เรื่องเล่าสุขภาพ

มะเร็งกลัวพิลังกาสา "สมุนไพรปราบมะเร็ง"
                                มะเร็งกลัวพิลังกาสา 
                           
สมุนไพรปราบมะเร็ง
                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
            ผมสนใจต้นไม้ทรงพุ่มต้นนี้เมื่อครั้งเดินทางไปพักที่รีสอร์ทแถวจังหวัดน่าน เจ้าของเขาปลูกไว้เป็นไม้ประดับบนเชิงเขาริมทางเดินที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ที่สะดุดตาคือผลจะมีลักษณะกลมโต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร ออกผลเป็นกระจุกมีก้านช่อยาวห้อยย้อยลง ปละก้านผลยาวเรียงสลับรอบก้านช่อ ผลอ่อนจะเป็นสีแดง เมื่อแก่หรือสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเกือบดำ คล้ายผลมะเม่าทางภาคอีสาน
            ผมได้ขอเมล็ดมาเพาะไว้รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ร่วมสิบกว่าต้นสมุนไพรพิลังกาสา มีชื่อเรียกหลายชื่อ  เนื่องจากใบอ่อน ผลอ่อน ยอดอ่อน มีรสชาติฝาดมัน เปรี้ยวอมหวานนิยมนำมาใช้รับประทานเป็นผักเหนาะ กินกับลาบ น้ำพริกบางคนก็เรียกผักจำหรือผักจ้ำแดง บ้างก็ เรียก จิงจ้ำ จ้ำก้อง มะจ้ำใหญ่  ตาปลาราม ตาเป็ด  ทางมาลายูเรียก ปือนา และ มาตาอาแย    สมุนไพรพิลังกาสา ผู้รู้บอกมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงอินเดีย เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ความสูงของต้นประมาณ ๒-๓ เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาออกรอบต้น
          ต่อมาผมได้ไปสัมภาษณ์หาข้อมูลจากปราชญ์พื้นบ้านทั่วประเทศและตำราแพทย์แผนไทย ถึงกับตะลึง ในคุณสมบัติของสมุนไพรพิลังกาสา เพราะทุกส่วนของสมุนไพรพิลังกาสาสามารถเข้าตำรับยารักษาโรคได้หลายโรค ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก มีสรรพคุณเน้นหนักไปทางด้านสมานแผลและฆ่าเชื้อโรค
               
       โดยเฉพาะ ผลสีม่วงเกือบดำของสมุนไพรพิลังกาสานี้จะมีสารแอนโทไซยานิน ( Anthocvanin)  ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองอุดตัน  นอกจากนี้ยังยับยั้งเชื้ออิโคไล ( E.coli) ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย
      ใบพิลังกาสา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันเป็นคู่ ๆ ตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบไม่มีจัก แผ่นใบเป็นสีเขียวมัน มีลักษณะหนาและใหญ่ ส่วนยอดอ่อนเป็นสีแดง

       จาการวิจัยพบว่ามีสาร α-amyrin, rapanone  สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยยับยั้ง

 platelet activating factor receptor binding  มีฤทธิ์เหมือนฮีสตามีน ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด รักษามาลาเรีย แก้อาการท้องเสีย แก้เกลื้อน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อ Aspergillus

                    สำหรับการใช้สมุนไพรพิลังกาสาในการรักษาโรค หมอพื้นบ้านเล่าให้ฟังว่า ถ้าแก้อาการกามโรคและหนองใน ให้ใช้รากสดประมาณ ๑๐ กรัม ขูดเอาเปลือกออก ตัดเป็นท่อนสั้นทุบให้แตก ต้มกับน้ำ ๓  แก้ว ต้มให้เดือดจนเหลือน้ำครึ่งเดียว กรองแต่น้ำดื่ม ก่อนอาหาร ๓ เวลา ครั้งละ ๓  ช้อนแกง
                    ส่วนหมอพื้นบ้านภาคอีสานแนะนำให้ใช้ผลพิลังกาสา ประมาณ ๑๐ ผลยีเอาแต่เนื้อ ต้มกับน้ำ ๑  ลิตร จนน้ำเป็นสีแดงเข้ม เติมน้ำตาลตามความเหมาะสม ต้มจนน้ำตาลละลาย ปิดไฟยกลง  พออุ่นก็ดื่มได้นอกจาก แก้โรคกามโรคและหนองในแล้วยังแก้ท้องเสียและช่วยเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้ดี
                  กรณีใช้สมานแผลและแก้พิษงู ใช้รากสด ๕ กรัม และดอกสด ๑  กำมือ รากสดขูดเปลือกออกหั่นเป็นท่อนๆแล้วทุบให้แตกแล้วตำให้เข้ากัน ใช้พอกแผลที่ถูกงูกัด เพื่อถอนพิษเบื้องต้น ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการปวดและลดการระคายเคือง หรือใช้เฉพาะแต่กลีบดอก ๑ กำมือ โขลกละเอียดพอกบาดแผลทั่วไปที่ไม่ได้ เกิดจากงู จะช่วยลดการอักเสบได้ดี ป้องกันแผลเป็นหนอง และป้องกันแผลติดเชื้อ
                ส่วนการใช้ฆ่าพยาธิให้ใช้ดอกสด ๑  กำมือ บีบพอช้ำ ต้มกับน้ำ ๓  แก้ว  เคี่ยวจนเหลือครึ่งเดียว กรองเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ ๓ ช้อนแกง เว้นระยะทุก ๓ ชั่วโมง จนกว่ายาจะหมด ถ้าใช้แก้ตับพิการและขับลม ใช้ใบสด ๕ ใบ สับละเอียดต้มกับน้ำ ๑  ลิตร เคี่ยวจนเหลือประมาณ ๖๐๐ ซีซี กรองแต่น้ำดื่ม แบ่งเป็น ๓ ครั้งต่อวัน สัปดาห์ละ  ๑  ครั้ง เพื่อบำรุงตับ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อและแก้ไอ
                 นอกจากนั้นในบางตำราใช้ผลสุกนำมาตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง แล้วปั้นเป็นลูกกลอนกิน หรือใช้ผงยาประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำครึ่งแก้วดื่มช่วยบำรุงโลหิต ช่วยแก้โรค ระดูของสตรีได้ผลดีอีกด้วย
                ล่าสุดที่เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อหมอแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง ที่จังหวัดปราจีนบุรีได้แจกยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งให้กับผู้ป่วย เมื่อกินแล้วอาการดีขึ้นตามลำดับ หนึ่งใน ตำรับยารักษาโรคมะเร็งของ หมอแสงนั้นมีตัวยา “สมุนไพร พิลังกาสา” รวมอยู่ด้วย
                                          -------------------------------------------------------------------

น้อมเกล้าถวายความอาลัย
             
    สถิตย์อยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้  
         ข้าพระพุทธเจ้า www.Jamrat.net

เมืองมัลลิกา ร.ศ.๑๒๔ กาญจนบุรี
                           เมืองมัลลิกา  ร.ศ. ๑๒๔
                 เมืองแห่งวัฒนธรรมและวิถีชนย้อนยุคสู่อดีต
                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
      เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔ เป็นเมืองจำลอง ที่จัดสร้างขึ้นภายในเนื้อที่ ๖๐ ไร่ ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวจังหวัดเพียง ๓๒ กิโลเมตร
      เราจะได้สัมผัสกับรากเหง้าความเป็นไทย ผ่านทางสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของชาวสยามในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ หลังจากมีการประกาศเลิกทาสแล้ว ผู้เข้าชมสามารถเปลี่ยนชุดให้เข้ากับบรรยากาศของยุคสมัยได้          
      
   ความยิ่งใหญ่ตื่นตาครั้งแรกที่เดินทางไปถึงคือมองเห็นกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน ด้านหน้ามีรถลากหรือที่เรียกว่า “รถเจ๊ก” จอดเรียงรายเป็นแถวมากกว่า ๑๕ คัน และซุ้มขายเครื่องดื่มลักษณะเหมือนจอมปลวกโค้งมนสานด้วยไม้ไผ่มีประตูเปิดยกขึ้นใช้ไม้ค้ำยัน
  สำหรับค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ๒๕๐ บาท เด็ก ๑๒๐ บาทช่วงที่ผมมาโปรโมชั่นพิเศษผู้ใหญ่ ๒๐๐เด็ก ๑๐๐ บาท บริเวณด้านหน้าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองแต่งชุดสีกากีคอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกพูดจาเรียบร้อยลงท้ายด้วยคำว่า “ขอรับ”ทุกคำ     
   
  พอเข้าประตูเมืองมา ภาพที่มองเห็นรู้สึกสบายตาเหมือนเมืองในสวรรค์ ต้นไม้ใบหญ้าดอกไม้ถูกประดับอย่างสวยงาม มีซุ้มแลกเหรียญสตางค์เพื่อจับจ่ายซื้อของให้สมจริงสมจัง เดินผ่านสะพานหันด่านแรกเป็นสะพานไม้โค้งกว้างสองฟากสะพานมีห้องแถวเล็กๆเป็นห้องให้วางขายของตรงกลางเป็นทางเดิน สะพานนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ชอบเสด็จประพาสเพื่อซื้อผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ    
     
   ทุกจุดจะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ผ่านย่านการค้า มีอาหารคาวหวาน ขนมโบราณ มีการปรุงกันสดๆให้ได้ชมกัน เรียกว่าชมไปกินไป ผมเดินมาจนถึง หอชมเมือง สูงประมาณตึก ๔ ชั้น ลานด้านหน้ามีแม่ค้าหาบเร่มาวางขาย ถั่วต้มเผือกต้ม ภายในป้อมชมเมืองมีบันไดวนขึ้นไป เดินจนหอบครับแต่พอขึ้นไปจนสุดความเหนื่อยหายไป อากาศสดชื่น มองเห็นวิวทัศนียภาพโดยรอบสวยมากๆ      
     หอชมเมืองนี้สร้างจำลองมาจากหอคอยคุก เพื่อใช้ตรวจตราป้องกันนักโทษหลบหนี พอลงจากหอคอยผมก็เดินข้ามสะพานไม้ไปชมเรือนแพกลางสระน้ำ มีร้านข้าวแกงทรงโปรดและร้านกาแฟ นอกนั้นก็มีเรือนเดี่ยว เรือนไทยหมู่ เรือนหลังใหญ่ของคหบดีในยุคนั้นไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และมีโรงครัว ประกอบด้วยโรงสีข้าว ยุ้งข้าว โรงครัวเตรียมอาหาร
     
   มาแล้วก็ประทับใจครับ บ้านเรายังมีคนที่มีความคิดนำมนต์เสน่ห์ของอดีตมาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังๆได้สัมผัส รักความเป็นไทย ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า เราต้องหาโอกาสไปให้กำลังใจสนับสนุน และไปเก็บภาพแห่งความสวยงามนี้ไว้ได้อวดเพื่อนๆและชาวโลกด้วยความภูมิใจ
    ส่วนใครที่ไม่อยากเดินก็สามารถใช้บริการ “รถเจ๊ก” ชมเมืองได้ในราคาไปกลับ ๑๐๐ บาท เมืองมัลลิกา   ร.ศ.๑๒๔ เปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเมืองตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐น.-๑๗.๓๐น. และเปิด-ปิดเมืองเวลา ๐๙.๐๐-๑๙.๐๐น. การเดินทางออกจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทาง อ.ไทรโยค เพียง ๓๒ กิโลเมตร ตั้งอยู่ตรงทางเข้าปราสาทเมืองสิงห์ ติดกับปั๊มบางจาก ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี สอบถามข้อมูลรายละเอียดได้ที่ ๐๓๔-๕๔๐-๘๘๔
ติดตามชมคลิบได้ทาง Jamrat Channel   เพียงเข้าไปที่ GooGle  แล้วพิมพ์คำว่า  Jamrat Channel 

สิวเป็นหนองหายโดยบังเอิญ
                               สิวเป็นหนองหายโดยบังเอิญ
                                                 จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

     ที่ผมหยิบยกเรื่องสิวเป็นหนองมาเขียนเพราะเห็นบรรดาสาวๆหลายคนบุคลิกดีหุ่นดีแต่พอดูใบหน้ามีสิวหนองขรุขระอย่างกับถนนบนดาวอังคารก็ไม่ปาน
   หลายคนลองใช้เครื่องสำอางหมดเงินมาก็เยอะ สิวที่เป็นหนองก็ไม่หาย บางคนก็ดูดีขึ้นไม่นานก็เป็นเหมือนเดิม ผลิตภัณฑ์อะไรดีที่มีคนบอกใช้มาจนท้อ สรุปบอกแพ้เครื่องสำอาง แล้วก็ปล่อยไปตามยถากรรมอยู่ไปวันๆจนชิน
   จะว่าไปแล้ว สิวหัวหนอง ถือว่าเป็นสิวอักเสบประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการอักเสบของเซลล์ผิว เนื่องจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดตัน หรือเกิดขึ้นจากการอุดตันของไขมันที่ร่างกายทำการขับออกมาจากรูขุมขน เมื่อแบคทีเรียในสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเข้าไปทำปฏิกิริยาย่อยสลายไขมันเหล่านั้น แล้วเกิดการย่อยสลายที่ไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้นจนกลายเป็นหนอง
     สิวหัวหนอง จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนและมีหนองอยู่ภายใน โดยจะมีทั้งขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ถ้าหากเป็นสิวหัวหนองชนิดที่อยู่ตื้นจะสามารถรักษาหายได้อย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นสิวหัวหนองชนิดลึก ซึ่งมีความรุนแรงมักจะมีอาการเจ็บปวด
   แล้วถ้ายิ่งปล่อยไว้เนิ่นนานมีหนองเรื้อรัง จากสิวก็อาจจะกลายไปเป็นฝีหนอง หรือกลายเป็นสิวหัวช้าง ซึ่งมีความอันตรายมากกว่าได้
   มีสาวๆหลายคนใช้น้ำมันมะพร้าว หรือบัวหิมะ นำมาแต้มที่บริเวณที่เป็นสิวหัวหนองจะเป็นการช่วยทำให้สิวหัวหนองค่อยๆหลุดออกมาเองตามธรรมชาติ หรือใช้น้ำอุ่นผสมเกลือ นำน้ำอุ่นผสมกับเกลือ แล้วทิ้งเอาไว้ให้เย็นลงเล็กน้อย แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นสิวหัวหนอง ทิ้งเอาไว้ประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง แล้วใช้สำลีคัลเติ้ลบัตเช็ดออก หนองที่อยู่บริเวณหัวสิวจะเยิ้มหลุดออกมา
  การบีบสิวก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่บรรดาสาวๆใช้ด้วยความมันเขี้ยวอยากจะกำจัดสิวหัวหนองให้ออกไปจากใบหน้าให้เร็วที่สุด
     สำหรับการบีบสิวหัวหนองที่ถูกวิธี ควรเริ่มจากการสร้างทางออกให้กับหนอง โดยใช้เข็มสะอาด หรือไม้จิ้มฟันที่ผ่านการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อแล้ว จิ้มหัวหนองอย่างเบามือ แล้วค่อยๆใช้สำลีคัลเติ้ลบัต จำนวน ๒อันบีบหัวสิวเข้าหากันให้แรงและเร็วที่สุด เพราะยิ่งทำแบบช้าๆเบามือมากเท่าไหร่ ผิวหนังที่ถูกบีบโดยรอบก็จะยิ่งเกิดการอักเสบมากขึ้นเท่านั้น
     อย่างไรก็ตาม วิธีการต่างๆเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ วิธีการรักษาสิวที่ดีที่สุด ก็ยังคงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสิวขึ้นมาตั้งแต่แรก โดยการการควบคุมอาหารไม่กินของมันมากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กำจัดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ รวมไปถึงการดูแลรักษาความสะอาดของใบหน้าอยู่เป็นประจำ
      ล่าสุดมีแฟนคลับสุภาพบุรุษจากเชียงใหม่บอกว่า ได้กินสมุนไพร “หัวเชื้อสมุนไพรกลั่น “เทพประทานสังหารโรค” เพื่อป้องกันมะเร็ง แต่ผลปรากฏว่าสิวหนองที่ตัวเองเป็นมาร่วมหลายปี หายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเชื่อจริงๆ สิวหนองที่เป็นก็เรียกว่าทั้งสิวเล็กสิวใหญ่สิวหัวช้าง บีบจนหน้าเละมาแรมปี ปวดทรมานมาก    
      เพียงเดือนกว่าๆที่กินสมุนไพรนี้เข้าไป ก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ อาการเจ็บแสบปวดก็หายไป ดีใจมาก ตอนนี้ก็กินอยู่ ใบหน้าเริ่มเนียนใส สิวหนองฝ้าหายไปหมดอยากบอกเป็นวิทยาทาน
    “ ผมเจอมาแล้ว สมุนไพรตัวนี้ จะดูแลเรื่องมะเร็ง ต้านสารอนุมูลอิสระ เนื้องอก ซีสต์ ไวรัสตับ ภูมิแพ้ สลายครอเลสเตอรอล ไขมัน ประจำเดือนมาไม่ปกติ คือมีญาติกินรักษามะเร็งดีแล้วเขาบอกผม ”
   ก็เป็นประสบการณ์ที่เล่าสู่กันฟัง หากหมดหนทางเยียวยาจากที่อื่น ลองหันมาใช้วิธีนี้ก็ไม่เสียหลาย เป็นทางเลือกนะครับ ลองติดต่อหามาไว้ในครัวเรือนหากต้องใช้คราวจำเป็น ๐๘๕-๒๔๕-๘๐๘๑ ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ
                                     ------------------------------------------------------- 

ข่าวดี

     ติดตามชมคลิปการสัมภาษณ์ ชมทั้งภาพและเสียงทาง
                  
Jamrat Channel - Youtube

  ง่ายนิดเดียว เข้าGOOGLE แล้วพิมพ์คำว่า
Jamrat Channel 
    
   

 
    

โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนครพนม
            โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนครพนม
                                                          จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง
       หลังจากตระเวนขับรถเรียบแม่น้ำโขงจากหนองคาย-บึงกาฬ จนมาถึงนครพนม ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตัวโดยเฉพาะคอบ่าไหล่ตึงๆ เลยถือโอกาสแวะมาใช้บริการนวดรักษาอาการที่โรงพยาบาลแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของจังหวัดนครพนม      
       เจ้าหน้าที่ขอบัตรประจำตัวประชาชนมากรอกและสอบถามอาการต่างๆเสร็จก็ให้เดินขึ้นรอที่ห้องนวดชั้น ๒ ด้านหน้าห้องนวดผมมองเห็นตู้ยาสมุนไพรและขวดบรรจุสมุนไพรจัดเป็นหมวดหมู่มีชื่อกำกับ จึงขออนุญาตถ่ายภาพสมุนไพรกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งทราบต่อมาคือคุณวันเพ็ญ  แก่นท้าว แพทย์แผนไทยรุ่นแรก เธอให้การต้อนรับและแนะนำเป็นอย่างดี                   
                วันนั้นหมอที่มานวดผมคือหมอประยงค์  พรมประกาย ซึ่งทราบต่อมาว่าเป็นหมอมือหนึ่งของที่นี่ หมอนวดไป ผมก็พูดคุยสัมภาษณ์ไปด้วยทราบว่าชีวิตหมอประยงค์ในอดีตทำงานอยู่โรงงานในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง แล้วกลับมาบ้านเกิดนครพนม ทำงานเป็นผู้ช่วยที่โรงพยาบาลนครพนมตั้งแต่ยกของขนของ แทบทุกชนิด เห็นสภาพผู้ป่วยทีเดินทางมารักษาจนชินตา และคุ้นเคยกับสภาพการเจ็บป่วยของชีวิต
     ช่วงหลังจึงหันเห มาศึกษางานด้านนวดแผนไทยอย่างจริงจัง ด้วยความชอบอยากอุทิศตนเองช่วยเหลือผู้ป่วยตามแนวแพทย์แผนไทย จนล่าสุดได้ไปอบรมและฝึกนวดเกี่ยวกับการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกทางเลือก ที่จังหวัดนนทบุรี สำเร็จเป็นรุ่นที่ ๙
    ผมค่อนข้างโชคดี ได้นำสรีระร่างกายให้หมอประยงค์ พรมประกาย จับนวดปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายใหม่ เส้นที่ตึงๆก็คลาย บางจุดเสียงดังแกรกๆลั่นเป็นจุดๆพอมีแรง นวดไปคลึงไป หมอประยงค์เล่าว่า
   “ ช่วงนี้อาจารย์ผมที่สอนนวดปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายและกระดูก เดินทางมาเยี่ยมลูกศิษย์ที่นครพนมด้วย ท่านจะเก่งมากๆ อาจารย์ชื่อ นภาพร  ทองเนื้อแปด ขนาดคนเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ปากเบี้ยว อาจารย์จะนวด จนผู้ป่วยจากที่พูดไม่ได้กลับมาพูดได้ และเดินได้  บางคนหูดับไม่ได้ยินเสียงอาจารย์ก็รักษาได้ แม้กระทั่งสายตาพร่ามัว ”  หมอประยงค์เล่าด้วยความภูมิใจ                       
               สำหรับโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนครพนมนั้น จะมุ่งเน้นใช้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยดูแลผู้ป่วยแบบผสมผสานกับแพทย์แผนปัจจุบันและสหวิชาชีพ ส่งเสริมใช้ยาไทย              
       เปิดให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกทุกวัน เวลาราชการ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ น. และนอกเวลาราชการ ๑๖.๓๐-๒๐.๐๐ น. ยกเว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทางโรงพยาบาลจะให้บริการตรวจวินิจฉัยโรค นวดรักษา ประคบสมุนไพร อบสมุนไพร จ่ายยาสมุนไพร ให้คำปรึกษา กายบริหารฤาษีดัดตน การทำสมาธิบำบัด การทับหม้อเกลือ ประคบเต้านมมารดาหลังคลอด การทำแผล ล้างแผลกดทับ BEDSORE จ่ายยาสมุนไพรต้มอีกด้วย
       นอกจากนั้นยังบริการด้านการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปด้วยโดยมีแพทย์ผู้เชียวชาญด้านการฝังเข็มจบ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนให้บริการรักษาด้วยการฝังเข็ม ครอบกระปุก แปะเมล็ดผักกาด บริการสปาเพื่อสุขภาพ นวดน้ำมันเพื่อการรักษา วารีบำบัด                   
          สำหรับการให้บริการการนวดแผนไทยประคบและอบสมุนไพร เปิดทุกวันเวลาราชการ ขณะที่การให้บริการฝังเข็มเปิดให้บริการ ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์   โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตั้งอยู่บริเวณ  ถนนหลังโรงพยาบาลนครพนม   โทรศัพท์หมายเลข ๐๔๒-๕๑๑-๔๒๒ ต่อ ๒๐๙๕
                              --------------------------------------------------------------------------
 
 
ติดตามได้ทาง www.Jamrat.net   และ Youtube
  

ใครว่าโรคไตไม่หาย
                                          ใครว่าโรคไตไม่หาย
                                                     จำรัส  เซ็นนิล รวบรวม/เรียบเรียง

      จากการที่ผมได้พบกับคุณเทวา แก้วอุดร ชาวบ้านผ้าขาว ตำบลม่วงไข่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ทำให้ความคิดผมเปลี่ยน เพราะมีคนบอกว่าใครเป็นโรคไต จะต้องฟอกไตตลอดชีวิต แต่คุณเทวา ป่วยเป็นโรคไต กินยาสมุนไพรอาการดีขึ้นและหายปกติ จนหมอสงสัยสอบถามว่าต้องกินยาอื่นมาแน่นอน             
        คุณเทวา ไม่ได้ป่วยแค่โรคไตอย่างเดียว แต่มีโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันพอกตับ เรียกว่าเธอมีครบ แต่อาการโรคไตวายของเธอค่อนข้างหนัก บวมทั้งตัว ตัวคล้ำ โดยเฉพาะขาบวมจนเดินไม่ได้ เข้ารักษาที่โรงพยาบาล อาการก็ดีขึ้นบ้าง นอนพักที่โรงพยาบาลได้ ๑๕ วัน หมอให้กลับ
   กลับมาบ้านก็พะวงกับชีวิต อาชีพขายข้าวแกงตอนเช้า ลูกค้าก็เริ่มเบาบาง เพราะเนื้อตัวคุณเทวา คล้ำ บวมลูกค้ารังเกียจ  อยู่ต่อมาป้าบุญคุ้มที่เป็นญาติมาเยี่ยมแนะนำให้ไปที่วัดศรีจำปาชนบท อำเภอพังโคน สกลนครเอายาสมุนไพรมากิน ตอนแรกก็กลัวว่าโรคไต กับการกินยาสมุนไพรมันจะทำให้ไตทำงานหนัก แต่หลังจากได้คุยกับแม่ครูอาวรณ์  ห่วงใย จิตอาสาที่ทำงานอยู่ที่วัด แล้วเกิดความมั่นใจ เพราะมีตัวยามีสมุนไพรถึง๕๐ กว่าชนิด ผ่านการต้ม หมักกลั่นเป็นอย่างดี สามารถฟื้นฟูไต รักษาไตให้กลับมาทำงานปกติได้
   หลังจากคุณเทวากินยาสมุนไพรได้ ๑ ขวด ขาก็เริ่มหายบวม อาการปวดขาปวดเข่าก็หายไป อาการบวมตามเนื้อตัวก็ลดลง จากที่สีผิวคล้ำๆก็เริ่มดูดีขึ้น ก็กินยามาเรื่อยๆ กินได้ ๒ เดือนไปตรวจ ปรากฏว่าเบาหวานจากที่เคยขึ้น ๕๐๐ ลดเหลือ ๙๕ อาการไตดีขึ้น ไขมันตับไม่มี
   “ ตรวจล่าสุด เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๐ หมอบอกปกติหมดทุกอย่าง เหลือเชื่อ หมอคะยั้นคะยอถามว่ากินยาอื่นอีกหรือเปล่า เพราะหมอรักษาคนไข้มาหลายปี ไม่เคยมีคนไข้อย่างนี้ เป็นตั้งหลายโรค แต่ตรวจปกติหมด หรือว่าเครื่องเสีย หมอตรวจอีกหลายรอบ โดยเข้าเครื่องสแกน เข้าอุโมงค์ เพื่อความมั่นใจ”
    พอออกจากห้องหมอ พยาบาลตามมา สอบถามขอตัวอย่างยาที่กิน ขอแบ่งปันบ้าง คุณเทวาก็ไม่ให้ จนพยาบาลบอก “อย่าขี้ถี่หลาย”  พยาบาลบอกจะเอาไปให้แม่กิน
   ที่ผมนำชีวิตจริงของคุณเทวา แก้วอุดร มาเขียนเพื่อเป็นวิทยาทาน ทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วย เป็นกรณีศึกษา เพราะจากประสบการณ์แล้ว ใครเป็นโรคไต ถ้าไม่มีเงินในการเยียวตา ฟอกไต อย่างสม่ำเสมอ มักจะอยู่ได้ไม่นาน        
   สำหรับกรณีแม่ครูอาวรณ์ ห่วงใย ที่เป็นจิตอาสาอยู่ที่วัด เธอมีอาชีพรับราชการครู ป่วยเป็นมะเร็งมดลูกขั้นสุดท้ายเลือดไหลไม่หยุดถูกหามมาที่วัดเหมือนกัน ปัจจุบันหายดี จึงมอบตัวเป็นจิตอาสาช่วยเหลือทางวัด เธอกินยาสมุนไพรทุกวันจนหน้าตาและมือเธอจะมีสีแดง เหมือนคนมีเลือดฝาด
   ผู้ป่วยท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อแม่ครูอาวรณ์ ห่วงใย ที่  ๐๙๑-๗๙๔-๑๔๙๑ หรือจะเดินทางเข้าพบเจ้าอาวาสวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร เพื่อปรึกษาขอคำแนะนำก็สามารถทำได้ การเดินทางมาวัดก็ไม่ยุ่งยาก ไปให้ถึงสี่แยกอำเภอพังโคน วัดอยู่ไม่ไกลจากสี่แยก สอบถามชาวบ้านร้านค้ารู้จักดี  อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนะครับ
                                   --------------------------------------------------------------------
                                                       
    

เบาหวานผมไม่กลัว
                           เบาหวานผมไม่กลัว
                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง

    ลุงฤทธิไกร พิมมะหา อดีตทหารผ่านศึกวัย ๗๕ ปี  จากบ้านหนองโจษฐ์ ตำบลไฮหย่อง จ.สกลนคร ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาหลายปี รักษาตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่ดีขึ้น ปัสสาวะบ่อย หนึ่งชั่วโมงต้องปัสสวะหนึ่งครั้ง กลางคืนแทบไม่ได้นอนต้องตื่นลุกไปปัสสาวะทั้งคืน
                     
       อยู่มาวันหนึ่งตื่นเช้าตักบาตรหน้าบ้าน ได้ทราบข่าวจากพระที่มาบิณฑบาตว่า ที่วัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร มียาสมุนไพรดี จึงตัดสินใจ เดินทางมาที่วัดศรีจำปาชนบทพบเจ้าอาวาส ได้ยามากินอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และแผลเบาหวานที่เท้าปรากฏว่า เพียงอาทิตย์เดียวแผลก็เริ่มหดเข้าเล็กลงและปิดสนิท จึงกินสมุนไพรมาเรื่อยๆประมาณ ๗ เดือนกว่าๆไปพบหมอที่โรงพยาบาลตรวจปรากฏว่าไม่พบเบาหวานอีกเลย
     “ผมเป็นคนไม่กลัวยา กินเช้าครึ่งถ้วยกาแฟ เย็นอีกครึ่งถ้วยกาแฟ ขอบอกผู้ป่วยเบาหวานข้าวเหนียวห้ามกินโคตรแสลงเลยครับ ผลไม้ของหวานผมไม่แตะเลยทั้งๆที่ชอบ”
    ลุงฤทธิไกรยังบอกอีกว่า ยังได้เอาตัวยาไปให้เพื่อนบ้านที่ป่วยเป็นเบาหวานมีแผลที่มือ เอาตัวยาทาไม่นานแผลก็เริ่มแห้งปิดสนิทเช่นกัน  หากผู้ป่วยเบาหวานท่านใดต้องการยาสมุนไพรก็สอบถามไปที่ครูอาวรณ์  ห่วงใย จิตอาสาของทางวัดได้ที่ ๐๙๑-๗๙๔-๑๔๙๑ ส่วนค่าใช้จ่ายตามกำลังศรัทธา


มะเร็งเต้านมอำเภอท่าอุเทนนครพนม
                           มะเร็งเต้านม อำเภอท่าอุเทน นครพนม
                                                                   จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
          เช้าวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๐ ผมได้เดินทางไปพิสูจน์ความจริงกรณีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หลังกินยาสมุนไพร แล้วหายจากโรคดังกล่าว จากคำบอกเล่าของครูเชาว์  ช่วงชิง อดีตครูโรงเรียนบ้านปากทวย อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม                                
         ผมถึงอำเภอท่าอุเทนเวลาสิบนาฬิกา ครูเชาว์พามานั่งร้านอาหารอีสานที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก สั่งลาบเนื้อกับข้าวเหนียวให้ผมรองท้อง ยังไม่ทันจะกินครูเชาว์ ยกแก้วยาสมุนไพรแก้วเล็กๆประมาณครึ่งแก้วให้ผม
  “ อาจารย์จำรัส ลองซดดู จะได้รู้รสชาติ รับรองมะเร็งไม่กวน” 
       ผมมองหน้าครูเชาว์ ทำท่าเหมือนลังเล ครูเชาว์บอกยกเลยครับ ทันทีได้รับเสียงสนับสนุน ผมยกขึ้นซดหมดแก้ว ทันทีที่น้ำยาตกถึงท้อง รู้สึกร้อนซ่าส์ไปทั้งลำไส้และทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะใบหู ๒ ข้างร้อนผ่าวไปหมด               
      หลังรองท้องแล้วครูเชาว์ ก็พาผมไปที่บ้านคุณใส  สุวรรณมาโจ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับวัดพระธาตุท่าอุเทน คุณใส มีฐานะค่อนข้างลำบาก อาศัยบ้านที่กาชาด จังหวัดนครพนมสร้างให้ พักอยู่กับญาติพี่น้องสามสี่คน ทุกคนหาเช้ากินค่ำ อยู่ต่อมาคุณใสป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เต้านมจะบวมเบ่ง ปวดสุดแสนทรมาน เมื่อได้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ จึงไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล คุณใสเล่าอีกว่า
     “หมอบอกให้ผ่าตัด แต่ฉันไม่กล้าผ่า กลัวตาย เลยขอกลับบ้านกินยา”
    ถึงแม้จะกินยาที่หมอให้มา แต่อาการของคุณใสก็ไม่ดีขึ้น เต้านมยิ่งบวม ปวด วันหนึ่งคุณนิภาพร มาตย์เมือง เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ มาเยี่ยมเห็นแล้วเกิดความสงสาร เผอิญได้ทราบข่าวจากครูเชาว์ว่ามีสมุนไพรที่เคยให้ผู้ป่วยมะเร็งตับกินแล้วหาย จึงไปขอแบ่งปันมาให้คุณใสกินลองดู                       
           คุณใส กินได้หนึ่งสัปดาห์อาการดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ปวดไม่บวม กินอีกหนึ่งเดือน เต้านมยุบลงเป็นปกติไม่ปวดอีกเลย ถือเป็นกรณีศึกษาหากท่านใดสงสัยหรืออยากแบ่งปันตัวยาไปช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ติดต่อที่ครูเชาว์  ช่วงชิง ที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม  ๐๘๕-๐๐๙-๖๔๔๓
                                                  -------------------------------------------------------
   

มะเร็งระยะสุดท้าย
                                                 มะเร็งระยะสุดท้าย
                                  “ ทางเลือกผู้หมดกรรม”
                                                                จำรัส  เซ็นนิล   รวบรวม/เรียบเรียง
             หากคุณป่วยเป็นมะเร็งไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดของอวัยวะในร่างกาย หรือเบาหวาน ความดัน ไมเกรน อัมพฤกษ์-อัมพาต เส้นเลือดตีบตัน โรคไต ภูมิแพ้ ไทรอยด์  งูสวัด สะเก็ดเงิน ไส้เลื่อน  กรดไหลย้อน กระดูกทับเส้น กระดูกผุ ต่อมลูกหมากโต ถ้าคุณได้อ่านเรื่องนี้ ก็เปรียบเสมือนสวรรค์ได้เปิดทางให้คุณเดินเข้าสู่เส้นทางชีวิตใหม่หมดเวร-หมดกรรม เหมือนหลายๆคนที่ผมได้ไปพบเห็นและสัมภาษณ์มา
          สืบเนื่องจากการที่ผมขับรถออกจากกรุงเทพฯมานับแรมเดือนเพื่อตระเวนค้นหายาดี ประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยทั่วประเทศ นำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน จวบจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ขณะลัดเลาะไปตามเส้นทางถนนสายเก่าริมฝั่งแม่น้ำโขงของจังหวัดนครพนมถึงบ้านหนาด ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม มองเห็นป้ายวัดป่าแก่งเมืองโบราณสถาน ที่เคียงคู่มากับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ทำให้ผมต้องขับรถเข้าไปกราบขอพร
   
     
            
    ที่วัดนี้ผมได้หาข้อมูลนำมาเขียนเผยแพร่มีหลายเรื่องที่น่าอัศจรรย์ลี้ลับยากแก่การพิสูจน์ ชาวบ้านต่างร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุเจดีย์โบราณ และได้พบกับพระอธิการประวิทย์ อัคคปัญโญ ท่านได้แนะนำสมุนไพรยาดี จนเป็นที่มาของการเดินทางมายังวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร
  
    
       
   ผมขับรถมาถึงวัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนครช่วงบ่ายๆ สถานที่วัดร่มรื่นและที่สะดุดตาคือลานตากสมุนไพรหลายชนิดข้างๆ “อาศรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพ” ผมเดินเข้าไปสอบถามสุภาพสตรีท่านหนึ่ง
ที่แต่งตัวชุดขาวกำลังง่วนอยู่กับการหั่นตากสมุนไพร ทราบว่าเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านต้นผึ้ง อ.พังโคนชื่อบาลี พิชัย เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย มีอาการปวดตามตัว ปวดท้องหน่วงๆเหมือนคนมีประจำเดือนมีเลือดไหลทะลักออกมาเป็นก้อนๆเป็นๆหยุดร่วม ๒ ปีกว่า จนสุดท้ายเลือดออกมากขึ้นจนหมดเรี่ยวแรงหามส่งโรงพยาบาล คนรอบข้างไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ครูบาลีเล่าถึงจุดพลิกผันชีวิตให้ฟังว่า
     
              
       
    “ ดิฉันปฏิเสธการผ่าตัดฉีดคีโม หันมารักษาด้วยยาสมุนไพรได้ไปรักษากับหลวงพ่อที่วัดเหวไฮ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี หลังจากดื่มสมุนไพร แช่ตัวด้วยสมุนไพร และประคบนวดแล้วดีขึ้นตามลำดับ เดินมาตามแนวทางธรรมชาติบำบัดร่วม ๓ปีก็หายเป็นปกติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่นบ้างจึงเป็นจิตอาสามาอยู่ที่นี่ ใช้ชื่อว่า ครูอาวรณ์  ห่วงใย”
      หลังจากนั้นครูอาวรณ์ ได้พามานมัสการ
เจ้าอาวาสพระครูสุวัฒน  ประสิทธิคุณ ซึ่งในอดีตท่านก็ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตัวเหลืองซีด ทุกวันนี้หน้าตาท่านสดใสหายเป็นปกติ โดยการรักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด กับหลวงพ่อที่วัดเหวไฮ เช่นกัน

                  
          หลวงปู่คำ  ยสกุลปุตโต               เจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่คำ

      พระครูสุวัฒน ได้เล่าให้ฟังว่า วัดศรีจำปาชนบทนี้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ขุนศรีปทุมวงศ์ เจ้าเมืองสกลนคร และนางหล้า ศรีปทุมวงศ์ ซึ่งเป็นน้องเขยและน้องสาวของหลวงปู่คำ ได้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินเพื่อก่อสร้างเป็นวัดไว้ในบวรพระพุทธ ศาสนา มอบให้หลวงปู่คำ ยสกุลปุตโต  มีเนื้อที่ ๓๐ กว่าไร่
         ท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ด้วยโรคชรา ณ  สิริอายุรวม ๙๖ พรรษา ๔๒  ถวายเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑
     “เมื่อวันที่  ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมุฎราชกุมาร(ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐)  เสด็จฯแทนพระองค์ ในการทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตร “เจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุอัฐบริขารหลวงปู่คำ ยสกุลปุตฺโต หลวงปู่ท่านเป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น”
     ในส่วนของการตั้งอาศรมสมุนไพรเพื่อสุขภาพนั้นพระครูสุวัฒน เจ้าอาวาสเล่าว่า เคยช่วยหลวงปู่แฟบ สุภัทโท วัดป่าดงหวายสกลนครในการสร้างโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย   และได้รู้จักกับหลวงพ่อที่ วัดเหวไฮ ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ท่านสืบทอดจากโยมพ่อซึ่งถือเป็นตระกูลหมอยา
     หลวงพ่อ ท่านเคยป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้น ริดสีดวง  ไส้เลื่อน ไปตรวจที่โรงพยาบาลมีความเห็นว่าจะต้องผ่าตัด แต่ท่านปฏิเสธ และได้หันมารักษาด้วยสมุนไพรจนหายและได้นำสมุนไพรให้ความช่วยเหลือประชาชนเรื่อยมา ผู้ป่วยรู้กิตติศัพท์แห่กันมานับหมื่น ต้องใช้บัตรคิว เมื่อมีคนเยอะเนื่องจากแจกฟรีความวุ่นวายก็เกิดขึ้นค่าใช้จ่ายก็สูงแบกรับภาระไม่ไหวท่านจึงหยุดการแจกยาเรียกว่า “คว่ำหม้อยา”
   “ อาตมา ก็ได้รับอนุญาตให้นำตำรับน้ำสมุนไพรนี้มาใช้รักษาสุขภาพตัวเอง พระเณรในวัดและญาติโยมที่มาวัดโดยแบ่งปันให้ฟรีไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไร”

                         
               พระครูสุวัฒน  ประสิทธิคุณ กับต้นกล้าสมุนไพรยาใหญ่         สมุนไพรยาใหญ่
                  
         พระครูสุวัฒน ได้นำต้นสมุนไพรประดงดำและต้นสมุนไพรยาใหญ่มาให้ดูบอกว่าเป็นสมุนไพรหายากในประเทศไทยมีเพียง ๙ ต้น ต้นใหญ่ขนาด ๑๐ คนโอบ การนำมาทำยาเอาเฉพาะราก ต้องทำพิธีบวงสรวงก่อนที่จะนำรากมาใช้ซึ่งทุกครั้ง จะมีฝนโปรยลงมาตลอด โบราณเรียกว่า “ฝนเสน่หา” ทางวัดกำลังปลูกอนุรักษ์ไว้อยู่
         ส่วนตำรับสมุนไพรที่ใช้ดื่มมีสมุนไพรร่วม ๕๐ ชนิดไม่ว่าจะเป็นกระจ้อนเน่า พลูคาว หญ้าปักกิ่ง  กระชายขาว เห็ดหลินจือแดง หนอนตายอยาก ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ ซึ่งต้านมะเร็ง และ สมุนไพรประดงดำ ประดงข้อ ประดงเหลือง ประดงสามสิบสอง ซึ่งมีคุณสมบัติในการละลายลิ่มเลือด สมุนไพรกระดูกใส รักษากระดูกผุกร่อน สมุนไพรแต่ละตัวจะดูแลแต่ละส่วนในร่างกาย

                  
      ต้นสมุนไพรประดงดำ           แม่ครูอาวรณ์  ห่วงใย            ไวน์สมุนไพร

        ทุกตัวจะเสริมและแก้กันตามอัตราส่วนที่กำหนด ซึ่งจะใช้ต้มแล้วนำมาหมักกับน้ำตาลบริสุทธิ์ที่ไม่ผ่านการฟอกสี ใช้เวลาหมักจนได้แอลกอฮอล์ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อแอลกอฮอล์จะได้นำสมุนไพรแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น
      “แนวทางการรักษาก็แต่งขันธ์ ๕ ขอพรในการรักษาให้หายจากวิบากกรรม แล้วดื่มน้ำสมุนไพรซึ่งมีตำรับเดียว ใช้สมุนไพรร่วม ๕๐ ชนิดมีทั้งร้อนและเย็น ดื่มเพื่อกระทุ้งโรค ขับไขมัน ขับสารพิษสิ่งผิดปกติในร่างกายออกมา นอกจากนั้นเป็นการปรับสภาพ “หยิน-หยาง”ในร่างกาย  เรียกง่ายๆว่าปรับธาตุ”
      ผมนั่งสนทนากับท่านเจ้าอาวาส ระหว่างนั้นก็มีผู้ป่วยทยอยมาเรื่อยๆ การดื่มสมุนไพรครั้งแรกๆท่านบอกว่าผู้ป่วยจะมีอาการข้างเคียง บางคนจะอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามร่างกาย มีผดผื่นและคันตามร่างกาย มีอาการง่วงนอน มีอาการขับถ่ายบ่อยขึ้น    นอกจากดื่มน้ำสมุนไพรแล้ว ที่วัดยังให้ผู้ป่วยนอนแช่น้ำยาสมุนไพรด้วย ความร้อนพอทนได้ สลับกับแช่น้ำเย็นในอ่าง หลังจากนั้นก็จะนวดประคบอีก 
    “ มะเร็งทุกชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว  มะเร็งเต้านม เกล็ดเลือดต่ำ ไตระยะสุดท้าย เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ภูมิแพ้ ไทรอยด์ ไมเกรน สะเก็ดเงิน งูสวัด เรียกว่าสารพัด ถ้าหากธาตุเราดีร่างกายทำงานปกติภูมิต้านทานดี มันจะเยียวยามันเอง เรียกว่าเรามาฟื้นฟูให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต้านโรคดีกว่า
         วัดมีเมรุ แต่ไม่อยากเผาคน อาตมาอยากช่วยคน 
“ แก้โรคกรรม” หมั่นทำความดีคิดบวกต้องหลุดพ้นจากบ่วงกรรม ใครได้มาที่นี่ก็เหมือนใกล้หมดเวรหมดกรรม พบหนทางสว่างสู่อนาคตที่ดี ครอบครัวอบอุ่น”
      ผมได้มีโอกาสดื่มสมุนไพรตำรับดังกล่าว รสชาติเหมือนไวน์ครับ น้ำสมุนไพรสีออกแดงเข้มๆเหมือนไวน์องุ่นแดง กินง่าย ตามด้วยน้ำสมุนไพรร้อน วันนั้นผมอยู่ที่วัดร่วมสามสี่ชั่วโมงดื่มสมุนไพรต่อเนื่องไม่หยุดพอยกแก้ว แม่ครูอาวรณ์ ก็จะรินให้อีก ท่านบอกกินเลยให้ต่อเนื่องเป็นการกระทุ้งโรคฮ่าๆๆๆ
   “ คุณจำรัส เดี๋ยวลงแช่สมุนไพรเลย เตรียมไว้ให้แล้ว แช่นานๆนะเพราะตัวยาเข้มข้นมาก ” แม่ครูอาวรณ์ มากระซิบ
  “ ผมไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนครับ”
  “ ไม่เป็นไร ครูได้ให้น้องๆเขาเตรียมให้แล้ว คุณจำรัส จะได้รู้ด้วยตัวเองว่า มันโล่งปลอดโปร่งเบาตัว เสร็จแล้วจะได้ประคบสมุนไพรให้อีก รับรองอาทิตย์เดียว เลือดลมไหลดี จะหนุ่มขึ้นแน่นอน ”
       คำว่า “หนุ่มขึ้นแน่นอน” ของแม่ครู มันก้องหูผม ฮ่าๆๆๆ ต้องขอบคุณท่านเจ้าอาวาส แม่ครูอาวรณ์ และน้องๆ คอยดูแลอย่างดี ก่อไฟต้มสมุนไพรไว้ให้แช่เท้า -แช่ตัว และนึ่งลูกประคบเตรียมประคบให้ แถมเจ้าอาวาสยังนำขนมมาให้กินอีกเพื่อไม่ให้ท้องว่างก่อนดื่มน้ำสมุนไพร ฮ่าๆๆๆ

   
                
                   แปลกมากผมดื่มน้ำสมุนไพรแล้ว ฝายลม ( ตด)  ไม่หยุดสงสัยจะมีแก็สเยอะ ฮ่าๆๆๆ แม่ครูอาวรณ์ยังเล่าว่ามีผู้ป่วยเบาหวานป่วยมา ๑๗ ปีเข้าออกโรงพยาบาลกินยาเป็นอาหารตัวเหลืองซีด หลังมาที่นี่ดื่มสมุนไพรแช่น้ำสมุนไพร ๔-๕ วันเห็นความเปลี่ยนแปลงเนื้อตัวแดง หน้าตาเปล่งปลั่งจนผิดหูผิดตา เพียง ๑ เดือน ค่าเบาหวานหายไป
                ผมได้พูดคุยกับผู้ป่วยหลายคน กรณี ลุงฤทธิไกร พิมพ์มหา อดีตทหารผ่านศึก อายุ ๗๕ ปี หนึ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มาดื่มสมุนไพรที่วัดได้เล่าให้ผมฟังว่า
    “ ผมเป็นเบาหวานกลางคืนต้องลุกปัสสาวะมากถึง ๗- ๘­ ครั้ง เดินทางไปไหนต้องแวะปั๊มเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆ ชั่วโมงละ ๒ ครั้ง น่ารำคาญมาก และก็มีแผลเบาหวาน รักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ๓ เดือนแล้วไม่ดีขึ้น มาที่นี่กินยา อาทิตย์เดียว เบาหวานดีขึ้นเป็นลำดับ ปัสสาวะน้อยลงเกือบปกติแล้ว แผลเบาหวานหายแล้ว วันนี้มาเอาน้ำสมุนไพรเพิ่ม”
            
   
                                                                                            ลุงฤทธิไกร พิมพ์มหา
         อีกรายคุณอุทัย  นรสาร บ้านอยู่พังโคนสกลนคร เป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย อาการคือปวดท้องรุนแรงตอนแรกนึกว่าเป็นโรคกระเพาะ ตัวเหลือง อัลตร้าซาวด์พบก้อนอยู่ในกระเพาะหมอให้กินยาแผนปัจจุบันวันละ ๒ ขวด หมดไป ๒๖ ขวด ก็ไม่หายปวดทรมานจน หมอไม่รับแล้ว หมอบอกถ้าเป็นไปได้ให้ไปหาหมอเทวดา เหมือนเป็นการชี้แนะให้ไปพึ่งหมอสมุนไพร
       “มารักษาที่นี่ ท่านให้ดื่มน้ำสมุนไพร ๓ วันแรกเหงื่อออกมากเหม็นคาวเหมือนคนใกล้ตายเขาเรียกเหงื่อกาฬ ตับร้อนระอุเลย ผมดื่มทุก ๓ ชั่วโมง ให้มันกระทุ้งโรค โอ้โห้ ช่วง ๗ วันแรกที่ดื่ม ถ่ายท้องคืนละ ๔-๕ ครั้งเหม็นคาว ผมรักษามาเพียง ๑ เดือน ตอนนี้ไม่มีปวดอีกเลย” เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นซักถามเลยลืมบันทึกภาพคุณอุทัย มานึกได้คุณอุทัยกลับไปแล้ว ฮ่าๆๆ
       พี่ชายของพระพรสมบัติ สุมังคโร ที่บวชอยู่ที่วัดนี้ก็ป่วยหมอตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ใหญ่
หลังดื่มสมุนไพรที่วัดนี้แล้ว หมอส่องกล้อง ลำไส้สะอาดมากจนหมอสงสัยท่านเจ้าอาวาสเล่าประสบการณ์ผู้ป่วยให้ฟังเพราะคนที่มารักษาจะมีสมุดลงทะเบียนเก็บไว้ด้วย อย่างกรณีผู้ป่วยที่ อ.สำโรง จังหวัดสมุทรปราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ผ่าตัดฉีดคีโม ผมร่วง มะเร็งลามมาที่ปอด ฉายแสงจนครบเอาไม่อยู่ มาดื่มน้ำสมุนไพรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ปัจจุบันหายเป็นปกติ
        เย็นวันนั้นผมได้พบกับคุณวัชรินทร์  พรหมโสภา บ้านอยู่ อ.ส่องดาว สกลนคร เป็นอดีตข้าราชการบำนาญ ไม่น่าเชื่ออายุหกสิบกว่าแล้วแต่หน้าตาหนุ่มมาก เดินทางมากับพี่สาวชื่อคุณกลิ่น มาลา มีโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และมีไขมันในเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดตีบตัน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย พักอยู่ที่กรุงเทพฯก็เครียด นอนไม่หลับ นั่งสายตาเหม่อลอย เหมือนคนสิ้นหวัง ถามคำตอบคำตัดสินใจจะมาอยู่ที่บ้านสกลนครคิดว่ามาตายบ้านดีกว่า
     “พี่มาที่นี่เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว พี่สุขภาพดีขึ้นมาก แต่ก่อนหน้าตาซีดเซียวเหมือนคนอมโรค ตอนนี้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า  มีแรงขึ้นเยอะกินข่าวได้ นอนหลับสบาย” 

                  
             คุณกลิ่น  มาลา                     คุณวัชรินทร์   พรหมโสภา

     ส่วนคุณวัชรินทร์ ก็เล่าให้ฟังว่าตัวเองนั้นหลังเกษียณก็หันมาทำเกษตรพอเพียงที่บ้าน อยู่ๆก็เกิดปวดหลังตัวงอ เข่า ๒ ข้างไม่มีแรงเดินไม่ได้ หมอลงความเห็นว่าเป็นหมอนรองกระดูกผุ รักษาจนไม่รู้จะรักษาอย่างไร ฝังเข็มก็เคยไม่หาย นึกว่าชีวิตนี้หมดหวังแล้ว หน้าตาซูบผอมมีริ้วรอยเรียกว่าโทรมมาก
      “ ผมได้มารักษาที่นี่ ดื่มสมุนไพรเพียง ๑ อาทิตย์ ตื่นเช้ารู้สึกแปลกๆความรู้สึกมันดีขึ้น แต่พอวันที่ ๔ ที่ ๕ เป็นไข้หนัก ถ้าจะว่าไปแล้วเหมือนธาตุขันธ์แตก แต่พอหลังจากนั้นก็จะโล่งตัวเบาเริ่มมีเรี่ยวแรง ดื่มสมุนไพรรักษามาพอสัปดาห์ที่ ๕ ผมเริ่มลุกเดินได้ ริ้วรอยที่หน้าตาหายไป ผมว่าเหมือนกับสมุนไพรนี้มันไปกระตุ้นหรือไปสร้างสเต็มเซลล์ขึ้นใหม่ ทำให้รู้สึกฟื้นตัวเร็ว อย่างผมหมอว่ากระดุกผุหมดทางแล้ว ตอนนี้ผมนั่งสบาย ไม่ปวดเลย    
       ผมจะมาแช่น้ำสมุนไพรบ่อยๆ ให้พังผืดมันละลายสลายไป และก็กินยาควบคู่ไปด้วย พร้อมกับการนวดประคบเพื่อให้ท่อเลือดและเม็ดเลือดไหลสะดวก  เมื่อดื่มสมุนไพรแล้ว จะระบายขับถ่ายดี กินข้าวได้เยอะ  มีหลายคนมาทักว่าผมหนุ่มขึ้นนะครับ”
     ในอดีตผมเคยเห็นผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ท้องจะบวมโต การรักษามีแต่ทรงกับทรุดและเสียชีวิต ด้วยความสงสัยผมได้ถามพระครูสุวัฒนว่า กรณีผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ท้องจะบวบที่ผ่านมามีประสบการณ์การรักษาไหมครับ
   “ มี ก็ให้จิบยาสมุนไพรไปเรื่อยๆ จะค่อยๆยุบไป มีรายหนึ่งหมอโรงพยาบาลบอกอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน มาแก้กรรม-อธิษฐานจิตรักษาที่นี่ อาการป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”     ท่านได้เดินไปหยิบหนังสือลงทะเบียนผู้ป่วย ส่งให้ผมดู มีรายชื่อนักธุรกิจ ข้าราชการชาวบ้าน แม้กระทั่งหมอโรงพยาบาล ยังพาครอบครัวมา มีแทบทุกจังหวัด บางคนรักษาหายแล้วก็นำพระพุทธรูปพระประธานองค์ใหญ่มาถวายวัด
                   
   “ ก่อนโยมจำรัสมา อ่างแช่สมุนไพรเป็นอ่างปูน ที่เห็นอ่างแช่สมุนไพร ๒ อ่างในห้อง ก็มีโยมถวายมาเพิ่งสร้างเสร็จไม่ถึง ๓ วันนี่เอง” 
        แสดงว่าผมโชคดีได้นอนแช่สมุนไพรอ่างใหม่ ฮ่าๆๆ ระหว่างที่ผมนอนแช่น้ำสมุนไพร ก็คิดไปว่า กว่าจะหาสมุนไพรมาได้ ก็ยาก ต้องมาปรุงต้ม ไหนจะถ่านจะฝืน แล้วเรานอนแช่ น้ำสมุนไพรเต็มอ่าง นอนแช่คนเดียว  เราแช่เสร็จก็เททิ้งเปลี่ยนใหม่ให้คนอื่น ต้องเปลืองแน่ๆ แล้วทางวัดก็ไม่ได้เรียกร้องค่าหยูกยา จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร    ถ้าทุกคนช่วยกันตามกำลังศรัทธา คงช่วยคนป่วยได้อีกเยอะ ดีกว่าไปสัมมะเลเทเมา คนมีช่วยคนจน น่าจะได้กุศลเยอะ คนที่มาช่วยทำในวัดก็จิตอาสา ก็ขอฝากวิงวอน ทุกคนใส่ใจ ตามกำลังศรัทธา เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน มีน้อยช่วยน้อย มีมากช่วยมาก    เรื่องบารมี บุญ  ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มันจะกลับทดแทนเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ที่ได้รับแน่ๆ คือ
“ความสุขใจ”
        การเดินทางมาที่วัดศรีจำปาชนบท อ.พังโคน จ.สกลนคร มาจากที่ไหนก็ตามให้มาให้ถึง ๔ แยกในตัวอำเภอพังโคนสอบถามแม่ค้าพ่อค้าชาวบ้านในตลาดรู้จักกันดี ห่างจาก ๔ แยกอำเภอพังโคนไม่ถึงกิโลครับหรือจะติดต่อสอบถามนัดหมาย ที่แม่ครู อาวรณ์  ห่วงใย ที่หมายเลข  ๐๙๑-๗๙๔-๑๔๙๑   ผมเป็นเพียงผู้แนะนำ สิทธิในการรักษาเป็นเรื่องของท่านที่จะตัดสินใจ ขอให้โชคดี ครับ

                                                        --------------------------  
   

12345678910...>>