สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

โรคอ้วน
                                  โรคอ้วน
                    “ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม”
                                                                   จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
       การมีรูปร่างที่ดีได้สัดส่วนนอกจากจะเสริมบุคลิกภาพที่ดีได้แล้ว ยังสร้างเสน่ห์ชวนมองต่อผู้พบเห็น ยิ่งกว่านั้นยังบ่งบอกถึงสุขภาพของเราด้วย การมีน้ำหนักที่มากเกินไปหรือการมีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายอาจจะสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆตามมา


 
หัวใจหนูยังว่าง..มีคนไทย คนไหนบ้าง..จะจับจอง..ฮ่าๆๆ
มี แฟนคลับถามมา...แล้วคุณจำรัสไม่สนใจหรือค่ะ ?
 จำรัสตอบ.....ผมไม่ๆๆ..ซะ -ซะ- บ า  ย 


     จะว่าไปแล้วแค่อ้วนอย่างเดียวก็กระชากความมั่นใจของคนนั้นไปแทบหมดสิ้นที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะผมเคยคลุกคลีกับเพื่อนๆคนรู้จักที่มีรูปร่างอ้วนถ้วนสมบูรณ์จนล้นเหลือ “แม่เลี้ยงดี” ฮ่าๆๆ เวลาเราแซวอะไรสนุกๆ ก็หาว่าเรากระทบกระแทก เช่นเวลาเดินหกล้มถ้าเราหัวเราะ ก็จะถูกมองว่าเราเยาะหยัน “หมูล้ม” เป็นเสียอย่างนั้น   มีคนแบ่งโรคอ้วนออกเป็น ๓ ชนิด ดูสิว่าท่านอยู่ในชนิดไหน จะได้วางแผนดูแลสุขภาพให้มากขึ้นกว่าเดิม
     ชนิดแรก  อ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล (apple-shape obesity) หรือ อ้วนลงพุง (central obesity) คือคนอ้วนที่มีรอบเอวใหญ่กว่ารอบสะโพก เกิดจากมีไขมันสะสมมากในช่องท้องและอวัยวะภายใน ไขมันที่อยู่ในอวัยวะภายในนี้จะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง
   ชนิดที่สอง อ้วนแบบลูกแพร์ (pear-shape obesity) หรืออ้วนชนิดสะโพกใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่พบในเพศหญิง โดยจะมีไขมันสะสมอยู่มากบริเวณสะโพกและน่อง อ้วนลักษณะนี้ยากต่อการลดน้ำหนัก แต่โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ จะน้อยกว่าชนิดแรก
   ชนิดที่สาม อ้วนทั้งตัว (generalized obesity) หรืออ้วนแบบถังแก็ส ฮ่าๆๆ  คนอ้วนที่มีไขมันทั้งตัวมากกว่าปกติกระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยรอบ มีทั้งลงพุงและสะโพกใหญ่ รวมถึงมีโรคแทรกซ้อนทุกอย่างดังกล่าว และโรคที่เกิดจากน้ำหนักตัวมากโดยตรง เช่น โรคทางไขข้อ ปวดข้อ ข้อเสื่อม ปวดหลัง เหนื่อยง่าย หายใจลำบากเพราะไขมันสะสม ทำให้ระบบหายใจทำงานติดขัด
        ปัจจุบันพบว่าคนไทยกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวเกินพิกัดหรืออ้วน แนวโน้มเป็นเหมือนกันทั่วโลก ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องออกมาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกรณรงค์ออกกำลังกาย ลดอาหารที่เป็นต้นเหตุอ้วน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารขยะ เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม อาหารที่มีรสหวาน  
       จาก ผลสำรวจสุขภาพคนไทยวัย ๑๓-๕๙ ปี ทั่วประเทศ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๕ ปีมานี้ พบว่ามีเพียงร้อยละ ๓๙ เท่านั้น ที่มีน้ำหนักปกติ ที่เหลืออยู่ในข่ายผอมเกินไปมีร้อยละ ๔๙ และอ้วนแล้วร้อยละ ๑๒ โดยผู้หญิงประสบปัญหาอ้วนมากกว่าผู้ชาย ๒ เท่าตัว และยังมีประชาชนที่มีน้ำหนักเกินเข้าข่ายมาทางอ้วนหรือที่วัยรุ่นนิยมเรียกกว่าหุ่นถังแก๊ส เพราะเอวหาย อีกประมาณร้อยละ๑๓ หรือมีประมาณ ๑๐ ล้านคน
      โรคอ้วนไม่ได้สิ้นสุดเพียงโรคเดียว ยังเป็นตัวชักนำโรคเข้ามาเยือนตามมาอีกหลายโรคในคนคนเดียวกัน ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนปกติ ๕-๑๐ เท่า โรคไตถุงน้ำดี ๓-๔ เท่าคนปกติ  โรคความดันโลหิตสูง ๒-๙ เท่าคนปกติ  มะเร็ง โรคข้อเสื่อม การรักษายุ่งยากมาก ค่าใช้จ่ายสูง แค่เบาหวานโรคเดียวมีคนไทยเป็นแล้วประมาณ ๔ ล้านคน หากไม่ควบคุมอาหาร กินยา และออกกำลังกาย จะมีโอกาสเป็นโรคไตวายตามมาประมาณร้อยละ ๓๕ จะสูญเสียค่ารักษา ค่าฟอกไต รวมแล้วปีละกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท  
     สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนเกิดจากการที่คนเราใช้พลังงานน้อยกว่าที่ได้รับจากการ รับประทานอาหาร พลังงานที่ได้จึงมากเกินความต้องการในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย


      สำหรับวิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติมีด้วยกันหลายวิธี บางรายจะไม่กินข้าวมื้อเย็น ตัวนี้ละ จะเป็นการตัดสินว่าเราจะอ้วนขึ้นหรือว่าจะผอมกันแน่ ใครที่อยากมีหุ่นดีก็ต้องไม่กินข้าวเย็น แต่ว่าต้องหันมารับประทานผักผลไม้แทน รับรองว่าทำข้อนี้ได้ ผอมแน่นอน ชัวร์
      ใน ๑ สัปดาห์ลองเลือก ๑ วัน เพื่อที่จะงด ข้าว แป้ง ไขมัน แต่ว่าหันมาทานผักผลไม้เช่น มะละกอ องุ่น ส้ม แอปเปิ้ล เป็นต้น แต่ไม่ควรทานผลไม้ที่ให้แคลอรีสูง เช่น  ทุเรียน ในอาหารทุกมื้อ ควรที่จะพยายามเคี้ยวช้า ๆ ถ้าเราทานเร็ว เราจะกินได้เยอะมากขึ้น อีกอย่างการที่เราเคี้ยวช้า ๆ จะทำให้ระบบย่อยอาหารเราย่อยได้น้อยลง ย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น
      แล้วก็หมั่นดื่มน้ำเปล่า ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ครั้งละ ๑-๒ แก้ว จะทำให้เราทานอาหารให้น้อยลง  นอกจากนั้นควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที สัปดาห์ละ ๓ ครั้ง เป็นอย่างต่ำซึ่งจะสามารถเผาพลาญพลังงาน และไขมันเราได้มากขึ้น ใครที่อยากลดหน้าท้องเฉพาะก็ลองหันไปซิทอัพ วันละ  ๕๐-๑๐๐ ครั้งดู และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ หันมาทานโยเกิร์ตกันบ้าง เพราะว่าในโยเกิร์ตช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและยังมีแบคทีเรียสำหรับปรับสมดุลและป้องกันเชื่อโรคได้ดีขึ้น



         เพื่อนผมหลายคนอยากผอมแต่เห็นกินของจุบจิบทั้งวัน เวลาทำงานผมชอบไปแอบดูที่ถังขยะรู้เลยกินอะไรมั่ง สารพัดครับ ขนม ของหวาน อันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ไม่งั้นน้ำหนักคงจะลดยาก และหลัง ๑๗.๐๐น.แล้วเลิกกินอาหารทุกชนิด สุดท้ายให้นอนแต่หัวค่ำพักผ่อนให้เพียงพอ การเข้านอนก่อน ๔ ทุ่ม ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงานออกมา ซึ่งเป็นการช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และควรพักผ่อนนอนหลับอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ ๖ ชั่วโมง
        สำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก ต้องลดพลังงานในอาหารลง เพราะเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายของคนเรา ๑ กิโลกรัม จะสะสมพลังงานไว้ถึง ๗,๗๐๐ แคลลอรี หากใช้พลังงานไป ๓,๘๕๐ แคลลอรี เราจะลดน้ำหนักลงได้ครึ่งกิโลกรัม การลดน้ำหนักที่ปลอดภัยที่สุดไม่ควรเกินสัปดาห์ละ ๑ กิโลกรัม
         นอกจากการลดความอ้วนตามที่ผมได้เขียนเอาไว้แล้ว ยังมีตำรับยาสมุนไพรของพระครูวิมลคุณากร (หลวงพ่อศุข)  วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท บันทึกไว้ว่า ให้ใช้สมุนไพรบอระเพ็ด จำนวนตามต้องการ นำมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ ๓ เม็ด ก่อนอาหารเช้าทุกวันกินติดต่อกันประมาณ  ๑  เดือน ความอ้วนจะค่อยๆลดลง
       ภูมิปัญญาไทยอีกตำรับให้ใช้พริกไทยร่อน ต้นเหงือกปลาหมอ หนักอย่างละ  ๑๐ บาทยา ( ๑ บาทยาเท่ากับ ๑๕ กรัม) หัวแห้วหมู หัวกระชายแห้ง หนักอย่างละ ๕ บาทยา บอระเพ็ดตากแห้ง มะตูมอ่อน หนักอย่างละ ๔ บาทยา นำทั้งหมดตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งรวง ปั้นเป็นเม็ดขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๑  เม็ดก่อนนอน ตำรับนี้นอกจากลดความอ้วนแล้วยังทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ตัวยาถ้าหาไม่ได้ให้ร้านแพทย์แผนไทยจัดให้
          ตำรับสุดท้าย “หัวเชื้อสมุนไพรกลั่นเทพประทานสังหารโรค” ซึ่งมีฤทธิ์เดชในการรักษามะเร็งโดยเฉพาะที่อาจารย์ฝั้น อาจาโร เกจิอาจารย์ดังทางภาคอิสานท่านได้สั่งสอนลูกศิษย์สายพระนักธุดงค์กลั่นตัวยาเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ผมเขียนรายละเอียดไว้ในหนังสือเล่มเดียวคุ้มโรคภัย เล่ม ๓  
            มีผู้ป่วยมะเร็งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี นำตำรับนี้ไปดื่มรักษามะเร็งแล้วแบ่งปันให้ภรรยาดื่มป้องกันบ้าง แม่บ้านกินไปนอกจากอาการปวดเมื่อยตัว ปวดหลัง ปวดหัว และภูมิแพ้จะหายไปแล้ว น้ำหนักตัวยังลดลงไปถึง ๙ กิโลกรัม อีกรายอยู่สุราษฎร์ธานี เป็นโรคอ้วนเดินเหิรลำบาก มีทั้งโรคความดัน เบาหวาน เมื่อกินตำรับนี้แล้วน้ำหนักลดลง ๖  กิโลกรัม ปัจจุบันเดินสะดวกขึ้น
           อีกรายอยู่จังหวัดนครราชสีมา สามีเป็นชาวต่างชาติ ( ญี่ปุ่น) อ้วนและมีอาการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ปฏิเสธการผ่าตัด กินตำรับนี้นิ่วในถุงน้ำดีหลุดออกมาเป็นเม็ดๆน้ำหนักก็ลดลง ตำรับนี้ผมไม่แนะนำให้ทำเอง ตัวยา อัตราส่วนและการกลั่นค่อนข้างยากและอันตราย แต่ถ้าสนใจ ติดต่อที่ จิตอาสา ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ๐๘-๕๒๔๕-๘๐๘๑
                                  ---------------------------------------------------------------------
   
    
 
 
 
 
  

blog comments powered by Disqus