สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็งพ่ายส้มโอ
                                                มะเร็งพ่ายส้มโอ
                                                                  จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
           ไม่น่าเชื่อว่าผลไม้ที่ชื่อส้มโอจะมีสรรพคุณทางยาป้องกันมะเร็งและรักษาโรคอื่นๆได้มากมายจนหลายคนคาดไม่ถึง ที่กัมพูชาเรียกส้มโอว่าโกร้ยตะลอง ชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงบนเขาเรียก สังอู คนไทยภาคเหนือเรียกมะขุนหรือมะโอ แถบยะลาเรียก ลีมาบาลี
           ส้มโอมีหลายสายพันธุ์ คือทับทิมสยาม ปลูกที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พันธุ์ทองดี นิยมปลูกที่จังหวัดนครปฐม พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ปลูกที่จังหวัดสมุทรสงคราม พันธุ์ขาวพวง พันธุ์ขาวแตงกวา นิยมปลูกที่จังหวัดชัยนาท พันธุ์ท่าข่อย เป็นพันธุ์ที่ปลูกมากที่จังหวัดพิจิตร พันธุ์ปัตตาเวีย ปลูกมากทางภาคใต้
          ในส้มโอจะมีสารอยู่ ๓ ชนิดที่สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้คือสาร Hesperidin ,
Naringin และRutin  สาร ๓ ชนิดนี้จะไปหยุดผิวโฮลาลูโรพิเคสของออนโดยีนส์ เพื่อไม่ให้ไปทำลายผนังเซลล์ของร่างกาย  เหตุผลหนึ่งของการเป็นมะเร็ง เกิดจากออนโดยีนส์ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งอาจได้มาจากกรรมพันธุ์ หรือสารพิษ เมื่อร่างกายอ่อนแอ ออนโดยีนส์จะส่งน้ำย่อยหรือเอนไซม์ไฮลาลุโรพิเคสไปกัดกินและทำลายเซลล์ดีๆในร่างกายทำให้เป็นเซลล์มะเร็งขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
        สารที่ผิวส้มโอไม่ใช่จะรักษามะเร็งทั่วๆไปได้เท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้เกิดเซลล์ออนโดยีนส์หรือเซลล์มะเร็งอีกด้วย ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านไทยใช้เปลือกส้มโอฝานเป็นชิ้นบางๆฝานเอาเฉพาะตรงผิวส้มโอ อย่าให้เข้าไปในเปลือกมากนัก หลังจากนั้นเอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆอีกครั้งหนึ่ง  เสร็จแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ขั้นตอนต่อไปก็เอามาตำให้ละเอียดหรือบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน นำไปตากแดดอีกครั้งหนึ่ง เก็บไว้ในขวดมีฝาปิดมิดชิด
       ใช้กินครั้งละ ๓-๕ เม็ด ก่อนอาหาร ๓ เวลา เช้า-เที่ยง-เย็น กินติดต่อกันทุกวันจะช่วยให้ผู้ที่เป็นมะเร็งมีโอกาสยืดอายุหรือหายขาดได้ หรือใครที่อยากจะกินป้องกันไม่ต้องหวาดผวาว่ามะเร็งจะมากวนก็กินก่อนนอนครั้งละ ๒-๓ เม็ดก็ได้ กรณีที่เป็นมะเร็งจนสุดเยียวยาหนทางเลือกก็มีน้อยเพราะเราชะล่าใจไม่ดูแลสุขภาพแต่เนินๆคงลำบาก ให้ลองใช้สมุนไพรตำรับจักรพรรดิ  (๐๙-๘๒๘๙-๕๖๗๑) ซึ่งมีคนใช้รักษาขับพิษฟอกเลือดฟอกไตกินครั้งแรกๆปัสสาวะอุจจาระจะมีกลิ่นฉุนที่ถูกขับสารพิษออกมา และอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆถ้าหมดวิบากกรรมก็รอด มีคนได้รับปาฏิหาริย์นี้มาแล้ว
         มีคนกินสมุนไพรตำรับจักรพรรดิ ซึ่งสืบสานมาจากชาวจีนโพ้นทะเลหลายชั่วอายุคนเพื่อรักษาป้องกันมะเร็ง เบาหวานซึ่งเป็นมาหลายสิบปี และอัมพฤกษ์-อัมพาต ปากคางเบี้ยว ลิ้นคางแข็ง ได้ผลดีแถมสมรรถนะทางเพศที่เสื่อมจนหมดอาลัยมานานกลับผงาดฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ จริงๆแล้วร่างกายคนเราถ้าระบบหยิน-หยาง ความสมดุลร่างกายทำงานปกติ ระบบเลือดดี ไต-ตับดี ร่างกายก็จะทำงานแบบอัตโนมัติอยู่แล้ว
      ดังพุทธดำรัสพุทธองค์ตรัสไว้ในหมวดสุขภาพว่าการปรับสมดุลร้อน-เย็นจะทำให้มีทุกข์น้อย ตัวชี้วัดสุขภาพดีคือ เจ็บป่วยน้อย ลำบากกายน้อย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก
      
“ ทุกข์ เอ็กซเรย์ ดูไม่ได้ หาไม่เจอ แต่มีจริง พลังชีวิตหรือพลังจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น แต่มีจริง ชีวิตอยู่ได้ด้วย พลังปรับสมดุล ร้อน-เย็น ( หยิน-หยาง)”
        นอกจากรักษามะเร็งแล้วส้มโอยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรค เช่นนำเปลือกส้มโอไปรักษาเหาผลของส้มโอมีประโยชน์ในด้านการขับลมในกระเพราะอาหารบำรุงสายตาและช่วยลดกรดไหลย้อน ส่วน เมล็ดในของผลส้มโอเคี้ยวแล้วกลืนจะมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการไส้เลื่อน และลำไส้หดตัวผิดปกติ
        บางตำราใช้ ผิวเปลือกส้มโอแก้ลมพิษ เมื่อผิวหนังหรือใบหน้ามีเม็ดตุ่มคันขึ้นเต็มตัว คล้ายผิวตัวคางคก ผิวเปลือกส้มโอ ก็เป็นสูตรหนึ่งที่นิยมใช้ได้ผลมาแต่โบราณ โดยเอา ผิวเปลือกส้มโอ ครึ่งกิโลกรัมต้มกับน้ำมากหน่อยจนเดือด แล้วผสมกับน้ำเย็นให้พออุ่น อาบขณะเป็นลมพิษไม่ต้องถูสบู่จะทำให้อาการดีขึ้น และต้มอาบอีก ๓-๔ ครั้ง จะหายได้ในที่สุด
       ชาวเขาเผ่าแม้วเอา ใบสดของส้มโอ ตำคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่ม แก้ไข้มาลาเรียได้ผลดีระดับหนึ่ง ส่วนตำรายาแผนไทยใช้ เปลือกผล ที่มีรสเฝื่อนต้มน้ำจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่น แก้ลมในท้องและลมป่วงดีมาก  หากกินเนื้อในผลส้มโอซึ่งมีวิตามินซีสูง จะช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
      สำหรับชาวจีนแล้วส้มโอถือว่าเป็น เครื่องสังเวยที่สำคัญ เนื่องจากมีความเชื่อว่าหลังจากไหว้ ถ้าผ่าผลส้มโอออกแล้วกลางลูกแห้ง ไม่มีน้ำจะเป็นเครื่องหมายของโชคดี สตรีที่ยังไม่แต่งงานจะนำส่วนของส้มโอมาทาหน้า เชื่อว่าทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง และถ้ากินส้มโอในคืนนั้นจะทำให้ตาเป็นประกายสวยงาม นอกจากนั้นยังใช้ส้มโอเป็นสัญลักษณ์แทนศีรษะของชาวจีนที่เสียชีวิตในการกู้ชาติ อีกด้วย
 
 
 
  

blog comments powered by Disqus