สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

หมอยาพื้นบ้านนครพนม "พลเอกคำตัน ศรีบุญเรือง"
                           พลเอกคำตัน  ศรีบุญเรือง             
                           “นายพลนอกทำเนียบ”
 “จบโรงเรียนนายร้อยปักกิ่ง เป็นสหายช่วยรบกู้ชาติเวียดนาม-ลาว
คนแรกที่คิดวิธีสอย B ๕๒ ที่บินเหนือวิถีกระสุนได้สำเร็จ ผันชีวิตมาเป็นหมอพื้นบ้าน
โด่งดังเรื่องการรักษามะเร็ง จนได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ”

                                                                      จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
          ด้วยกิตติศัพท์ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายให้กับคุณสุพรรณ ภิรมณ์ บ้านหนองหอย อ.ธาตุพนม  และผู้ป่วยมะเร็งที่ บ้านไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ที่ฉีดคีโมถึง ๑๕ เข็ม อาการหนัก หลังการรักษากับหมอสอยแล้วดีขึ้นและหายป่วย จึงทำให้ชื่อเสียงของหมอสอย  เพชรฤทธิ์ เริ่มฮือฮา เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนล่าสุดปี ๒๕๕๘ ได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ จากพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

           ด้วยความอยากรู้และได้สัมผัสชีวิตของหมอสอย เพชรฤทธิ์อย่างใกล้ชิด ทำให้ผมตัดสินใจเดินทางไปสัมภาษณ์ตามที่ได้รับข้อมูลมา ผมขับรถสอบถามชาวบ้านไปเรื่อยๆจากถนนคอนกรีตสลับลาดยางบ้างไปจนถึงถนนลูกรัง ลัดเลาะผ่านหมู่บ้านต่างๆไปจนถึงตำบลโคกสี อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนมซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครพนม  ๘๐ กิโลเมตรใกล้รอยต่อเขตอำเภอโคกศรีสุพรรณและอำเภอโพนนาแก้วจังหวัดสกลนคร  
        “พี่ๆบ้านหมอสอยไปทางไหนครับ”  ผมสอบถามชาวบ้านที่ปั่นจักรยานสวนมาในเขตตำบลโคกสี
       “ขับรถไปให้ถึงแยกด้านหน้าเลี้ยวซ้าย แล้วกระเด้งไปเลยจะเห็นบ้านหลังเดียวอยู่ชายป่านั่นแหละ”
       “ ขอบคุณครับ”   ก็พอจะเดาออกคำว่ากระเด้งไปเลยของชาวบ้านคงหมายถึงตรงไปเลยฮ่าๆๆ
        แล้วความหวังก็มาถึงเมื่อขับรถผ่านผืนนามาประมาณกิโลเศษๆ ก็เริ่มมองเห็นบ้านไม้อยู่ชายทุ่งอยู่ลิบๆห่างออกจากชุมชนในหมู่บ้านหนองบัว   ต.โคกสี อ.วังยาง จ.นครพนม ใจก็เต้นตุ๊บๆลุ้นต่อว่าพ่อหมอจะอยู่หรือเปล่า


        ใกล้เขตรั้วบ้านมองเข้าไปเห็นศาลาหลังน้อยยกพื้นสูงหลังเล็กๆมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ห่างจากตัวบ้านไม้หลังใหญ่ ๒ ชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนแบบบ้านชนบททั่วไป ผมลงจากรถเข้าไปทักทายแนะนำตัวเอง
  “ สวัสดีครับ หมอสอยหรือเปล่าครับ”
  “ ใช่ครับ”
  “ โอ้โฮ้ โชคดีๆ ได้เจอพ่อหมอพอดี”  หลังจากนั้นก็ได้พูดคุยกับพ่อหมออย่างสนุกสนาน พ่อหมอเล่าให้ฟังว่า
      พื้นเพเดิมอยู่ที่บ้านสองคอน ตำบลพระซอง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม  เมียเป็นคนบ้านหนองบัว สมัยเด็กๆได้มีโอกาสติดตามปู่ชื่อหมอเคนทองและพ่อชื่อหมอคำตัน ซึ่งเป็นหมอพื้นบ้านเข้าป่าหาสมุนไพรเป็นประจำและสังเกตการจัดยารักษาผู้ป่วยของปู่และพ่อทำให้ได้ เรียนรู้ซึมซับมาตลอดจนเชี่ยวชาญทั้งเรื่องการรักษาทางสมุนไพร และไสยศาสตร์



      ในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ เกิดเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมขบวนการในเขตเทือกเขาภูพาน มีชื่อจัดตั้งว่า “สหาย คำตัน ศรีบุญเรือง”  ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปฝึกวิชาทหารที่กรุงปักกิ่งจบโรงเรียนนายร้อยปักกิ่งได้รับยศเป็น
“พลเอกคำตัน  ศรีบุญเรือง”
    การเดินทางไปจีนต้องเดินเท้า เข้าลาวทางอุบลราชธานี ผ่านจำปาสักของลาวต่อไปเวียดนามกว่าจะถึงเวียดนามใช้เวลาถึง ๓  เดือน สถานการณ์สงครามที่เวียดนามรุนแรงมาก เส้นทางไปจีนถูกทิ้งระเบิดตัดขาด เลยต้องอยู่ช่วยรบกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามนานถึง ๒ ปี ใช้ชื่อจัดตั้งใหม่ว่า “สหายเหงียนเปียว”


      “ ที่เวียดนาม ทหารอเมริกันบอมบ์หนัก ใช้เครื่องบิน บี ๕๒ บินสูงยิงไม่ถึง ปรึกษารัสเซียว่ามีปืนยิงสูงหรือไม่ รัสเซียบอกไม่มี ปรึกษาจีน จีนก็ไม่มี ผมเลยเสนอให้จีนทำปืนสำหรับใช้จรวดต่อกันถึง ๑๒ ท่อน หลังจากนั้นนำมายิงสามารถสอยเครื่องบิน บี ๕๒ ของอเมริกาตกได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก”
      ตื่นเต้นครับผมได้พูดคุยกับสหายเหงียนเปียว ฮ่าๆๆ สหายเหงียนเปียวเล่าต่อว่า หลังจากนั้นได้เดินทางโดยรถยนต์เข้าประเทศจีน  ใช้ชื่อจัดตั้งใหม่ ชื่อ
“สหายเจียงหัว” เข้าศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนการเมืองและการทหารกรุงปักกิ่งภายในเวลา ๓ ปี
       เรียนจบกลับประเทศไทยไม่ได้เพราะขณะนั้นกองทัพอเมริกาได้ทิ้งระเบิดเวียดนามเหนืออย่างหนักทำให้เส้นทางระหว่างจีน-เวียดนาม-ลาว-ไทยถูกตัดขาดพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงให้โอกาสสหายจากไทยเรียนวิชาใดเพิ่มเติมก็ได้

     “ ผมตัดสินใจเรียนหมอสมุนไพรวิชาแพทย์แผนจีนและแพทย์สิบสองปันนาเพิ่มเติมที่สถาบันแพทย์แผนจีนในคุณหมิง มณฑลยูนนานเรียนภาคทฤษฎี ๖ เดือน แล้วเรียนภาคสนามอีก ๑ ปี ๖  เดือน  มีทั้งเรียนนวดจับเส้น ฝังเข็ม ฉีดยา และสมุนไพร เรียนจบก็กลับมาลาว ช่วยลาวรบอีก ๔ ปีจนลาวปลดปล่อย แล้วจึงเดินทางกลับไทย”
   “ แล้วเสบียงสมัยรบเป็นยังไงครับ”  ผมถาม
   “ อ๋อ..ไหปลาแดก ๑ ไห รบได้ ๑  กองพล “   ฮ่าๆๆ
   “หมอสอยครับถามจริงๆเถอะครับ จากบ้านจากเมืองไปนาน เคยมีเมีย ลาว เวียดนาม จีน บ้างหรือเปล่า”  ถามให้หมดข้อสงสัย
  “ ไม่มีครับ ผมไม่ยอมให้เผ่าพันธุ์ เชื้อสายผมกลายพันธุ์ ผมถือ”
 “  โอ้โฮ้ สุดยอด นับถือๆ ผมเพิ่งเจอเป็นคนแรกที่คิดอย่างนี้” ผมชื่นชมหมอ ขณะเดียวกันหมอสอยก็สวนตอบทันควันว่า
  “  แต่ผมมีเมีย ๑๒ คน ลูก ๑๒ คน เป็นเมียไทยหมด”   ผมแทบเป็นลม ฮ่าๆๆๆ คิดในใจหมอต้องมียาดีแน่ๆๆ
        นี่คือเส้นทางชีวิตของชายชาวไทย ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสมรภูมิรบ ฝ่าดงปืน กับระเบิดรอดมาได้พร้อมวิชาการแพทย์กลับมาช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีการเรียกร้องค่ารักษา ทั้งมีการพูดคุยให้ข้อมูลแก่คนไข้ รวมทั้งการให้กำลังใจแก่คนไข้ที่มารับการรักษา

        นอกจากนั้นยังเสียสละเวลาเป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้เรื่องสมุนไพรให้กับเด็กและเยาวชน นักเรียน ทั้งในชุมชนและจังหวัดตลอดจนเป็นตัวแทนหมอพื้นบ้านของจังหวัดเข้าร่วมประชุมสัมมนาในระดับประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มอบใบประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรมไทยประเภท ( ค) แก่หมอสอย
        แนวทางการรักษาของหมอสอย เริ่มด้วยการซักประวัติ จากนั้นก็จะซักอาการของผู้ป่วย จับชีพจรหรือจับแมะ แล้ววินิจฉัยโรคก่อนจ่ายยาสมุนไพรซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรับ ผู้ป่วยอาศัยอยู่จังหวัดไหน ก็จะจัดยาที่ขึ้นในถิ่นภาคนั้นเพราะอุณหภูมิไม่เหมือนกัน

       หมอสอยเล่าว่าการจัดยาปริมาณยาต้องแม่นแต่ละชนิดจะหักล้างแก้กัน และเสริมกันบางชนิดมีสารสเตอรอยด์ต้องมีตัวแก้ กรณีการต้มยาสมุนไพร ยา ๑  ห่อ ใช้วิธีต้ม ๓  ครั้ง
        ต้มยาครั้งที่ ๑  ใส่น้ำท่วมยาในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วรินน้ำยาเก็บไว้
         ต้มครั้งที่ ๒   ใส่น้ำท่วมยาในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วรินน้ำยาเก็บไว้
         ต้มครั้งที่ ๓  ใส่น้ำท่วมยาในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วรินน้ำยาเก็บไว้
       นำน้ำยาที่ต้มทั้ง ๓  ครั้งมารวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้น้ำยาทั้ง ๓  ครั้งมีความเข้มข้นเท่ากัน เมื่อกินหมดแล้วก็ต้มด้วยวิธีเดียวกันอีก ยา ๑  ห่อ ต้มกินได้ ๒  สัปดาห์  วิธีกินยา กินครั้งละ๑  แก้ว  ๓ เวลา ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ กินยาราว ๒-๓  สัปดาห์ เมื่ออาการดีขึ้นให้กินต่อไปจนกระทั้งหายเป็นปกติ
       สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ต้องงดอาหารจำพวกเนื้อ เหล้า เค็มจัด มันจัด หวานจัด เผ็ดจัดสัตว์ปีก ของหมักดองทุกชนิดรวมทั้งปลาร้าด้วย ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ตัวยาหลักคือสมุนไพรขมิ้นเครือ มะเร็งมดลูก ใช้รากสาบเสือ มะเร็งตับ ใช้สมุนไพรพะเนียงหัด มะเร็งต่อมลูกหมาก ใช้สมุนไพร ราก ใบ เครือฟักข้าว โรคเบาหวาน ตัวยาหลักสมุนไพรนางหวาน โรคความดัน ตัวยาหลักใช้สมุนไพรกากะเลาหรืออินทนิลบกดอกสีม่วง
 หมอสอย กับสมุนไพรขมิ้นเครือ

     ส่วนยารักษาโรคมะเร็งของตระกูลที่ใช้เป็นตำรับ มีตัวยาสำคัญคือ รากฟักข้าว รากชิงชี่ แก่นมะดูก ข้าวเย็นเหนือ หนามค้อม พญาปล้องทอง ( เสลดพังพอนตัวเมีย หรือพญายอ) ทองพันชั่ง รากสาบเสือ ลำอ้อยดำ ใบเตยหอม ทุกอย่างอัตราส่วนพิกัดยาในการปรุงสำคัญมาก
    ตำรับยาประจำตระกูลหมอสอยได้รับการคัดเลือกเป็น ๑ ใน ๔ ตำรับยารักษาโรคมะเร็งของหมอพื้นบ้านเพื่อนำไปวิเคราะห์ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในระดับห้องปฏิบัติการ
   หมอสอยบอกว่าคนที่เป็นมะเร็ง ถ้ารู้ให้รีบมา ถ้าเข้าน้ำเกลือต้องบอกจะได้แก้ได้ เข้าน้ำเกลือกี่ครั้ง จะได้ตัดวงจรได้ น้ำเกลือกับมะเร็งมันคู่กัน ถ้ามะเร็งได้รับน้ำเกลือมันจะมีพลัง มะเร็งคนโบราณเรียกฝี ฝีในตับ ฝีในลำไส้  ฝีในปอด อยู่ที่ไหนเรียกฝีหมด
   “ ยาดีอย่างไรก็ตาม อยู่ที่กำลังใจด้วย” หมอสอยกำชับ
    ทุกวันนี้พลเอกคำตัน ศรีบุญเรือง สหายเหงียนเปียว สหายเจียงหัว หรือหมอสอย  เพชรฤทธิ์ ในวัย ๗๙ ปีแล้วก็ตามยังมีสุขภาพพลานามัยดี เป็นที่พึ่งของประชาชนในหมู่บ้านทั้งใกล้เคียงและห่างไกล สามารถช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก รักษาความป่วยไข้ได้เห็นผลอย่างมากมาย  ทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี จะอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๓ บ้านหนองบัว หมู่ที่ ๖ ตำบลโคกสี  อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม  ติดต่อ ๐๘-๐๑๗๗-
๔๕๑๓

 อาจารย์ทัศนีย์

     ส่วนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะอยู่ที่ชมรมเครือข่ายหมอพื้นบ้านศรีโคตรบูรณ์ เลขที่ ๒๙  ถนนธำรงประสิทธิ์ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งมี อ.ทัศนีย์ รัตนรามา เป็นประธานชมรม ๐๘-๙๗๑๐-๓๔๕๓
                                    --------------------------------------------------- 

blog comments powered by Disqus