สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็งฤาจะสู้ธุดงค์เก้าดอย
                                               มะเร็งฤาจะสู้ธุดงค์เก้าดอย
                                                                จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
         ในระยะหลังปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ ผมตระเวณตามพื้นที่ต่างๆในภาคอิสานเพื่อตามหาหมอยาพื้นบ้านที่บำบัดเยียวยาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ยิ่งค้นหายิ่งค้นพบกับภูมิปัญญาหลากหลายเรื่องราวในการรักษาโรค ทั้งพลังจิต สมาธิ ไสยเวช และสมุนไพร
        ได้พูดคุยกับทั้งหมอยา ผู้ป่วยรวมถึงญาติและชาวบ้าน บางครั้งผมก็คิดว่า
ชีวิตคนเราเกิดจากวิบากกรรม เพราะคนๆหนึ่งไม่ได้มีเพียงโรคเดียว เมื่อหลายโรครุมเร้า เบาหวาน ความดัน ไต และมะเร็ง สมุนไพรที่รักษามะเร็งอย่างเดียวโรคจะหายได้อย่างไร ชีวิตผู้คนจึงมีทั้งรอดเพราะเป็นโรคมะเร็งโรคเดียว แต่ถ้ามีหลายโรคยาที่ดื่มเข้าไปไม่ตรงกับโรค ทำให้เรื้อรังจนสุดจะเยียวยา
       ในแถบภาคอิสานกินของสุกดิบกันเป็นกิจวัตร
ลาบเลือด เลือดแปลง ก้อย แล้วก็พืชผักที่มีสารเคมีตกค้าง กุ้งหอยปูปลาอาหารทะเลที่แช่ฟอร์มาลีน ( Fomalin) คนขายมีความจำเป็นต้องแช่ไม่แช่ก็เน่าขายไม่ออกก็ขาดทุน อาหารอร่อยเป็นพิษเสียแล้ว คุณเป็นคนป้อนมันเข้าไป
      จงพินิจพิจารณาคัดสรรสิ่งที่คุณกินเข้าไปให้มาก ถ้าพืชผักปลอดสารพิษปลูกเองก็โล่งใจไปอีกเปราะ ทำกับข้าวกินเองรับรองไม่มีผงชูรสเจือปนมา หลีกเลี่ยงเนื้ออาหารที่มะเร็งชอบ งดของหมักดอง หมั่นออกกำลังกาย ทำเท่าที่สามารถทำได้ดีกว่าไม่ทำ เพื่อสะสมกองทัพภูมิคุ้มกันไว้ป้องกันศัตรูร้ายเชื้อโรคที่จะมาโจมตีเรา
      จากการเดินทางของผมแทบทุกจังหวัด ล่าสุดผมได้พบกับตัวยา
สมุนไพรธุดงค์เก้าดอยรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะ หมอยาพื้นบ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์เล่าให้ฟังว่าได้ตำรายารักษาโรคมะเร็งทุกชนิดมาจากพระธุดงค์ซึ่งท่านเดินทางข้ามเทือกเขาเป็นลูกๆแถบเวียดนาม ลาวรวมถึงภูลังกา ภูวัว และภูพาน มีสมุนไพรทั้งหมดเก้าชนิด รวมเรียกตำรับสมุนไพรธุดงค์เก้าดอย

  
หมอเติม  ไกรรัตน์ อ.นาทม /    หมอประถม บรรณทิพย์              
        จ.นครพนม                          จ.สกลนคร                               


   
สมุนไพรเครือช้างเผือกจะมีมากที่ภูลังกาเขตรอยต่อนครพนม-บึงกาฬ ภูลังกาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตำนานเมืองลับแล ถ้ำพวง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ส่วนสมุนไพรไข่พญานาคสมุนไพรเขียวสองพันปีจะมีมากแถบเทือกเขาฝั่งลาวและเวียดนาม สมุนไพรเครือไก่ดำจะมีในแถบเทือกเขาภูพาน
    สมุนไพรธุดงค์เก้าดอย มีสมุนไพรเก้าชนิดค่อนข้างหายากต้องอนุรักษ์ ขั้นตอนในการปรุงกลั่นและอัตราส่วนต้องระวังตามพิกัดฤทธิ์ของตัวยาตามที่พระอาจารย์แนะนำ เพราะบางตัวเช่นสมุนไพรเครือช้างเผือกจะแรงมากถ้าต้มกินสดๆแค่จิบนิดเดียวจะกัดลำคอคล้ายๆกรดต้องกินน้ำตามเยอะๆถ้าไม่แรงก็คงปราบมะเร็งร้ายไม่ได้
   ปณิธานของพระธุดงค์ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง แต่หลังจากให้ผู้ป่วยบริจาคตามกำลังศรัทธาเพื่ออนุรักษ์พืชสมุนไพรและค่าใช้จ่ายในการหายาของหมอยาพื้นบ้านก็อยู่ไม่ได้ เพราะหลายคนหายแล้วก็เงียบไปเลยหรือสบทบให้กองทุนอนุรักษ์พืชสมุนไพรน้อยไปก็อยู่ไม่ได้ หมอยาไม่ได้ต้องการอะไรมากแค่พออยู่ได้จะได้ช่วยคนป่วยรายอื่นต่อไปก็พอแล้ว
    ตัวยาเป็นน้ำใสๆดื่มง่ายเหมือนดื่มน้ำเปล่าแต่ฤทธิ์แรงมาก
ดื่มก่อนอาหารสักก๊งเหล้าขาว ๓ เวลาและก่อนนอนอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆของแสลงก็มีเนื้อสัตว์ทุกชนิดของหมักดอง พยายามกินผักสีเขียวให้มากๆรวมทั้งข้าวกล้องเน้นอาหารจืดอย่างเดียว ถ้าเอาความหวานก็เอาจากธรรมชาติเช่น ฟักทอง ข้าวโพด กล้วย
    คุณสุพร ที่อำเภอนาทมจังหวัดนครพนมเป็น
มะเร็งที่โพรงจมูกลามมาถึงดวงตาทำให้ตาบอด หลังมีคนแนะนำเหมือนหมดวิบากกรรม ดวงตาบอดแต่มะเร็งร้ายหาย และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือก่อนดื่มให้สวดมนต์ขอขมาอโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรด้วย
   หมอยาพื้นบ้านไม่มีโทรศัพท์ติดต่อเพราะใช้ไม่เป็นไม่เคยใช้ ส่วนใหญ่จะใช้เวลากับการเดินป่่าหากใครหมดทางเลือกในการเยียวยารักษาโรคมะเร็ง ก็โทรไปหาผู้ประสานงาน  ๐๘-๓๓๒๘-๙๙๔๙

                                           คุณอาจเสียชีวิตเพราะขั้นตอนการรักษา

      มีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากต้องเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานและญาติผู้ป่วยที่คอยปรนนิบัติดูแลถูกมัดมือชกไม่มีคนทางเลือกที่จะไป ตกกะไดโพลนโจนต้องเสียใจเหมือนตายทั้งเป็น จากกระบวนการวินิจฉัยและกระบวนการรักษามะเร็ง
    ไม่มีใครหลุดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้ การรักษาเสมือนการยื้อเวลาการรอดชีวิตออกไป ทุกวินาทีมันช่างแสนทรมานสูญเสียเงินทองยอมทุ่มสุดตัว แม้ความหวังจะหริบหรี่ อาหารเสริมที่หมอแนะนำว่าดีและแพง
  “ หมอแนะนำให้ ไม่เอาก็ไม่เป็นไร”  อย่างนี้แล้วญาติผู้ป่วยจะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร
 “  ยาตัวนี้ดีมากต้องสั่งจากต่างประเทศ” สารพัดที่ความหวังจะให้ผู้ป่วยรอด ที่ญาติต้องตัดสินใจ เวลาผ่านไป ก็เหมือนกับเป็นหนูลองยา ดีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงอย่างมากก็เป็นวัน ก็ต้องลุ้นกันเป็นนาทีเพราะยาที่มีฤทธิ์แรงได้ทำลายภูมิคุ้มกันดีจนหมดสิ้น โอกาสที่จะติดเชื้อในกระแสเลือดมีสูงมาก    ในที่สุดหมอก็ต้องจำนน รักษาผู้ป่วยไปวันๆรอลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะโบยบินไป
  “ ถ้ามีธุระสำคัญอะไรก็รีบทำเสียนะ แล้วเวลาที่เหลืออยู่คิดเสียว่าเป็นกำไรชีวิตก็แล้วกัน” หมอหลายคนมักพูดประโยคนี้ กับผู้ป่วยเป็นสัญญานบอกให้รู้ไว้ว่าต้องทำใจ ถ้าไม่บอกหมอจะรู้สึกผิด       
       ทุกวันนี้พี่ชายผมย้ำกับผมบ่อยๆเมื่อพบเห็นผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งหันมารักษาแนวธรรมชาติบำบัดและสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงปัจจุบันว่า
ถ้าหลานหันมารักษาทางธรรมชาติบำบัดคงยังไม่ตาย” 
        นายแพทย์คนโด มะโกะโตะ(Kondo Makoto ) ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคโอ ผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งญี่ปุ่นบอกว่า ก้อนมะเร็งไม่ได้ทำให้เราต้องทุกข์ทรมานจนกระทั่งเสียชีวิตหรอก แต่สาเหตุคือ “กระบวนการรักษามะเร็ง” ต่างหาก
        มะเร็ง เป็นโรคที่ คลุมเครือ และเสี่ยงต่อการวินิจฉัยผิดมาก มีคนจำนวนมากถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เพราะแค่อาการอักเสบ หรือเนื้องอกธรรมดา ทำให้ถูกตัดอวัยวะในส่วนดังกล่าวไป
     เราอาจได้ยินมาว่าการตัดอวัยวะบริเวณที่หมออ้างว่ามีมะเร็งลุกลามนั้น เป็นวิธีการรักษามะเร็ง "วิธีนี้ทำให้รอดชีวิตจากมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ก็น่าสงสัยว่า.. กรณีที่กล่าวมานั้น "เป็นมะเร็งจริงๆหรือ"
        การวินิจฉัยโรคมะเร็งนั้นจำเป็นต้องมีการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยนำเซลล์มาส่องกล้องจุลทรรศน์ แต่ถึงแม้หน้าตาของเซลล์นั้นจะเป็นมะเร็ง ถึงกระนั้นเซลล์ยังคงนิ่งสงบในเยื่อเมือก ไม่มีการแทรกซึมหรือแพร่กระจายแต่อย่างใด ต่อให้ตรวจละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็มีโอกาสวินิจฉัยผิดพลาด เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า "มะเร็งแฝง" "มะเร็งหลอก" อยู่จำนวนมาก
        นิตยสารการแพทย์เกี่ยวกับมะเร็งของสหรัฐอเมริกา "Cancer" กล่าวว่า อัตราการตรวจวินิจฉัยมะเร็งระยะแรกผิดพลาด มีถึงร้อยละ 12 ยิ่งกว่านั้น การเป็น"เนื้องอกธรรมดา" ในต่างประเทศ กลับถูกหาว่า เป็น "มะเร็ง"  ส่วนในญี่ปุ่น  เห็นได้ว่า ในหมู่แพทย์ยังวินิจฉัยแตกต่างกันเกี่ยวกับมะเร็ง
         เซลล์มะเร็งของแท้นั้นเกิดจาก ความผิดปกติของเซลล์ที่เริ่มมีขอบเขตไม่ชัดเจน ลุกลามแทรกซึมเนื้อเยื่อโดยรอบ และแพร่กระจายสู่เนื้อเยื่อที่อยู่ห่างออกไป และจะยิ่งเจริญเติบโตรวดเร็วต่างจากเซลล์ปกติ เพิ่มพูน คุกคามชีวิตจนกว่าเราจะฆ่าเซลล์นี้ให้ราบคาบก่อน
          มะเร็งที่ไม่คร่าชีวิตเป็นเพียง "มะเร็งปลอม" หรือ "เนื้องอกปกติ" ที่มีลักษณะคล้าย   มะเร็งเท่านั้น แต่มีขอบเขตชัดเจน จะไม่เติบโตลุกลามรวดเร็วเหมือนมะเร็งจริง
         หากตรวจพบก้อนมะเร็งโดยไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใดหมอมักรีบบอกให้คนไข้รีบ ตัดแต่เนิ่นๆ จะมีโอกาสหายเกือบ ๑๐๐% แต่แม้ไม่ตัดทิ้งเสียก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นเพียง เนื้องอกปกติ ที่ไม่อันตรายการให้เคมีบำบัด (คีโม)ซึ่ง เป็นพิษที่ร้ายแรง มีฤทธิ์แค่ “ทำก้อนเนื้อร้ายเล็กลงชั่วคราว” ไม่ได้ช่วยรักษาหรือมีประโยชน์ในการยื้อชีวิตออกไปแต่อย่างใด
      ก้อนมะเร็งไม่ได้ทำให้เราต้องทุกข์ทรมานจนกระทั่งเสียชีวิตหรอก แต่สาเหตุคือ “กระบวนการรักษามะเร็ง” ต่างหาก  คนที่ร่างกายแข็งแรงควรหลีกเลี่ยงการฉายรังสี (เอ๊กซเรย์) และการทำซีทีสแกน แม้ครั้งเดียวก็เสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็ง
    หากไม่รักษามะเร็ง เราก็สามารถควบคุมความเจ็บปวดได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สติอยู่ครบถ้วน ไม่มีการเลอะเลือนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งจะจากไปอย่างสงบ และเมื่อเทียบกันแล้ว หัวสมองปลอดโปร่งกว่ามาก และไม่ต้องสูญเสียกิจกรรมอย่าง “การเดินเล่น” ด้วย
         สุดท้ายคุณหมอ  คนโด มะโกะโตะ(Kondo Makoto ) ยังแนะนำไว้ว่า ทุกคนควรเขียน “พินัยกรรมชีวิต” ไว้ หมายถึง เอกสารแสดงเจตจำนงว่าอยากให้รักษาอย่างไรช่วงก่อนจะเสียชีวิต ควรเขียนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เช่น “ไม่จำเป็นต้องฝืนให้อาหารเช่นสอดท่อให้อาหารผ่านทางจมูก” “ถ้าใส่เครื่องช่วยหายใจครบหนึ่งสัปดาห์แล้วยังไม่ได้สติ ให้ถอดเครื่องออกเลย” ไม่เช่นนั้นคุณจะถูกทรมานก่อนตายด้วยกระบวนการรักษา ฮ่าๆๆ
                        --------------------------------------------------------------- 
 
  
        

blog comments powered by Disqus