรางยาครับ ถ้ากินแล้วภายในสิบวันอาการไม่ดีขึ้นก็หยุดเปลี่ยนตำรับใหม่ ตำรับนี้ ไม่ให้ใช้กับผู้ป่วยที่เป็น ไตวาย, ไตวายเฉียบพลันและหญิงมีครรภ์ ใช้ลูกยอห่ามๆ ๑ กิโลกรัม นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆไม่ต้องปอกเปลือก ตำหรือบดให้ละเอียด และพริกไทยดำ ๒ ขีด ตำหรือบดให้ละเอียดแล้วนำมาผสมกัน กินวันละช้อนโต๊ะก่อนนอนทุกวัน มีกรณีศึกษา บางรายภายใน ๑ เดือน หายขาด
             โรคนี้บางรายใช้ยาขยายหลอดลมบ่อย ๆ ก็มีผลทำให้หัวใจเต้นเร็วต้องระวัง วิธีง่ายๆอีกวิธีคือเอาดอกปีบ  ที่คนทางเหนือเรียกดอกกาสะลอง เพียงใช้ดอกแห้งมวนด้วยใบบัวหลวงหรือใบตองนวลเป็นบุหรี่สูบก็แก้หอบหืดได้แล้ว
            มีการวิจัยพบว่าในดอกปีบมีสารฮีสปีดูลิน (Hispidulin) ซึ่งระเหยได้ มีฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ดีไม่มีความเป็นพิษแต่อย่างใด  ทางภาคเหนือและอีสานใช้รากปีบต้มกินแก้ไอ และยังเชื่อว่ารากปีบมีสรรพคุณบำรุงปอด นอกจากนี้แล้ว ดอกปีบยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในยาแก้ริดสีดวงจมูกอีกด้วย
          สมุนไพรอีกชนิดคือหนุมานประสานกาย   หรือสังกรณี มีสรรพคุณหลักในการแก้แพ้อากาศ แก้หอบหืด หลอดลมอักเสบ ขยายหลอดลม หวัด เจ็บคอ ไอเรื้อรัง ที่ญี่ปุ่นก็มีการใช้ในรูปแบบชาชงเพื่อบรรเทาอาการไอ แก้หลอดลมอักเสบและหอบหืด หรือจะใช้กินใบสดๆหรือเคี้ยวกลืนแต่น้ำก็ได้ประมาณ ๒ ใบเช้า-เย็น  ถ้าต้มกินก็ใช้ใบ ไม่อ่อนไม่แก่ คนโบราณเรียก เพสลาด ๗-๘ ใบต่อน้ำ ๔  แก้ว ก่อนอาหารเช้า-เย็น
           ในบางตำราใช้ "รางจืด" และ "ชุมเห็ดเทศ" รักษาโรคหอบหืดโดยใช้ใบ นำมาย่างจนเกรียมด้วยไฟอ่อนๆ ใช้ชงเป็นน้ำชา กินวันละ ๒ แก้ว ในตำราอายุรเวทของอินเดีย มีอายุราว 4,000 ปี ใช้สมุนไพรคนทีเขมา หรือ ผีเสื้อดำ นำเมล็ดคนทีเขมาตากแห้งแล้วนำมาตำเป็นผงละเอียด สักประมาณครึ่งช้อนชา นำมาชงดื่มกับน้ำ/น้ำผึ้ง/น้ำตาลทรายแดง วันละ ๒ ครั้ง ในการรักษาโรคทางเดินหายใจ อย่าง หอบ ไอ เนื่องจากมีฤทธิ์ร้อนและมีน้ำมันหอมระเหย บางตำราก็นำใบหรือเมล็ดมาทำเป็นยานัตถ์ ยาต้ม ยาลูกกลอนก็มี
          สมุนไพรอีกชนิดที่หมอพื้นบ้านเรานิยมนำมาใช้รักษาโรคหอบหืดภูมิแพ้คือ ไพลซึ่ง เป็นพืชในวงศ์เดียวกับขิง เหง้ามีเนื้อสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะ จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าในเหง้าไพลมีสารเวอราทอล (veratrole) มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบว่าให้ผลดีทั้งในผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
       บางตำราใช้ บวบเหลี่ยม โดยให้เอาเมล็ดจากผลแก่จัด จำนวน ๕๐ เมล็ด มาตำให้แหลก ผสมกับพริกไทย ๗ เมล็ด แล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลอน (ผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือเหล้าโรงก็ได้) นำเอายาสมุนไพรลูกกลอนมากิน สัปดาห์ละ ๑ ครั้งเท่านั้น กินต่อเนื่องได้ ๑ เดือน
      สำหรับคนที่อยู่ทางภาคเหนือที่มีต้นลำโพงมาก มักขึ้นในที่มีอากาศหนาวบางคนเรียกต้นมะเขือบ้า ให้เอาดอกและใบที่แห้งแล้วของต้นลำโพง ดอกแห้ง ๒ ดอก หรือใบแห้ง ๕ ใบ นำมาม้วนเป็นบุหรี่สูบ วันละ ๑มวนก็จะทำให้หายใจโล่ง  หญ้าคาที่ใช้มุงหลังคาก็สามารถใช้ได้ เพียงใช้รากสดของหญ้าคา จำนวน ๒ กำมือ มาผสมกับชะเอมจีน ต้มกับน้ำสะอาดประมาณ  ๖ แก้ว แล้วเคี่ยวให้น้ำงวดจนเหลือเพียง ๒ แก้วใช้ดื่มหรือจิบวันละครึ่ง ถ้วย  เช้า – เย็น อาการหอบหืดจะค่อยๆหายไป
      ที่ไหนมีต้นโทงเทงก็สามารถนำมารักษาอาการหอบหืดหรือภูมิแพ้ไดเช่นกัน โดยให้เอาต้นแห้งของโทงเทงที่แห้งแล้ว จำนวนครึ่ง กิโลกรัม มาต้มกับน้ำสะอาด  จะเติมน้ำตาลกรวดลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มง่ายก็ได้ ใช้ดื่มหรือจิบได้วันละ ๓ ครั้งหลังอาหาร เช้า – กลางวัน – เย็น
       ในตำราของหลวงพ่อเมียก วัดโคกกะเพอ จ. สุรินทร์บอกว่า ใช้รากพริกป่า  ๑ คืบฝนผสมกับ น้ำมะนาว เป็นน้ำกระสายยาจิบบ่อยๆขณะมีอาการ หรือจะใช้เหง้า ของต้น เอื้องหมายนา แช่ในน้ำตาลโตนด ๗ วัน กินวันละครึ่งแก้ว ก่อนนอน อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ
      ในตำรายาของหมอพร กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บันทึกไว้ว่า ให้ใช้ใบหนาด ๔ ใบ รากมะดัน หนัก ๑๐ บาท สารส้ม หนัก ๑ บาท นำมาตำให้เป็นผง ชงน้ำร้อนดื่มต่างน้ำชา
      ลุงวัชระ จันทะโคตร อดีตครูประชาบาล บ้านดุง อุดรธานี  เคยแนะนำผมว่าให้ใช้ต้นตำแยตัวเมียใบจะหยักถอนมาทั้งต้น  ล้างให้สะอาดประมาณ ๑  กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำ รสชาติจะขมเหม็น นำมาผสมกับน้ำผึ้ง อย่างละเท่ากัน ดื่มครั้งละ ๑ แก้ว หายดีนักแล ฮ่าๆๆ  ( เล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่ม ๒ หน้า๑๔๕ )
      หมอพื้นบ้านเชียงใหม่แนะนำให้ใช้ลูกใต้ใบ ทั้ง ๕ จำนวนมากพอสมควร ตำให้ละเอียด ผสมน้ำต้มสุก คั้นเอาน้ำ ดื่มครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน วันละ ๑ ครั้ง เป็น เวลา ๓ วัน  หมอพื้นบ้านสกลนครแนะนำใช้ข้าวหมาก ๑ ถ้วยชาจีน หนังปลากระเบน เผาจนกรอบแล้วนำมาบดละเอียด)หนัก ๑ บาท นำมาผสมกัน ใช้กินให้หมดทั้งถ้วยเพียงครั้งเดียว  
      หรือจะใช้ไข่ไก่สด ชนิดที่มีเชื้อตัวผู้ ฟักเป็นตัวได้ ๑ ฟอง ผสมน้ำส้มสายชู ๒ ช้อนโต๊ะ กวนให้เข้ากัน กินก่อนอาหารเช้าทุกวัน เป็นเวลา ๑๕ วัน ถ้าเป็นมากให้กิน เช้า – เย็น อาการจะดีขึ้น และให้กินต่อจนครบ ๙๐ วัน
     ใครที่ชอบกินเหล้าขาว ใช้สูตรนี้เลยครับ นำมะกรูดฝานเปลือกบางๆใช้เฉพาะผิวมะกรูดที่มีสีเขียวเท่านั้นซอยให้ละเอียด และพริกไทยดำ อัตราส่วนเท่ากันนำไปตำให้ละเอียด (ส่วนผสมนั้นมากน้อยตามต้องการ) นำส่วนผสมทั้งผิวมะกรูดและพริกไทยดำใส่ผ้าขาวห่อ ใส่ลงภาชนะแก้วแบบมีฝาปิด เติมเหล้าขาวให้ท่วมห่อผิวมะกรูดกับพริกไทยดำ ปิดฝาหมักไว้ ๗  วัน
    ครบ ๗ วันนำมาดื่ม ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเช้า ติดต่อกันทุกวัน อาการหอบก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้ากินครบ ๐๕ วัน อาการไม่ดีขึ้นแสดงว่าไม่ถูกกับโรค บางตำราใช้ใบต้นตองแตก ๕ ใบ ลงอักขระพระเจ้า ๕พระองค์ ( นะ โม พุท ธา ยะ ) ทุกใบ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำยามาผสมกับน้ำปูนขาว ปั้นเป็นเม็ดขนาดเท่าไข่จิ้งจก กินกับน้ำผึ้งวันละครั้งเพียง ๓ วัน
      และตำรับต่อไปมีตัวยา ๕ ชนิด มีหัวกระชาย  ผิวมะกรูด  ต้นการบูร ทั้ง๕  กระเพราแดง และขิงนำมาอย่างละเท่ากัน ตากแดดให้แห้ง บดให้เป็นผง ผสมกับน้ำผึ้ง และปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๒ เม็ด ก่อนอาหาร เช้า – เย็น
     อีกตำรับก็หาง่ายมีกระเทียม หัวหญ้าแห้วหมู พริกไทย อย่างละเท่ากัน บดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเท่าเม็ดมะเขือพวง กินครั้งละ ๒-๓ เม็ด เช้า-เย็น ก็รวบรวมมาให้บรรดาผู้ที่มีอาการของหอบหืด ภูมิแพ้มาเยือน จะได้ตั้งรับต่อกรกับมันได้สักตั้ง ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
                                      ------------------------------------------------------------
 
 
  

blog comments powered by Disqus