สมุนไพรท่าพระจันทร์

เรื่องเล่าสุขภาพ

ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่
                                       ส่งท้ายปีเก่า  ต้อนรับปีใหม่

         ขอให้ทุกคน มีแต่ความสุข    ร่ำรวยเงินทอง   สุขภาพแข็งแรง


                                                                   Jamrat.net 

                          

อาหารทำลายสุขภาพ
                                 อาหารทำลายสุขภาพ
                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

              ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทุกวันนี้ คนเรากินอาหารหลายชนิดเข้าไปทำลายตัวเราเอง ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาในที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
คือผงชูรส พิสูจน์ง่าย ลองเอาผงชูรสละลายน้ำ ๑ ซอง แล้วเอากระดูกใส่ลงไปดองดูสัก ๑ สัปดาห์ ไปเปิดดูใหม่ จะไม่มีกระดูกหลงเหลืออยู่เลย
             และบทพิสูจน์อีกตัวอย่างหนึ่ง
คือน้ำอัดลมสีดำ ให้เอากระดูกลงไปดองดู กระดูกจะสลายไปภายใน ๑ สัปดาห์เช่นกัน เอาแมลงใส่ลงไป ๓ วัน ไม่เหลือซาก เอาเล็บตัดใส่ลงไป ๓ ชั่วโมงเรียบร้อยเลยนิ่มเปื่อยยุ่ยไปหมด เอาน้ำอัดลมสีดำราดห้องน้ำ ล้างออกยิ่งกว่าน้ำยาราดห้องน้ำอีก เอาเนื้อที่เหนียวๆไปหมักไว้ในน้ำอัดลมสีดำแป๊บเดียว เนื้อเอาไปทำอาหารเอร็ดอร่อยมาก สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน น้ำอัดลม ก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่างมันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน ๔ วัน
             ยังมีพวก
น้ำตาลทรายขาวอีกชนิดที่ทำลายกระดูกของคนเรา ควรหลีกเลี่ยง ให้กินน้ำตาลทรายแดง แทน น้ำตาลไม่ได้ให้โทษแต่ผงสีขาวหรือสารฟอกสีขาวในน้ำตาลทำลายกระดูกอย่างน่ากลัว จะเห็นว่าสารพิษทุกวันนี้มีอยู่รอบตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผงชูรสจะแฝงอยู่ในขนมเด็กจึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้เด็ก๘-๙ ขวบก็เป็นเบาหวานกันแล้วไม่ต้องรอนาน
            ฉะนั้นผงชูรส น้ำอัดลมสีดำและน้ำตาลทรายขาว ๓ ชนิดนี้กินเข้าไปทำลายตับอ่อนก่อนเพื่อนเลย ใครอยากเป็นเบาหวานให้กินทุกวันน้ำอัดลมวันละ ๒ ขวด พ่อแม่หลายคนมักซื้อสาหร่ายแผ่นบางๆให้ลูกหารู้ไม่ว่าคุณกำลังฆ่าลูกทางอ้อมแล้ว ผงชูรสทั้งนั้น แม้กระทั่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็มีผงชูรสแทบทั้งสิ้น  และที่อันตรายอีกอย่าง
คือยาเคมี หรือยาที่เรารักษาโรคอย่างยาแก้ปวดต่างๆที่ไปรับตามเวลาหมอนัดนี่แหละมันไปทำลายโครงสร้างของร่างกาย หลายคนกินมาเป็นปีๆ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่หาย ก็ยังไปหามากิน ๓ เวลา เหมือนกินอาหาร
            อีกชนิด
คือยาฆ่าแมลง สักเกตแมลงตัวไหนที่โดนยาฆ่าแมลงฆ่าตายเราเอามาปี้นิดเดียวก็เป็นผงแล้วเพราะแคลเซียมในตัวถูกทำลายหมดเลย และจำพวกของหมักดองก็ทำลายสุขภาพเช่นกัน เช่นปลาร้า มะม่วงดองหน่อไม้ดอง ของหมักดองทั้งหลาย น้ำส้มสายชูกินก๋วยเตี๋ยวใส่เยอะๆ กระดูกพังหมด ไม่เชื่อเอาน้ำส้มสายชูหมักกระดูกดู แป๊บเดียวกระดูกไปหมด ขนาดหยดลงบนหินฟองยังขึ้นเลย
            ปัจจุบันมีแปลกๆมีน้ำใสๆหยดลงไปในน้ำแล้วบอกนี่ออกซิเจน เพราะคนขาดออกซิเจนไม่ได้ ใช่คนขาดออกซิเจนไม่ได้ แต่ออกซิเจนเข้าทางจมูกไม่ใช่เข้าทางน้ำ
                      นอกจากนั้น
อาหารที่มาจากการทอดเช่นโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides)ออกมาซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท  ใครที่ชอบกินชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก ซึ่งทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆ  เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก มีการเติมสารปรุงรสผงชูรส ทำให้ปวดหัว
                  ที่หยิบยกมาเป็นเพียงไม่กี่ชนิด แต่ก็คงจะทำให้มองเห็นภาพความเสี่ยงในชีวิตหากกินสิ่งเหล่านี้เข้าไปฉะนั้นก่อนกินจงคิดให้ดี ว่ากำลังกินเพื่อสุขภาพหรือกินทำลายสุขภาพกันแน่ฮ่าๆๆ
                       
                                                        
                                                   --------------------------------------------------
  

เปลี่ยนยางรถยนต์ที่ไหนดี
                                  เปลี่ยนยางรถยนต์ที่ไหนดี
                                 “ให้ประทับใจ”
                                               จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
    หลังจากตระเวน ทั้งบุกทั้งลุยมาทั่วประเทศ เจ้ารถยนต์กระบะวีโก้แค็ปโฟวีล  คู่ชีพของผมต้องเปลี่ยนยางเสียที เพราะดูๆแล้วหน้ายางล้อทั้งหน้าหลังจะถึงอายุขัย แต่ก็ต้องมาหนักใจกับการเลือกศูนย์บริการ
     เพื่อนแนะนำให้ไปที่ศูนย์บริการและจำหน่ายยางรถยนต์ ที่อยู่ ตรงข้ามกับแม็กโคร ถนนแจ้งวัฒนะ วันนั้นก่อนไปก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้ยี่ห้อไหนดี ที่ราคาพอสมน้ำสมเนื้อ ผมจึงโทรไปปรึกษาเสียงหวานๆจากเจ้าหน้าที่ศูนย์พร้อมคำแนะนำ และเสนอราคาแต่ละรุ่น ซึ่งฟังน้ำเสียงแล้วมีความรู้สึกว่าเธอมีความสุขมากที่แนะนำเรา
      นั่นเป็นเหตุผลแรกในความรู้สึกดีๆ เหตุผลต่อมาหลังจากแวะไปที่ศูนย์ การบริการของเจ้าหน้าที่ทุกคน เข้ามาทักทาย บริการน้ำท่าอย่างเป็นกันเอง และเหตุผลสุดท้าย ที่ผมต้องนั่งลงจิบน้ำอย่างสบายใจ คือเธอบอกว่า
     “ ผ่อนได้ ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ค่ะ๖ เดือน” ฮ่าๆๆๆ   ส่วนราคาก็ถือว่าไม่หนัก พอหายใจโล่ง
     “ มาดูก่อนสิค่ะ ชอบลายไหน จะใช้แบบวิบากหรือถนนเรียบ เรามีทั้ง MICHELIN –YOKOHAMA – BRIDGESTONE หรือยี่ห้ออื่น บอกได้ตามแต่ลูกค้าชอบ”  ดูกันเพลินพร้อมสอบถามข้อมูลสมรรถนะของแต่ละรุ่น
                                        

     ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทีมช่าง ๔-๕ คน กำลังถอดล้อเปลี่ยนยาง ผมเดินไปดู ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ตอบขอซักถามให้คำแนะนำถึงการตรวจสอบอย่างดี
    “ โชคอัพหลังพี่รั่วนะครับ คงต้องเปลี่ยน “ ผมรีบตอบเปลี่ยนเลยน้องทั้งสองข้างเลย ฮ่าๆๆๆ ผ่อนได้
    “ ต้องเปลี่ยนสองข้างครับพี่เปลี่ยนข้างเดียวมันไม่สมดุลกัน” และน้องช่างยังบอกอีกว่าสายพานหน้าเครื่องก็เสื่อมแล้ว ผมก็ตอบประโยคเดิม เปลี่ยนเลยน้อง ฮ่าๆๆ
     ไม่ถึงชั่วโมงเสร็จสรรพเรียบร้อย ตั้งศูนย์ถ่วงล้อแถมฟรีไม่คิดตังค์ ฮ่าๆๆ  แบบนี้ต้องบอกต่อ ยังไม่ทันได้เอนหลังที่ห้องรับรองแขก  ก็มีเสียงเจ้าหน้าที่ช่างที่เปิดประตูเข้ามาบอกว่า
     “ หลอดไฟเบรคพี่ก็ขาดด้วยครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้เลย”
                    
        

     ผมคิดในใจว่ามาเปลี่ยนยางที่นี่ดีนะ เขาห่วงใยเจ้าของรถพยายามตรวจสอบ ว่าจุดไหนของรถมีปัญหาก็จะบริการตรวจสอบเปลี่ยนให้เลยเพื่อความปลอดภัย วันนั้นผมมั่นใจและสบายใจเพราะน้องทีมช่างๆเขาตรวจสอบตั้ง ระบบเบรค สายพานหน้าเครื่อง ไส้กรองอากาศเครื่องยนต์และไส้กรองแอร์ พร้อมระบบไฟฟ้าหน้าหลังเสร็จสรรพ
      ก่อนกลับเจ้าหน้าที่นำสติกเกอร์สีเหลืองๆมาให้บอกว่าให้ติดที่รถ เมื่อครบกำหนดหกเดือนให้นำรถมาตรวจสอบสลับล้อ-ถ่วงล้อได้ฟรี   วันนั้นขับรถออกจากศูนย์ด้วยความประทับใจ และมั่นใจในการขับขี่  ต้องขอบคุณในการบริการของ
“GOOD YEAR  AUTOCARE  กิจเจริญการยาง” ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๐๒-๕๗๕๐๑๑๑-๓  แจ๋วจริงๆๆ
                                         ----------------------------------------------- 

ล้างพิษไต-ตับ
                                                                 ล้างพิษไต-ตับ
                                       “ตำรับเด็ดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน”
                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง          
             ไตถือเป็นอวัยวะที่สำคัญในการกำจัดสารพิษโดยเป็นการขับสารพิษชนิดที่ละลายได้ในน้ำออกมาทางปัสสาวะ เพื่อให้ไตสะอาดและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสารพิษที่จะไหลออกมาจากตับ เนื่องจากตับเป็นด่านแรกของการกรองสารพิษ ฉะนั้นก่อนล้างพิษตับต้องล้างพิษไตก่อน ก่อนที่สารพิษจะผ่านลำไส้เพื่อขับออกจากร่างกาย และอาจมีสารพิษบางส่วนถูกดูดซึมและไหลย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดและถูกขับออกจากไต
            ถ้าหากเราสามารถขับของเสียออกจากไต โดยการปัสสาวะของเสียที่คั่งค้างออกได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีแล้วปัญญาการเกิดนิ่วก็ไม่มี เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นกับพี่ชายผมเอง ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย ไตและตับอาจหยุดการทำงานเฉียบพลัน เนื่องจากร่างกายได้รับสารพิษ
          ที่ รพ.รามาหมอพยายามตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด ความดัน นำอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆมาตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด สุดท้ายตรวจพบเชื้อที่น่าจะมาจาก “ฉี่หนู”  เพราะอาการอ่อนเพลีย กินข้าวไม่ได้ และปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฉีกขาด และตามมาถืออาจจะทำให้ตายวายเฉียบพลัน โรคนี้พี่ชายอาจจะใส่รองเท้าแตะลุยน้ำฝน ในบริเวณที่หนู่ฉี่เอาไว้ เช่นในกอหญ้าหลังบ้านหรือแหล่งหนูอาศัยอยู่ เชื้อนี้อาจเข้าทางบริเวณส้นเท้าแตกหรือมีแผล ซึ่งง่ายต่อการติดเชื้อ
         หมอบอกว่าอาจจะต้องล้างไต เพราะไตทำงานล้มเหลว อาจจะไตวายเฉียบพลันได้ต้องเจาะล้างไต ซึ่งการเจาะอัตราการเสี่ยงสูงมาก อาจจะเจาะไปถูกอวัยวะที่สำคัญ แต่หมอก็บอกว่าหมอที่ทำมีความชำนาญพิเศษ โอกาสเกิดน้อยมาก แต่ต้องบอกให้ญาติได้รู้ และญาติต้องเซ็นรับรอง อนุญาตให้ทำ พรุ่งนี้เที่ยงจะประเมินอีกครั้งก่อนล้างไต
       ถึงแม้ได้รับกำลังใจ จากเครือญาติ แต่พี่ชายผมคงเครียดและปลงไปพร้อมๆกัน ระหว่างอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้ยื่นกระดาษแผ่นน้อยให้ผม ภายหลังผมหยิบมาอ่านมีข้อความว่า “ ไม่รู้ฟอกไตหรือฟอกตาย” บ่ายวันนั้นน้องสะใภ้ผมคนหนึ่งซึ่งศรัทธาภูมิปัญญาพื้นบ้านมาก ได้นำถุงน้ำถั่วเขียวมาให้พี่ชายดื่ม พี่ชายผมให้หลอดดูดทีเดียวเกลี้ยงถุง  พวกเราก็ยืนดูคิดว่าพี่ชายคงหิวน้ำ
      จากช่วงบ่ายถึงเที่ยงอีกวัน พยาบาลก็เดินไปเดินมา นำผลต่างๆไปตรวจวิเคราะห์เพื่อให้หมอประชุมประเมินวางแผนในกาที่จะต้องเจาะล้างไตหรือไม่ บ่ายวันต่อมาหลังจากหมอประชุมกันแล้ว ลงความเห็นว่ายังไม่ต้องล้างไต เพราะไตเริ่มทำงานปกติแล้ว เพียงแต่รอดูอาการสักระยะ เพียงไม่ถึง ๒ วันพี่ชายผมก็ได้ออกจาก รพ. และหมอก็นัดมาตรวจอีกสัปดาห์ละครั้งเพื่อความมั่นใจ  
     ผมซึ่งติดตามสถานการณ์มาตลอด มั่นใจว่าถุงน้ำถั่วเขียวที่น้องสะใภ้เอามาให้พี่ชายดื่ม ได้ส่งผลต่อไตแน่นอน ต่อมาผมได้สอบถามสูตรถั่วเขียวจึงทราบว่า หมอพื้นบ้านแนะนำมาให้ เอาถั่วเขียวหนึ่งกำมือแช่น้ำ ๑ คืน นำมาปั่นกับข้าวสารประมาณครึ่งกำมือ ถั่วเขียวหนึ่งกำมือเมื่อนำมาปั่นแล้วจะได้ประมาณ ๒  แก้ว ผสมกับน้ำเต้าหู้เท่าที่ต้องการเติมน้ำผึ้งนิดๆเท่านี้ เราก็ได้สูตรล้างพิษไตและตับมาดื่มแล้ว ดื่มให้หมดรวดเดียว จะได้สบายใจในการล้างถอนพิษในร่างกาย
     ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ แย่แก้ลำบาก หากมีเวลาว่างก็ลองทำสูตรนี้กินสักครั้งเป็นการล้างพิษไตและตับไปด้วย คงดีไม่น้อย เพราะชั่วนาตาปี ไตตับไม่เคยได้รับการเหลียวแลเลย หากทำได้ ก็คงโล่งใจไปอีกเปราะเหมือนเราได้เป่าล้างหม้อกรองเครื่องยนต์ประมาณนั้นฮ่าๆๆ
                                               ------------------------------------
 
                                 
  
  
           
 
                

แก่งอาฮง จุดชมสะดือแม่น้ำโขง
                                แก่งอาฮง...จุดชมสะดือแม่น้ำโขง
                             วัดแท่นศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ
                                             จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

                  ถ้าพูดถึงแก่งสำคัญๆในแม่น้ำโขงแล้ว แก่งอาฮง ถือว่าเป็นแก่งที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแม่น้ำสายนี้ เพราะเป็นจุดชมสะดือของแม่น้ำโขง  เคยมีการสำรวจโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ ๙๘ วา หรือประมาณ ๒๐๐ เมตร แก่งอาฮง   ตั้งอยู่บ้านอาฮง ณ วัดอาฮงศิลาวาส ตำบลไคสี เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ  จ.บึงกาฬ  ห่างจากตัวบึงกาฬ  ๒๑ กิโลเมตร ห่างจากหนองคาย ๑๑๕ กม.
                 แก่งอาฮง เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำแม่น้ำโขงมาเนินนาน ซึ่งต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงนั้นมีต้นกำเนิดจากการละลายตัวของน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน  ลาว พม่า ไทย กัมพูชา แล้วไหลออกทะเลจีนที่ประเทศเวียดนาม มีความยาวทั้งหมด  ๔,๘๘๐ กิโลเมตร
                และจุดที่ลึกที่สุดหรือที่เรียกกันว่าสะดือแม่น้ำโขงนั้นก็อยู่ที่แก่งอาฮง นี่เอง ว่ากันว่า บริเวณแก่งอาฮงเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีปากถ้ำลอดภูเขาไปทะลุที่เขางูตรงข้ามกับแก่งอาฮงในฝั่งลาว บริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวและวนจนเป็นหลุมรูปกรวย ชาวบ้านมีความเชื่อว่าลึกลงไปคือวังบาดาลของพญานาค และเป็นแหล่งกำเนิดบั้งไฟพญานาคแห่งแรกของแม่น้ำโขง
                บริเวณที่เกิดน้ำวนถ้ามีเศษไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุใดๆ ลอยมาก็จะไหลวนอยู่บริเวณนี้ประมาณ  ๓๐ นาที จึงค่อยหลุดไป ชาวบ้านเล่าว่า ถ้ามีคนตกน้ำตายเหนือแก่งอาฮงขึ้นไป ไม่ว่าบริเวณใด หากหาศพไม่พบ ก็จะมาหาได้ที่แก่งอาฮง เพราะเชื่อกันว่าศพจะไหลไม่พ้นแก่งอาฮงไปได้  
               แก่งอาฮง ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ปลาบึก ในตอนดึกของฤดูน้ำหลาก จะได้ยินเสียงจากแม่น้ำโขงเสียงดัง เหมือนว่าคนลงเล่นน้ำ นั้นคือเสียงของ ปลาบึกผสมพันธุ์กัน เนื่องจากบริเวณนี้มีความลึก และ มีถ้ำใต้น้ำ จึงเหมาะกับการผสมพันธุ์ของปลาบึก
              สำหรับตำนานที่เกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา คือ เมื่อ ครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์  เมื่อสิ้นออกพรรษาเหล่าเทพเทวาได้พากันเนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง เพื่อรองรับเบื้องพระบาทในการเสด็จกลับยังโลกมนุษย์   ส่วนเหล่าพญานาคนั้นได้พากันสำแดงฤทธิ์พ่น ไฟถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อต้อนรับการกลับมาขององค์พระพุทธชินสีห์ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของ “บั้งไฟพญานาค” ที่โด่งดังไปทั่วโลก และเชื่อว่าใต้แก่งอาฮง  เป็นถ้ำที่อยู่ของพญานาคแน่นอน
                บริเวณแก่งอาฮง ยังเป็นที่ตั้งของ วัดอาฮงศิลาวาส วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด ทราบแต่เพียงว่าเดิมเป็นสำนักสงฆ์ โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านได้มรณะไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีพระภิกษุสงฆ์มาจำพรรษาอีกเลย
                จนกระทั่งปี พ.ศ.  ๒๕๑๗ ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญได้เดินทางไปกราบนมัสการ พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามาดู พบเพียงแม่ชีแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่
                 ปัจจุบันวัดอาฮงศิลาวาส โดดเด่น ด้วยสถาบัตกรรม พระอุโบสถ์หินอ่อน ริมแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถ์  ประดิษฐาน “พระพุทธ คุวานันท์ศาสดา” ซึ่งมีความงดงามตระการตาด้วยว่าเป็นพระ พุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช  นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปทองคำสององศ์ ประดิษฐาน อีกด้วย
                 บรรยากาศภายในวัด เป็นโขดหินรูปร่างแปลกตามากมาย มีการจัดเรียงตามธรรมชาติ เหมือนกับสวนหิน การเดินทางมาท่องเที่ยว แก่งอาฮง สามารถมาได้ตลอดปี แต่แก่งจะสวยในช่วงฤดูร้อน เพราะ จะเป็นช่วงน้ำลด แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ วันออกพรรษา  ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ สามารถชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคได้สวยงามที่สุด จึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางที่วัดแห่งนี้ไม่ขาดสาย
                                                       ---------------------------------------
 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www: jamrat.net 

ไตวายไม่ต้องฟอกไต
                                                       ไตวายไม่ต้องฟอกไต
                                                 จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

           ใครที่เป็นโรคไตวายไตเสื่อม จำเป็นต้องมีการฟอกไตโดยเครื่องฟอกไต ที่จะช่วยกรองของเสียที่เป็นอันตราย เกลือ และน้ำส่วนเกินออกจากเลือด และนำเลือดที่ปกติหรือเลือดที่ผ่านการกรองแล้ว กลับเข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ การฟอกไตยังช่วยในการรักษาระดับที่ปลอดภัยของสารเคมีบางอย่างในเลือด เช่นโพแทสเซียม โซเดียมและไบคาร์บอเนต ที่ช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
           ถ้าการทำงานของไตล้มเหลว สามารถทำให้เกิดปัญหาหลายประการ คือมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คันตามผิวหนัง มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก มีปัญหาในการนอนหลับ สูญเสียน้ำหนัก และโรคโลหิตจาง คือปัญหาในการที่จำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดแดงในเลือดต่ำเกินไป
          แต่ในโรคไตบางชนิด เช่น ไตวายเฉียบพลัน หลังได้รับการรักษาแล้วมีอาการดีขึ้น การฟอกไตจึงอาจมีความจำเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ  จนกว่าไตจะมีการทำงานที่ดีขึ้น แต่สำหรับโรคไตวายเรื้อรังนั้น หากยังไม่มีการเปลี่ยนไตใหม่ จะต้องทำการฟอกไตไปตลอดชีวิต
        การฟอกไตแพทย์จะทำการเจาะสร้างทางเข้าโดยการเจาะเข้าที่หลอดเลือด เพื่อให้ร่างกายสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องฟอกไต อาจจะเป็นบริเวณช่วงลำคอ หรือช่วง โคนขา ซึ่งอัตราเสี่ยงต่อการเจาะพลาดไปถูกจุดสำคัญ มีมาก แต่หมอที่ทำจะมีความชำนาญสูงโอกาสพลาดไม่ค่อยเกิด แต่ก่อนหมอจะทำการเจาะจะมีเอกสารมาให้ญาติเซ็นยินยอมก่อน ฮ่าๆๆ
      ในการฟอกแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง ในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำการการฟอกไต ๓ ครั้ง บางรายต้องฟอกตลอดชีวิต
       ใครเป็นโรคนี้ร้อยทั้งร้อยต้องยอมให้หมอเจาะหลอดเลือดเพื่อการฟอกไต เพราะเป็นนาทีวิกฤติ และลำบากใจที่จะตัดสินใจเป็นอย่างอื่น ก็อยากให้ผู้ป่วยที่เป็นญาติคนรักนั้นหายจากโรคร้าย  ส่วนผู้ป่วยก็ต้องทำใจ กล้าเผชิญกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
       เรื่องที่ผมจะเล่าเพื่อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย ท่านอาจจะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของท่านหรือจะรับฟังข้อมูลไว้เป็นความรู้  ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ตรงจากผู้ป่วยที่เคยประสบกับโรคไตวายมาแล้ว          
     
   ลุงคำ หวานคำ เป็นคนตำบลวังพร้าว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เล่าให้ผมฟังว่า มีเพื่อนป่วยเป็นโรคไตมานานหลายปี ต้องไปฟอกไต อาทิตย์ละ ๓ วัน ลำบากทั้งคนดูแล คนพาไปฟอกไตที่โรงพยาบาล ไหนจะค่าใช้จ่ายอีก อยู่ต่อมามีพระมาจากเชียงใหม่ แนะนำให้ใช้สมุนไพร ๒ ชนิดคือใบยอแก่ๆประมาณ ๘-๙ ใบ และมะตูมฝานเป็นแว่นตากแห้ง ประมาณ ๑๐ แว่น ใส่หม้อต้มเอาน้ำดื่มต่างน้ำชา  เพื่อนเขาดื่มอยู่ ๓ เดือน ไปหาหมอตรวจ หมอลงความเห็นว่า ไตทำงานได้ดีขึ้น ไม่ต้องฟอกไตแล้ว
      ด้วยความอยากรู้ ผมจึงลองนำสูตรนี้มาต้มกิน ด้วยแนวคิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้แย่แก้ไม่ทัน ป้องกันไว้ก่อนสบายใจ รสชาติ ฝาดนิดๆออกเชิงหวานๆจากมะตูม แต่ที่แน่ๆเข้าห้องน้ำบ่อย ฮ่าๆๆ
      นอกจากนี้บางตำราของ
หมอพื้นบ้านบอกว่า ก้านพริก จะเป็นก้านพริกอะไรก็ได้นำมาตากแห้งแล้วนำมามาต้มดื่มก็สามารถล้างไตได้ และยังรักษาโรคเบาหวาน โรคสมองตีบตันถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตให้หายได้ดังปกติอีกด้วย ดื่มครั้งแรกน้ำปัสสาวะจะขุ่นหลังจากนั้นจะใสขึ้นเรื่อยๆ
                                             ---------------------------------------------------- 

"ในหลวง" เสด็จสวรรคต

                                                  
                                               " ในหลวง" เสด็จสวรรคต
                                                         จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง 
  
              เหมือนสายฟ้าฟาด หัวใจคนไทยแทบแตกสลาย เมื่อได้ทราบข่าวจาก แถลงการณ์สำนักพระราชวัง " ในหลวง" เสด็จสวรรคต น้ำตารินไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
             ประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
             พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น
            แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดลงหนักตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาล ศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๘๙ ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี สำนักพระราชวัง  ๑๓ ตุลาคม  ๒๕๕๙
          เสียงร่ำให้โศกเศร้าจากพสกนิกรไทยทั้งประเทศ แม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างหลั่งไหลเป็นคลื่นมหาชนไปยังโรงพยาบาลศิริราชมิขาดสาย ในยามนี้คนไทยต้องเผชิญกับเรื่องเศร้าที่สุดในชีวิตยากที่จะทำใจได้ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ คุณนวลฉวี ทรรพนันท์ เจ้าของหนังสือสุขภาพ “นาฬิกาชีวิต” ที่ผมเคารพนับถือ ได้ส่งเรื่อง “ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย”   ซึ่งเขียนโดย ปิยโสภณ ผมขออนุญาตินำมาเผยแพร่ เพื่อปลอบประโลมหัวใจคนไทยให้ผ่อนคลายนะครับ
          สำหรับผู้เขียนเรื่องนี้คือ พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) หรือปิยโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ถ.พระราม ๙ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร และความพิเศษของวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกที่ท่านจำพรรษาอยู่  ก็คือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"สถาปนาขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๘
         ปิยโสภณ บันทึกไว้ว่า ยิ่งรัก ยิ่งโศก ยิ่งภักดียิ่งเศร้า ความโศกเศร้าเพราะพลัดพราก สูญเสียคนรัก คือพ่อแม่ญาติมิตร แม้จะทำใจได้ยาก แต่ก็กระเทือนเพียงเครือญาติ แต่คราวนี้กระเทือนหัวใจคนไทยทั้งชาติ เมื่อทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้ว จะมีธรรมะข้อไหนบ้างเล่า ที่พอจะบรรเทาเยียวยาจิตใจคนไทยในคราครั้งนี้ลองใคร่ครวญตามนะ
          ๑ ให้คิดว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอุบัติมาสร้างบุญบารมี ทรงช่วยเหลือประชาชน บนราชบัลลังก์แห่งกษัตริย์มานานถึง ๗๐ ปี เมื่อเหนื่อยหนักก้อยากพักผ่อนบ้าง วันนี้พระองค์ท่านทรงพักพระวรกายให้สบายใจ ทรงพ้นทุกข์โศกโรคภัยทุกประการแล้ว เพียงร่างกายเท่านั้นที่เจ็บป่วยแต่ดวงใจยังแจ่มใส สงบนิ่ง อิ่มบุญ เพียงพระองค์ลงมาสร้างบารมีเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ชั่วขณะหนึ่งเสร็จภาระแล้ว วันนี้ขอเดินทางกลับไปสู่สวรรคาลัยที่ทรงประทับ บุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญ ๘๙ ปี บนโลกมนุษย์ก็เพียงพอแล้ว ที่จะต่ออายุบนโลกสวรรค์
         พระองค์ไม่ได้ทิ้งคนไทยไปไหนแต่ทรงไปเป็นเทพไท้เทวา ผู้มีศักดิ์ใหญ่คอยปกป้องคุ้มครองผืนแผ่น พสกนิกรไทยที่จงรักภักดีต่อพระองค์ให้ทุกคนร่มเย็นเป็นสุข เหมือนที่เราขอพึ่งพระบารมีของสมเด็จพระปิยะมหาราช
      ๒  นึกในทางผ่อนคลาย การมาเกิดบนโลกใบนี้เหมือนออกสู่สนามรบ ในหลสวงทรงรบกับความทุกข์ยากลำบากของชาตินานาประการ ทรงผ่านมาทุกสมรภูมิ มีทั้งโศกเศร้าและสูญเสีย ทรงเป็นนักรบที่แม้แต่ข้าศึกก็ยังรัก ทรงรบกับความยากจน ให้คนจนมีรอยยิ้ม รบกับกิเลส โกรธเกลียดและทรงอภัย สุดท้ายทรงรบกับกาลเวลา ชรา พยาธิอย่างอดทนที่สุดถึง ๘๙ พรรษาจนร่างกายของพระองค์ชราและเสื่อมสภาพ
         ร่างกายเหมือนเครื่องบิน จิตเหมือนนักบิน ชราพยาธิเหมือนกระสุนข้าศึก เมื่อเครื่องถูกยิง นักบินต้องดีดตัวเองออกจากเครื่องบิน กดร่มชูชีพให้กาง เพื่อพยุงตัวลงสู่ที่ปลอดภัย ฉันใด วันนี้ดวงจิตของพระองค์ได้วางเรือนร่างที่ใช้งานมานาน จนชราชำรุดมากเกินการเยียวยาแล้ว ยิ่งรักษายิ่งทรุดโทรม จึงต้องใช้ธรรมชาติหลอมรวมหล่อใหม่ให้ดีกว่าเดิม
       นักบินคือดวงจิตของพระองค์ ทรงมีบุญกุศลพลังจิตจากพสกนิกรทั้งแผ่นดินส่งไปให้ เป็นเหมือนร่มชูชีพที่จะพยุงส่งให้พระองค์ปลอดภัยในสวรรคาลัย
     ๓  คิดในทางโลกุตระ สังสารวัฏนี้ไม่มีเกิด ไม่มีตายจริง มีเพียงปรากฏการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงตามหลักไตรลักษณ์เท่านั้น ทุกอย่างล้วนเป็นกฎแห่งธรรมชาติและสัจธรรม เวลานี้ธรรมชาติกำลังเยียวยาตัวเอง คือดินน้ำลมไฟ กำลังทำหน้าที่สร้างความสมดุลให้ชีวิต ซึ่งเครื่องมือแพทย์หมดทางเยียวยาแล้ว นี่คือกฏแห่งธรรมชาติ
        การเกิดเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น การตายเหมือนพระอาทิตย์ตกดิน การเกิดใหม่ก็เหมือนดวงอาทิตย์ไปขึ้นใหม่ เราคิดว่าพระอาทิตย์ตกดินเพราะโลกมืด แต่ความจริง พระอาทิตย์ไม่ได้ตก  แต่กำลังไปขึ้นใหม่ ในอีกซีกหนึ่งของโลก ต่างหาก คิดดูว่าขณะที่คนร้องโศกเศร้าเสียใจเพราะสูญเสียคนที่รัก แต่อีกภพภูมิหนึ่งอาจดีใจคอยต้อนรับการกลับมาใหม่ของเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็ได้ เพราะมีเกิดจึงมีตาย เพราะมีตายจึงมีเกิด
        เมื่อมีเด็กมาเกิดใหม่ในบ้าน เราดีใจแต่เบื้องหลังอีกภพภูมิที่เด็กคนนี้จากมาอาจมีคนมากมายกำลังร้องให้เสียใจ เหมือนที่เกิดกับเราในขณะนี้ก็ได้ นี่คือสังสารวัฏของชีวิต ชีวิตเป็นสัจธรรม ทำงานเหมือนฤดูกาล
          เกิดเหมือนฤดูใบไม้ผลิ แก่เหมือนฤดูใบไม้ร่วง ตายเหมือนฤดูหนาวหิมะลงหนา  ดูเหมือนต้นไม้ตายเพราะทั้งต้นดูแห้งโกร๋น มีเพียงกิ่งก้านสาขาแต่ไร้ดอกใบ แต่เมื่อถึงฤดูสปริง ก็ผลิดอกออกใบคืนชีพมางดงามอีกรอบเหมือนการมาเกิดใหม่ของชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องเผชิญกับชรา พยาธิและมรณะหมุนเวียนไปเช่นนี้ ทุกชีวิตไม่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดเชื้อกิเลสเป็นเหตุให้มาเกิด
           พิจารณาให้สูงขึ้น เกิดกับตายไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการสมมติเรียกธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง  ชีวิตจึงหมายถึงการเดินทางแห่งกาลเวลา การเห็นคุณของบุญบารมี
           ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ที่เต็มเปี่ยมงดงามสูงส่ง ได้ส่งพระองค์ให้ไปเป็นเทพผู้มีศักดิ์คอยดูแลปกป้องคุ้มครองไทยให้ร่มเย็นตลอดไปเทอญ
          ได้อ่านข้อเขียนของ “ปิยโสภณ” แล้ว ก็ทำให้พอผ่อนคลายได้บ้าง มีหลายๆมิติที่ท่านได้เปรียบเทียบให้เห็น ขอพระองค์ทรงสู่สวรรคาลัย ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
          สุดท้ายขอหยิบยก บันทึกของ วลาดิเมียร์ ปูติน ผุ้นำรัสเซีย ได้บันทึกไว้ว่า “มหาราชผู้ยิ่งใหญ่” ที่ไม่เคยสู้รบกับใคร แต่สามารถทำให้ทุกคนยกย่องสรรเสริญได้ ทั่วโลกยอมแพ้ได้
มีแค่คนเดียวคือ  “คิงส์ภูมิพล”

                                      ธ สถิต ในดวงใจไทยนิรันดร์
                                    ด้วยความจงรักภักดีหาที่สุดมิได้
                                       ข้าพระพุทธเจ้า   Jamrat.net
                                  ---------------------------------------------------- 

 
          
                        ขอพระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย

      ซื้อเสื้อเหลือง เตรียมไว้ ใส่วันพ่อ    แขวนในตู้ เพื่อรอ วันสวมใส่
  ห้าธันวา เหลืองชมพู ดูวิไล                ปีนี้ไซร้  ต้องใส่ดำ ช้ำระทม
     น้ำตาไหล ใจตื้อ มือไม้สั่น              อยากให้เป็นเพียงฝันวันขื่นขม
  ข่าวพ่อสิ้น ทั้งแผ่นดินเศร้าโศกตรม   น้ำตาถม  ท่วมพื้น  พสุธา
     จอภาพดำ  ปรากฏ หมดสิ้นแล้ว    ร่มโพธิ์แก้ว โพธิ์ทองของปวงข้า
   เคยอาศัย  ใบบุญ อุ่นชีวา                  ชาวประชาร่ำให้ อาลัยรัก
     ขอพ่อหลวงเสด็จด้าว แดนสวรรค์  รักของพ่อ นิจนิรันดร์  แจ้งประจักษ์
   ทุกโอวาท  มอบไว้ ให้ลูกรัก              ฝากสลัก บนแผ่นดินอย่าสิ้น"ไทย"



               ข้าพระพุทธเจ้า ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
                                                                                            
 
                                                                     

มหัศจรรย์น้ำผักสดปั่น
                                                มหัศจรรย์น้ำผักสดปั่น
                              รักษาโรคที่ไม่ใช่เชื้อโรคหายขาด
                                                   จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
             ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละครับ สำหรับน้ำผักสดปั่น ที่ไม่ผ่านความร้อน สามารถรักษาโรคที่ไม่ใช่เชื้อโรคให้หายขาดได้ มีหลายคนที่ผมรู้จัก หลังปฏิเสธการรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน แล้วกลับมาดูแลสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ และดูแลเรื่องอาหารการกิน ผลปรากฏว่าแค่อาทิตย์เดียว จะรู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรง สดชื่น ถ้าปฏิบัติถึงหนึ่งเดือนและเลยสามเดือนไป จะมั่นใจมากยิ่งขึ้น เมื่อไปโรงพยาบาลตรวจจะไม่พบอาการของโรคอีกเลย จนหมอที่ตรวจจะต้องประหลาดใจ
         นี่แหละครับเขาเรียกธรรมชาติช่วยชีวิตไม่ใช้ยาเคมีที่มนุษย์ทำขึ้น หากแต่เป็นพฤกษะเคมี (Phyto chemical) ในใบไม้และผักสดนั่นเอง
ผมเคยไปอยู่ภาคเหนือของอินเดีย ที่เขาอาบู กินผักสดปั่นทุกวัน เป็นการถนอมฟันไม่ต้องเคี้ยว ถนอมกระเพาะ ไม่ต้องทำงานหนัก ทำให้ยืดอายุการใช้งานของร่างกาย ทำให้แก่ช้า ตื่นตีสีนั่งสมาธิ เช้าเดินเท้าเปล่าบนยอดเขา และนั่งมองรับแสงดวงอาทิตย์ในรุ่งอรุณเพื่อเพิ่มพลัง
        จำได้ช่วงนั้นผมเคร่งครัดมาก นุ่งขาวห่มขาว สะพายย่าม แล้วเปิดเพลงบรรเลงเบาๆฟังเพื่อให้จิตใจผ่อนคลายเหมือนอยู่นอกโลก หลังจากนั้นพี่สาวก็ตามกลับเมืองไทย อยู่นานกลัวกู่ไม่กลับ ฮ่าๆๆ
         ท่านเคยเป็นโรคเหล่านี้ไหมครับ โรคมะเร็ง, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันตัวเลวสูง, ไตเสื่อม, ภูมิแพ้, แพ้ภูมิตัวเอง (โรคพุ่มพวง), เส้นโลหิตสมองตีบ, เส้นโลหิตหัวใจตีบ, เข่าอักเสบ, ซึมเศร้าก็มีส่วน เลือดข้นผิดปกติ, ตับอักเสบเรื้อรัง  ถ้าเป็นรีบเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาทำน้ำผักสดปั่นกินให้เร็วที่สุด เพราะโรคที่กล่าวมามีคนเป็นแล้วกินน้ำผักสดปั่นหายมาแล้ว
          เพื่อนผมคนดังคนหนึ่งถ้าเอ่ยชื่อท่านต้องรู้จัก หุ่นสมบูรณ์ครับ ไขมันเยอะ แถมเบาหวานขึ้น ๒๔๓ ปกติต้องไม่เกิน ๑๓๐ กินยาเคมีคุมตลอด ถ้าไม่กินยาตัวเลขก็ขึ้นเหมือนกับเข็มไมล์รถยนต์ ฮ่าๆๆ
          สงสัยต้องกินยาจนชั่วชีวิต คนที่เป็นเบาหวานต้องดูแลอาหารที่เราป้อนเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนปกติ ถ้ากินน้ำตาลมากเกินไปอันตราย ปกติคนที่ไม่เป็นเบาหวานกินน้ำตาลได้วันละไม่เกิน ๖ ช้อนชา เพราะน้ำตาลในเลือดมีครึ่งช้อนชาแล้ว ไม่เชื่อไปถามคนแถบภาคอีสานที่ชอบกิน “ซกเล็ก - ลาบเลือด” หรือ “เลือดแปลง”  มันจะมีรสหวานนิดๆ ฮ่าๆๆ อดีตผมเคยลองกิน ตอนนี้เลิกเด็ดขาด
            คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักแถมอีก ๓ โรค ได้แก่ความดันโลหิตสูง, ไขมันตัวเลวสูง และโรคไตเสื่อม ค่าไตปกติของคนเราจะอยู่ที่ ๐-๑.๒๕  ยาเบาหวาน ความดันและลดไขมันล้วนทำให้ไตเสื่อมแทบทั้งสิ้น หากรับยาไปนานๆจะทำให้ไตเสื่อมถึงขนาดฟอกไต ซึ่งทรมานมาก  เคยฟังหมอที่โรงพยาบาลรามา พูดให้ฟังเรื่องการล้างไต ฟอกไต อัตราเสี่ยงชีวิตสูงมาก
           ขอยกตัวอย่างคนที่เป็นโรคมะเร็ง  กินโปรตีนสูงประจำ ไม่กินผักและผลไม้ เครียดเป็นประจำ และ นอนดึก คือนอนหลังตีสองบ่อยๆ  เมื่อเป็นมะเร็งส่วนใหญ่จะให้คีโมและฉายแสง นั่น เป็นการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด
        เมื่อฉีดคีโมหรือเคมีบำบัด อีกประมาณ ๒ ปี ก็กลับมาเป็นใหม่ ปกติอนุมูลอิสระ (Free Radical) ที่ก่อให้เกิดมะเร็งมีอยู่ทุกคน หากร่างกายแข็งแรงและไม่เข้าองค์ประกอบข้างต้นก็จะไม่ป่วยเป็นมะเร็ง
       ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องหยุดทบทวนให้อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อร่างกายจะได้สร้างภูมิต้านทานไปเยียวยา ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ยกตัวอย่างเห็นชัดๆถ้าเราโดนมีดบาด ไม่ต้องไปทำอะไร ไม่ต้องกินยา ร่างกายจะเยียวยารักษาเองจนแผลปิดสนิท
      
โดยปกติร่างกายคนเราจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาระหว่างเวลา  ๒๒.๐๐ น. – ๐๒.๐๐ น. ในขณะที่เราหลับลึก (หลับๆตื่นๆ จะไม่หลั่ง) แล้วโกรทฮอร์โมนจะนำเอ็นไซม์ (Enzyme โปรตีนในพืช) และพฤกษะเคมี (Phyto chemical) จากใบไม้สดและผักสดที่ไม่ผ่านความร้อนไปซ่อมอวัยวะทุกส่วนที่เสื่อมให้เป็นปกติ
       
ในร่างกายคนเราจะมีเอ็นไซม์ (Enzyme) อยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่เมื่ออายุ ๓๐ ปีล่วงไปแล้ว เอ็นไซม์จะค่อยๆลดน้อยถอยลง ไม่พอที่จะซ่อมแซมอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย  จึงจำเป็นต้องกินใบไม้สดและผักสดที่ไม่ผ่านความร้อนเข้าไป เพื่อให้ร่างกายนำไปเยียวยาในส่วนที่มีปัญหา
        ทำไมพืชผักต้องไม่ผ่านความร้อนเพราะความร้อนไม่ว่าเกิดจากการลวกหรือโดนแสงแดดทำให้เอ็นไซม์ (Enzyme) หายหมด อย่างไรก็ตามหากใบไม้สดและผักสดนำไปแช่ตู้เย็น แม้ต่อมาใบไม้จะช้ำบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรแช่ไว้เกิน ๑ สัปดาห์ หากท่านนำใบไม้หรือผักสดไปลวกก่อนนำมาปั่นจะเหลือแต่ซากใบไม้และซากผักไม่มีเอ็นไซม์ (Enzyme)ใช้รักษาไม่ได้
           สำหรับใบไม้มีพิษ ที่ห้ามนำมาปั่นได้แก่ใบยี่โถ,ใบลั่นทม, ใบชวนชม, ใบลำโพง, ใบรำเพย, ใบตำแย, ใบหมามุ่ย, ใบตีนเป็ดหรือพญาสัตบรรณ    ส่วนประเภทว่านก็มี ใบสาวน้อยประแป้ง และใบรัก ยังมีอีก แต่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก  โดยสรุปคือใบไม้แปลกๆพิสดารไม่ควรนำมาปั่น   และผักที่ห้ามนำมาปั่นสดๆได้แก่ ถั่วงอก, กะหล่ำปลี, ถั่วฝักยาว, มันฝรั่ง, หน่อไม้, ผักโขม ผักเหล่านี้ควรกินสุกอย่างเดียว
         การทำพืชผักสดปั่น ก็ให้นำพืชผักหลายๆชนิดเช่น ใบบัวบก, ใบขี้เหล็ก, ใบสะเดาให้ใส่ ๒-๓ ใบ เพราะรสขมจัด, ใบมะระขี้นก, ใบกระท่อมมาเลย์, ใบชะมวง, ใบมะม่วงหิมพานต์, ใบเตย, ใบข่อย, ใบมะรุม, ใบฝรั่ง, ใบชมพู่, ใบคื่นฉ่าย, ใบสะระแหน่, ใบมะกรูด, ต้นตะไคร้, ใบมะยม, ใบชะพลู, ใบโหระพา, ใบกระเพรา, ใบเข็ม, ใบแสงจันทร์, ใบมะนาว, ใบมะม่วง, ใบขนุน, ใบหม่อนเบอร์รี่, ใบจิงจูฉ่าย, ใบหญ้าปักกิ่ง, ใบขลู่นา, ใบว่านฮ็อก, ดอกขจร (ดอกสลิด), นอกเหนือจากนี้ก็ได้ที่เราเคยกิน
         เอามาปั่นเท่าที่หาได้หรือสลับชนิดกันในแต่ละวันก็ได้ ถ้าใส่ใบขี้เหล็กก็จะทำให้นอนหลับสบายหลับลึก ระวังขโมยขนของหมดบ้าน ฮ่าๆๆ
         หรือจะใช้ใบบัวบก แอปเปิ้ลเขียว กล้วยน้ำว้าห่ามๆ มะเขือเทศสีดาผสมก็ได้ ทำเสร็จขอให้มีรสขมนำนิดหน่อยก็จะดีมาก โบราณว่าขมเป็นยา พวกเบาหวานกลัว  นำใบพืชผักหลายๆชนิดใส่ในโถปั่นเกือบเต็มโถปั่น แล้วใส่น้ำประมาณ ๖๐๐  ซีซี ขนาดขวดน้ำดื่มขนาดกลาง ปั่นให้ละเอียด  ให้ใช้เวลาน้อย เพราะปั่นนานความร้อนจากเครื่องจะออกมาผสมกับน้ำปั่น
           เสร็จแล้วกรองกากทิ้งหรือกินทั้งกากก็แล้วแต่ถนัด แต่การกินทั้งกากจะขับถ่ายได้ดีกว่า คนที่ท้องผูก ลองกิน เช้า – เย็น  ๑,๒๐๐ ซีซี อาจถ่ายวันละ ๓ ครั้ง ตัวเบาเลย คนเราถ้าลำไส้สะอาดโรคไม่เกิดครับ
          สำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันตัวเลวสูงและไตเสื่อม ให้กินยาที่ท่านกินอยู่แล้วร่วมกับน้ำใบไม้ปั่นต่อไป ๑ สัปดาห์แล้วจึงหยุดกินยาได้ สำหรับคนที่เส้นโลหิตสมองตีบเส้นโลหิตหัวใจตีบหากกินยาขยายหลอดเลือดอยู่ให้กินไปตลอดชีวิต นอกจากนี้คนที่ไม่มีโรคประจำตัวใดๆก็สามารถกินน้ำใบไม้และผักสดปั่นได้ จะทำให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย
         กรณีกินไปนานๆหากรู้มึกมึน ๆ หรือ หวิว ๆ หรือวูบ แสดงว่าน้ำตาลต่ำ ให้กินน้ำผึ้งรวง ๑ ช้อนแกงหรือน้ำตาลปึก ๓ ช้อนชาจะหายทันที เพราะน้ำตาลที่ไปเลี้ยงสมองจะเข้าไปสู่สมองทันทีโดยไม่ต้องให้อินซูลินนำไป สมองคนเรานั้นต้องการ ๒ อย่างได้แก่น้ำตาลกับอ๊อกซิเจน) ตามหลักการแพทย์คนที่ไม่เป็นเบาหวาน ค่าน้ำตาลไม่ควรต่ำกว่า ๕๐
        ส่วนคนที่เป็นเบาหวานค่าน้ำตาลไม่ควรต่ำกว่า ๗๐ แต่บางคนกินน้ำปั่นใบไม้สดและผักสดค่าน้ำตาลต่ำถึง  ๓๒  ก็ยังปกติทุกอย่าง ถ้าน้ำตาลต่ำมากให้ลดใบไม้และผักสดลง ถ้าน้ำตาลสูงเกินไปให้เพิ่มปริมาณใบไม้และผักสดขึ้น ทั้งนี้แต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน
     
กฎเหล็กอีกอย่างของการกินน้ำพืชผักสดปั่นก็คือหลังหกโมงเย็น ห้ามกินของหวานหากกินข้าวเสร็จก่อนหกโมงเย็นจะดีที่สุด  และก็ไม่ควรนอนเกินสี่ทุ่ม
       ข้อแนะนำไม่ควรกินรสเค็มจัด หวานจัด ไม่ควรกินของทอดที่ใช้น้ำมันพืชเพราะจะสะสมไขมันทรานส์ (Trans fat)ไขมันตัวเลวเป็นตัวก่อโรคด้วย  เมื่อท่านปฏิวัติตัวเองกินน้ำพืชผักสดปั่นตามข้อแนะนำ โรคทุกโรคก็จะห่างไกลท่าน และสามารถพิสูจน์เชิงประจักษ์ได้โดยการตรวจเลือดดู ท่านจะเห็นถึงความมหัศจรรย์ของน้ำพืชผักสดปั่น อย่างไม่น่าเชื่อ ฮ่าๆๆ
      จากประสบการณ์ตรง ที่อัยการสุรินทร์ วัตตธรรม จากจังหวัดสงขลา ได้บอกเล่าว่าน้องภรรยาป่วยเป็นเบาหวานนานกว่า ๓๐ ปี ฉีดอินซูลินมาแล้ว ๑๑ ปี ขนาดฉีดอินซูลินสามารถคุมน้ำตาลได้เพียง ๒๐๐ เพราะไม่ได้คุมอาหารเนื่องจากฝากท้องไว้กับร้านค้า แล้วยังมีไขมันตัวเลว(ldl) สูงมากถึงขนาด ทำบายพาสหัวใจแล้ว และไตเสื่อมหนักใกล้จะฟอกไต ตาเขียวเหมือนหมีแพนด้า
     อัยการสุรินทร์ ห้ามไม่ให้ฟอกไต เพราะอัตราเสี่ยงสูงเลยแนะนำให้กินน้ำปั่นใบไม้สดและผักสดที่ไม่ผ่านความร้อน โดยกินก่อนอาหารเช้าทุกวัน กินมาได้ ๓ เดือนเศษ หยุดฉีดอินซูลิน และหยุดยาทั้งหมดได้ ๑ เดือนเศษ  หลังจากนั้นหมอโรงพยาบาลราชวิถีนัดตรวจใหญ่ เมื่อดูผลแล็ปแล้ว คุณหมอ งง แล้วถามว่าคุณทำอย่างไรจึงหายหมดทุกโรค  เขาบอกว่ากินน้ำปั่นใบไม้สดและผักสดที่ไม่ผ่านความร้อน 
                                                  หมอบอกว่า  
“ให้กินต่อไป”  ฮ่าๆๆ
                                       ---------------------------------------------------------------
 
 
 
  

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างพลังชีวิต
                                    ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างพลังชีวิต
                                    
 “พิชิตโรคร้ายร่างกายแข็งแรง”
                                                              จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง   
          นักธรรมชาติบำบัด ต่างลงความเห็นเดียวกันว่า คนเรากินอะไรได้อย่างนั้น ถ้าเรากินอาหารที่ดี ใหม่ สะอาด สดมีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายก็แข็งแรงไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน ลำไส้สะอาดโรคไม่เกิด มีผู้ป่วยหลายรายเกิดโรคร้าย แพทย์หมดหนทางเยียวยา แต่กลับมาฟื้นฟูสุขภาพด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีกินดูแลสุขภาพตามแนวทางธรรมชาติบำบัด ร่างกายกลับมามีพลังชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
       หลายคนชอบกินเนื้อ
อย่าลืมว่า สัตว์ก่อนตายมันจะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะ สารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเส้นเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่ว่าพิษนั้นยังคงอยู่
        สารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่างๆเสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว   ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาปฎิบัติตนกันใหม่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
        เรามาดูการทำงานของร่างกายเราก่อนครับ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้วิจัยและค้นคว้าร่างกายของเราว่า ทำอะไรบ้างในแต่ละชั่วโมงและ ช่วงเวลา
    ๐๑.๐๐ น. คนส่วนใหญ่จะนอนหลับ ร่างกายจะมีความรู้สึกไวต่อความเจ็บปวดมาก
   ๐๒.๐๐น. นอกจากตับแล้ว ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเคลื่อนไหวช้ามาก
   ๐๓.๐๐น. ร่างกายทั้งหมดจะพักผ่อน กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย ความดันจะต่ำ ชีพจรจะเต้นช้า การหายใจก็จะช้า
   ๐๔.๐๐ น.สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปในระยะเวลานี้
   ๐๕.๐๐ น. ไตจะไม่ทำหน้าที่กรอง เนื่องจากเราได้พักผ่อนมาระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ในเวลาตื่นนอนอารมณ์จะรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ
  ๐๖.๐๐ น. ความดันเลือดจะสูงขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น
  ๐๗.๐๐ น. ภูมิต้านทานโรคในช่วงนี้จะดีมาก เพราะร่างกายได้พักผ่อนมาแล้ว
  ๐๘.๐๐ น. ตับจะทำหน้าที่ขับพิษออกจากร่างกาย ในช่วงนี้ไม่ควรดื่มสุรา
  ๐๙.๐๐ น. จิตใจ อารมณ์ การทำงานจะดีมากในช่วงนี้
  ๑๐.๐๐ น. เป็นช่วงที่ร่างกายและสุขภาพจะดีมาก เหมาะที่จะทำงาน
  ๑๑.๐๐น. เป็นช่วงที่ขยันขันแข็งในการทำงาน ร่างกายยังไม่อ่อนเพลีย
  ๑๒.๐๐ น. ช่วงตอนที่จะหยุดงาน ทางที่ดีที่สุดอย่าเพิ่งรับประทานอาหาร ควรจะรอช้ากว่าไปอีกสักหน่อย แล้วทานเอาช่วงเวลาประมาณ  ๑๒.๓๐ น.หรือ ๑๓.๐๐น. ก็จะดี
  ๑๓.๐๐ น. ตับจะพักผ่อน เนื่องจากเวลาการทำงานที่ดีได้ผ่านไปแล้ว ร่างกายในช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย
  ๑๔.๐๐ น.  เป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายรู้สึกอืดอาด เชื่องช้าที่สุดในระยะหนึ่งของแต่ละวัน
  ๑๕.๐๐ น. ระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีปฏิกิริยาที่ไวมาก สมรรถภาพของพละกำลังเริ่มฟื้นฟูขึ้น
  ๑๖.๐๐น. ในกระแสเลือด จะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
  ๑๗.๐๐ น. สมรรถภาพในการทำงานจะเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากนักกีฬาที่ออกกำลังกาย จะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น
  ๑๘.๐๐ น. ความรู้สึกต่ออาการเจ็บปวดจะลดน้อยลง ขอให้เพิ่มการออกกำลังกาย
  ๑๙.๐๐ น. ความดันของเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น อารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก มักจะเกิดปากเสียงขึ้นได้ด้วยสาเหตุเล็กๆน้อยๆ
  ๒๐.๐๐ น. น้ำหนักตัวจะรู้สึกเพิ่มมากขึ้น สะท้อนออกถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
  ๒๑.๐๐ น.อารมณ์จะกลับเข้าสู่สภาพปกติ ความจำจะดีขึ้น สามารถคิดสิ่งต่างๆ ออกได้
  ๒๒.๐๐ น. ในกระแสโลหิต จะเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาว อุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลง
  ๒๓.๐๐ น. ร่างกายตระเตรียมพักผ่อน เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอ
  ๒๔.๐๐ น. เข้าสู่ชั่วโมงแห่งการหลับใหล 
        จะเห็นว่าร่างกายเราจะมีการไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ผ่านอวัยวะภายในต่างๆตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งถ้าหากรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องเหมาะสมก็จะช่วยให้สุขภาพดีได้
         นักธรรมชาติบำบัดแนะนำว่าควรตื้นเช้าช่วง ๐๓.๐๐-๐๕.๐๐น.เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ และรับแดดตอนเช้า หากตื่นแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ปอดจะดี ผิวก็จะดีขึ้น  ช่วง ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐น  เป็นเวลาของ ลำไส้ใหญ่ ควรถ่ายทุกเช้าให้เป็นนิสัย คนที่ไม่ถ่ายหรือถ่ายยากในตอนเช้า ร่างกายจะดูดกากอาหารตกค้างซึ่งกำลังจะเป็นอุจจาระกลับเข้าไปใหม่ ทำให้ลำไส้ใหญ่รวนผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวไหล่ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนกรน
        และพยายามกินข้าว ช่วงเวลา๐๗.๐๐-๐๙.๐๐น.หากกินข้าวเช้าช่วงนี้ได้ทุกวันจะช่วยให้กระเพาะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอ่อนแอ จะทำให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย ถ้าไม่กินข้าวเช้าอุจจาระจะถูกดูดกลับมาที่กระเพาะ ทำให้กลิ่นตัวเหม็น
       หากจะสวดมนต์ทำสมาธิให้จิตใจสงบ ก็ให้ใช้เวลาช่วง ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐น.และก่อนนอนควรดื่มน้ำ เพื่อร่างกายจะนำไปซ่อมแซมส่วนที่ขาดน้ำ  ป้องกันถุงน้ำดีข้น ถ้าขาดน้ำอารมณ์จะฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ตอนเช้าจะจาม ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา ๒๓.๐๐ น.                                                                                                 
    
  มีการสำรวจพบว่า  ชาวฮันซ่า กลุ่มชนที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และปากีสถาน เผ่าโอโตมี่ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของเม็กซิโก และชนพื้นเมืองในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา มีสุขภาพแข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย และโดยเฉลี่ยจะมีอายุยืนถึง ๑๑๐ ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้กินอาหารมังสวิรัติ              
     ในขณะที่ชาวเอสกิโม ซึ่งกินเนื้อสัตว์และไขมันเป็นประจำ จะแก่เร็ว และมีอายุโดยเฉลี่ย ๒๗ ปีครึ่ง และในบรรดาชาวเคอกิส คือชนชาติพเนจรในแถวตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก จะมีน้อยคนมากที่มีอายุเกิน ๔๐ ปี                                
       นักวิทยาศาสตร์สำคัญในโลกหลายคนก็รับประทานอาหารมังสวิรัติ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, เบนจามิน แฟรงคลิน, ชาร์ลส์ ดาร์วิน, เลโอนาร์โด ดาวินชี, ปาสคาล, เซอร์ ไอแซค นิวตัน, ส่วนนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มีชื่อเสียงและรับประทานอาหารมังสวิรัติ ก็คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา                      
         อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ ได้เคยพูดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมังสวิรัติว่า      
       "ไม่มีอะไรที่จะได้ทำให้สุขภาพมนุษย์ได้รับประโยชน์และเพิ่มโอกาสสำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกได้มากเท่ากับการวิวัฒนาการของการทานอาหารมังสวิรัติ"
        การรับประทานอาหารมังสวิรัติดูแลสุขภาพตามแนวทางธรรมชาติบำบัด ดร.รสสุคนธ์  พุ่มพันธุ์วงศ์ ซึ่งจบปริญญาเอก Doctor of Science ด้านแพทย์ทางเลือกจากคาลูโบวิลล่า ฮอสปิตอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่ประเทศศรีลังกา ท่านบอกว่า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช้ยาหรือสารเคมีใดๆ  จะใช้น้ำร้อน น้ำเย็น  การนวด  ผลไม้ อาหาร สมาธิ โยคะ และการพูดคุย ฯลฯ นั่นคือ ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน แพทย์ทางเลือก
            วิธีรักษาของ ดร.รสสุคนธ์มีด้วยกัน ๒  แนวทาง คือฝังเข็มเพื่อปรับความสมดุลของร่างกายและบำบัดด้วยอาหาร อากาศ และอารมณ์ซึ่งผู้มารับการบำบัดต้องเปลี่ยนมารับประทานอาหารตามแนวทางอย่างเคร่งครัดโดยยึดหลักอาหาร ๕ หมู่ มีอาหารระบบทางเดินหายใจ จะเป็นพวก ผักสีเขียว ที่มีคลอโรฟิลเยอะ   ระบบ การหมุนเวียนโลหิต ก็จะเป็นประเภทที่มี วิตามินซีสูง หรือ ธาตุเหล็กสูง ระบบการดูดซึม ก็ใช้พวก กระเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด         
             ระบบฮอร์โมนต่อมไร้ท่อ  ก็จะเป็นพวก เม็ดบัว ลูกเดือย มันเทศจีน พวกนี้เป็นพวกที่ร่างกายดูดซึมได้ดีและไม่เหลือสารอาหารที่เป็นกากเยอะ แป้งจะเปลี่ยนรูปเป็นไขมันแต่เป็นไขมันที่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานเร็ว ไม่ใช่ข้าวหรือแป้งหมัก อีกระบบคือ ภูมิคุ้มกัน เป็นผักสีเขียว เช่น กวางตุ้ง ผักกาดหอม มะเขือเทศ
        เมื่อครบ ๕หมู่แล้ว ปัจจัยอื่นคือ อารมณ์  อารมณ์ ถึงแม้เราจะได้อาหาร ๕หมู่ครบ แต่ถ้าเรา ลดโลภะ โทสะ โมหะไม่ได้ ทั้งฝังเข็มทั้งอาหารก็ไม่ช่วยอะไรได้เลย ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนอารมณ์ ให้ได้  สุดท้ายคืออากาศ  อากาศต้องบริสุทธิ์ ปลอดมลพิษ มีปริมาณโอโซนในชั้นอากาศที่ทำให้ปลอดเชื้อโรค  
      ผมเคยสัมภาษณ์ ดร.รสสุคนธ์ ท่านแนะนำให้ผู้ที่จะฟื้นฟูดูแลสุขภาพหันมาดื่มน้ำผักปั่น แล้วท่านจะรู้เองว่ามันดีขนาดไหน ร่างกายจะสดชื่นจนผู้ดื่มสัมผัสได้ สุขภาพจะดีขึ้นตามลำดับ เพียงใช้ผักกาดหอม บางคนก็เรียกผักสลัด ประมาณ ๓-๔ ใบ ประโยชน์คือไปฟื้นฟูปอดและเม็ดเลือด
      และผักคื่นฉ่าย ๒ ก้าน เพื่อบำรุงเพิ่มแคลเซียมในเลือด ลดภาวะกระดูกพรุน มะเขือเทศ ๑  ลูก เพื่อไปสนับสนุนให้เกิดการสร้างเซลล์ เพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดและกล้ามเนื้อ กระดูกเส้นเอ็น  ใส่หอมหัวใหญ่สัก ครึ่งหัว โดยหั่นเป็นแว่นๆ เพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ ในการบีบเส้นเลือด ลดภาวการณ์เกิดโรคความดันโลหิตสูงหรือภาวะหัวใจเปลี้ย
    ส่วนพืชผักเสริมระบบภูมิคุ้มกันก็ใช้เสาวรส ๑  ลูก ผ่าแล้วคว้านเอาเนื้อในพร้อมเมล็ด น้ำมะนาว ๑  ลูก และน้ำมะกรูด  ๑  ลูก ถ้าใครเป็นโรคเกี่ยวกับเลือดให้หั่นเปลือกมะนาว และมะกรูดผสมเข้าไปด้วย จะใช้เสาวรส มะนาว มะกรูด หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะใช้ทั้งสามชนิดก็ได้ เพื่อไปฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ป้องกันการเกิดตะคริว และเหน็บชา
     สำหรับเสาวรสให้เอาทั้งเนื้อและเมล็ด
ในเมล็ดเสาวรสมีการวิจัยแล้วว่ามีธาตุเหล็กเยอะ ทำให้เกิดการสร้างฮอร์โมน ที่กรวยไต เสริมสร้างให้ไตแข็งแรง บรรเทาอาการปวดหลัง บำรุงสายตาและผิวพรรณ ขับสารพิษในลำไส้ ป้องกันมะเร็งลำไส้ มะเร็งปอดและมะเร็งช่องปาก ลดไขมันในเลือด
       นำผักกาดหอม ผักคื่นฉ่าย มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่  เนื้อ เสาวรส  น้ำมะนาว  น้ำมะกรูด ใส่ลงในเครื่องปั่น  เทน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมประมาณ ๕๐๐ ซีซี น้ำผึ้งประมาณ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าเป็นน้ำผึ้งบริสุทธ์สามารถรักษาเบาหวานได้ ในน้ำผึ้งจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ( Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการเร้าอารมณ์ทางเพศ  พอคนเราอายุมากขึ้นจะขาดฮอร์โมนนี้ ถ้าขาดจะเกิดอาการร้อนๆหนาวๆ จากการหมดประจำเดือน
          เรื่องน้ำผึ้งถ้าไม่มั่นใจว่าเป็นน้ำผึ้งแท้ก็ไม่ต้องใส่ผสมก็ได้  ส่วน
วิธีพิสูจน์ว่าเป็นน้ำผึ้งแท้หรือไม่ ให้หยดลงไปในกระดาษทิชชู ถ้าน้ำผึ้งไม่ซึมแสดงว่าเป็นน้ำผึ้งแท้  บางคนชอบใช้น้ำผึ้งป่า อันนี้ต้องระวัง น้ำผึ้งป่าดีแต่ขั้นตอนการผลิตไม่สะอาดมักใช้มือนวดบีบกรองกับผ้าขาวบาง ท่ามกลางแดดร้อนทั้งเหงื่อทั้งขี้ไคลไหลย้อย ไอ้หย่า..สุดบรรยาย              
         ตำรับที่จะแนะนำนี้ควรกินเป็นอาหารเช้า  จะ ช่วยให้อวัยวะต่างๆแข็งแรง โอกาสที่เราจะมีไขมันตกค้างก็ลดลง  หน้าเราก็ใสขึ้น มันจะไปช่วยล้างและฟื้นฟู ร่างกาย สามารถดูดซึมได้ทันทีเลยไม่ต้องผ่านการย่อย                    
         การดื่มน้ำผักเป็นการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นและมีประโยชน์ ที่สำคัญ คือมี คลอโรฟิลด์ เมื่อดื่มเข้าไปแล้วส่วนที่ต้องถูกดูดซึม ก็จะไป “ฟื้นฟูตับ”  พอ “น้ำตับหลั่ง” น้ำตับอ่อนก็จะหลั่ง การย่อยคาร์โปรไฮเดรด ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินก็จะทำได้มากขึ้น
        
ในน้ำผักปั่นเป็นกรดอ่อนๆที่มี คลอโรฟิลล์(สารสีเขียวในพืช)มีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรตัสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส เป็นส่วนประกอบหลัก
        นอกจากน้ำผักปั่นแล้ว ควรตามด้วยน้ำซุป ให้เอาผักไปลวก แล้วเอาขึ้นมาปั่น รวมกับข้าวกล้อง น้ำเต้าหู้ แล้วนำไปต้มให้เดือด ใส่ซีอิ้วขาวนิดหน่อย ก็ได้น้ำซุปสุขภาพทันที   ถ้าอาหารเช้าทานได้อย่างนี้ทุกวัน ผิวสวยมาก คนที่เป็นเก๊าท์ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เบาหวาน หัวใจ ความดัน ไตวายจะลดลงทันที แต่คนที่เคยล้างไตแล้วกินสูตรนี้ไม่ได้เพราะเซลล์ถูกทำลายแล้ว เขาห้ามกินผักผลไม้จะสวนกระแสกัน
          สำหรับของห้ามกินของผู้รักสุขภาพคือ   ห้ามกินพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ กะทิ ทอฟฟี่ เนย ไอศกรีม ชีส คุกกี้ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปลาหมึกและเครื่องในทุกชนิด   ห้ามน้ำตาลทรายขาว อาหารกระป๋อง อาหารขัดผิว สะตอ ลูกเหนียง กระถิน ชะอม คะน้า แตงกวา ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ทุเรียนมะม่วง ละมุด ลำไย
           ส่วนมะม่วงมีกำมะถันสูง ละมุดมีแคลเซียม คาร์บอเนตมากเกินไป มันจะตกตะกอนที่ไต ลำไยมีน้ำตาลอิ่มตัวเข้มข้นแล้วร้อนใน  คะน้ากับแตงกวาจะมียูริคสูง เมื่อยูริคสูงจะมีผลทำให้เลือดเราเป็นกรด และกระถิน ชะอม ลูกเหนียง สะตอ มีไชยานิคสูง จะสังเกตว่าเวลากินแล้วมันฉุนๆ เวลาปัสสาวะออกมาจะมีกลิ่นฉุน นั่นเป็นสารไชยาไนด์ที่เราใช้ฆ่าแมลง ถ้าเรากินเยอะ ตับเราก็เสื่อม เพราะมันเป็นกรด คนใต้จะเป็นกลุ่มคนที่ไตวายเยอะ และตับเสียเยอะพวกปลาหมึก ไข่แดง ไข่นกกระทา ก็ห้าม เพราะจะมีคอเลสเตอรอลสูง

           การทำน้ำเอนไซม์ (Enzyme) น้ำผลไม้เข้มข้น เพื่อใช้ผสมในน้ำผักปั่น  เก็บผลไม้ในสวน เช่นมะเฟือง กล้วย อ้อย สาลี่ หรือผลไม้ตามฤดูการที่หาได้ เช่น สับปะรด กล้วย แอ๊ปเปิ้ลเขียว นำมาหั่นเป็นแว่นๆใส่ในขวดพลาสติก ๕ ลิตร อัตตราส่วนใช้ ผลไม้รวม  ๓  ส่วน น้ำต้มสุกเย็น ๑๐ ส่วน น้ำผึ้ง ๑  ส่วน หมักให้ครบ ๓  เดือน
          น้ำที่หมักเป็นตัวทำละลาย ทำให้สารอาหารในผลไม้ปลดปล่อยตัวเองออกมาทำให้เกิดกรดในการหมักมากขึ้น เมื่อเกิดกรดแล้วความปลอดภัยที่จะเกิดเชื้อโรคจะไม่มี ในกระบวนการหมักแบบนี้ไม่ต้องใช้จุลินทรีย์  ความเป็นกรดที่เราสร้างขึ้น จากการเติมน้ำผึ้ง จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า ทำให้น้ำหมักชีวภาพปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นผลิต ถ้ามีผลไม้หวานที่ใส่เข้าไปหวานมาก เช่น กล้วย อ้อย อาจจะลดน้ำผึ้งลงบ้าง
       การเติมน้ำผึ้งให้ทำในขั้นตอนหลังสุด หลังจากหั่นผลไม้ลงในขวดและเติมน้ำแล้ว เก็บไว้ในที่ร่มประมาณ ๑  เดือนจะเกิดฝ้าขาว ฝ้าเขียวน้ำเงิน อย่าตกใจเพราะนั่นไม่ใช่เชื้อโรคแต่เป็นซากของเชื้อโรค ที่เกิดจากการสลายตัว แล้ว ซากยีสต์เหล่านี้ก็จะเกิดการย่อยสลายสารอาหารที่เราหมักไปเป็น “เจลลาติน” นั่นก็คือเราได้วุ้นเกิดขึ้น  และวุ้นนี้ก็คือสารอาหารสำคัญในการช่วยฟื้นฟูร่างกายของเราไม่ให้เจ็บป่วย การเกิดวุ้นแสดงว่ากระบวนการหมักสมบูรณ์แบบ  ในน้ำหมัก ( เอ็นไซม์) จะมีกรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ และออกซิเจน ความเป็นกรดจะอยู่ที่ ๓.๙ ต่ำกว่า ๔
       เมื่อท่านได้ทราบการทำงานของร่างกาย สารอาหารที่มีประโยชน์ที่ร่างกายจะนำไปฟื้นฟูให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว การที่จะนำไปปฎิบัติ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งสามารถนำไปขยายผล ให้บุคคลใกล้ตัวญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ได้นำไปใช้ เพื่อดูแลสุขภาพชะลอวัยห่างไกลหมอ ได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย “ อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐครับ
                                                        ---------------------------------------------------
     
   ติดตามข้อมูลสุขภาพได้ที่ 
www.jamrat.net  

เข่าเสื่อม
                                               เข่าเสื่อม
                               “บำบัดด้วยถั่วเขียว”
                                               จำรัส   เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

           ช่วงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ผมขึ้นๆลงๆไปๆมาๆที่วัดบ่อยเนื่องจากญาติผู้ใหญ่เสียชีวิต นอนหลับแบบไม่ตื่นด้วยวัย ๙๕ ปี ตั้งศพบำเพ็ญกุศลบนศาลาวัด ๕-๖ วัน ได้เห็นพฤติกรรมของญาติมิตรผู้เคารพนับถือ เฉลี่ยอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ ที่นั่งพื้นแล้วเวลาพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินมักร้องโอดโอย แสดงอาการปวดหัวเข่าลุกแทบไม่ไหว ต้องเดินแบบเขย่งขาลาก มองแล้วน่าเศร้าใจ



           นั่นคือแรงบันดาลใจให้ผมต้องสืบเสาะหาตัวยาแพทย์แผนไทยมาฝาก ผู้มีอาการปวดหัวเข่า หรือเข่าเสื่อม และต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโรคข้อเข่าเสื่อมคือโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมาก เมื่อมีการใช้งาน ผิวข้อที่สึกจะมีการขัดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา ถ้าจะว่ากันแล้วหมอพื้นบ้านจะวินิจฉัยว่าน้ำมันหล่อลื่นที่หัวเข่าแห้งต้องหาถั่วเขียวมากินเพื่อรักษาอาการเข่าเสื่อม
         คนเราเวลามีอายุมากขึ้นเซลล์ต่างๆก็ทำงานด้อยลง ยิ่งกินไม่หยุดโดยเฉพาะคุณสภาพสตรีเมื่อโรคอ้วนเข้ามา อาการเข่าเสื่อมก็จะหลีกหนีไม่พ้น เพราะเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น เข่าของคนเราจะประกอบไปด้วยกระดูก ๓  ส่วน
          มีกระดูกต้นขา Femur ซึ่งเป็นกระดูกส่วนบนของเข่า และก็กระดูกหน้าแข็ง Tibia ซึ่งเป็นกระดูกส่วนล่างของเข่า ส่วนที่สามคือกระดูกสะบ้า Patella ซึ่งอยู่ส่วนหน้าของเข่า
         ผิวของข้อเข่าจะมีกระดูกอ่อน cartilage รูปครึ่งวงกลมหุ้ม ทำหน้าที่กระจายน้ำหนัก ในข้อเข่าจะมีน้ำเลี้ยง synovial fluid เปรียบเสมือนน้ำหล่อลื่น เป็นการป้องกันการสึกของข่อเข้า เมื่อเราเดินหรือวิ่ง ข้อของเราจะต้องรับน้ำหนักเพิ่ม ดังนั้นยิ่งน้ำหนักตัวมากเท่าใดข้อต้องรับน้ำหนักมากเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเอ็นและกล้ามเนื้อที่ทำให้ข้อเข่าแข็งแรง
         ล่าสุดคณะนักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถสกัดพืชไทย ๕ ชนิด ได้แก่ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก โดยสารสกัดดังกล่าวเมื่อเสริมฤทธิ์กันมีคุณสมบัติในการลดการหลั่งสาร TNF-X, IL-6 และ IL-17 ของเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบ สร้างภาวะภูมิคุ้มกันที่สมดุลให้กับร่างกาย นอกจากนี้สารสกัดจากธรรมชาติยังสามารถเสริมสร้างคอลลาเจนและกระดูกอ่อนเพื่อลดอาการปวดหัวเข่า
        สำหรับภูมิปัญญาพื้นบ้าน แนะนำลุงป้าผู้เข้าสู่วัยชรา ถ้ามีอาการปวดเข่า เข่าอักเสบ เข่าเสื่อม ให้ใช้ถั่วเขียวบำบัด เพราะ
ถั่วเขียวอุดมไปด้วย แคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูก บำรุงไขข้อและป้องกันโรคกระดูกพรุน รักษาโรคข้อต่างๆ
       เนื่องจากถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น จึงไม่ควรกินถั่วเขียวบ่อยเกินไปเพราะฤทธิ์เย็นของถั่วเขียวจะทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดติดขัด วิธีแก้ของหมอพื้นบ้านจึงใช้ลูกเดือย ขิง ใบเตย งาดำผสมเป็นตำรับยาในการบำบัดโรคเข่าเสื่อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     
ตำรับยาแก้โรคเข่าเสื่อม ใช้ถั่วเขียว ๒๕๐  กรัม ลูกเดือย ๑ ถ้วย ขิงสดหั่นเป็นแว่นๆ ครึ่งถ้วย น้ำซาวข้าว ครั้งที่ ๒ จำนวน ๖-๗ ถ้วย  ใบเตย ๓ ใบ งาดำคั่วตำละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ  เติมน้ำตาลมะพร้าวเล็กน้อย ถ้าไม่มีก็ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน
      สำหรับถั่วเขียวกับลูกเดือยล้างน้ำให้สะอาด คัดเอาที่ลอยน้ำทิ้ง  แช่น้ำทิ้งไว้  ๑  คืน  ขั้นตอนการต้มนำน้ำซาวข้าวครั้งที่สอง เทลงไปในหม้อ เทถั่วเขียวและลูกเดือยผสมลงไปในหม้อ น้ำที่แช่ถั่วเขียวกับลูกเดือยไม่เอา ใส่ขิงที่หั่นแล้วและใบเตยลงไป ต้มจนถั่วเขียวและลูกเดือยสุกดีด้วยไฟกลางๆประมาณ ๓๐  นาที หลังจากนั้นเติมน้ำตาลคนจนละลาย  ยกลงจากเตาพออุ่นๆก็รับประทานได้ กินได้เลย ๓ มื้อ ที่เหลือเก็บใส่ตู้เย็นเวลากินก็นำมาอุ่นใหม่ กินแล้วบำบัดอาการเข่าเสื่อม หายดีนักแล ฮ่าๆๆ
     สังเกตไหมครับ ยาแผนบัจจุบันมักเขียนข้างซองว่า
“บรรเทาอาการ”   แต่ยาสมุนไพรแผนโบราณ มักลงท้ายว่า “หายดีนักแล”  ฮ่าๆๆๆ
                                     ---------------------------------------------------------------
                                 
 
  

12345678910...>>