สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็ง "ปีศาจร้าย" ที่ไม่มีใครต้องการพบ
                                                มะเร็ง
                       “ปีศาจร้ายที่ไม่มีใครต้องการพบ”
                                                             จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
                     ข่าวคราวโรคร้าย “มะเร็ง” ที่คร่าชีวิตผู้คนตั้งแต่ระดับมหาเศรษฐีจนถึงชาวบ้านตาดำๆมีมาอย่างไม่ขาดสายบ้างก็รอด...บ้างก็ลาลับ..แต่ส่วนใหญ่ก็หนีไม่ต้นชะตากรรมที่โรคร้ายมาถาโถมอย่างน่าเสียใจ ผมขอหยิบยกย้อนความหลังถึงบุคคลสำคัญที่เราท่านรู้จักกันดีไว้เตือนใจในการดูแลสุขภาพเมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนก่อนที่จะสายเกินไป
                    เริ่มจากดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร หรือ ดร.วรฑา วัฒนะชยังกูร พิธีกรมากความสามารถ ได้อำลาโลกนี้ไปด้วยอาการสงบเมื่อวันอังคารที่ ๒๗ มิย.๒๕๔๙ หลังจากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ต้องรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาเนิ่นนาน

                   คนต่อมานายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย วัย ๗๔ ปี ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน๒๕๕๒  ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หลังจากที่เข้ารักษาตัวด้วยอาการของโรคมะเร็งตับ ตั้งแต่วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๒
                 ๑๒  กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓   สิ้นปรมาจารย์นักแต่งเพลง นาวาตรีพยงค์ มุกดาพันธ์ หรือ ครูพยงค์ มุกดา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง  (เพลงลูกทุ่ง  เพลงไทยสากล) ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๔ และได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินอาวุโส รางวัลนราธิป ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะและไตวาย ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี  ด้วยวัย ๘๓  ปี        
                 ในวงการเพลง น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก นายพันตา สุรศิลป์พิศุทธิ์ หรือ เคียส พันตา ธนาชัย นักร้องเพลงเพื่อชีวิต  โดยเมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓  เคียส พันตา ได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย สำหรับผลงานเพลงที่โดดเด่นของเขา เช่น เพลงหยุดท้อ เพลงรัก คิดถึง ห่วงใย และเพลงน้ำตาแม่
               ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อวันที่ ๗พฤษภาคม  ๒๕๕๔ ด้วยวัย  ๖๒ ปี ซึ่งก่อนเสียชีวิตนั้น ได้มีอาการแพ้ยาและมีโรคแทรกจนเลือดเป็นพิษ ทั้งนี้ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ เสียชีวิต ก็สั่งให้ปิดข่าวก่อน เพราะลูกชายกำลังจะแต่งงาน ค่อยเปิดเผยและจัดพิธีหลังจากผ่านพ้นงานมงคลไปแล้ว
               ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้สูญเสียบุคคลสำคัญของพรรค คือนายสุวโรช พะลัง ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่  ๒๔ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด ได้รับการรักษามานานกว่า ๑ ปี สิ้นอายุขัยด้วยวัย ๕๗ ปี
              วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ สูญเสีย กุ้งนาง ปัทมสูตร อดีตดารานักแสดงชื่อดัง วัย ๔๒ ปีบุตรสาวของ สุประวัติ ผู้กำกับชื่อดังกุ้งนางเสียชีวิตอย่างสงบจากโรคมะเร็งกระดูกเชิงกรานลามไปที่ปอด
    


                สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอบริษัท แอปเปิ้ล ได้เสียชีวิต ด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ด้วยวัย ๕๖ ปี หลังจากที่เพิ่งแถลงข่าวเกี่ยวกับการเปิดตัวไอโฟนรุ่น 4S ขึ้นมาเพียง ๑ วัน คือวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔
                จริงๆแล้วผมนำข้อมูลมะเร็งมาเขียนในหลายแง่มุมทั้งข้อมูลวิชาการ ข้อมูลประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยและจากการสัมภาษณ์หมอพื้นบ้านทั่วประเทศ มีหลายคนได้อ่านและอีกหลายคนที่มีความคิดเห็นและความเชื่อแตกต่างกันไป บางคนก็ว่าโรคนี้เป็นโรคเวรโรคกรรม มีการบำบัดรักษาหายจากอาการแตกต่างกันไป บางคนน่ารอดกับตาย บางคนน่าตายกลับรอด
             วันนี้ขอนำข้อมูลจากศูนย์การรักษามะเร็งมาย้ำเตือนกันอีกครั้ง เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยได้เข้าใจถึงแนวทางการรักษาเป็นพื้นฐานเพื่อจะได้ต่อกรกับมะเร็งปีศาจร้าย ดีกว่าปล่อยไปตามยถากรรม ด้วยความสับสน
                                                      หลักการรักษามะเร็ง
            การรักษามะเร็ง ถือ เป็นการท้าทายวงการแพทย์มากที่สุด เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคที่รักษายาก และมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย มากกว่าโรคหัวใจและอุบัติเหตุ  หลักการรักษามะเร็งประกอบด้วยการผ่าตัด การฉายแสง การใช้ยาเคมีบำบัด  และแพทย์ทางเลือก
          การผ่าตัดรักษามะเร็ง คือ การผ่าเอาเนื้อมะเร็งออกจากร่างกาย บางคนคาดหวังว่าหลังการผ่าตัดรักษามะเร็งแล้วจะหายขาด แต่การผ่าตัดรักษามะเร็งมีจุดมุ่งหมายหลายประการ ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งต้องปรึกษากับแพทย์ถึงเป้าหมายในการผ่าตัดรักษามะเร็ง
                                          หลังผ่าตัดแล้วจะรักษามะเร็งหายขาดหรือไม่?
         การผ่าตัดรักษามะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งในระยะเริ่มต้นจะหายขาด แต่ถ้ามะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีมะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจาย มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นการรักษามะเร็งอาจจะจำเป็นต้องให้เคมีหรือฉายแสงฆ่าเซลล์มะเร็งส่วนที่ตัดออกไม่หมด
        การฉายแสงรักษามะเร็ง ผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษามะเร็งโดยการฉายรังสี แพทย์รังสีรักษาจะเป็นผู้วางแผนการฉายรังสี การใช้รังสีรักษามะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย ระยะเวลารักษามะเร็ง และขนาดของรังสีที่ใช้ในการรักษามะเร็งจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง การตอบสนอง และระยะมะเร็ง การฉายรังสีรักษามะเร็งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ เพื่อให้การรักษามะเร็งมีประสิทธิผลสูงสุด และให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากการฉายรังสีน้อยที่สุด รังสีรักษามะเร็งเป็นการรักษามะเร็งที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่เสียเลือด และการรักษามะเร็งด้วยรังสีส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผลทางด้านรังสียังไม่เกิดขึ้นทันที แต่เมื่อผู้ป่วยมะเร็งได้รับการฉายรังสีเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเริ่มมีผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง ผิวหนังมีสีคล้ำขึ้น เป็นต้น

    การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด เคมีบำบัด คือ การรักษามะเร็งด้วยยาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งด้วย
       การที่แพทย์จะสั่งใช้ยารักษามะเร็งชนิดใดขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของมะเร็ง และสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ปัจจุบันการใช้ยารักษาโรคมะเร็งร่วมกันหลายชนิดจะให้ผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาชนิดเดียว ยารักษามะเร็งมีทั้ง ชนิดน้ำ ชนิดเม็ด ชนิดฉีด ยารักษามะเร็งไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากไปกว่ายาที่ใช้รักษาโรคอื่นๆ
       สำหรับผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ การบำบัดรักษามะเร็งตั้งแต่เริ่มต้นจะได้ผลดีกว่าการรักษามะเร็งเมื่อเป็นมากแล้ว ผลข้างเคียงการรักษามะเร็งบางประการถ้าไม่รักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ นำไปสู่อาการช็อคจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ อาการข้างเคียงสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ พอสรุปได้ดังนี้
       บวม ติดเชื้อ ไอ มีเสมหะ ผื่นขึ้นตามลำตัว ปวดท้องรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด มีแผลในปากและคอ เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว ซึมลง ชัก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ บริเวณให้ยา ปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดง ไข้สูงเกิน ๓๘ องศาเซลเซียส ( ๑๐๑ องศาฟาเรนไฮต์)
เลือดออกง่าย หรือไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
        เนื่องจากการรักษามะเร็งด้วยวิธีการหลักทั้ง ๓ วิธีการคือการผ่าตัด การฉายแสง การใช้ยาเคมีบำบัด  ยังมีปัญหาไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้ทุกราย บางรายที่ดูเหมือนอาการดีขึ้น ผ่านไปไม่กี่ปีโรคมะเร็งก็กลับมาเป็นอีก คราวนี้ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแม้การใช้ยาเคมีบำบัดรุ่นใหม่มาทำ การรักษา แต่ดูเหมือนผลการรักษาก็ยังไว้ใจไม่ได้ โดยที่การรักษามะเร็งเหล่านี้มาพร้อมกับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย มะเร็ง และไม่เพียงแต่จัดการกับเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังทำลายเซลล์ปกติด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะในร่างกายอย่างสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น
       สำหรับแนวทางรักษาแบบแพทย์ทางเลือกหรือธรรมชาติบำบัด ผมขอนำข้อเขียนของคุณนิกกี้ อิทธิเกษม เคยู ๓๗ ( เคยู ๓๗ เป็นระหัสรุ่นของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)   อ่านเป็นข้อมูลหรือนำไปปฏิบัติตามแล้วแต่ความศรัทธาของท่านนะครับ               
          ผม..นิกกี้ อิทธิเกษม KU ๓๗ อดีตนายกสมาคมม.เกษตรฯแห่งอเมริกา จะขอเล่าประสบการณ์ที่เคยสัมผัสมากับตัวเองเมื่อปี  ๒๐๐๗  เพื่อเป็นcaseตัวอย่างและเป็นทางออกให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหลาย
       ผมมีร้านอาหารอยู่ในเขตN.Hooywood วันหนึ่งกลางปี ๒๐๐๗ ผมได้มีโอกาสเจอลูกศิษย์เก่าที่เคยมาเรียนแจกไพ่ที่ร้าน ถามทุกข์สุขกันไปมา ถึงได้รู้ว่าเขาเคยเป็นมะเร็งที่คอ ๑ ครั้ง,มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก ๑ ครั้ง ปัจจุบันหายเป็นปลิดทิ้ง รวมทั้งพี่น้องญาติอีก ๘คนที่เป็นมะเร็งภายในเวลา ๕ปี ทุกคนหายหมด ผมจึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะถามว่า มีวิธีรักษากันอย่างไร?
         วันนั้นคุณแม่เขามาด้วยจึงอธิบายให้ฟังว่า "ฉันมีต้นจิงจูฉ่ายอยู่ในสวนหลังบ้านเยอะ ปกติก็จะใส่ในแกงจืดให้ลูกๆกินเป็นประจำ เพราะคนจีนบอกต่อๆกันมาถึงสรรพคุณช่วยฟอกเลือดและขับสารพิษออกจากร่างกายทำให้ลูกๆไม่ค่อยเป็นอะไร วันหนึ่งลูกฉันไปตรวจหมอกลับมา บอกว่าเป็นมะเร็ง อีก ๒ เดือนต้องไปฉายแสง ฉันจึงลองเอาจิงจูฉ่าย ๑ กำมือมาตำ จะได้น้ำออกมาแก้ว(เล็ก)หนึ่ง ให้เขากินตอนเช้าทุกวัน  ๒ เดือนถัดมาไปตรวจหมอ หมอถามไปทำอะไรมา ทุกอย่างปกติหมด มะเร็งได้หายไปแล้ว"
      หลังจากคุยกันพักหนึ่ง ผมก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า คน ๘ คนเป็นมะเร็งในที่ต่างกัน กินน้ำจิงจูฮวยฉ่าย  ๒-๓ เดือน ทุกคนหายหมด(ไม่มีใครต้องทำคีโมเลย) ผมจึงเกิดความเชื่อถือขึ้นมาระดับหนึ่ง
      ก่อนหน้านั้น พี่สะใภ้ผม ๒ คน(ปี ๒๐๐๖) เป็นมะเร็งที่เต้านม,มดลูก คนหนึ่งต้องทำคีโม ใช้วิธี"นั่งสมาธิ"ทุกวัน  ๘เดือน หายเป็นปกติ
       ต่อมาผมได้ต้นจิงจูฉ่ายมา ๑ ต้น จากคุณแม่ของลูกศิษย์ จึงรีบนำมาเพาะขยาย ปลายปี ๒๐๐๘ ผมได้รู้ว่าแม่ค้าที่เช่าที่ในร้านผมคนหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านมขั้น ๓ หน้าคล้ำ เดินตัวแข็งแล้ว ผมรีบเชิญมานั่งคุยเล่าเรื่องจิงจูฉ่ายให้ฟังและเรื่องพี่สะใภ้นั่งสมาธิ ก็เลยแนะนำให้ทำ ๒ อย่างควบคู่กันไป เชื่อไหมว่า ๓ เดือนถัดไป หายเป็นปลิดทิ้ง (ผมให้เขาไปเพียง ๑ ต้นไปปลูกและ เด็ดใบทานเลยวันละ๑ใบ เพราะมีน้อย ก็ยังได้ผล)
      ปี ๒๐๐๙ ผมมีต้นจิงจูฉ่ายมากขึ้นและแจกจ่ายให้กับคนรู้จักหลายคน ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่าง ๓ เดือน ทุกคนอาการดีขึ้นหมด ถ้าเราอยากช่วยผู้ที่เรารักและห่วงใยซึ่งกำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้ ผมแนะนำวิธีนี้ ถ้าคุณต้องทำคีโมก็ทำไป กินใบจิงจูฉ่ายและนั่งสมาธิ ผมว่าคุณมีโอกาสหาย
       ผมพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าผักชนิดนี้ แพทย์จีนโบราณเรียกว่า"ยาเย็น"เป็น"หยิน"ช่วยฟอกเลือด,ขับสารพิษ..ฆ่าเชื้อไวรัสทุกชนิด..เพื่อนku ๓๗ คนหนึ่งลองให้ลูกกิน เนื้องอกที่คอก็ยุบลง
                                        
 ต้นจิงจูฉ่าย ผมปลูกไว้ข้างรั้วบ้าน
       เราได้ข้อมูลจากคุณนิกกี้ไปบ้างแล้วคราวนี้เรามาดูความมหัศจรรย์ของเจ้าจิงจูฉ่ายเพิ่มเติม หลายคนคงมีโอกาสกินเกาเหลาเลือดหมูแต่ไม่รู้ว่าเคยสังเกตหรือเปล่าว่าในชามเกาเหลาเลือดหมูจะมีผักสีเขียวผักชนิดหนึ่งเพิ่มมาด้วยใบลักษณะเป็นหยักๆเรียก “จิงจูฉ่าย”คนจีนใส่เจ้าผักนี้เข้าไปเพื่อดับคาวเลือดแถมให้สรรพคุณทางยาอีก
         ชาวต่างชาติเรียกว่า จิงจูฉ่ายว่า "เซเลอรี่" (Celery) เป็นผักสมุนไพรชนิดหนึ่งของจีน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Apium graveolens L. ลักษณะต้น "จิงจูฉ่าย" จะเป็นกอคล้ายใบบัวบก สามารถเจริญงอกงามได้ดีในที่ที่มีแสงแดดรำไร ชื้น ดินโปร่งแต่ไม่แฉะ ชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน
          จิงจูฉ่ายจะมีสรรพคุณทางยาสูง ใน ๑๐๐ กรัมให้พลังงาน ๓๙๒ กิโลแคลอรี่ประกอบด้วยสารอาหารนานาชนิด คือ โปรตีน, ไขมัน, คาร์โบไฮเดรต, เส้นใย, แคลเซียม, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินเอ, วิตามินบี๖, วิตามินซี และวิตามินอี
          จุดเด่นของ "จิงจูฉ่าย" คือมีกลิ่นหอม คล้าย ๆ กับตั้งโอ๋ เมื่อถูกความร้อนความร้อนจะยิ่งหอม และยิ่งเพิ่มสรรพคุณมากขึ้น โดยกลิ่นหอมของ "จิงจูฉ่าย" มาจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในลำต้นและใบนั่นเอง ประกอบด้วยสารไลโมนีน ซิลนีน และสารกลัยโคไซด์ที่มีชื่อว่า อะปิอิน ซึ่งสารเหล่านี้มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดัน แถมยังช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ด้วย ส่วนต้นสด และเมล็ดของ "จิงจูฉ่าย" มีโซเดียมต่ำ จึงดีต่อผู้ป่วยโรคไต
        ในวงการแพทย์เชื่อว่า "จิงจูฉ่าย" เป็นยาเย็น จึงช่วยบำรุงปอด ช่วยฟอกเลือด เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก คนจีนจึงนิยมนำผักชนิดนี้มาปรุงเป็นอาหารรับประทานในหน้าหนาว เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลให้ร่างกายได้ดีนั่นเอง
          วันก่อนคุณไชยรัตน์  ส้มฉุน เพื่อนผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐบอกว่าแถวริมถนนพุทธมณฑลสาย ๔ มีร้านเกาเหลาเลือดหมูชื่อ “เจ๊กจุ่น” เป็นร้านเก่าแก่ต้นตำรับเลือดหมูคลองบางกอกน้อย สูตรเกาเหลาเลือดหมูเห็ดหอมใส่ผักจิงจูฉ่าย อร่อยแถมไม่หวงสูตรเปิดขายตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น มีแปลงปลูกผักจิงจูฉ่ายให้ชมด้วย ไปไม่ถูกโทรถาม ๐๘-๒๒๒๑-๕๑๓๕
             ร้านนี้ ผมไม่มีเอี่ยวนะครับ ไม่รู้จักกัน แถมยังไม่ได้ชิมอีกด้วย แต่อยากให้ทุกท่านสุขภาพดี ได้กินทั้งเกาเหลา ได้ทั้งสูตร และสำคัญได้ทั้งต้นจิงจูฉ่ายไปปลูกรักษาโรคมะเร็งด้วย ฮ่าๆๆ
              แต่แหล่งปลูกจิงจูฉ่ายที่มากที่สุดอยู่ที่จังหวัดเชียงรายครับ
                                                       ---------------------------------------------------- 

                        (  คอยติดตาม..ตำรับ.สมุนไพรรักษามะเร็งเพิ่มเติมที่นี่....? )กำลังเขียน 

blog comments powered by Disqus