สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

เขี่ยเส้น-ตอกเอ็น
                                                       เขี่ยเส้น-ตอกเอ็น
                                      “รักษาอาการปวดที่เกิดจากเส้น-เอ็น”
                                                                จำรัส  เซ็นนิล   รวบรวม/เรียบเรียง
                  ห่างหายไปจากงานเขียนร่วมปี เนื่องจากภารกิจดูแลบุพการีคุณพ่อในวัย ๙๙ ปี คนส่วนใหญ่ดูแลผู้สูงอายุมักจะให้ท่านอยู่กับที่หาสิ่งดีๆอาหารการกินมาปรนเปรอท่านทั้งคนเลี้ยงคนดูแลก็ต้อง
อยู่ใกล้ชิดกัน สรุปแล้วทั้งคนสูงอายุและผู้ดูแลไม่ได้ไปไหน อยู่ในห้องในบ้านเปรียบเหมือนโดนขังคู่
        ด้วยนิสัยส่วนตัวแล้วผมชอบเดินทาง จึงเปลี่ยนแนวการอยู่คู่เคียงกายกับผู้สูงอายุด้วยการพาท่านนั่งรถเดินทางไปสัมผัสกลิ่นไอของจังหวัดต่างๆแบบค่ำไหนนอนที่นั่น กินไปเที่ยวไป อึไปฮ่าๆๆ  เที่ยวทุกจังหวัด เที่ยวเหนือ-จรดใต้-ออก-ตก ทั้งธรรมชาติภูเขา-ทะเลที่รถยนต์สามารถเข้าถึง พร้อมสุนัขไทยอีก ๒ ตัวชื่อเจ้าแพนด้า สีลายขาวดำเหมือนแพนด้าและเจ้าไทเกอร์สูงยาวเพรียวกระโดดไกลทั้งคู่อายุ ๒ ปี
      ผมพาคุณพ่อนั่งรถตระเวนไปทั่ว หาดนตรี-เพลงที่ท่านชื่นชอบมาเปิดให้ฟังถือเป็นการรักษาแบบดนตรีบำบัด ละท่องเที่ยวก็ถือเป็นทัวร์บำบัดและอาหารบำบัด ฮ่าๆๆ เที่ยวทั้งคนทั้งหมา ๔ ชีวิต เราเดินทางร่วมกันเป็นปี ถึงจังหวัดไหนต้องหารีสอร์ทนอน ลักษณะรีสอร์ทต้องเป็นบ้านที่เป็นหลัง เพราะสามารถนำรถเข้ามาจอดใกล้ที่พักพาสุนัขหลบเข้ามาได้ และสามารถหอบหิ้วอุ้มคุณพ่อเข้าที่พักง่ายสะดวก ช่วงนั้นคุณพ่อยังพอพยุงตัวเดินได้ สบายหน่อย
     ทั้งอาบน้ำ-ล้างขี้-เยี่ยวให้คุณพ่อ คุณเอ๋ย...สุดๆ เหมือนเลี้ยงเด็ก ต้องเตรียมกระติกน้ำร้อนไปด้วยเพื่อชงอาหารเสริมเพิ่มพลังให้คุณพ่อ รีสอร์ทต่างจังหวัดบางแห่งไม่มีกระติกน้ำร้อนให้ ที่พักเจอทั้งดีสุดๆ ดีธรรมดา และทนอยู่ฮ่าๆๆ
  ระยะหลังเดือน มิถุนายน ๒๕๕๘ พ่อผมทรุดหมดเรี่ยวแรงและจากไปเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ห่างกันหลังจากนั้นไม่ถึง ๑๐ วันสุนัข แสนรู้และน่ารักของผมอีก ๒ ตัวก็จากไปอยู่กับคุณพ่ออย่างน่าเศร้า เจ้าแพนด้าลำไส้อักเสบ เจ้าไทเกอร์ถูกสุนัขเจ้าถิ่นสามตัวรุมตะลุมบอนกัดถูกจุดสำคัญจนตาย นี่แหละที่มาของหมาหมู่ฮ่าๆๆ
        ผมกริ่นมานานเพราะจิตใต้สำนึกภาพเก่าๆยังมาหลอนผมอยู่ด้วยความผูกพันและคิคถึง คุณพ่อหลังจากได้ทำหน้าที่ลูกแล้ว ต่อไปคงไดทำหน้าที่เพื่อพี่ๆน้องๆท่านผู้อ่านต่อไป จนกว่าจะหมดลมหายใจจะหมดสิ้น
       อาจเนื่องจากต้องแบก-อุ้มคุณพ่อเวลาอาบน้ำ-ขี้-เยี่ยวและขึ้นบันไดบ่อยๆทำให้ผมมีอาการปวดไหล่ปวดๆหายๆบางครั้งก็ปวดจี๊ดๆเสียดแทงแทบทนไม่ได้  อยู่มาวันหนึ่งผมจะเดินทางไปนมัสการองค์พระธาตุพนมปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธ์ของผู้คนทางแถบภาคอิสาน ระหว่างทางได้จอดรถซื้อของฝากที่เพิงร้านค้าข้างถนนอยู่ที่ตำบลดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จังหวัดนครพนม
      ได้ข้อมูลจากแม่ค้าว่าที่บ้านนาแกมีหมอจับเส้นฝีมือดีคนหนึ่งชื่อทองคาย คนไปรักษาเยอะ ผมไม่รอช้าครับด้วยความดีใจรีบเดินทางไปบ้านนาแกห่างจากถนนใหญ่ไป ๓-๔ กิโล บ้านหมอเป็นบ้านไม้กึ่งปูน ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องสำหรับรักษาผู้มีอาการปวดเส้น ทันทีที่ได้เห็นแทบตกใจนึกว่าเป็นหมอผู้ชาย กลับกลายเป็นหมอผู้หญิงวัย  ๖๑ ปี นั่งกับพื้นข้างๆมีพานหมากพลูสำหรับใส่ค่ายกครูพอเจอหน้าหมอผมก็ทักทายแนะนำตัว
     “ค่ายกครูเท่าไหร่ครับหมอ”
     “ ตามกำลังศรัทธา”   หมอตอบ  ผมมองไปที่พานมีธนบัตร ๑๐๐ บาท หลายใบ ด้วยสัญชาตญาณคงบูชาคนละ ๑๐๐ บาทจึงใส่ไป ๑๐๐บาท หมอบอกหันหลังมา หมอใช้ฝ่ามือลูบไปที่ไหล่ด้านหลังพร้อมบริกรรมคาถาแล้วกดเขี่ยบริเวณที่ผมปวดอย่างแม่นยำเขี่ยสองสามครั้งแล้วจับแขนข้างที่ปวดงอข้อศอกขึ้นเขี่ยที่เส้นเอ็นข้อศอกสองสามครั้งแล้วให้ยืดแขนตรงเหยียดยกขึ้นเหนือศีรษะ
       “เสร็จแล้ว”  หมอบอก ผมแทบตกใจ ทำไมเร็วยังกะสายฟ้าแลบ ทำไม่ถึง  ๓ นาที อุตสาห์ดั้นด้นมา ผมทำท่า ..งง....ยังไม่อยากลุก หมอก็พูดขึ้นว่า
      “หลังจากนี้ไปครูบาอาจารย์จะเฝ้ารักษาต่อ หมอเพียงมาจัดระบบให้ใหม่  เส้นมันจม อีกวันสองวันก็จะดีขึ้น ”

           วันนั้น ผมเดินทางต่อด้วยความ..งง... แต่ถ้าไม่ดีจริง คนคงไม่แห่กันมา  มีหลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วยขณะมารักษา  ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหายมาแล้วเลยพาญาติมา    อย่างคุณเสมือน  สีดำ อยู่บ้านโปร่ง ต.ผังแดง  อ.ธาตุพนม จ.นครพนม มีอาการปวดไหล่เคยฝังเข็มแล้วไม่หาย เมื่อหายแล้วก็พาลูกชายคุณบุญยงมารักษา เนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์ล้มมีอาการปวดไหล่ อีกรายคุณเจริญ  หมุนดี อายุ ๓๙ ปี อาชีพขับรถอ้อย อยู่อำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานี มีอาการปวดเอวเพื่อนบ้านเคยมารักษาที่นี่หายเลยแนะนำมา
        สำหรับประวัติความเป็นมาของหมอ หมอชื่อทองคาย  ทำทอง พื้นเพเป็นคนบ้านนาแก ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ( ๐๘-๙๕๗๓-๙๒๔๖) ในอดีตช่วงอายุ ๑๘ ปี มีอาการปวดขาข้างซ้ายจนแทบเดินไม่ได้ไม่มีเรี่ยวแรง จนกระทั้งมีคนฝั่งลาวข้ามมาค้าขายใกล้บ้าน แนะนำว่าที่ลาวมีหมอที่เก่งเรื่องจับเส้น ชื่ออาจารย์แดง เป็นหมอพื้นบ้านสืบทอดกันมาหลายชั่วคน คนที่ไปหาไม่เคยมีใครที่ไม่หาย
      หลังจากนั้นญาติจึงแบกหามหมอทองคาย ข้ามเรือไปรักษากับอาจารย์แดงที่ฝั่งลาวบ้านมะนาวใหญ่ไปมาหลายครั้งเมื่อหายก็ซื้อผ้าแพรไปผูกข้อต่อแขนให้อาจารย์แดงในช่วงสงกรานต์และขอเป็นลูกศิษย์ร่ำเรียนวิชาเขี่ยเส้น-ตอกเอ็น เพื่อช่วยเหลือคน อาจารย์แดงก็ไม่ขัดข้อง ตำหรับวิชาเขี่ยเส้น-ตอกเอ็นนี้เจ้าวิชาเป็นของชนเผ่าข่าซึ่งอาศัยอยู่บนภูเขาฝั่งลาวเขตเชื่อมต่อกับเวียดนาม  
       วิธีการรักษาต้องไหว้ครูก่อน หลังจากนั้นหมอจะบริกรรมคาถาถ่ายทอดพลังไปที่ฝ่ามือคลำหาจุดที่ปวด เมื่อฝ่ามือไปพบจุดที่มีปัญหาจุดนั้นจะกระตุก เต้นตุ๊บๆ เหมือนมีเลือดพุ่งขึ้นมา ส่งสัญญาณมาที่ฝ่ามือ หมอก็จะเขี่ยเส้นที่บริเวณจุดนั้นเพื่อจัดเส้นเอ็นใหม่ เพราะบางเส้นจะเบียดกันทำให้เส้นเลือดลีบตีบตัน
    หลังจากการจัดเส้นเอ็นแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์ที่จะตามไปรักษาให้หายภายในสองสามวัน ถ้าไม่ดีขึ้นก็ให้กลับมาทำซ้ำใหม่ ถ้ารายไหนอาการหนักหมอก็จะใช้การตอกเส้นเข้ามาช่วย
     ผมตั้งใจว่าภายในวันสองวันหลังการรักษาถ้าไม่ดีขึ้นผมจะไม่เขียนถึง เพราะหลังการรักษาผมขับรถเดินทางต่อยังปวดไหล่จี๊ดๆอยู่เลย ลืมบอกไปว่าก่อนกลับผมเห็นชาวบ้านที่มารักษาซื้อน้ำมันนวดกลับไปทาด้วย ผมก็เลยซื้อมา ๑ ขวด ราคา ๑๐๐ บาท หมอท่านก็ไม่ได้บังคับให้ซื้ออยากซื้อก็ซื้อจะได้หายไวขึ้น หมอคงเชื่อมือไม่ทาก็หายฮ่าๆๆ
       และแล้วเรื่องปาฏิหาริย์ก็เกิด อาการปวดไหล่ของผมดีขึ้นผิดสังเกต ขณะเขียนต้นฉบับไม่ปวดไหล่เลยแปลกดีแท้ ในโลกความเป็นจริงน่าจะมีทั้งหายและไม่หาย ผมได้เล่าให้คนรู้จักที่อำเภอธาตุพนมฟังเขาบอกว่า หมอคนนี้เขาเคยพาลูกมารักษาอาการปวดไหล่แต่ก็ไม่หาย เนื่องจากลูกปวดไหล่อันกิดจากเชื้อมะเร็งปัจจุบันลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว วิเคราะห์ดูถ้าโรคที่เกิดจากโรคเช่นอาการปวดที่เกิดจากมะเร็งไม่หาย ต้องเป็นอาการปวดทุกชนิดที่เกิดจากเส้นเอ็นโดยเฉพาะ
            เร็วๆนี้โปรดคอยติดตามอ่านหนังสือเล่มเดียวคุ้มโรคภัยเล่ม ๕ ผมจะเขียนถึงเรื่องมะเร็งโดยเฉพาะ เนื่องจากคนรอบกาย ญาติ พี่น้อง เพื่อนคนรู้จักและไม่รู้จักอีกมายมายต้องถูกเจ้ามะเร็งมันคุกคามคร่าชีวิตไปคนแล้วคนเล่า เนื่องจากขาดความรู้สู้กับมัน
 “มะเร็งมันเก่งแต่ใจมันเสาะ” ครับ แล้วจะเขียนเล่าให้ฟังสู้กับมันยังไง “กินอาหารให้เป็นยา” หยอดสมุนไพรให้มันกินมันจะได้หายซ่าส์ หนึ่งในนั้นมีสมุนไพรป่าช้าหมอง สมุนไพรธุดงส์ ๙ ดอย
                                  --------------------------------------------------------------------------
  
   
   
  

blog comments powered by Disqus