สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

กรดไหลย้อน
                                                            กรดไหลย้อน
                                    “บำบัดด้วยว่านกาบหอยแครง”
                                                                           จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
     คนที่ไม่เคยเป็นกรดไหลย้อนอาจจะสงสัยว่าอาการมันเป็นอย่างไร ถ้าบอกว่าท่านเคยมีอาการเรอไหมจุกและแน่นหน้าอกหายใจลำบาก นั่นแหละครับเป็นเพราะหูรูดที่หลอดอาหารทำหน้าที่ไม่ดี ถ้าเราทานอาหารเยอะเกินไป กระเพาะอาหารจะไม่สามารถบีบตัวได้ เมื่อกระเพาะบีบตัวไม่ได้ก็จะไล่อาหารไปที่ลำไส้ไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดแก๊ส  พอเป็นแก๊ส ก็จะเกิดอาการเรอ พอเรอกรดก็จะขึ้นมา นี่แหละครับเขาเรียกกรดไหลย้อน
 ภาพจากวิกิพิเดีย
       โรคกรดไหลย้อนกลับ  สิ่งที่ไหลย้อน คือ กรดที่อยู่ในกระเพาะ หรือบางครั้งถ้ามีอาการมาก ก็จะเกิดน้ำย่อยที่ลำไส้ขึ้นมาด้วย  เพราะฉะนั้น คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน จะรู้สึกเหม็นเปรี้ยวในเวลาเรอออกมา  บางครั้งจะรู้สึกขมปากร่วมด้วย   โดยปกติที่ลำไส้ของเราในส่วนต้น จะมีการป้องกันไม่ให้เยื่อเมือกบริเวณนั้นถูกกรดกัด ก็จะหลั่งเมือกออกมาป้องกัน  แต่ที่หลอดอาหารมันไม่มีเยื่อเมือก หรือถ้ามีก็จะน้อยมาก ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดอาการกรดไหลย้อนบ่อย ๆ โดนกรดกัดบ่อย ๆ จะทำให้เกิดแผล และมีเชื้อโรคเข้าไปได้  ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผลในบริเวณนั้น 
     ส่วนอาการของคนเป็นโรค "กรดไหลย้อน" นั้น โดยส่วนใหญ่จะเจ็บบริเวณลิ้นปี่ เหมือนกับเป็นโรคหัวใจ บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ  แต่จริง ๆ ไม่ใช่  อาการจะเจ็บบริเวณลิ้นปี่ ปวดท้อง และอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย  ถ้าเป็นระยะเวลานาน ๆ เข้า จะเกิดอาการอักเสบที่คอด้วย  บางคนไม่รู้ คิดว่าตัวเองเป็นหวัด เพราะมีอาการเจ็บคอ  หรือบางครั้งอาการจะเข้าไปเกิดขึ้นที่หู ที่ตา หรือจมูก ก็เป็นไปได้ เพราะ รูจมูก  รูหู และตา มันทะลุกันได้หมด  หากเกิดจะเกิดอาการ เช่น หูอักเสบ ตาอักเสบ เป็นต้น
      ข้อแนะนำสำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน ควรทานอาหารอ่อน ๆ  และทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ งด หรือลด การรับประทานอาหารจำพวก ของทอด ของมัน ชา กาแฟ น้ำอัดลม นมสด นมเปรี้ยว น้ำเต้าหู้ ซึ่งอาจทำให้ท้องอืด ของที่มีรสจัด เช่น เผ็ด เปรี้ยว และของหมักดอง ไม่ควรทานอาหารเยอะเกินไปในแต่ละมื้อ อาจทำให้อาหารล้นกระเพาะ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิด "โรคกรดไหลย้อน"
    ในผู้ป่วย กรดไหลย้อน บางราย เมื่อทานผลไม้ หรือน้ำผลไม้ ที่มีรสหวานมาก ๆ ก็จะทำให้เกิดอาการมากขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ควรพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยงผลไม้ และน้ำผลไม้ เช่นกัน เมื่อทานอาหารอิ่มแล้ว ไม่ควรนอนทันที ควรปล่อยให้อาหารย่อยก่อนอย่างน้อย  ๒-๓ ชั่วโมง

 

   การรักษาโรคกรดไหลย้อนหมอพื้นบ้านจะใช้สมุนไพรว่านกาบหอยแครง ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ ใช้พันธุ์ไหนก็ได้ประมาณ ๙-๑๐ ใบผสมกับใบเตยในอัตราส่วนเท่ากัน จะทำให้มีกลิ่นหอมน่าดื่มและช่วยบำรุงหัวใจทำให้จิตใจผ่องใส เติมน้ำ ๒ ลิตร ต้มจนเดือด นำลงจากหม้อ รินประมาณครึ่งแก้วเติมน้ำผึ้ง ๑ ช้อนชา น้ำมะนาว ๑ ช้อนชา และเกลือป่นเล็กน้อย ดื่มวันละ ๒-๓ ครั้งประมาณ ๔-๕ วัน อาการกรดไหลย้อนจะดีขึ้น ต้องดื่มต่อเนื่องประมาณ ๕-๖  เดือน จะหายขาดได้  แต่มีข้อแม้ว่าหลังการกินอาหารต้องเดินออกกำลังกายอย่ากินแล้วนอนเด็ดขาด
    บ้านเราหลายคนไม่รู้สรรพคุณของว่านกาบหอย มักปลูกประดับบ้าน   ว่านกาบหอยมีถิ่นกำเนิดจากประเทศ เม็กซิโก คิวบา อเมริกากลาง ได้แพร่กระจายปลูกไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า TRADESCANTIA SPATHACEA SWARTZ อยู่ในวงศ์ COMMELINACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ล้มลุก สูง  ๒๐-๖๐ ซม. ลำต้นอวบใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงซ้อนกันเป็นวงรอบลำต้น ใบเป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนใบตัดโอบติดลำต้น ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา ด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ด้านล่างเป็นสีม่วงแดง เวลามีใบดกจะสวยงามมาก
     สรรพคุณว่านกาบหอยแครง ตำรายาแผนไทยใช้ ใบ เป็นยาแก้ร้อนในกระหายนํ้า ฟกชํ้า จีนใช้ดอก แก้อาการตกเลือดในลำไส้ แก้บิด แก้ไอ ในประเทศไต้หวัน ใช้ใบตำพอกแผลถูกมีดบาดและแก้บวม หมอพื้นบ้านบางคนเรียกว่านแสงอาทิตย์ ส่วนคนจีนเรียกฮ่ำหลั่งเฮี๊ยะ, อั่งเต็ก  คนอิสานใช้แก้โรคผิวหนัง  ผื่นคัน อันเกิดจากการทำนา เพียง ใช้คั้นน้ำจากใบมา ทาบริเวณมือและเท้า ปล่อยให้แห้งแล้วค่อยลงไปทำนา เป็นการป้องกันมือและเท้าเน่าเปื่อย หรือ ถ้ามือและเท้าเน่าเปื่อยแล้ว ก็ทาน้ำคั้นจากต้นนี้เป็นการรักษาได้เหมือนกัน
     รู้สรรพคุณของว่านกาบหอยแครงแล้ว รีบหามาทำกินหรือรีบหามาปลูกนะครับ เท่าที่ผ่านมาจากการที่ผมตระเวนไปหลายพื้นที่  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามรีสอร์ท สถานที่ราชการ วัดและปลูกในกระถางตามบ้านเรือน ทั้งที่รู้สรรพคุณและไม่รู้สรรพคุณเน้นความสวยเสียเป็นส่วนใหญ่  
                                   ------------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
 
  

blog comments powered by Disqus