สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ศาสตร์การขับพิษ
                  ศาสตร์การขับพิษโบราณ “หมอพื้นบ้าน”            
                                                              จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง 
                  เป็นที่ทราบกันว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในร่างกายเราออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมไหลดี ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน ความดัน สารพัดโรครวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
               การล้างสารพิษหรือการขับพิษ คือการนำเอาสารพิษออกจากร่างกายของเราให้เร็วที่สุดโดยวิธีการต่างๆ  เพื่อไม่ให้ตกค้างอยู่ในร่างกาย จนกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดและระบบย่อยดีขึ้น สารพิษที่สะสมในร่างกายจำนวนที่เกิดจากการกินอาหาร ยา และมลพิษจากสภาพแวดล้อมรอบๆตัว อีกทั้งการรวมตัวของไขมันและคลอเลสเตอรอล ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ เช่น โลหะหนัก ไขมันต่างๆ เกาะรวมตัวกันที่หลอดเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ รวมถึงสาเหตุอื่นๆอีกเช่น เกิดปฎิกิริยาต่อระบบการหายใจ กระบวนการย่อยอาหาร การทำงานของตับ ไตซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายทำงานหนัก
                ในกรณีที่ร่างกายได้รับสารพิษ พิษบางอย่างออกอาการให้เห็นอย่างทันที แต่บางอย่างสะสมอยู่ในร่างกายทีละน้อย เมื่อมีมากพอจึงแสดงอาการผิดปกติและความเจ็บปวด เช่นอาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ร่างกายอ้วน เกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง เพศสัมพันธ์เสื่อม ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆตลอดเวลา  เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนเป็นรูมาตอยด์ (โรคภูมิต้านทานทำร้ายตัวเอง)
                 เมื่อเรารู้ว่าในร่างกายของเราเต็มไปด้วยพิษ ก็ต้องพยายามหาวิธีกำจัดสารพิษเหล่านั้นให้ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป
               ในอดีตหมอพื้นบ้านจะใช้ศาสตร์ในการขับพิษด้วยการใช้สมุนไพรมาเนินนานแล้ว โดยให้หญิงอยู่ไฟหลังคลอด ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้สุขภาพร่างกายที่เสื่อมหรือสมรรถภาพบกพร่องไปจากการตั้งครรภ์และคลอดบุตร กลับคืนความแข็งแรงเหมือนเดิม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการแทรกซ้อนหลังคลอด เช่น การติดเชื้อหลังคลอดและการตกเลือด รวมทั้งช่วยปรับและฟื้นฟูระบบหมุนเวียนเลือด ปรับธาตุต่างๆ ในร่างกาย แก้ปวดเมื่อย ฟกช้ำ  อัมพฤกษ์ อัมพาต วิงเวียน ปวดหัว เครียด ภูมิแพ้ หวัด ลมพิษ และเพื่อบำรุงสุขภาพ ที่มาของไออบสมุนไพรมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน แล้วแต่ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น

 
            ในบางพื้นที่จะมีการต้มสมุนไพรในหม้อดินเปิดฝาหม้อใส่ไว้ในสุ่มไก่ให้ผู้ป่วยนั่งภายในสุ่มไก่ เอาผ้าคลุมสุ่มไก่ โผล่แต่หัวออกมา การอบไอน้ำแบบนี้จะช่วยให้รูขุมขนได้ขับของเสียออกทางเหงื่อและทำความสะอาดผิวให้เปล่งปลั่งขึ้น ต่อมาได้มีการประยุคใช้กระโจมหรือกลดแทนสุ่มไก่ ส่วนหม้อต้มยาสมุนไพรก็ใช้หม้อต้มไฟฟ้าเพื่อป้องกันสารพิษจากควันถ่านไฟ
           การอบสมุนไพรเป็นการใช้ไอน้ำ และความร้อนพาตัวยาและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไปสัมผัสผิวหนัง โดยทำให้รูขุมขนขยายตัว ตัวยาจากสมุนไพรจะแทรกซึมผ่านผิวหนัง และเยื่อบุเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งผ่านเข้าทางลมหายใจที่สูดเข้าไปด้วย ทำให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้ทั่วตัวในเวลาอันรวดเร็ว   โดยเฉพาะกลิ่นหอมบำบัด (อโรมาเธอราปีส์ Aromatherapy)ทำให้สดชื่นผ่อนคลาย ทำให้ทุกระบบของร่างกายเกิดการฟื้นฟูขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
            ระบบหัวใจและหลอดเลือด ประมาณการได้ว่าหากอบไอน้ำ ๑๕-๒๐  นาที เทียบเท่ากับการเดินเร็ว ๑-๒ ชั่วโมง ดังนั้นคนที่เป็นโรคหัวใจจึงไม่ควรอบเพราะทำให้หัวใจต้องทำงานหนัก
           ระบบกำจัดของเสีย ผิวหนังเปรียบเสมือนไตอันที่สามในร่างกาย ทำหน้าที่กำจัดของเสียร้อยละ ๓๐ ของของเสียทั้งหมดที่ร่างกายขับออกมา การอบไอน้ำทำให้เลือดไหลเวียนมาผิวหนังได้ดีขึ้น ขับเหงื่ออกมามากขึ้นเป็นการกำจัดพิษ และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีวิธีหนึ่งโดยเฉพาะผู้หญิงหลังคลอด ดังนั้นหลังจากอบสมุนไพรจึงรู้สึกเบาสบายตัว
          ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ การอบสมุนไพรทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทั้งยังมีตัวยาที่ช่วยลดการอักเสบ แก้ปวด จึงช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดการปวดเมื่อย ลดอาการปวดข้อปวดเข่า
        ระบบประสาท ยาอบสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ใช้พืชที่มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งถือว่าเป็นการบำบัดด้วยกลิ่นหรือ อโรมาเธอราปีส์ (Aromatherapy) อีกแบบหนึ่ง จึงช่วยให้จิตใจและกล้ามเนื้อผ่อนคลายหายเครียด และนอนหลับได้ง่ายขึ้น
        ระบบภูมิคุ้มกัน การอบสมุนไพรทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นจากการที่ระบบน้ำเหลืองมีการไหลเวียนมากขึ้น และการผิวหนังมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นเช่นเดียวกับการตอบสนองต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมของร่างกายด้วยการมีไข้ ดังนั้นการอบสมุนไพรจึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นหวัด ภูมิแพ้ เป็นต้น
         ต่อระบบผิวพรรณ การอบสมุนไพรทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังมากขึ้นทำให้ผิวพรรณสดใส ซึ่งในอดีตหญิงสาวจะอบตัวเป็นประจำเพื่อทำให้ผิวพรรณผ่องใส
         ตำรับสมุนไพรที่นิยมนำมาอบจะต้องมีกลิ่นหอม สมุนไพรรสเปรี้ยว สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ได้แก่ สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมพวกพืชตระกูลส้ม เช่น ส่องฟ้า มะกรูด ส้มโอ สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบหนาด ใบเปล้า รองลงไปคือ ตะไคร้ ไพล มะกรูด และสมุนไพรที่ใช้เพื่อรักษาอาการต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ดอกปีบ เป็นต้น อาจเติมการบูรในปริมาณเล็กน้อยด้วยก็ได้ หรือหากหาอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ให้คิดถึงเครื่องต้มยำ คือ ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด ผลมะกรูดผ่าซีก ใบกะเพรา ก็ใช้อบได้เช่นเดียวกัน

       
  
สำหรับการอบสมุนไพรเพื่อขับสารพิษออกจากร่างกาย บ้านส่งเสริมปลูกสมุนไพรไทยซึ่งมีเครือข่ายทั่วประเทศได้รื้อฟื้นอนุรักษ์ให้ทุกคนได้สืบทอด โดยจัดทำกลดอบสมุนไพรแบบพกพา และรวบรวมตัวยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการขับพิษทางผิวหนังและขับพิษภายในพร้อมน้ำมันนวดตัวคลายเส้นตำรับโบราณออกเผยแพร่เพื่อเป้นกองทุนในการส่งเสริมปลูกสมุนไพร
     คุณบัวคำ จากบ้านส่งเสริมปลูกสมุนไพรไทย บึงกาฬเล่าให้ผมฟังว่า การอบสมุนไพรด้วยกลดแบบพกพา สามารถนำไปทำเองได้ง่าย เพียงเลือกสถานที่ภายในบ้านแขวนกลด เก้าอี้สำหรับนั่งมีช่องให้ไอน้ำผ่านได้ และหม้อต้มไฟฟ้า

 

     “   ขั้นตอนวิธีการอบไม่ยุ่งยาก เริ่มเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขน แล้วนั่งในกลดซึ่งมีซิปรูดขึ้นลงได้จากภายใน กับหม้อต้มยาสมุนไพรที่เดือดแล้ว ในรายที่ไม่เคยอบมาก่อน ให้อบครั้งละ ๑๕ นาที แบ่งอบ ๓ รอบ ผู้ที่อบอยู่เป็นประจำ ให้อบครั้งละ ๒๐ นาที จำนวน ๒ รอบ ในระหว่างพักให้ดื่มน้ำสมุนไพรล้างกรดยูริคหินปูนเกาะกระดูก อาจผสมเกลือลงในน้ำเล็กน้อย เพื่อป้องกันการเสียเกลือแร่จากการเสียเหงื่อในช่วงที่เข้าอบ
        สำหรับตำรับยาที่ใช้อบได้มาจากหมอพื้นบ้านโบราณ ตำรับยาแฮงขับพิษ มีตัวยาสมุนไพรไม่ต่ำกว่า ๑๙ ชนิด  เช่นสมุนไพรไพล ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ว่านนางคำ ใบเปล้าใหญ่ ตะไคร้บ้าน ใบส้มป่อย ใบเตย ใบมะกรูด ผิวมะกรูด เถาเอ็นอ่อน ว่านน้ำ  กำลังเสือโคร่ง เถาโคคลาน เหงือกปลาหมอ หนุมานประสารกาย กระชาย ฝางเสน การบูร และใมบหนาด



           หลังการอบให้ดื่มสมุนไพร ๙ เซียนขับพิษภายใน ซึ่งมีสมุนไพรขับพิษถึง ๙ ชนิด สรรพคุณเด่นเรื่องมะเร็ง ความดัน เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด กระเพาะเป็นแผล ท่อปัสสาวะอักเสบ อัมพาต กระดูกแตก ขาบวม เวียนหัว นิ้วล็อค โรคไตตัวเหลือง”
         คุณบัวคำยังเล่าให้ฟังอีกว่า สมุนไพรที่ใช้ส่วนใหญ่จะหาได้ในท้องถิ่นแล้วส่งเสริมชาวบ้านในเครือข่ายได้ปลูกเองเพื่อป้องกันสารพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่นสมุนไพรป่าช้าหมอง ซึงมีสรรพคุณดีมากเมื่อได้กินสมุนไพรนี้แล้วร่างกายจะแข็งแรงไม่เจ็บป่วย แม้แต่ป่าช้ายังหมองไม่มีคนตายป่าช้าเลยหงอยเหงาว่าอย่างนั้น ฮ่าๆๆ
       ส่วนสมุนไพรข่อยดำสรรพคุณจะเด่นเรื่องโรคไต สมุนไพรทองพันชั่งชื่อก็บอกแล้วว่ามีคุณค่ามหาศาลแล้วก็ยังมีสมุนไพรกรีนภารตะ สมุนไพรเขยตายแม่ยายชักปรก สมุนไพรเฉียงพร้ามอญซึ่งมีสรรพคุณเด่นด้านมะเร็งเต้านม ชุดนี้ถือเป็นชุดใหญ่รวมขุนพลที่มีสรรพคุณล้างพิษขับพิษที่เคยสร้างชื่อเสียงอยู่ในตำรับยาหมอพื้นบ้านแทบทั้งสิ้น
             นอกจากตัวยาขับพิษภายในแล้ว การใช้น้ำมันนวดคลายเส้นและการประเทืองผิวก็มีความสำคัญ คุณบัวคำบอกว่าได้สูตรลับตำรับพญาเอ็นยืดจากคุณทวด ซึ่งคุณพ่อนำมาสานต่อ ต้นตำรับน่าจะมาจากแถบลาว-กัมพูชา ในตำราใช้สมุนไพรหลัก ๕ ตัวมาเคี่ยวจนได้ที่แล้วนำมาทานวด ได้ทั้งการคลายเส้นและบำรุงผิวพรรณพร้อมกลิ่นบำบัดทำให้สดชื่น
         เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๗ ผมได้พาคุณพ่อวัย ๙๘ ปีไปทัวร์บำบัดแถบภาคอิสานถือโอกาสเยี่ยมเครือข่ายบ้านส่งเสริมปลุกสมุนไพรไทยไปในตัว และได้ทดลองอบสมุนไพรขับพิษตามคำเชื้อเชิญ
พ่อผมเกิดติดใจ เลยสั่งมาทำต่อที่บ้านอีก ๑ ชุด ราคาไม่แพง ถือเป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชน วันนั้นมีผู้สนใจมารับบริการจนต้องรอคิว ทั้งสาวๆ สาวน้อยสาวใหญ่ หนึ่งในนั้นมีคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในกลิ่นไอของสมุนไพรคือคุณกาญจนา (น้องเบียร์) ตันกันยา รวมอยู่ด้วย คุณกาญจนา เป็นคนชุมพร ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เธอเล่าให้ผมฟังว่า
      “หนูมาเยี่ยมเพื่อน พอเห็นคนเยอะๆก็ยังสงสัยว่ามีอะไร พอเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นสมุนไพรหอมมาก หอมบริสุทธิ์ จนอยากยืนสูดกลิ่นอยู่ใกล้ๆ เห็นพี่ๆป้าๆเขาอบสมุนไพรในกลด ยืนดูก็เกิดความศรัทธา เห็นเขาอบมาก็เยอะ ส่วนใหญ่เป็นตู้ไม้สำหรับอบและตู้พลาสติก ราคาแพงมาก แต่พอเห็นกรรมวิธีง่ายๆแบบโบราณบอกได้เลยว่าชอบมาก ติดตั้งกลดก็ง่าย ตัวยาไม่แพงเป็นการส่งเสริมชาวบ้าน เราอบก็ไม่มีผลข้างเคียง เวลาอบสดชื่นมีความสุขมากๆ หนูสูดหายใจลึกๆเอาสมุนไพรเข้าเต็มปอดเลย นี่พี่ดูเม็ดเหงื่อหนูซิออกมาเป็นเม็ดๆ เต็มไปหมดเลย”

      ผมตกใจไม่กล้าดูนานเพราะผิวเธอขาวจั๊วมาก ฮ่าๆๆ น้องเบียร์เล่าไปด้วยเช็ดเหงื่อจากการอบขับพิษไปด้วย หน้าตายิ้มแย้มมีความสุข เธอบอกว่าหลังอบออกมารู้สึกโล่งมากตัวเบา อยากอบอีก และจะไปบอกเพื่อนๆให้ใช้ชุดอบแบบพกพา นำไปอบที่บ้าน
    ผมถามว่าคิดอย่างไรกับการอบสมุนไพรแบบโบราณ น้องเบียร์บอกว่าใจจริงแล้วอยากเปิดเป็นศูนย์อบสมุนไพรให้ทุกคนได้ใช้บริการมากๆเพราะดีจริงๆใครได้ลองหนูว่าติดใจแน่ๆ
  หลายท่านคงสนใจอยากลองสัมผัสกับการอบและดื่มสมุนไพรขับพิษสูตรโบราณจากเครือข่ายบ้านส่งเสริมปลูกสมุนไพรสามารถติดต่อได้ที่คุณบัวคำ  ๐๙-๓๕๒๕-๒๗๒๗ ไม่ผิดหวังครับ  ทุกวันนี้เรากินอาหารที่มีสารพิษสะสมมาตลอด  สารพิษบางอย่างรุนแรงแสดงอาการทันที บางชนิดสะสมจำนวนมากแล้วค่อยแสดงอาการ กว่าเราจะรู้ก็อาจจะสายเกินไป รีบสำรวจร่างกายขับสารพิษออกก่อนจะสายเกินแก้นะครับ
                                        --------------------------------------------------------------
 
 
       
 
 
  

blog comments powered by Disqus