สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

สารพิษตกค้างในพืชผักผลไม้
                               สารพิษตกค้างในพืชผักผลไม้
                                                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
                 เมื่อวันที่  ๑๘ ส.ค. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ได้ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ และเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มูลนิธิชีววิถี ร่วมแถลงข่าวในหัวข้อ "เปิดผลทดสอบคุณภาพผัก-ผลไม้ประจำปี  ๒๕๕๗ ตรามาตรฐานสินค้าเกษตรน่าเชื่อถือแค่ไหน” โดยนายพชร แก้วกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากการสุ่มเก็บตัวอย่างผัก-ผลไม้ เพื่อหาสารเคมีตกค้าง ปี  ๒๕๕๗ โดยสุ่มตรวจในเดือน มี.ค. และ พ.ค. เก็บตัวอย่างผักและผลไม้จาก ๕ จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น และยโสธร รวม  ๑๑๘  ตัวอย่าง ผลการวิเคราะห์สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า ผักผลไม้เกินครึ่งหนึ่งที่จำหน่ายอยู่ทั่วไป หรือคิดเป็น  ๕๕.๙ % มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ โดยพบการตกค้างที่เกินมาตรฐาน MRL หรือปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่กำหนดในสินค้าเกษตรของไทยมากถึง  ๔๖.๖%
                หากจำแนกตามประเภทแหล่งจำหน่ายพบว่า ผักผลไม้ที่พบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากสุด คือ ผักผลไม้ที่ได้ตรารับรองมาตรฐาน Q ที่พบการตกค้างมากถึง  ๘๗.๕ % และเกินมาตรฐาน MRL  ๖๒.๕% รองลงมาคือผักผลไม้ที่จำหน่ายในห้างค้าปลีก ส่วนแหล่งที่พบผักผลไม้เกินมาตรฐานMRL น้อยที่สุด กลับเป็นตลาดทั่วไป โดย
ผลผลิตที่มีสารเคมีตกค้างมากที่สุด ได้แก่ ส้มสายน้ำผึ้ง ที่พบการตกค้างถึง  ๑๐๐ % รองลงมา ฝรั่ง  ๖๙.๒ % ส่วนที่พบสารตกค้างน้อยสุดคือแตงโม  ๑๕.๔ % และพริกแดง ที่พบเพียง  ๘.๓  % โดยสารเคมีที่พบตกค้างในผักผลไม้ทุกชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส และไซเปอร์เมทริน รวมทั้งสารคาร์เบนดาซิมที่พบตกค้างในส้ม แอปเปิ้ล และสตรอว์เบอร์รี่ สูงกว่าค่า MRL หลายเท่าตัว จึงถือว่าน่ากังวลและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะคาร์เบนดาซิมเป็นสารดูดซึมตกค้างเข้าไปในเนื้อเยื้อผลไม้ และไม่สามารถล้างออกได้ แต่ถ้าเป็นสารพิษชนิดอื่นที่ไม่ใช่สารดูดซึม หากนำผลไม้ล้างด้วยน้ำ สารพิษจะลดลงได้  ๔๐-๘๐%
             ถ้าจะให้ดี ปลูกผักผลไม้กินเองดีกว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก นอกจากดีต่อสุขภาพแล้วยังลดรายจ่ายด้วย แต่ถ้าทำไม่ได้ ก่อนเอาพืชผักผลไม้มาปรุงต้องล้างให้สะอาด
            มีข้อมูลจากฝ่ายตรวจวิเคราะห์สารเคมีและบริการเครื่องมือ กองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตรว่า การลอกหรือปอกเปลือกพืชผักผลไม้ แล้วแช่น้ำสะอาดนาน ๕-๑๐ นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งจะสามารถลดลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๒๗-๗๒  หรือการแช่น้ำปูนใส นาน ๑๐ นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง จะลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๓๔-๕๒
            การใช้ความร้อน ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๔๘-๕๐ แช่น้ำด่างทับทิม นาน ๑๐ นาที (ด่างทับทิม ๒๐-๓๐ เกล็ด) ผสมน้ำ ๔ ลิตร) ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๓๕-๔๓ หรือล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก นาน ๒  นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๒๕-๓๙
           แช่น้ำซาวข้าว นาน ๑๐ นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๒๙-๓๘  แช่น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น (น้ำส้มสายชูหรือเกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ ๔  ลิตร) และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๒๙-๓๘
           แช่น้ำยาล้างผัก นาน ๑๐ นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ ๒๒-๓๖         
          จะเห็นว่าอันตรายที่ซ่อนมากับความหอมหวานของผักผลไม้คือสารตกค้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่เกษตรกรนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต โดยบางส่วนของสารพิษเหล่านี้ จะแทรกเข้าไปในเนื้อผลไม้ แต่ส่วนใหญ่จะเคลือบอยู่ตามผิวของผักและผลไม้ บางคนชอบดื่มน้ำส้มคั้นตามท้องตลาดที่ล้างผลไม้ไม่สะอาด เวลาที่เขาหีบน้ำผลไม้จะหีบทั้งเปลือก ซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถมองเห็นสารพิษได้ได้  เมื่อดื่มเข้าไป  จึงเป็นการสะสมสารพิษโดยไม่รู้ตัว
         มีคำแนะนำว่า ควรเลือกซื้อผักผลไม้ที่มีร่องรอยที่ถูกหนอนเจาะบ้าง อย่าซื้อชนิดที่สวยใสไร้ที่
ติ เพราะนั่นแสดงว่าผักผลไม้ที่คุณซื้อมานั้นถูกประเคนด้วยปุ๋ยและยาฆ่าแมลงอย่างมหาศาล ฮ่าๆๆ
                                        --------------------------------------------------
 
  

blog comments powered by Disqus