สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

อัมพฤกษ์-อัมพาต "โรคแห่งวิบากกรรม"
                                อัมพฤกษ์-อัมพาต
                                       “โรคแห่งวิบากกรรม”
                                                                   จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        คนที่เป็น
โรคอัมพฤกษ์-อัมพาตส่วนใหญ่มักจะหงุดหงิดใครทำอะไรให้ก็ไม่ได้ดังใจเพราะเคยช่วยตัวเองได้พอตัวเองเกิดเคลื่อนไหวลำบากยืมจมูกคนอื่นหายใจ ไม่สบอารมณ์ จะฉุนเฉียวในที่สุดก็ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ถ้ามีเมียเมียก็ทิ้ง
        มีอยู่รายผมพบที่สุราษฎร์ธานีมาปลูกเพิงพักรักษาตัวที่บ้านหมอพื้นบ้านเพราะโรคนี้ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน มีแม่คอยดูแลปรนนิบัติหุงหาอาหารให้ลูกชาย เพราะความเป็นแม่ถึงลูกจะตวาด ฉุนเฉียวโมโหเอะอะโวยวายด่าว่ายังไง แม่ก็ยังทนได้ด้วยความรักลูก แต่คนเป็นเมียว่าเขาบ่อยๆเขาไม่อยู่ด้วยหรอกครับ หาผัวใหม่ดีกว่าทำให้แทบเป็นแทบตายยังมาด่าว่าอีก เป็นเสียอย่างนั้น
       ถ้าคุณเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ถ้าได้รับการรักษาโดยเร็วมากเท่าไหร่จะทำให้โอกาสเสียชีวิตหรือพิการน้อยลง แต่อย่างว่าแหละครับคนที่กินยาถูกกับโรคหรือพบพานกับหมอเก่งไม่ใช่มีได้ง่ายๆพอรักษาไปนานๆไม่หายก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรม ให้อยู่โดดเดี่ยวเป็นยามเฝ้าบ้านไปเลยก็มี   บางรายหมดสิทธิ์พูดเพราะลิ้นแข็งคางแข็งตัวงอ เดินเหินลำบาก นอนซมอยู่กับที่
      สำหรับ
อาการของคนที่โรคอัมพฤกษ์-อัมพาตจะมาเยือน จะมีอาการ  ชา หรืออ่อนแรงที่หน้า แขน หรือขา ซีกใดซีกหนึ่ง อย่างทันทีทันใด   แล้วความรู้สึกตัวเปลี่ยน เช่นเอะอะ โวยวาย สับสน ซึมลง หรือพูดลำบาก พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูด อย่างทันทีทันใด      
      บางคนมีปัญหาการมองเห็น ตามัว หรือเห็นภาพซ้อนของตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง อย่างทันทีทันใด บ้างก็ มีอาการมึนงง เวียนศีรษะ เดินไม่ได้ เดินลำบาก เดินเซ หรือสูญเสียการทรงตัวในการยืนและเดิน อย่างทันทีทันใด   ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อย่างทันทีทันใด โดยไม่ทราบสาเหตุ
           
       ถ้าพบอาการดังกล่าวข้างต้น ข้อใดข้อหนึ่งอย่างทันทีทันใด ให้สงสัยว่าอาจเป็นอาการเริ่มแรกของการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ควรรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาโดยเร็วภายใน ๓ ชั่วโมง นับจากเริ่มมีอาการครั้งแรก
        ถึงแม้อาการดังกล่าวจะหายไป ก็ยังมีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์ เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นนับเป็นสัญญาณเตือน ซึ่งเรียกว่า ภาวะ Transient ischemic attack (TIA) ภาวะนี้จะรุนแรงน้อยกว่าอัมพฤกษ์ อัมพาต มีอาการไม่เกิน ๑ ชั่วโมง แล้วหายเองโดยไม่ต้องรับการรักษา
       แต่นับว่าเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า ถ้าไม่รักษาจะเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตในเวลาต่อมา และอาการเตือนนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดล่วงหน้าในผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตทุกคน  
       คนเราพอมีอายุแก่ตัวลงไขมันในเส้นเลือดก็สะสมพอกตัวอยู่ในเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดตีบตัน รวมทั้งหลอดเลือดเสื่อมขาดความยืดหยุ่นแตกเปราะง่าย เมื่อเกิดการตีบตัน เลือดจึงไหลผ่านไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อย ถ้าเกิดกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง จะทำให้สมองขาดเลือดและเป็นอัมพาตในที่สุดในวงการแพทย์จึงเรียกโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพฤกษ์-อัมพาต
       โรคนี้หมอพื้นบ้านจะใช้ตำรับยาในการรักษา เช่น
ตำรับยามหาโยธา จะใช้โกศทั้งเก้า ขี้เหล็กทั้งห้า ประคำไก่ทั้งห้า แก่นลั่นทม ขมิ้นเครือ เถาวัลย์เปรียงแดง  แสมสาร แสมทะเล  เปล้าน้อยเปล้าใหญ่  ปลาไหลเผือก ดีงูต้น  เหมือดคน  ขันทองพยาบาท  ฝิ่นต้น  ข่าต้น ข่าตาแดง ขมิ้นอ้อย กะทือ  ไพล กระชาย  เปราะหอม  เถาวัลย์เปรียง ว่านสากเหล็ก พญามือเหล็ก
       สมอเทศ สมอไทย กำลังวัวเถลิง  กำแพงเจ็ดชั้น  ใบมะกา  ดองดึง ลูกจันทน์  ดอกจันทน์  กระวาน  กานพลู  คำฝอย  สารส้ม เบญจกูล  พริกไทย ยาดำ  เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ๑  บาทยา ( ๑๕ กรัม) ฝักคูน ๓ ฝัก เกลือสมุทรหนัก ๑๐ บาท ต้มรับประทานเช้า-เย็น ก่อนอาหาร
     โอ้ กว่าจะได้ตัวยาครบเป็นลมเลยครับ ต้องไปที่ร้านแพทย์แผนไทยเขาชำนาญช่วยจัดให้ นอกจากนั้นยังมีอีกตำรับคือ
สมุนไพรตำรับจักรพรรดิ ตัวยาไม่มากแต่ค่อนข้างหายากเน้นหนักไปในการดูแลไตและเลือด พร้อมการขับพิษ ซึ่งมีกรรมวิธีในการปรุงที่ได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ประเภทลิ้นแข็งคางแข็งบอกมาเลย ถ้าไม่แน่จริงคงไม่สืบสานรุ่นต่อรุ่นจนมาถึงปัจจุบัน
        สมุนไพรตัวนี้กินแล้วความดันลดลง เบาหวานก็หาย โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานแบบยั่งยืนที่ต้องฉีดยารักษาเข้าที่หน้าท้องให้
ขว้างเข็มทิ้งได้เลย เพราะมีคนป่วยเป็นเบาหวานเรื้อรังมาหลายสิบปี กินยาเป็นอาหารมาตลอด หลังทดสอบกับสมุนไพรนี้หายจากเบาหวาน จะสร้างบ้านให้เจ้าของยาแต่เขาไม่เอา  และผลพลอยได้อีกอย่างคือนกเขาจะฟื้นคืนชีพอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ฮ่าๆๆ   ๐๙-๘๒๘๙-๕๖๗๑
                                               -----------------------------------------
        
 
 
 
 
  

blog comments powered by Disqus