สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ
ตำรับยาสมุนไพรหลวงปู่ศุข
วัดปากคลองมะขามเฒ่า
จำรัส เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
            เมื่อวันที่  ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท มีการจัดงานรวมพลังภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ๑๖จังหวัดในภาคกลางและ สืบสานตำรายาหลวงปู่ศุข วันนั้นคุณชินกร ไกรลาศ ศิลปินแห่งชาติมาเล่าขานตำนานมะขามเฒ่า ท่ามกลางชาวบ้านที่ศรัทธาและหมอพื้นบ้านที่สนใจเดินทางมาร่วมงานแทบจะทุกสารทิศ
            หลวงปู่ศุขท่านเป็นคนในละแวกคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เมื่อท่านโตเป็นหนุ่มท่านเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพแถวคลองบางเขน และเมื่ออายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทที่วัดโพธิ์บางแขน (หรือวัดโพธิ์ทองล่าง) หลังจากท่านบวชก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เชย จันทร์สิริ และอาจารย์อีกหลายท่าน
            หลวงปู่ศุข ท่านได้ออกธุดงค์และได้ธุดงค์ไปหลายที่เพื่อปฏิบัติธรรมนานหลายปี จนกระทั่งมารดาของท่านได้ล้มป่วยลงตามอายุไขของคนชรา ด้วยความเป็นห่วงมารดาท่านจึงมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอู่ทองคลองมะขามเฒ่า แต่เป็นวัดที่อยู่ลึกเข้าไปจากคลองมะขามเฒ่า(คือแม่น้ำท่าจีนในปัจจุบัน) แต่ด้วยวัดเป็นวัดเก่าแกและได้ชำรุดเสียหายไปตามสภาพจึงไม่สามารถบรูณะใหม่ได้  หลวงปู่ศุขท่านจึงขยับออกมาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและสร้างกุฏิขึ้นหลังหนึ่งเพื่ออยู่อาศัยไปก่อน ซึ่งการย้ายมาอยู่ที่นี่เองทำให้หลวงปู่ท่านได้พบกับกรมกลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งตอนนั้นท่านเสด็จประพาสทางเหนือ เห็นหลวงปู่มีคาถาอาคมน่าเลื่อมใสทำให้พระองค์ชื่นชอบในทางพุทธคมอยู่แล้ว จึงฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์กันเพื่อจะได้ศึกษาวิชาอาคม และในเวลาต่อมาพระองค์ท่านจึงกลายเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข ซึ่งสามารถเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่ได้ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว
               มีคนแก่เล่าต่อกันว่า เมื่อกรมกลวงชุมพรท่านได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข จนท่านเป็นผู้ที่มีอาคมชั้นเลิศ และทำทุกอย่างได้เหมือนหลวงปู่ศุข เช่น สามารถแก้ทางปืนไม่ให้โดนได้, เสกผ้ายันต์หลวงปู่ศุขแปลงเป็นจระเข้ได้ สามารถยิงปืนนัดเดียวทะลุทีละ 20 คน(จากประวัติที่เล่าสืบต่อกันของคนรุ่นเก่า) ถือว่าวิชาอาคมหลวงปู่ศุขนั้นสุดยอดมากจริง ๆ นอกจากนั้นท่านยังมีตำรายาสมุนไพรอีกมากมาย ผมขอคัดเลือกเพียงบางโรคที่ท่านผู้ป่วยสนใจมาเผยแพร่

โรคหัวใจ
          อวัยวะที่อยู่ในทรวงอกนอกจากหัวใจแล้วยังมี เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด เยื่อหุ้มปอด หลอดอาหาร หลอดเลือดแดงใหญ่ กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง เต้านม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก เมื่อมีการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะเหล่านี้ก็ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้ทั้งสิ้น แต่ลักษณะอาการอาจแตกต่างกัน  อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด
          ๑   เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
          ๒  อาการตามข้อ ๑   เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
          ๓   ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
          ๔     กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก) และ อาการต่อไปนี้ไม่เหมือนอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด
          -   เจ็บแหลมๆคล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก
          -    อาการเจ็บเกิดขึ้นในขณะพัก มีอาการนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
          -     อาการมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ ขยับตัว หรือ หายใจเข้าลึกๆ
           -     อาการเจ็บร้าวขึ้นศีรษะ ปลายมือ ปลายเท้า
          ๕   หอบ เหนื่อยง่าย อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ 
          คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ
          อาการเหนื่อยแบบหมดแรง มือเท้าเย็นชา พูดก็เหนื่อย (โดยอัตราการหายใจปกติ) เหล่านี้มักจะไม่ใช่อาการเหนื่อยจากโรคหัวใจ
          ๖  ใจสั่น ใจสั่นในความหมายแพทย์หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ อาการดังกล่าวอาจพบ ได้ในคนปกติ  โรคหัวใจ และโรคอื่นๆที่มีผลต่อหัวใจ เช่น ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอด แพทย์จะซักประวัติละเอียดถึงลักษณะของ อาการใจสั่น เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยรู้สึก"ใจสั่น"โดยหัวใจเต้นปกติ 
          การตรวจวินิจฉัยกลุ่มอาการใจสั่นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการชั่วขณะ เมื่อมาพบแพทย์อาการดังกล่าว ก็หายไปแล้ว แพทย์จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ดังนั้นท่านควรศึกษาวิธีจับชีพจรตัวเอง เมื่อเกิดอาการ ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งในเวลา  ๑   นาที และสม่ำเสมอหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น
         ๗  ขาบวม อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ(โซเดียม)และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไต (ขับเกลือไม่ได้) โรคหลอด เลือดดำอุดตัน (การไหลเวียนไม่สะดวก) ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือ ในบางราย ไม่พบสาเหตุ (idiopathic edema) การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรังก็ให้อาการเช่นนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการขาบวม แพทย์จำเป็นต้องตรวจหลายระบบ เพื่อหาสาเหตุ จึงให้การรักษาได้ถูกต้อง
          ๘  เป็นลม วูบ    คำว่า "วูบ" นี้เป็นปัญหาในการซักประวัติอย่างมาก เนื่องจากในภาษาไทยคำนี้มีความหมายต่างๆกัน แต่ในความหมายของแพทย์แล้ว จะตรงกับภาษาอังกฤษว่า syncope หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่รวมถึงอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเครง วูบวาบตามตัว หายใจไม่ออก อาการดังกล่าวอาจเกิดจาก ความผิดปกติของสมอง เช่น ลมชัก (แม้จะไม่ชักให้เห็น) เลือดออกในสมอง ความผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง หรือหยุดเต้นชั่วขณะ หรือ ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ นอกจากนั้นแล้ว "วูบ" ยังอาจพบได้ในคนปกติที่ขาดน้ำ เสียเลือด ท้องเสีย ไม่สบาย ขาดการออกกำลังกาย ยาลดความดันโลหิต อีกด้วย

ยารักษาโรคหัวใจ
       ส่วนผสมของตัวยา มี มะพร้าวอ่อน ๑ ผล ต้นขึ้นฉ่ายสด ๑ กำมือ ชาวเอเชียรู้จักใช้ขึ้นฉ่ายเป็ยาลดความดันมาเป็นพันปีแล้วค่ะ ชาวจีน ชาวเวียดนามแนะนำให้รับประทานวันละ 4 ต้น เพื่อรักษาความดันให้เป็นปกติ  ขึ้นฉ่ายนั้นมีทั้งในยุโรปและเอเซีย ในยุโรปนั้นถือเป็นพืชพื้นเมืองของยุโรปตอนใต้ ชาวกรีกโบราณมีการทำไวน์ขึ้นฉ่ายเพื่อให้นักกีฬากิน และใช้เป็นยาสมุนไพรมานานแล้วด้วย มีด้วยกัน 3 ชนิดคือ ต้นสีขาว สีเขียว และน้ำตาลเขียว ต้นอวบใหญ่มาก สูงราว 40-60 ซม. ส่วนในเอเชียนั้นจะมีขนาดเล็กว่าคือสูงราว 30 ซม. ที่บ้านเรารับประทานกันอยู่นั้นเป็นพันธุ์จากเมืองจีน



         ขึ้นฉ่ายยังอุดมไปด้วยธาตุโพแทสเซียม ซึ่งช่วยปรับระดับคววามดันเลือดให้เป็นปกติ และมีสารจำพวกเกลือแรก แคลเซียม และฟอสฟอรัสอยู่มาก จึงช่วยให้ให้กระดูกและฟันแข็งแรง และช่วยบำรุงครรภ์ด้วย
       วิธีปรุงยา   เอามะพร้าวอ่อนมาตัดเอาหัวออก เปิดกะลามะพร้าว อย่าให้น้ำมะพร้าวหก เอาต้นขึ้นฉ่ายสดมาล้างน้ำให้สะอาด ตัดเป็นท่อนๆ ใส่ลงไปในน้ำมะพร้าวนั้น จากนั้นเอามาเผาไฟจนน้ำมะพร้าวเดือด พยายามอย่าให้น้ำมะพร้าวหกออกมา ถ้าไฟแรง ลดไฟลงให้เดือดอ่อนๆ จนขึ้นฉ่ายผสมผสานกับน้ำมะพร้าวมากๆ ด้วยเวลาประมาณ ๑๐ นาทีเศษ
         ขนาดรับประทาน   เอาน้ำมะพร้าวนี้ปล่อยเอาไว้ให้อุ่น ดื่มให้หมดวันละ ๑ ผลทำเช่นนี้เป็นเวลา ๗ วัน ๗ ผล
ต่อมาให้รับประทานยานี้วันเว้นวัน ต่อเนื่องกันประมาณ ๑-๒ เดือนอาการของโรคหัวใจจะค่อยๆ ทุเลาลงเรื่อย
        สรรพคุณ   รักษาอาการของโรคหัวใจได้ดีมาก อาการหายใจขัดจะหายไป อาการอ่อนเพลียจะไม่เกิดขึ้นเหมือนเมื่อก่อน เรี่ยวแรงจะดีขึ้น อาการเจ็บปวดที่ทรวงอกด้านซ้ายจะไม่มีเหมือนเดิมอีก       ข้อสำคัญจะต้องรับประทานต่อเนื่องกันไป ตามที่แนะนำจึงจะรักษาอาการของหัวใจ
------------------------------------------------------------------------

blog comments powered by Disqus