สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะละกอ
                                              มะละกอ
                        “ต้นไม้แห่งยา กระตุ้นภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง”
                                                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
    น้อยคนนักจะรู้ว่า “มะละกอ” ต้นไม้แห่งยาที่สวรรค์ประทานมาให้อยู่ใกล้ตัวเราจนเราแทบมองไม่เห็นคุณค่า รู้แต่เพียง กินแล้วอร่อย ติดใจในรสชาติ ตำปู ตำปลาร้า ตำมั่ว ตำถาด สารพัดรูปแบบในการตำจนแม่ค้าขายดิบขายดี มีชื่อเสียงโด่งดังเป็น ครกระเบิดบ้าง สากทองบ้าง ส้มตำเงินล้านก็มีฮ่าๆๆ
        มะละกอนั้นมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางแถวเม็กซิโก ถูกนำเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในอดีตชาวพื้นเมืองอะบอริจินของออสเตรเลียรู้จักใช้มะละกอรักษาโรคสารพัดชนิดโดยใช้ผลและใบของมะละกอโปะแผลสดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสมานแผล พวกเขาต้มใบและก้านมะละกอเพื่อให้ได้สารสกัดมารักษาโรค มีการบันทึกเอาไว้ว่าชาวอะบอริจินเป็นชนชาติแรกที่ใช้สารสกัดมะละกอรักษาโรคมะเร็ง
    ที่เรียกต้นมะละกอว่าเป็นต้นไม้แห่งยาเพราะว่าทุกส่วนของมะละกอนับจากผล ใบ เมล็ด ก้าน เปลือกและรากมีสรรพคุณเป็นยาบำบัดและคุณค่าของสารอาหารมะละกอสุกอุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) และวิตามินซี ตลอดจนแร่ธาตุอื่นๆอีกมากมาย ผลมะละกอที่โตเต็มที่และมีสีเขียวยิ่งมีคุณค่าอาหารสูงกว่ามะละกอสุก เป็นแต่เพียงรสชาติไม่อร่อยเท่านั้นเอง
    ในใบมะละกอเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด มีสารอาหารที่อุดมยิ่งกว่าที่มีอยู่ในผลของมันเสียอีก ใบมะละกอมีโปรตีน ๓๒๖,๐๐๐ แต่ผลมีแค่๕๗,๐๐๐   ส่วนผลมีเบต้าแคโรทีนแค่ ๑๒๓  แต่ใบมีถึง ๕๑๔  ในผลมะละกอมีใยอาหาร ๗๕,๐๐๐ แต่ใบมีใยอาหาร ๑๔๕,๐๐๐
   ฮิปโปเครติส เคยกล่าวไว้ว่า “ความตายเริ่มจากลำไส้” ในขณะที่มะละกอเป็นอาหารที่ดีต่อระบบย่อยมากที่สุดชนิดหนึ่ง มะละกอได้ชื่อว่าเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่มีสาร “ปาเปน”หรือเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยสลายโปรตีนได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมกรดอะมิโนไปใช้ประโยชน์ได้หมดอย่างรวดเร็ว
        เมล็ดมะละกอนอกจากมีเอ็นไซม์ปาเปนแล้วยังมีเอ็นไซม์ไมโรซิน เอ็นไซม์คาร์เพนซึ่งเป็นสารอัลคาลอยด์ที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายหัวใจ หลอดลมและกล้ามเนื้อ เปลือกของต้นมะละกอสามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน ดอกมะละกอนำมาชงเป็นชารักษาโรคดีซ่าน โรคหลอดลมอักเสบ 
    รากมะละกอสามารถนำมาใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ บรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากความผิดปกติของไต และเรื่องลับที่ได้ถูกเปิดเผยผู้หญิงชาวอเมริกาใต้จะฝานมะละกอดิบเป็นแผ่นบางๆแล้วนำมานวดเต้านมเพื่อกระตุ้นน้ำนมและให้นมโตมานานแล้ว  สงสัยต้องมีคนนำไปเลียนแบบแน่ๆ ฮ่าๆๆ
       สตรีตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะละกอดิบ เปลือก ใบ เมล็ด (สดหรือตากแห้ง) เพราะอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนและเป็นผลร้ายต่อทารก ควรรับประทานเฉพาะมะละกอสุกเท่านั้น
                                            มะละกอกับโรคมะเร็ง
        นักวิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำประโยชน์ของเอ็นไซม์มาใช้ต่อสู้กับมะเร็งร้ายและค้นพบว่าเอ็นไซม์บำบัดเป็นมาตรการต่อต้านโรคมะเร็งที่สำคัญมาตรการหนึ่งและไร้ผลข้างเคียง นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถฟื้นตัวได้ดีหลังจากผ่านการการฉายรังสีและเคมีบำบัด
           มีรายงานหลายชิ้นระบุว่าการดื่มสารสกัดเข้มข้นจากใบมะละกอสามารถรักษาอาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี ชนเผ่าดั้งเดิมของฮาวายและออสเตรเลียใช้มะละกอเป็นมาตรการในการรักษาโรคมะเร็งมานานแล้ว รวมไปถึงชนเผ่าพื้นเมืองของอเมริกาใต้ก็ได้ใช้ใบและผลมะละกอรักษาโรคเนื้องอกอย่างได้ผลเช่นกัน
      นักวิจัยพบว่าเซลล์มะเร็งสามารถเกาะยึดกับสารไฟบริน ซึ่งเป็นสารชีวเคมีที่มีลักษณะเป็นยางเหนียวและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อนได้ดี ประเด็นคือสารไฟบรินช่วยให้เซลล์มะเร็งเดินทางไปตามส่วนต่างๆของร่างกายได้โดยไม่ถูกระบบภูมิคุ้มกันตรวจพบ ซึ่งสารชนิดนี้ก็มักไปจับตัวอยู่ที่ผนังหลอดเลือดและท้ายที่สุดก็แทรกตัวผ่านผนังหลอดเลือดไปเกาะยึดกับอวัยวะที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนจะแพร่พันธุ์เพิ่มปริมาณเซลล์มะเร็งในกระบวนการ “เมตาสเตซิส” ต่อไป
     ดร.วูล์ฟ ผู้ก่อตั้งสถาบันเอ็นไซม์บำบัดพบว่าผู้ป่วยมะเร็งเป็นผู้ที่ร่างกายขาดเอ็นไซม์ย่อยสลายโปรตีนที่มีชื่อว่าเอ็นไซม์ โปรตีโอไลติก” ซึ่งเอ็นไซม์ตัวนี้จะทำหน้าที่ย่อยสลายไฟบรินส่วนเกิน ป้องกันไม่ให้เซลล์พัฒนาไปสู่กระบวนการ “เมตาสเตซิส”
             มีการบันทึกว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๑๙๙๖ คณะแพทย์ของโรงพยาบาลซูริค ได้ร่วมกันวินิจฉัยอาการป่วยเป็นมะเร็งของสตรีรายหนึ่งซึ่งหมดหนทางเยียวยาและน่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๒สัปดาห์ แต่หลังจากเธอรับประทานสารสกัดมะละกอมีความเข้มข้นสูงไม่นานอาการป่วยของเธอได้รับการพัฒนาดีขึ้นเมื่อการบำบัดครบ ๑ ปี เธอก็แทบไม่มีอาการใดๆหลงเหลืออยู่เลย
           อีกรายเป็นสตรีวัย ๖๒ ปี ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้เนื่องจากสภาพหัวใจไม่เอื้ออำนวยคณะแพทย์จึงแนะนำให้ดื่มสารสกัดมะละกอชนิดเข้มข้น ครั้นเวลาผ่านไป ๕-๖ วัน อาการปวดของเธอบรรเทาลง  ๓ เดือนต่อมา อาการท้องอืดและอาการอาเจียนของเธอก็หยุดลง และเมื่อดื่มครบ๑ ปี  เนื้องอกก็แทบไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจพบอีกเลย
      สำหรับ การทำใบมะละกอสกัดก็ไม่ยุ่งยากเพียงคัดใบมะละกอที่มีขนาดปานกลางไม่อ่อนและแก่เกินไปประมาณ ๗ ใบนำมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งพอหมาดๆแล้วนำมาหั่น เป็นฝอยๆ จากนั้นนำไปวางในกระทะแล้วเติมน้ำลงไปประมาณ ๒ ลิตร ต้มให้เดือดโดยตั้งไฟอ่อนๆไม่ต้องปิดฝาต้มจนน้ำในกระทะเหลือเพียงครึ่งเดียว กรองน้ำที่ได้ใส่ขวดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน ๓-๔ วัน หากสีเริ่มขุ่นข้นแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว  ปริมาณการใช้ ๓ ช้อนตะวันละ ๓ ครั้ง จะดื่มโดยลำพังหรือผสมน้ำผลไม้ก็ได้
    หากมีเวลาก็ลองหามะละกอให้ร่างกายเราได้ลิ้มรสบ้างนะครับจะเป็นส่วนไหนของมะละกอ ก็แล้วแต่ความพึงพอใจของท่านและความสามารถในการสรรหามารับประทาน ส่วนใครจะหามะละกอมาปลูกที่บ้านก็ยิ่งดี เหมือนการหาตู้ยาไว้ในบ้านสมดังคำที่เรียกขานกันว่ามะละกอต้นไม้แห่งยา ดีนักแล ฮ่าๆๆๆ
                                 ---------------------------------------------------
     
   
      
 
      
 
 
  

blog comments powered by Disqus