สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

น้ำกะหล่ำปลีต้านมะเร็ง
                                             น้ำกะหล่ำปลีต้านมะเร็ง
                                                        จำรัส   เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
             ต้องบอกก่อนว่าทุกอย่างในโลกใบนี้มีดีมีเสียครับ แต่ถ้าเรารู้ทันรู้จักใช้อย่างชาญฉลาด ก็เกิดประโยชน์ อย่างเจ้า
“กะหล่ำปลี” ก็เช่นเดียวกัน  จะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goibrogen) ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของไอโอดีน และผลที่ตามมาก็คืออาจทำให้เป็นคอหอยพอกได้ แต่สารพิษที่ว่านี้จะถูกทำลายด้วยวิธีการนำไปต้ม ดังนั้นจึงควรรับประทานกะหล่ำปลีที่ผ่านการปรุงสุกแล้วจะดีกว่า แม้ว่าวิตามินจะหายไปบ้างก็ตาม แต่ก็มีคำแนะนำว่าการเกิดปัญหาจากสารพิษชนิดนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพราะถ้าจะรับประทานกะหล่ำปลีจนถึงขนาดได้รับสารกอยโตรเจน ต้องเป็นการรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำและในปริมาณมาก
        
กินกะหล่ำปลีดิบในปริมาณที่จะได้รับสารพิษคือ ๑๐ กิโลกรัมต่อวัน แต่ที่ผมจะแนะนำทำน้ำกะหล่ำปลีต้านมะเร็งคือ ๓๐๐ กรัมต่อวัน จะไม่กระทบต่อร่างกาย แต่จะไปจัดการกับเจ้ามะเร็งเชื้อร้ายอย่างได้ผล สิ่งที่ทุกท่านต้องระวังให้มากคือสารพิษที่ปนเปื้อนมากับกะหล่ำปลีมากกว่า อันเนื่องมาจากยาฆ่าแมลง คนปลูกมากๆบนดอย บอกผมว่ากะหล่ำปลีแมลงชอบกิน ต้องใช้ยาฆ่าแมลง เขาจะไม่กินกันแต่จะส่งขายกันหลายคันรถกระบะเท่าไหร่ก็ไม่พอ คิดเอา ฮ่าๆๆ          
        
กะหล่ำปลีนั้นติดอับดับ  ๑ ใน ๕ ผักที่มีสารปนเปื้อนมากที่สุด การบริโภคเข้าไปในปริมาณมากอาจจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียน มีอาการชักหรือหมดสติได้ ก่อนการนำมารับประทานก็ควรล้างให้สะอาดก่อน ด้วยวิธีการลอกหรือปอกเปลือกออกแล้วแช่น้ำสะอาดประมาณ ๑๐ นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งจะช่วยลดสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๒๕-๗๒ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด และสำหรับวิธีอื่น ๆก็เช่น แช่น้ำปูนใส, การใช้ความร้อน, แช่น้ำด่างทับทิม, ล้างด้วยนำไหลจากก๊อก, แช่น้ำซาวข้าว, แช่น้ำสมสายชูหรือเกลือป่น, แช่น้ำยาล้างผัก เป็นต้น
        ต้นกะหล่ำปลี มี ๓ ชนิด คือ กะหล่ำปลีธรรมดา (พันธุ์โกลเดน เอเคอร์, พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต), กะหล่ำปลีแดง (ใบเป็นสีแดงทับทิม ขึ้นดีในอากาศหนาวเย็น), กะหล่ำปลีใบย่น (ขึ้นได้ที่มีอากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ)  กะหล่ำปลีดิบ มีวิตามิซีสูงการนำไปปรุงอาหารควรใช้วิธีการนึ่งจะช่วยคงคุณค่าของสารอาหารไว้ได้ดีที่สุด หรือจะรับประทานเป็นผักสลัดได้ก็ ทั้งนี้ไม่ควรนำไปนึ่ง ต้ม ผัดนานจนเกินไป
           สรรพคุณทางยาของกะหล่ำปลีมีมากจนบรรยายไม่ถูก มีกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยยับยั้งและขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายเป็นไขมัน จึงมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลได้ ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน เพราะกะหล่ำปลีดิบอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นผลดีต่อการเสริมสร้างและบำรุงกระดูก ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มโรคให้แข็งแรง ป้องกันหวัด เพราะกะหล่ำปลีดิบมีวิตามินสูง        ช่วยบำรุงผิวพรรณทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และยังช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้อีกด้วย
         ดร.โทมัส เคนส์เลอร์ ผศ.ภาควิชาพิษวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจอนห์ ฮอปส์กิน คนพบสาร Dithiolthiones ในกะหล่ำปลีสี ช่วยลดการเกิดมะเร็ง เพราะมีฤทธิ์ในการยับยั้งสารก่อมะเร็งไม่ให้รวมตัวเข้ากับเซลล์ตั้งต้นของมะเร็ง
          ส่วนนายแพทย์ลี วัตเทนเบิร์ก ศาสตราจารย์ทางด้านสรีระที่คณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมินเนโซตา พบว่ากะหล่ำปลีมีสาร Indoles ที่ช่วยลดการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และออกฤทธิ์ต้านมะเร็งลำไส้ เพราะมีฤทธิ์เหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์เนื้องอกอย่างต่อเนื่องช่วยต่อต้านมะเร็งในตับล้างพิษตับ และมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ขับปัสสาวะและ บำรุงไต
         กะหล่ำปลีดิบมีสารซัลเฟอร์ซึ่งมีส่วนช่วยระงับประสาททำให้รู้สึกผ่อนคลายความเครียดนอนหลับสบาย หลับสนิท  กะหล่ำปลีมีกรดโฟลิก ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างสมองของเด็กทารกในครรภ์ ช่วยชะลอการเกิดผมหงอก กระตุ้นโปรตีนเคราติน (Keratin) ช่วยบำรุงรากผมเพราะกะหล่ำปลีมีวิตามินบี ๕
         สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารปิ้งย่างเป็นประจำ ควรรับประทานผักกะหล่ำปลีด้วย เพราะอุดมไปด้วย Sulforaphane ที่จะช่วยป้องกันการถูกทำลายของ DNA และลดความเสียหายของ DNA ในร่างกาย และในกะหล่ำปลีสีม่วงจะมีวิตามินเค และสารแอนโทไซยานิน มากเป็นพิเศษ สามารถช่วยสร้างเสริมสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ และสภาพจิตใจได้ เพราะสารอาหารทั้ง ๒ชนิดนี้จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของระบบประสาท และบำรุงสมองไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมด้วย
         
วิตามินซีในกะหล่ำปลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยขับสารพิษและกรดยูริกออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้นี่ล่ะที่เป็นสาเหตุของโรคไขข้ออักเสบ โรคผิวหนัง โรครูมาตอยด์ และโรคเกาต์
          โพแทสเซียมในกะหล่ำปลีมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ช่วยให้หลอดเลือดขยายได้มากขึ้น ซึ่งดีต่อการไหลเวียนเลือดโรคความดันโลหิตสูงจะไม่มากวน  แล้วใครที่มีอาการปวดหัว ปวดเรื้อรังบ่อยๆให้ใช้กะหล่ำปลีมาประคบที่ศีรษะหรือดื่มน้ำกะหล่ำปลีสดวันละ ๒๕-๕๐ มิลลิลิตร ลองดูครับแล้วท่านจะได้รับคำตอบที่ดี
        สำหรับส่วนผสมของ
สูตรน้ำกะหล่ำปลีต้านมะเร็ง ใช้กะหล่ำปลี  ๓๐๐ กรัม น้ำเชื่อม ๓๐๐ ซีซี หัวกะทิ ๑๐๐ ซีซี น้ำแข็ง ๑๐ ออนซ์ ขั้นตอนการทำเริ่มด้วยการล้างกะหล่ำปลีให้สะอาด จากนั้นนำมาซอยให้ละเอียดแล้วนำไปสกัดเป็นน้ำด้วยเครื่องคั้นแยกกาก น้ำกะทิเคี่ยวด้วยไฟจนเดือดเพื่อเพิ่มความหอม จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นให้เข้ากันในโถปั่น ก็จะได้น้ำสมุนไพรเนื้อเนียนละเอียดสีเขียวอ่อน ดื่มได้ทันที ฮ่าๆๆ
                                      ------------------------------------------------------------- 

blog comments powered by Disqus