สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็งไล่ล่าหมอ ตอน- ๒
                                   มะเร็งไล่ล่าหมอ ตอน ๒
                                                          จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        ผมได้เขียน “มะเร็งไล่ล่าหมอ” ไปแล้วว่า เจ้ามะเร็งมันฉลาดเมื่อรู้ว่าหมอจะรักษาผู้ป่วยเพื่อฆ่ามัน ถึงแม้บางครั้งไม่ตายก็สะบักสบอมทั้งเจ้ามะเร็งและผู้ป่วยรวมไปถึงญาติผู้ป่วยด้วย ที่ต้องทรัพย์จางในการเยียวยาบางรายต้องหยุดงานไปนาน มะเร็งมันไม่รู้หรอกว่าถ้ามันไปฝังตัวอยู่กับคนที่นับถือศาสนาพุทธไม่ช้าไม่นานถ้ามันชนะมันก็จะถูกประชุมเพลิงไปพร้อมกับผู้ป่วยอย่างไม่มีข้อสังสัย
       ผู้ป่วยบางรายจึงถือคติว่า “อยู่ด้วยกัน ตายด้วยกัน” เพียงแต่ดูแลสุขภาพตัวเองสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แล้วกักขังเจ้ามะเร็งไว้ไม่ให้มันเจริญเติบโต เรียกว่าไม่ให้อาหารมันให้มันอ่อนแรง มันเก่งจริงแต่มันใจเสาะ
เมื่อวันหมดพลังมันก็จะแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหวทำร้ายเราไม่ได้  ในวงการเขาเรียกวิธีนี้ว่า “ธรรมชาติบำบัด”
ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบตัวอากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ อาหารการกินต้องเข้ม
   หลายคนรู้แต่ทำกฎเหล็กให้กับตัวเองไม่ได้ รู้ว่าเจ้ามะเร็งชอบเนื้อ แต่พอตัวเองสุขภาพดีขึ้นก็ประมาท เห็นลาบเนื้อ ต้มเนื้อน้ำลายไหลสั่งมากิน ฟาดเรียบไม่เหลือหรอ ฮ่าๆๆๆ  ก๋วยเตียวเนื้อยังงี้ชอบ ซกเล็ก ของหมักของดอง ส้มตำปลาแดก(ปลาร้า)  เบียร์เหล้า มันจะเหลือเหรอครับ มะเร็งมันชอบไปเพิ่มพลังให้มัน
       เมื่อไม่นานมานี้คุณหมอ นายแพทย์ สุรพล  รักปทุม ก็ถูกเจ้ามะเร็งปีศาจร้ายตามไล่ล่า จนเสียชีวิต หลายคนคงรู้จักท่านดีชีวิต  ท่านเปิดคลีนิคของตัวเอง ร่วมธุรกิจกับพอล-ภัทรพล เปิดบริษัทผลิตยา และลงทุนกับยุรนันท์ ภมรมนตรี
        เปิดคลีนิคสุขภาพ เป็นที่ปรึกษาให้เหล่าดารา ไปฉีดสเตมเซลล์เพื่อรักษาสุขภาพชลอความแก่ มีลูกค้าเป็นดารามากมาย และเงินทองก็มีมากเช่นกัน แต่กลับพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตพยายามรักษาตัวเองด้วยการไปผ่าตัดเปลี่ยนตับที่เมืองนอก กลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ตรวจพบมะเร็งรุกลามมาที่ปอด ก็ยังพยายามหาวีธีต่อสู้กับมะเร็งร้ายเรื่อยมา สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะมันได้
        ท่านได้เขียนเตือนสติทุกคน นอกจากทำงานทำการหาเงินหาทองแล้วต้องให้เวลากับชีวิตร่างกายตัวเองด้วย  อย่าเอาแรงกดดัน มาเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้ร่างกายจนเกินกำลัง เท่ากับทำร้ายร่างกาย อย่าลืมว่าสุขภาพดี คือ ต้นทุน ร่างกายไม่แข็งแรง คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร อย่าเห็นชื่อเสียง และลาภยศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ชื่อเสียงลาภยศ เปรียบดังหมอกควัน สุดท้ายก็มลายสูญ
 
         อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต อย่าคิดว่าอุทิศให้แล้วจะต้องได้รับตอบแทนเสมอไป ให้อะไรกับใครอย่ารอให้เขาทดแทนบุญคุณ อย่าคิดว่ารับราชการแล้วจะเหนือกว่าชาวบ้าน ถึงเวลาเกษียณก็ต้องเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม อย่ามองข้ามคนที่มีบุญสัมพันธ์กับคุณ เมื่อคุณตกอับ คุณจึงจะรู้ว่าใครบ้างที่ไปจากคุณ และตอนนั้นคนรู้ใจยิ่งหายาก
        อย่าเห็นการทักทายของใครเป็นสิ่งน่ารำคาญ คนที่ส่งข้อความให้คุณเสมอเพราะคุณยังอยู่ในใจเขา
คำถามที่น่าคิด คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม? เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่า มีค่ามากที่สุดในชีวิต แต่สุดท้าย ทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี คุณค่าของชีวิต สร้างได้โดยไม่ต้องใช้เงิน
       ท่านยังบอกอีกว่า พื้นฐานที่ทำให้สุขภาพดีในชีวิตประจำวันที่เราต้องมีต้องทำคือ ภาวะของจิตที่สงบ
มีโภชนาการที่สมดุล ออกกำลังกายพอเหมาะ นอนหลับให้เพียงพอ และคนเราจะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพต้องอาศัยอวัยวะทั้ง ๕ คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต  องค์การอนามัยโลก ( who )เตือนเราเสมอว่า คนเราเกิดจากโรครูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม กินอาหารไม่สมดุล
      การกินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการกินเพื่อการมีชีวิตอยู่ เพื่อป้องกันโรคและเพื่อรักษาโรค  หากไม่ดูแลเรื่องการกินปัญหาสุขภาพจะตามมาอย่างหลีกหนีไม่พ้น  ในบรรดาโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  เกิดจากการกินทั้งนั้น  ในเมื่อกินแล้วทำให้เกิดโรคได้  ก็ต้องกินแล้วรักษาโรคได้เช่นกัน 
     ในวงการแพทย์แผนจีนนั้น  ได้สืบสานเป็นมรดกตกทอดมาห้าพันปีแล้วในเรื่องของการกินและการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้คนรุ่นหลังใช้รักษาโรค  คือ การรักษาด้วยอาหาร หมอจะให้สูตรอาหารแก่คนไข้เป็นเวลาหลายเดือน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้  การ กวาดทราย  ดูดด้วยสุญญากาศ  บีบนวด  และดึงดัน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้การ ฝังเข็ม ถ้าไม่ได้ผลอีก ก็จะใช้เหล้าดอง ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้ยาเป็นมาตราการสุดท้าย
      ผิดกับปัจจุบันหมอจะให้ยาทันที  ที่คนไข้มาหา ยาย่อมมีพิษ   คุณกินยาทั้งเดือนทั้งปี   ไม่มีวันที่โรคจะหายขาด  Socrates บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า  “ จงกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร ”  จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า  “ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา”   แต่ทุกวันนี้ มันกลับกันหมด เรากินอาหารเพื่ออวัยวะชิ้นไหนกันแน่ ?  เราอยู่ได้  เพราะอาศัยพลังงานจากอวัยวะทั้ง ๕ มิใช่หรือ ?     จงจำไว้เสมอว่า  ตับดีชอบให้กินสีเขียว   หัวใจดีชอบให้กินสีแดง  ม้ามดีชอบให้กินสีเหลือง  ปอดดีชอบให้กินสีขาว ไตดีชอบให้กินสีดำ  คำว่าดุลยภาพ หมายถึงกินหลากหลายชนิด
      หลักการสังเกตว่าอวัยวะส่วนไหนมีปัญหาหลักการแพทย์ทั้งศาสตร์ไทยหรือจีนต่างใช้หลักการเดียวกันคือถ้า ตับมีปัญหาสีหน้าจะออกเขียว  หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง    ม้ามมีปัญหา สีหน้าจะออกเหลือง คนไข้หอบหืดสีหน้าจะออกขาว  คนไข้ไตเสื่อมสีหน้าจะออกดำ
      เรื่องอาหารในการดูแลสุขภาพ ในตำราบอกว่า ถั่วเขียวบำรุงตับ คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ต้มถั่วเขียวที่ได้ประโยชน์  ที่ถูกคือ ต้มให้น้ำเดือดประมาณ  ๕-๖ นาที ก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด  รินเอาน้ำออกจะได้น้ำถั่วเขียว  ที่มีสีเข้มข้นที่สุด  ดื่มแล้ว  มีสรรพคุณขับพิษสูงสุด  จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำ  ต้มต่อจนเละกินเป็นอาหาร  
      ส่วนหัวใจชอบสีแดงให้กินถั่วแดง     ม้ามชอบสีเหลือง ให้กินถั่วเหลือง  ปอดชอบสีขาวให้กินถั่วขาว
ไตชอบสีดำให้กินถั่วดำ ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว ? เพราะตำรายาจีนมีคำว่า “คนเรากินถั่วทั้ง ๕ จะสมบูรณ์พูนสุข ” โภชนาการแผนจีน ก็เน้นว่า “กินไม่พ้นถั่ว”
       ในตำรายาจีน  ได้พูดถึง รสชาติ ไว้ดังนี้   เปรี้ยวบำรุงตับ   ขมบำรุงหัวใจ   หวานบำรุงม้าม      เผ็ดบำรุงปอด   เค็มบำรุงไต ต้องกินให้ครบทุกรสชาติ แต่ถ้ากินอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพัง    กินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ ? ง่ายนิดเดียว ขอแนะนำว่า   แต่นี้ไป ให้กินผักดิบผลไม้สด แต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้  ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี  เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า  กินของดิบลดอาการร้อนใน   แพทย์แผนปัจจุบันก็ถือว่า ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า  ถ้าเราสามารถกินผักดิบ ผลไม้สดที่สะอาดปลอดสารพิษ ชนิดไหนเปลือกกินได้  ก็กินทั้งเปลือก กินอาหารให้ถูกต้อง  เปรียบเสมือน กินยาจากธรรมชาติที่ดีที่สุดนั่นเอง
       สุดท้ายผมขอนำคำคมขององค์ดาไลลามะท่านพูดไว้น่าคิดมากเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เราว่า“มนุษย์เรานึ้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง“
                         ----------------------------------------------------------------
                                               
  

blog comments powered by Disqus