สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

อานิสงส์การสวดมนต์
                        อานิสงส์การสวดมนต์
                                                    จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
       ยังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่านว่ามีคุณวิเศษอย่างไร
        พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือจะทำให้ท่านเป็นผลจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
          มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์มี ๕ โอกาสด้วยกันคือ เมื่อฟังธรรม เมื่อแสดงธรรม เมื่อสาธยายธรรมนั่นคือการสวดมนต์ เมื่อตรึกตรองธรรมหรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ
         การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น ๒ ช่วงเวลาคือช่วงเช้ากับช่วงเย็นเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน
        การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง ๓ นั่นคือ กาย วาจาและใจ กายทำให้มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม ส่วนใจก็มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัยและวาจาเป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐในพระคุณทั้งสาม พร้อมเป็นการขอขมาในการผิดพลาด หากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศลและมงคลสูงสุด
        สำหรับการสวดมนต์ควรสวดให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตนและประโยชน์แก่จิตอื่น ทั้งหมดนี้เป็นคำสอนของสมเด็จโต พรหมรังษี คัดลอกจากหนังสือ “อมตะธรรม”   สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้เทศนาถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์จากประสบการณ์ของท่านเอง ที่บ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยเป็นจำนวนมาก ต่างสดับรับฟังอย่างสนใจ

 

  “ ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา ๑๕ ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทย์มนต์คาถาและเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น
       อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ      ธัมมัง  สะระณัง  คัจฉามิ     สังฆัง  สะระณัง  คัจฉามิ ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  พระธรรมเป็นที่พึ่ง   พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
       อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่มี่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะทำได้เมื่อมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น
         อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณอันวิเศษของการสวดมนต์ เพราะมีชาวบ้านคนหนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม  เล่าเรียนจนจบมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทมนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า เขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้นจะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่
          นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง ๗  วันเต็มๆไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนูหรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ปล่อยมาก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา
           อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใดๆทั้งสิ้น นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้ อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่าอาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริงๆทำให้นายผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทย์มนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้
     อาตมาได้บอกกล่าวกับเขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า         พุทธัง สะระณัง  คัจฉามิ
ธัมมัง  สะระณัง  คัจฉามิ  สังฆัง  สะระณัง  คัจฉามิ  จนจิจมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึงกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนปกติ
    นายผลเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยุดการสวดมนต์สัก  ๑  คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนต์ของท่านเช่นนี้จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทย์มนต์คาถาในภูติผีปีศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าจะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาดเพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
      อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่าคืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฏิบัติเป็นปกติ  เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อปรากฏว่าได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก ดังขึ้นมา จึงได้จุดเทียนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึงกล่าวคำสวดมนต์  พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ    ธัมมัง สะระณัง  คัจฉามิ   สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกัก และตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ
    ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักพำนักอยู่ อาตมาบอกว่าอาตมาได้ตื่นมาและตกใจจึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้นก็อันตรธานหายไป นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้นแล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทย์มนต์คาถาและคุณไสยใดๆของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ก็เพราะอำนาจแห่งการสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆได้
    ที่อาตมา (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายฟังกันเพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพ ได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสยที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน”
    สำหรับคนที่ไม่ชอบสวดมนต์หรือไม่มีเวลาสวดมนต์ ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว คงต้องเสียสละเวลา หาโอกาสสวดมนต์สักนิด ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางดีอย่างแน่นอน สำหรับผมแม้ขณะกำลังเขียนต้นฉบับมึนๆหัวก็ได้ลองสวดมนต์ให้เหล่าพรหมเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้สมองปลอดโปร่ง มีพลังในการจารึกสิ่งดีๆที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต  พรหมรังสีได้เทศน์ไว้ ขยายผลให้คนรุ่นหลังลูกหลานได้อ่านกันกัน “  พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ    ธัมมัง สะระณัง  คัจฉามิ   สังฆัง  สะระณัง คัจฉามิ”  เพี้ยง....เหลือเชื่อ ฉลุยไปเลยครับ ฮ่าๆๆๆ
                                     ---------------------------------------------------------------------
 
      

blog comments powered by Disqus