สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

โรคกระดูกพรุน
                                   โรคกระดูกพรุน
                     
  “ภัยเงียบป้องกันได้ด้วยมะเขือเทศ”
                                                                           จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
           โรคกระดูกพรุน คือภาวะที่ความหนาแน่นของกระดูกลดลง และโครงสร้างของกระดูกเสื่อมลง จึงทำให้กระดูกเปราะบาง และมีโอกาสหักหรือยุบตัวได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง ข้อมือ สะโพก กระดูกเชิงกราน และต้นแขน พบบ่อยในผู้สูงอายุหรือหญิงวัยหมดประจำเดือน
           จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่้เป็นปัญหาด้านสุขภาพอันดับที่ ๒ รองจากโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด ข้อมูลทั่วโลกระบุว่า ประชากร ๑ ใน ๓ ของผู้หญิง และ ๑ ใน ๘ ของผู้ชาย ที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน(Osteoporotic fracture) โดยเฉพาะ สว.ผู้สูงวัย เชื่อว่าทุกครอบครัวจะต้องมี สว.ไม่ช้าก็เร็ว ฮ่าๆๆ
  ภาพจาก ..Sriphat medical center
            มีการวิจัยพบว่า การรับประทานมะเขือเทศสามารถเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงขึ้น และยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน นอกจากนั้นยังมีไลโคพีน และสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย
         แท้จริงแล้วมะเขือเทศเป็นผลไม้ที่อยู่คู่ครัวคนไทยเรามาช้านานแล้ว มะเขือเทศจะแฝงอยู่ในต้มยำ อยู่ในส้มตำ อยู่ในแกงอ่อม สลัดผัก คั้นเป็นน้ำมะเขือเทศ และทำซอสมะเขือเทศ เป็นต้น ทำให้รสชาติของอาหารอร่อยยิ่งขึ้น
         มะเขือเทศเป็นผลไม้ต้นกำเนิดจากแถบอเมริกาใต้ แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยเมื่อไหร่ไม่ปรากฏ อยู่คู่คนไทยมานานจนเป็นผลไม้ของไทยไปแล้ว ฮ่าๆๆ  มะเขือเทศ มี วิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน A, C, B1 รสเปรี้ยวของมะเขือเทศเกิดจากการที่มีกรดซิตริค นอกจากนี้ยังมีเกลือแร่หลายชนิด    วิตามิน B1 เป็นสารอาหารที่สำคัญในการพัฒนาการของสมอง ซึ่งวิตามิน นี้มีในมะเขือเทศปริมาณมาก ดังนั้นการที่ให้เด็ก ๆ รับประทานมะเขือเทศให้มากจะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ลดอาการอ่อนล้าของสมอง วิตามิน C ที่มีในมะเขือเทศเชื่อว่า มีสรรพคุณในการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยในการห้ามเลือด

      
       ปัจจุบันมีการทดลองพบว่า มะเขือเทศ มีฤทธิ์ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และมีสารช่วยย่อยอาหารอีกด้วย การรับประทานมะเขือเทศวันละ ๑-๒ ผล (ผลละประมาณ ๕๐ กรัม) พบว่าทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง
             ในทางแพทย์แผนโบราณจีนถือว่า มะเขือเทศมีรสหวาน เปรี้ยว เย็นเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดับกระหาย แก้แผลร้อนในช่องปาก เป็นยาดับร้อนถอนพิษ ทำให้เลือดเย็น ลดความดันเลือด เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นอาหารของผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดัน และโรคตับอักเสบ



           มะเขือเทศมีหลายสายพันธุ์นับไม่ถ้วน แต่พอจำแนกได้เป็นประเภทได้ดังนี้ คือประเภทรับประทานสด ประกอบอาหาร ได้แก่มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศผลใหญ่ประกอบอาหาร มะเขือเทศผลเล็กรับประทานสดแทนผลไม้ได้แก่ มะเขือเทศเชอร์รี่ มะเขือเทศฮันนี่ มะเขือเทศราชินี และมะเขือเทศส่งโรงงานหรือมะเขือเทศอุตสาหกรรม
         ผมเคยไปงานแสดงเกษตรของเจียไต๋ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้เห็นการปลูกมะเขือเทศหลายสายพันธุ์ดูแล้วทึ่งจริงๆ ได้เมล็ดพันธุ์มาปลูก ทำให้ได้รู้พฤติกรรมการเจริญเติบโตของมะเขือเทศอย่างถ่องแท้ มีทั้งรอดและตาย ฮ่าๆๆ ซึ่งแต่ละต้นให้ผลผลิตดกมากต้องใช้ไม้ค้ำ  ทั้งกินทั้งแจกก็ไม่หมด ข้อสำคัญปลูกเองปลอดสารพิษ  
       สำหรับการทำน้ำมะเขือเทศ ที่นิยมทำกินกันทั่วไปคือ ใช้มะเขือเทศ ๒ ผลใหญ่ ประมาณ ๕๐  กรัม น้ำเชื่อม ๑  ช้อนโต๊ะ ประมาณ  ๑๕  กรัม  น้ำเปล่าสะอาด    ๒๐๐ กรัม ประมาณ ๑๔  ช้อนโต๊ะ และ
 เกลือป่น    ๒  กรัม  ประมาณ  ๒/๕  ช้อนชา  นำมะเขือเทศล้างให้สะอาด หั่นให้ชิ้นพอประมาณ ใส่ในเครื่องปั่น พร้อมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำสุก ปั่นให้ละเอียด ชิมรสตามชอบ บางคนก็เอาไปตุ๋นเติมเกลือนิดหน่อยแค่นี้เอง ง่ายนิดเดียว  
      เรื่องของมะเขือเทศมีความเชื่อที่ว่าของสดดีกว่าของที่ปรุงแล้ว ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป   ในกรณีของมะเขือเทศเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ความร้อนและกระบวนการต่างๆในการผลิตผลิตภัณฑ์มะเขือเทศยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยนรูปแบบ (จากไลโคปีนชนิด “ออลทรานส์”(all-trans-isomers)เป็นชนิด “ซิส”   (cis -isomers)) คือ เป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้น
        มะเขือเทศมีประโยชน์กับแทบจะทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน และ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา  มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก  มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้  ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้ และที่แน่ๆ เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่างๆ เป็นต้น
              นอกจากนั้นยังช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง ๔๕ % และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์  ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน  ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ  ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ  ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ   ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด  ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก  ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา  ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้   ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง ๔๕ % หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ  ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง
           ถ้า หมักผมด้วยน้ำมะเขือเทศ จะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีนและสุดท้ายน้ำมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก นับว่ามะเขือเทศมีประโยชน์สารพัดจริงๆ


         สำหรับสูตรสุดท้ายในการรักษาโรคกระดูกพรุน จากเพื่อนเหยี่ยวข่าวสาวส่งมาให้ เธอบอกว่าให้กินนมเป็นยา แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นนมชนิดไหน นมสด นมเปรี้ยวหรือนมสดจากเต้า ฮ่าๆๆ และกินปลาเป็นหลัก กินผักเกินครึ่ง ไข่แดงฟองหนึ่ง น้ำมะเขือเทศสักแก้ว อย่าพึ่งกาแฟ อย่าแก่ของเค็ม อย่าเข้มของหวาน อย่าทานของทอด อย่ากอดแต่เหล้า อย่าเฝ้าสูดควัน  ให้สุริยันต์วันทา ออกกำลังกาย  ยืดเส้นสายเป็นนิจ
ซิทอัพประจำ ดรัมเบลช่วยได้ ถ้าปฏิบัติได้ครบรับรองปลอดโรค และที่สำคัญตื่นเช้าขึ้นมากินน้ำสะอาด ๖๐๐ ซีซี ระบบขับถ่ายจะดีขึ้น สุขภาพแข็งแรง ฟิตเปรี๊ยะทั้งวัน ( ทั้งคืน) ฮ่าๆๆ
                                                       ------------------------------------- 

blog comments powered by Disqus