สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น
                             คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น
                     “การบริหารร่างกายแก่วงแขนบำบัดโรค”
                                                      จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นนี้เป็นตำราโบราณของจีนที่มีเก่าแก่นับอายุได้ถึง ๑,๔๐๐ ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติจีนอันมิอาจประมาณค่าได้ชิ้นหนึ่ง คนจีนเรียกคัมภีร์นี้ว่า “ต๋า โม๋ อี้ จิน จิง”หมายถึง คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของพระโพธิธรรม คำว่า “เปลี่ยนเส้นเอ็น” มิใช่หมายถึงผ่าตัดเปลี่ยนเอาเส้นเอ็นออกมาตามความเข้าใจของการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนแก้ไขสภาพของเส้นเอ็นด้วยการออกกำลังกาย โดยวิธีแกว่งแขนซึ่งจะส่งผลให้เลือดลมภายในโคจรไหลเวียนได้สะดวก เป็นปกติไม่ติดขัด  ต่อมา ”คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น” นี้ได้ถูกเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “กายบริหารแกว่างแขนบำบัดโรค” เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย
             คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ คือในปีพุทธศักราช ๑๐๗๐ ซื่งตรงกับรัชสมัยราชวงศ์เหลียง พระสังฆปรินายกโพธิธรรมชาวอินเดีย หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “ ต๋าโม๋ ” (TA  MO) ได้เดินทางมายังประเทศจีน และปักหลักเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่นั้นเป็นเวลาหลายสิบปี ครั้งหนึ่งในระหว่างการเทศนา และการทำสมาธิท่านพบพระสงฆ์หลายรูปมีสุขภาพอ่อนแอ และบางรูปถึงกับนอนหลับไปด้วยความเมื่อยล้าอ่อนเพลีย พระปรมาจารย์ต๋าโม๋ จึงได้ชี้ไห้เห็นว่า “ ร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น จึงจะยืนหยัดฝึกจิตบำเพ็ญธรรมได้สำเร็จ ”
          ก่อนหน้าที่ท่านจะได้เน้นถึงความสำคัญของร่างกายอันได้แก่พลัง และท่าทางของร่างกายที่เหมาะสมในการฝึกสมาธินั้นพุทธศาสนิกชนต่างเน้นแต่การฝึกจิตโดยละเลยร่างกาย ดังนั้นท่านปรมาจารย์ต๋าโม๋ จึงได้คิดค้นท่าบริหารร่างกายสำหรับพระสงฆ์ในตอนเช้าเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และบันทึกขึ้นไว้เป็นคัมภีร์ ๓ เล่มคือ  คัมภีร์ อี้ จิน จิง     อันหมายถึงวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น  คัมภีร์ สี สุ่ย จิง   หมายถึง วิชาชำระไขกระดูกให้สะอาด  คัมภีร์สุดท้ายคือ  สือ ปา หลัว ฮั่ว โส่ว  อันหมายถึง เพลงมวยฝามือสิบแปดอรหันต์
         สำหรับคัมภีร์ เปลี่ยนเส้นเอ็นได้พูดถึง  สิ่งที่เป็นปัญหา เกิดการติดขัดขัดกันภายในร่างกายของคนเรา จนก่อให้เกิดความไม่สบายแก่ร่างกายนั้น แพทย์จีนแผนโบราณกล่าวว่า เกิดจาก “เลือดลม” เป็นต้นเหตุ หากเลือดลมภายในร่างกายของเราผิดปกติโรคต่างๆมากมายก็จะเกิดขึ้นกับเราทันที เริ่มแรกจะทำให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลง นอนหลับน้อยลง ต่อไปก็จะกระทบกระเทือนถึงสภาพของร่างกายคือ ทำให้ซูบผอมอ่อนแอเป็นต้น เมื่อเราทำให้เลือดลมเดินสะดวกไม่ติดขัดแล้ว โรคร้ายทั้งหลายก็จะหายไปเอง โดยอาศัยหลักดังกล่าวนี้ การทำกายบริหารแกว่งแขนจึงสามารถแก้ไขเลือดลม และเปลี่ยนแปลงสภาพของร่างกาย หากแก้ให้ถูกจุดสำคัญที่ขัดแย้งกันเสียก่อนได้ เมื่อนั้นปัญหาอื่น ๆก็จะแก้ได้ง่ายดายขึ้น
        ท่านทราบหรือไม่ว่าใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักแร้นั้นคือชุมทางของต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ บริเวณขาหนีบนั่นก็เป็นชุมทางของต่อมน้ำเหลือง การขยับหัวไหล่และรักแร้ของการแกว่งแขนก็ดี การว่ายน้ำที่ขยับทั้งหัวไหล่และขาหนีบก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลือง ส่งผลให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายมีสมดุล ป้องกันโรคร้ายได้อย่างคาดไม่ถึง
         Dr. Kimberly Kaye Castaneda  ได้พูดถึงความสำคัญของน้ำเหลืองในร่างกายเราว่า ระบบน้ำเหลืองนั้นหมายรวมถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง นับเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด ชำระล้างของร่างกาย อันจำเป็นต่อ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เยียวยาความเจ็บป่วย เพราะระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่ขนถ่ายของเสีย พิษที่สะสมในร่างกาย เศษของเซลล์ที่ตายแล้ว ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบและขับออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ ของระบบภูมคุ้มกัน ตลอดระยะทางของท่อน้ำเหลืองจะมีต่อมน้ำเหลืองอยู่เป็นระยะๆเพื่อช่วยกรองสารเเปลกปลอม เชื้อโรคที่มีอันตราย
          ตับก็เป็นอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบน้ำเหลือง โดยตับมีหน้าที่สร้างน้ำเหลืองเป็นส่วนมาก และตับก็อาศัยน้ำเหลืองนี่เองขนส่งสารอาหารที่ย่อยแล้วจากตับและลำไส้เล็กไปส่งต่อให้กับเซลล์และอวัยวะต่างๆ ม้ามเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่กรองและกำจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ และเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ใครก็ตามที่ผ่าตัดเอาม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัสออกไป จะติดเชื้อได้ง่ายขาดภูมิต้านทาน
        หากการไหลเวียนของน้ำเหลืองติดขัด จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวม อักเสบ บริเวณที่น้ำเหลืองไหลเวียนและสังเกตได้ชัดเจนได้แก่ ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักแร้ใต้หัวไหล่ ท้องแขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ เนื่องจากน้ำเหลืองไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจเป็นปั๊ม ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้นจึงต้องพึ่งพิงการออกกำลังกาย และการหายใจให้ลึกๆ เป็นหลัก เพื่อเขย่ากระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลืองด้วยการขยับกล้ามเนื้อ และกระบังลม
 
          ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆลืมๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอๆ เริ่มมีเซลลูไลท์เพิ่มมากขึ้น ให้สงสัยระบบน้ำเหลืองติดขัด ไหลเวียนไม่ดี ทั้งนี้็็ก็เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะของเสีย ขยะมีพิษตกค้างสะสมนั่นเอง อย่าละเลยอาการน้ำเหลืองติดขัด โดยไม่ได้รักษาเพราะ นานวันเข้าพิษร้ายอาจทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อด้วยโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง
          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับเพราะเคล็ดวิชา แกว่งแขนบำบัดโรคจากคัมภีร์นี้ หลังจากได้มีการค้นพบและเผยแพร่ตำรานี้ออกมา ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณะรัฐประชาชนจีน ก็มีประชาชนนิยมทำกายบริหารแบบนี้ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งบ้านเราด้วย โรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้โดยการแพทย์ปัจจุบัน ก็สามารถใช้การบริหารแบบง่ายๆ นี้รักษาให้หายขาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพในการบำบัดโรคได้รวดเร็วอีกด้วย
          หลักสำคัญพื้นฐานของกายบริหารแกว่งแขน ยืนแยกเท้าเท่าความกว้างของไหล่ ย่อเข่าเล็กน้อย แขนทั้งสองแนบลำตัว ปลายลิ้นแตะเพดานบน จากนั้นยกแขนทั้งสองไปข้างหน้า แล้วผลักแขนทั้งสองไปข้างหลัง แล้วให้แขนกลับมาเองโดยธรรมชาติ เหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป บริเวณลำคอและไหล่ควรจะผ่อนคลาย หลับตาเพ่งสมาธิไปกับการนับจำนวนครั้งในการแกว่งแขน ทุกๆ ๑๐๐ ครั้งของการแกว่ง ควรจะมีการกลั้นลมหายใจ จำนวน ๓๐ ครั้ง ของการแกว่ง ควรจะแกว่งแขนต่อเนื่องกันวันละ ๕๐๐ครั้งสำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายแข็งแรง และ ๑,๐๐๐ ครั้ง ต่อวัน สำหรับผู้มีโรคประจำตัว
         เวลาในการแกว่งที่ดีที่สุดคือก่อนอาบน้ำตอนเย็น หลังการแกว่งทุกครั้ง ฝ่ามือทั้งสองจะมีพลังงาน สะสมอยู่ ให้เอาฝ่ามือทั้งสองถูกันให้เกิดความร้อน แล้วไปลูบบริเวณที่เราต้องการรักษา เช่น หัวใจ ท้อง หรือจมูกและคอเมื่อเป็นหวัดมีบางคนบอกว่าสามารถลดพุงได้ด้วย
      การแกว่งแขนไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องซื้อหา เพียงใช้ร่างกายเราดูแลเราเอง สิ่งต้องใช้คือความขยันหมั่นเพียรในฝึกทำ ทำได้ทุกสถานที่ มันง่ายเกินไปใช่ไหมครับ ?ไม่ได้เสียตังค์แล้วมันหงุดหงิดใช่ไหมครับฮ่าๆๆ
                                        -----------------------------------------------------------
  

blog comments powered by Disqus