สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

กระดูกคนเรามีความสำคัญอย่างไร
                                กระดูกคนเรามีความสำคัญอย่างไร
                          
  “อาหารประเภทไหนทำลายกระดูก”
                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
               ในร่างกายคนเรานั้นจะมีโครงกระดูกซึ่งประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นต่างๆมากมาย ที่เชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างของข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน และอวัยวะต่างๆ กระดูกในผู้ใหญ่มีประมาณ๒๐๖ชิ้น และคิดเป็นประมาณ ๒๐ เปอร์เซนต์ของน้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ดี จำนวนของกระดูกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทารกแรกเกิดจะมีกระดูกประมาณ ๓๐๐ ชิ้น ซึ่งต่อมากระดูกบางชิ้นจะมีการเชื่อมรวมกันระหว่างการเจริญเติบโต เช่นส่วนกระเบนเหน็บและส่วนก้นกบของกระดูกสันหลัง

               นอกจากนี้ในทารกแรกเกิดยังมีโครงสร้างของกระดูกอ่อนอยู่มาก เพื่อให้มีการสร้างโครงสร้างของกระดูกระหว่างการเจริญเติบโต และจะมีการพัฒนาไปเป็นกระดูกทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดช่วงวัยรุ่น จะมีส่วน
กระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone) ซึ่งเป็นกระดูกที่ไม่ติดต่อกับกระดูกชิ้นอื่นๆโดยตรง แต่จะยึดไว้ในบริเวณส่วนบนของคอหอยด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อใกล้เคียง กระดูกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดคือกระดูกต้นขาในขณะที่กระดูกชิ้นเล็กที่สุดคือกระดูกโกลน  ซึ่งเป็นกระดูกของหูชั้นกลางชิ้นหนึ่ง
             โครงกระดูกมีหน้าที่ที่สำคัญมาก ช่วยค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆ สำหรับการเคลื่อนไหว ป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่นกะโหลกศีรษะที่ห่อหุ้มสมอง หรือซี่โครงป้องกันปอดและหัวใจจากการกระทบกระเทือน เป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดที่สำคัญ เป็นแหล่งเก็บสะสมแคลเซียมที่สำคัญของร่างกาย โดยการควบคุมของฮอร์โมนและวิตามินบี ๓


             โครงกระดูกในคนเรายังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือโครงกระดูกแกน (axial skeleton) และโครงกระดูกรยางค์ (appendicular skeleton)  โครงกระดูกแกนในผู้ใหญ่ประกอบด้วยกระดูกจำนวน ๘๐ ชิ้น ซึ่งวางตัวในแนวแกนกลางของลำตัว ซึ่งได้แก่ กะโหลกศีรษะ มีจำนวน ๒๒ ชิ้น กระดูกหู จำนวน ๖ ชิ้นกระดูกโคนลิ้น ๑ ชิ้นกระดูกสันหลัง (Vertebral column) จำนวน ๒๖ ชิ้น กระดูกซี่โครงจำนวน ๒๔ ชิ้นกระดูกอก  ๑ ชิ้น
            สำหรับโครงกระดูกรยางค์ในผู้ใหญ่จะมีทั้งหมด ๑๒๖ ชิ้น ซึ่งจะอยู่ในส่วนแขนและขาของร่างกายเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหว โดยจะแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน ได้แก่ กระดูกส่วนไหล่ ๔ ชิ้นกระดูกแขน ๖ ชิ้น
กระดูกมือ จำนวน ๕๔ ชิ้น กระดูกเชิงกราน ๒ ชิ้น กระดูกขา ๘ ชิ้น กระดูกเท้า ๕๒ ชิ้น
            เราได้ทราบจำนวนกระดูกในร่างกายเราว่ามีมากน้อยขนาดไหนและสำคัญอย่างไร แต่มีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ป้อนสิ่งเลวร้ายเข้าไปกับอาหารทำลายกระดูกของเราอย่างต่อเนื่อง กว่าจะรู้ตัวก็สุดจะเยียวยา หลายคนเน้นความอร่อย อาหารทุกเมนูต้องใส่ผงชูรส แม่ค้าจำนวนไม่น้อยปรุงอาหารเสร็จต้องเติมผงชูรสเพื่อไม่ให้ฝีมือตก ผู้บริโภคเลยต้องรับกรรมกินผงชูรสแทบทุกมื้อ
         ข้อพิสูจน์ว่าผงชูรสทำลายกระดูกหรือไม่ ลองเอาผงชูรสละลายน้ำ๑ ซอง เอากระดูกใส่ลงไปดองดู สัก ๑ อาทิตย์ แล้วไปเปิดดูใหม่ จะไม่มีกระดูกหลงเหลืออยู่เลย ผงชูรสปัจจุบันมีในขนมเด็ก จึงไม่แปลกที่เด็กทุกวันนี้ ๙ ขวบก็เป็นเบาหวานแล้วไม่ต้องรอนาน
          เครื่องดื่มอีกชนิดที่ยังมีหลายคนเวลาหิวน้ำต้องหาดื่มเสียให้ได้ นั่นคือน้ำอัดลมสีดำ ลองเอากระดูกลงไปดอง กระดูกจะยุ่ยเป็นผงภายใน ๑ อาทิตย์ เอาแมลงสาบใส่ลงไป ๓ วันเกลี้ยงไม่เหลือหรอ ถ้าเอาเล็บใส่ลงไปเพียง ๓ ชั่วโมง นิ่มหมดเลย ฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆชิ้นน้อยเป็นฝอยเลย เอาราดห้องน้ำแป๊บเดียว ล้างออกยิ่งกว่าน้ำยาล้างห้องน้ำอีก มูลนิธิเก็บศพอุบัติเหตุจะนำน้ำอัดลมสีดำติดรถไปด้วยไว้ล้างคราบเลือดที่ติดรถได้สะอาดดี แต่ถ้าเอาเนื้อที่เหนียวๆหมักในน้ำอัดลมสีดำแป๊บเดียว เนื้อที่หมักจะนิ่มนำไปทำอาหารเอร็ดอร่อยมาก
   
      ส่วนคนที่ทำอาหารชอบเติมน้ำตาล ในร้านก๋วยเตี๋ยวจะมีน้ำตาลไว้บริการลูกค้า ต่อไปถ้าชอบจริงๆให้เปลี่ยนน้ำตาลทรายขาวเป็นน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลไม่ให้โทษ แต่ผงสีขาวหรือสารฟอกสีตัวนั้นทำลายกระดูกพังหมดเลย
      น้ำตาลทรายขาว ผงชูรส น้ำอัดลมสีดำ ๓ ชนิดนี้  ถ้าได้กินเข้าไปจะทำลายตับอ่อนก่อนเพื่อนเลย  ใครอยากเป็นเบาหวานกินทุกวัน กินน้ำอัดลมวันละ ๒ ขวด กินผงชูรส พวกสาหร่ายที่ชอบซื้อมาให้ลูกนักหนา แผ่นบางๆ ผงชูรสทั้งนั้น บะหมี่สำเร็จรูป ผงชูรสทั้งนั้น  อยากให้ลูกเป็นเบาหวาน ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ปัสสาวะทั้งวัน ฉี่ทั้งวันทั้งคืน กินน้ำเยอะและก็อายุสั้นก็กินพวกนี้
      มีบางคนบอกว่า ๓ อย่างที่ว่าที่บ้านไม่กินมานานแล้วดื่มแต่กาแฟ อย่าลืมว่าในกาแฟมีคาเฟอีน มีการวิจัยว่าการดื่มกาแฟนั้นดื่ม “หนึ่งแก้วตาสว่าง สองแก้วงานเดินได้บ้าง สามแก้วกระดูกบางไม่รู้ตัว” เพราะคาเฟอีนในกาแฟ ก็เป็นอีกหนึ่งในตัวการที่ส่งผลให้แคลเซียมถูกดึงตัวออกมาจากกระดูกเช่นกัน
        สำหรับอาหารบำรุงกระดูก พยายามหามากินอย่างสม่ำเสมอทำให้กระดูกแข็งแรง นั่นคือแคลเซียม  มีใน นมสด ปลาป่น กุ้งแห้ง งาดำ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง ผักใบเขียว และฟอสฟอรัส พบใน เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งเมล็ดฟักทอง  แมกนีเซียม ช่วยให้กระดูกดึงแคลเซียมเข้ามาเก็บสะสมไว้ พบในผักใบเขียว รำข้าว ถั่วเมล็ดแห้ง
      นอกจากนั้นยังมีไลซีน (Lysine)  ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟื้นฟู พบในยีสต์ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง แป้งถั่วเหลือง นมไขมันต่ำ และปลา ร่างกายยังต้องการโบรอน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยไม่ให้กระดูกเสียแคลเซียมมากเกินไป พบในผักผลไม้และถั่วเปลือกแข็ง  และแมงกานีส   ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระดูกช่วยไม่ให้กระดูกเสียแคลเซียมมากเกินไป พบในน้ำผลไม้อย่างน้ำสับปะรด

    

  อีกอย่างที่ขาดเสียมิได้คือวิตามินดี จะช่วยให้กระดูกดึงแคลเซียมเข้ามาเก็บสะสมไว้ พบในน้ำมันตับปลา ปกติแสงแดดหรือรังสีอัลตราไวโอเลตจะช่วยให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีขึ้นกระดูกเป็นอวัยวะที่ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่มีการสร้างและสลายตลอดเวลา คือ มีการละลายกระดูกในรูปแคลเซียมออกมาสู่เลือด ขณะเดียวกันก็มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไป ทำให้ได้เนื้อกระดูกใหม่เกิดขึ้น
       โดยปกติเนื้อกระดูกเก่าในรูปของแคลเซียมจะถูกขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะและทางอุจจาระวันละประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ มิลลิกรัม เพื่อให้เกิดความสมดุล เราจะต้องกินแคลเซียมให้เพียงพอกับที่สูญเสียไป มิฉะนั้นร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาตลอดเวลา มีผลทำให้กระดูกถูกทำลายมากกว่าการสร้าง เนื้อกระดูกก็จะบางลงในที่สุด
       การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง มีการวิจัยพบว่าผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนกระดูกจะบางลงราวๆ ๒ เปอร์เซ็นต์ทุก ๑ ปี ในขณะที่การกินแคลเซียมเมื่ออายุมากขึ้นไม่ได้ช่วยความเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกแต่อย่างใดเพียงแต่ช่วยชะลอการสูญเสียปริมาตรของกระดูกลงเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆ
    สำหรับสมุนไพรภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยเราใช้น้ำกระชายบ้านปรับสมดุลเลือด –ฮอร์โมน แก้กระดูกพรุนกระดูกเสื่อมและบำรุงกระดูก เพราะมีแคลเซียมสูงมีฤทธิ์ร้อน บำรุงสมอง ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต แก้ไส้เลื่อน เพียงใช้กระชายบ้านขูดเปลือกออกใช้ประมาณหนึ่งกำมือหั่นเป็นแว่นๆแล้วนำไผปั่นกับน้ำต้มสุก ๒แก้วแล้วคั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำผึ้งพอหวานนิดๆและน้ำมะนาวเปรี้ยวหน่อยๆ แค่นี้ก็ดื่มได้แล้ว อร่อย ชื่นใจฮ่าๆๆ
 
                -------------------------------------------           ติดตามอ่านได้ทาง
WWW.JAMRAT.NET
 
 
 
 
 

blog comments powered by Disqus