สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

เมื่อฉันแก่ตัวลง
                                        เมื่อฉันแก่ตัวลง..
                                                      จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                  ผมพาคุณพ่อวัย ๙๘ ปีมาท่องเที่ยวบำบัดที่เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗   โดยออกจากกรุงเทพช่วงเที่ยงพอดี ระหว่างทางพอมาถึง อ.มวกเหล็กประมาณบ่ายแก่ๆเกิดฝนตกหนักน้ำจากเขาใหญ่ไหลเชี่ยวเอ่อล้นข้ามถนน  ทำให้การสัญจรทางรถยนต์ติดขัดบางคันจอดสนิท บางคันก็ค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ตกหนักชนิดแทบมองไม่เห็นถนน หลังฝ่าวิกฤติไปได้เดินทางถึงจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณหกโมงเย็นเข้าพักที่โรงแรมจินตนารีสอร์ทในตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์
                คืนนั้นน้องชายส่งไลน์มาให้ดูเรื่อง “เมื่อฉันแก่ตัวลง” เป็นทั้งภาพและเสียงบรรยาย ผมและพ่อนอนดูด้วยกันบนเตียง นับเป็นเรื่องราวดีๆที่ลูกๆทุกคนควรตระหนักถึงความรักความห่วงใยที่พ่อแม่มีต่อลูก
ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจลุกขึ้นจากเตียงมานั่งปั่นต้นฉบับมอบสิ่งดีๆขยายผลสู่ลูกๆทุกคน
              ซึ่งเรื่องนี้คุณสุทธิชัย  หยุ่น สื่ออาวุโสจากเนชั่นได้เคยเขียนลงในเว็บบล็อกบอกว่าเพื่อนส่งมาให้ช่วงหลังก็ได้นำมาตีพิมพ์ในหนังสือชีวจิต ฉบับที่ ๒๙๔ ปีที่ ๑๓ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ หน้า ๖๘ มี่ทั้งคนที่ได้อ่านและไม่ได้อ่าน  ต่อมาคุณศิริลักษณ์ ได้นำมาเผยแพร่อีกครั้งทางสื่อไอที เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔   บอกว่า               
             “อ่านดูพบว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ (ถึงมากที่สุด) จึงขอนำมาเล่าแบ่งปันให้กับทุกๆคนที่เป็นลูกของพ่อแม่ หรือมีบุคคลที่เคารพรัก อยู่ในช่วงวัยที่แตกต่าง และในบางครั้งโลกของเรากับโลกของท่านกลับกลายเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะเข้าใจ เรื่องราวที่จะนำมาเล่านี้อาจช่วยเป็นตัวจุดไฟแห่งปัญญา ให้มีสติ เปิดใจ และเข้าใจความรู้สึกของท่านที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งต้องการความรัก กำลังใจ และความเข้าใจจากเรา อย่าปล่อยให้ท่านต้องเดินอย่างคนเดียวอย่างอ้างว้างและเจ็บปวดจากความไม่เข้าใจที่ไม่ได้ตั้งใจของเรา มาลองเปิดใจเรียนรู้ความรู้สึกนี้กัน”
             เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม (ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย
             ต่อมามีไอพีการ์ด   จึงได้คุยกันทางโทรศัพท์มากขึ้น ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำซาก เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามาก
            จนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ ๗๕ เขาจึงได้กลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก ๑ เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษแต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง ๒ เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ เอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
            สำหรับคนอายุ ๗๕ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ขณะอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย... แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงไม่อร่อยเหมือนเดิม บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ
            ๒-๓ วันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น เคยพูดแล้วเมื่อกว่าสิบปีก่อนพอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้ว แม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวัน บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็บอกว่า แม่เองยังสามารถทำงานได้
           ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกัน พอผมขัด แม่ก็หยุดพูด ในตามีแววเหม่อลอย โรคซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มาก
             ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกัน แม่เป็นห่วงมาก  ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่นแม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมากผมเริ่มรู้สึกลำบากใจไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ ๒ หน้าก็เก่งแล้ว ทันใดนั้นมีข่าวชิ้นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า " นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อย " แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที ผมหยิบข่าวชิ้นนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า
"เมื่อฉันแก่ตัวลง" ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายนผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที ...
           เมื่อฉันแก่ตัวลง ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด เมื่อฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง เมื่อฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนยังเล็ก ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง เมื่อฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ ขอให้อดทนสักนิดอย่าเพิ่งขัด ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับ
          หากฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆฉันต้องทั้งออดทั้งปลอบเพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม เมื่อฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม "ทำไม ทำไม" ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
          เมื่อฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่ ให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน ฉันก็พอใจแล้ว เมื่อเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ ขอให้เข้าใจฉัน   ให้กำลังใจฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันให้กำลังใจเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทาง ให้ความรักและอดทนต่อฉัน ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ ในรอยยิ้มของฉันมีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉันที่มีให้กับเธอ
           ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบ เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้น แม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้ว จึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ขณะจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป ๑ ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้ รู้สึกแม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม และเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่ง
            แม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่ หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไร แต่บทความ "เมื่อฉันแก่ตัวลง" บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวผมตลอดไป
              ขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกพเนจรทั้งหลาย วันสำคัญ ไปเยี่ยมท่านบ้าง โทร.หาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ... (ผมไม่ต้องเพิ่มเสริมความเห็นอะไรมากไปกว่านี้...ขอบคุณผู้ไม่บอกกล่าวชื่อเสียงเรียงนามที่ส่งเรื่องนี้มาให้...)
                                 -----------------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
 
 
  

blog comments powered by Disqus