สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

น้ำปัสสาวะโอสถทิพย์
                          น้ำปัสสาวะ
        “น้ำปัสสาวะ (น้ำมูตรเน่า) โอสถทิพย์”
                                      จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
        ก่อนอื่นผมต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า น้ำปัสสาวะหรือชาวบ้านเราเรียกว่า “ ฉี่” ประกอบด้วยอะไรบ้าง ในน้ำปัสสาวะของคนเราประกอบด้วยน้ำ ๙๕ % ยูเรีย ๒.๕ % และ ๒.๕ % คือส่วนผสมของเกลือแร่ เกลือฮอร์โมน เอ็นไซม์และภูมิคุ้มกัน น้ำปัสสาวะเป็นสารที่ไม่มีพิษและไม่มีอาการข้างเคียง
     มีการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียพบว่า เมื่อดื่มน้ำปัสสาวะจะทำให้เรามีสมาธิ จิตใจสดชื่น อารมณ์ดีขึ้น แจ่มใส เพราะในน้ำปัสสาวะมีฮอร์โมนชื่อ “เมลาโทนิน” ซึ่งจะพบในน้ำปัสสาวะตอนเช้า
    นอกจากนี้ในน้ำปัสสาวะยังมีเอ็นไซม์ที่ชื่อว่า “ยูโรคินาส” (Urokinase) ที่ช่วยละลายไม่ให้เลือดแข็งตัว ช่วยในกรณีคนเป็นโรคหัวใจอย่างรุนแรงได้ ในงานวิจัยค้นพบว่าน้ำปัสสาวะของแต่ละคนจะมีผลต่อการทำงานในร่างกายของแต่ละคน โดยจะทำหน้าที่เป็นวัคซีนธรรมชาติ เป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียและไวรัสต่อต้านสารก่อมะเร็งทำให้เกิดความสมดุลกับฮอร์โมนและช่วยเรื่องภูมิแพ้

   น้ำปัสสาวะคือน้ำส่วนเกินที่ร่างกายขจัดออกมาจากเลือดของเราเองโดยไตจะทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองอย่างดีทำให้น้ำปัสสาวะใส มีสีเหลืองอ่อน รสเค็มนิดๆ มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย จากผลการวิจัยระบุว่าสามารถนำมาดื่มได้โดยไม่เป็นอันตราย ต้องเข้าใจว่าไตไม่ใช่อวัยวะที่ขับของเสียออกจากร่างกาย แต่ของเสียที่เรากินเข้าไปจะถูกกำจัดโดยตับ ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานกำจัดขยะในร่างกาย และของเสียที่เป็นกากจะถูกขจัดออกมาทางลำไส้ คืออุจจาระน้ำทางเหงื่อและก๊าชหายใจออก
     มีการประชุมระดับโลก เกี่ยวกับน้ำปัสสาวะรักษาโรคแล้ว ๓ ครั้ง ที่อินเดีย เยอรมนีและบราซิล และมีการรายงานว่าน้ำปัสสาวะรักษาอาการปวดข้อ ไมเกรน ภูมิแพ้ โรคเอสแอลอี โรคปวดข้อรูมาตอยด์ แผลไฟไหม้ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ทารักษาเชื้อราตามผิวหนัง สวนล้างช่องคลอดแก้อาการตกขาวรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดไมเกรน ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุ รักษาโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาวะปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
       ถ้าเราย้อนดูในสมัยพุทธกาลมีการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคมาแล้ว โดยพระพุทธเจ้าบัญญัติเป็นพระธรรมวินัยไว้ในพระไตรปิฎก เป็นแนวทางยังชีพของพระสงฆ์ซึ่งเรียกว่า นิสัย ๔ ได้แก่
     ๑  ต้องนุ่งห่มด้วยผ้า ๓ ชิ้น นำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล เป็นผ้าที่ไม่มีราคานำมาทำความสะอาด
    ตัดเย็บอย่างง่าย ๆ ไม่มีราคา ตัดปัญหาเรื่องถูกลักขโมย
    ๒  อาศัยอยู่โคนต้นไม้ ได้รับอากาศบริสุทธิ์
    ๓  ฉันอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตรเท่านั้น การเดินเท้าเปล่าในยามเช้าได้รับแสงแดดและเป็นการนวดเท้าไปในตัว
   ๔  ฉันน้ำมูตร(น้ำปัสสาวะ)เมื่ออาพาธ เจ็บป่วย
        สมัยพุทธกาลบันทึกไว้ว่า พระสงฆ์ที่ผอมเหลืองให้ฉันน้ำมูตรโค คืออินเดียเขานับถือวัว นำน้ำปัสสาวะวัวมาดองสมอไทย สมอภิเษก ฉันรักษาอาการอาพาธ แต่พระสายวัดป่าเวลาธุดงค์ จะได้รับการสั่งสอนให้รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรค อย่างไข้ป่าหรือไข้มาลาเรีย ฉันสมุนไพรแล้วก็นั่งสมาธิ ทำจิตแน่วแน่ ไม่หายก็ตาย พระธุดงค์ผ่านโรคนี้ได้ ถือว่าเป็นพระที่ผ่านภาวะวิกฤต มีความเข้มแข็ง มีสภาวะจิตที่แข็งแกร่ง
         จะเห็นว่าในสังคมไทยมีคนใช้ปัสสาวะรักษาโรคกันมาก ในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่กล้าบอก หรือเปิดเผย เพราะสังคมภายนอก ไม่ยอมรับ และคิดว่า คนดื่มปัสสาวะ เป็นคนบ้า คนส่วนใหญ่ เมื่อป่วย คิดว่า ไปซื้อยากินดีกว่าง่ายดี แต่อย่าลืมว่า ยาทุกเม็ด ที่เรากินเข้าไป เป็นสารเคมีทั้งนั้น มีผลข้างเคียง ต่อร่างกาย ในอนาคตทั้งสิ้น ซึ่งจะแสดงผลออกมา เมื่อเรามีอายุมากขึ้น เมื่อนั้น เราจะรู้สึกว่า สายเกินไป
        อยากแนะผู้ป่วย หากหมดหวังกับ การแพทย์แผนปัจจุบัน น่าจะหันมาทดลอง เพราะเป็นวิธี ที่ไม่อันตราย และไม่สกปรก อย่างที่เข้าใจกัน ยืนยันด้วยข้อมูล จากประสบการณ์ ของคนทั่วโลกว่า สามารถ ใช้รักษา โรคได้สารพัด ตั้งแต่ไข้หวัด ภูมิแพ้ โรคกระเพาะ โรคปอด หอบหืด แม้แต่มะเร็ง หรือ เอดส์ ขณะที่แพทย์ยัน วงการแพทย์ปัจจุบัน ยังไม่อาจพิสูจน์เรื่องนี้ได้
       ส่วนการทำมูตรที่สืบทอดในหมู่พระภิกษุสงฆ์บ้านเรานั้นก็คือการเอาน้ำปัสสาวะของตนเองทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาแต่กลางน้ำดองกับลูกสมอหรือมะขามป้อมก็ได้ หมักบ่มไว้เป็นเวลา ๙๐ วัน ก็ใช้ฉันได้ หรือจะฉันสดโดยรองเอาแต่เฉพาะช่วงกลาง ทิ้งหัวทิ้งท้ายก็ได้ และนี่เป็นวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลในการป้องกัน บำบัด และรักษาโรคที่มีผลชะงัด พิสูจน์เมื่อใดก็ใช้ได้เมื่อนั้น ได้ผลเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในลัทธิศาสนาใดๆ หรือมีเพศวัยอะไร
      ครั้งหนึ่งผมเคยไปทำข่าวกับเพื่อนนักข่าวหลายคนโดยใช้เส้นทางเดินบนเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร อาหารกลางวันที่พกไปคือข้าวห่อ (ข้าวเหนียว หมูปิ้ง) ตกเที่ยงวันเดินทางมาถีงสำนักสงฆ์บนเทือกเขา คณะเรานั่งพักกินข้าวกันที่นั่น ไม่ทราบใครในคณะซอกแซกขึ้นไปบนกูฏิเห็นสมอดองในโอ่งก็เลยขอเจ้าอาวาสมากิน ถ้วยเจ้ากรรมลำเลียงมาถึงผมพอดี
     ภาพยังจำติดตา มีสมอดอง กระเทียมไม่ปอกเปลือก พริก ด้วยความหิว ซัดเข้าไปหลายคำ ฮึ..อร่อย หนึ่งในนั้นคุณจำลอง บุญสอง จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ แย่งผมกินทำให้หมดในเวลาอันรวดเร็ว มีการขอมาเพิ่มอีก ผมมองขึ้นไปบนกุฏิสูงประมาณ ๓ เมตรเศษ เห็นมีคนกำลังใช้กระบวย (กะลามะพร้าวมีด้ามไม้ยาวๆ) กำลังล้วงตักลงไปในโอ่งใบใหญ่ บนระเบียงกุฎิ จานที่สองมาก็หมด วันนั้นเดินบนเขาไม่เหนื่อยเลยครับ อร่อยติดปากมาเลย ฮ่าๆๆ
    “ โอ้ โห้....ทำไมหมักเยอะขนาดนี้..”   ผมคิดในใจ แสดงว่าในป่าเทือกเขาภูพานคงมีต้นสมอเยอะ เย็นวันนั้นคณะเรากลับลงมาพักที่จังหวัดสกลนคร มีคนเฉลยว่าที่เรากินเข้าไปมื้อกลางวันคือ...........ไอ้หย่า..ครั้นจะอ๊วกก็ไม่ทันเสียแล้ว..เพราะเข้าห้องน้ำ อึ ไปเรียบร้อย..โรงเรียนจีนแย้ว ไม่รู้เป็นน้ำฉี่ใครบ้างในโอ่งใบนั้น ฮ่าๆๆๆ
      มีหลายคนที่สมัครใจกินตำรับนี้ครับและมีประสบการณ์รักษาโรคแตกต่างกันไปแต่ขอสวนชื่อเสียงเรียงนาม กินเพียง ๑๐ กว่าวันลิ้นและปากที่เป็นฝ้าที่กินอะไรไม่ได้ก็เริ่มกินน้ำได้คล่องคอแล้วค่อยๆ กินอาหารได้ พอกินอาหารได้ความซูบซีดผอมแห้งแรงน้อยก็ค่อยๆ หาย เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นโดยลำดับ ๖ เดือนผ่านไปเนื้อหนังมังสาผิวพรรณดี เริ่มเหมือนผู้คนมากกว่าที่เหมือนเปรตดังแต่ก่อน (เจ้าตัวเขาว่าอย่างนั้น) แล้วค่อยๆ เดินได้ ออกกำลังกายได้ ๘ เดือนผ่านไปก็มั่นใจว่าโอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าสามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้อย่างแน่นอน จึงกินต่อมาเรื่อยๆ ๕ ปีผ่านไปแล้วบางราย ๓ ปีผ่านไปแล้วก็สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติยิ่งขึ้น หรือเหมือนกับคนปกติแล้ว
       ท่านผู้อ่านครับไม่เพียงคนดังในเมืองไทย แต่ในต่างประเทศ เช่นอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย โมราจิ ดาซาย กับนาราช นเรนทร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ดื่มน้ำปัสสาวะเป็นประจำ เพื่อบำรุงสุขภาพมานาน ส่งผลให้สุขภาพดีมาจนตลอดอายุขัย เมื่ออายุ ๙๐ปีไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคภัยใดๆ แม่แต่โรคหวัด กำลังกายดี สมองปกติ ไม่หลงลืม กระทั่งจนถึงอนิจกรรมเมื่ออายุ ๙๙ปี
           
        มีบางคนใช้กลั้วคอ ก็รู้สึกว่าดี เพราะจากการสูบบุหรี่ทำให้มีอาการไอมาก ปัจจุบันอาการอหายไป หรือจะนำมาล้างหน้า ผิวหน้านุ่มนวลขึ้น ใช้หมักผมเส้นผมก็จะแน่นขึ้นดำขึ้น พร้อมทั้งเม็ดผดที่ศีรษะหายไปหมด
        นอกจากนั้นยังใช้ล้างตาได้ อาการน้ำตาไหลทุกวันไม่ทราบสาเหตุและตาพร่ามัวเมื่ออ่านหนังสือ แต่หลังจากล้างตาอาการน้ำตาไหลหายขาดและไม่มีอาการโฟกัสพร่ามัวอีกเลยขอให้ดื่มเช้า-เย็นเป็นอย่างน้อย ถ้าระหว่างวันสามารถดื่มได้ก็จะดี
       ครั้งหนึ่งอีกเหมือนกัน ขณะผมกำลังอ่านข่าวอยู่ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แฟนคลับคนหนึ่งถือแก้วน้ำ สีเหมือนน้ำชา เดินมาหาผม ตอนแรกผมก็นึกว่าเขาปรารถนาดี เอามาให้ผมกินด้วยความหวังดีว่าผมอ่านข่าวเสียงจะแห้ง ให้กินน้ำก่อน ผมกำลังจะยื่นมือไปหยิบแก้วจากมือเขา ทันใดนั้นคุณไชยวัฒน์  รัตนประสิทธิ์ ที่อยู่ใกล้ๆบอกเดี๋ยวๆคุณจำรัส ผมชะงัก แฟนคลับคนนั้นเลยบอกว่า คุณจำรัส นี่ฉี่ผมเอง ผมถือมาจะดื่มให้คุณจำรัสดู ว่าที่ผมแข็งแรงทุกวันนี้เพราะดื่มฉี่นี่แหละครับ ( เกือบแล้วไหมล่ะ)ฮ่าๆๆ          
      เชื่อหรือไม่ (หมอเขียว) ใจเพชร กล้าจน แพทย์ทางเลือก ท่านมีความเชื่อมั่นและแนนำลูกศิษย์ให้ทำการดีท็อกซ์โดยใช้ปัสสาวะสวนล้างลำไส้ใหญ่สามารถใช้ปัสสาวะลดอาการไม่สบาย โดยหมอเขียวและสมาชิกเครือข่ายบอกว่า ให้ใช้น้ำปัสสาวะ ๑ ส่วน ผสมน้ำเปล่า ๑ ส่วน ใส่ขวดดีท็อกซ์(แยกกันกับชุดสวนล้างลำไส้ใหญ่) แล้วสวนล้างช่องคลอด มีผลทำให้อาการไม่สบายส่วนใหญ่ลดลงภายใน ๑ วัน สามารถลดอาการไม่สบายหรือทำให้รู้สึกสบายตัวได้ดีมาก ผู้ป่วยหลายท่านที่มีปัญหาในช่องคลอด เช่น ตกขาว คัน ปวด แสบ ออกร้อน และอื่นๆได้
         ไม่เพียงเท่านี้ ยังสามารถใช้น้ำปัสสาวะแทนน้ำยาสระผม ขจัดรังแคแก้คันศีรษะได้ดี โดยขณะอาบน้ำชโลมน้ำปัสสาวะให้เปียกชุ่มทั่วศีรษะหมักผมเอาไว้ พออาบน้ำเสร็จก็สระล้างออกโดยไม่ต้องใช้น้ำยาสระผม หรือบางท่านอาจใช้คู่กับน้ำยาสระผมก็ได้ บางท่านใช้น้ำปัสสาวะแทนสบู่ พบว่าทำความสะอาดและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายได้ดี
                        --------------------------------------------------------------------------
      
      
      
      
      
      
        

blog comments powered by Disqus