มะเร็งกลัวพิลังกาสา "สมุนไพรปราบมะเร็ง"
                                มะเร็งกลัวพิลังกาสา 
                           
สมุนไพรปราบมะเร็ง
                                                        จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
            ผมสนใจต้นไม้ทรงพุ่มต้นนี้เมื่อครั้งเดินทางไปพักที่รีสอร์ทแถวจังหวัดน่าน เจ้าของเขาปลูกไว้เป็นไม้ประดับบนเชิงเขาริมทางเดินที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ที่สะดุดตาคือผลจะมีลักษณะกลมโต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร ออกผลเป็นกระจุกมีก้านช่อยาวห้อยย้อยลง ปละก้านผลยาวเรียงสลับรอบก้านช่อ ผลอ่อนจะเป็นสีแดง เมื่อแก่หรือสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเกือบดำ คล้ายผลมะเม่าทางภาคอีสาน
            ผมได้ขอเมล็ดมาเพาะไว้รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ร่วมสิบกว่าต้นสมุนไพรพิลังกาสา มีชื่อเรียกหลายชื่อ  เนื่องจากใบอ่อน ผลอ่อน ยอดอ่อน มีรสชาติฝาดมัน เปรี้ยวอมหวานนิยมนำมาใช้รับประทานเป็นผักเหนาะ กินกับลาบ น้ำพริกบางคนก็เรียกผักจำหรือผักจ้ำแดง บ้างก็ เรียก จิงจ้ำ จ้ำก้อง มะจ้ำใหญ่  ตาปลาราม ตาเป็ด  ทางมาลายูเรียก ปือนา และ มาตาอาแย    สมุนไพรพิลังกาสา ผู้รู้บอกมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงอินเดีย เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ความสูงของต้นประมาณ ๒-๓ เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาออกรอบต้น
          ต่อมาผมได้ไปสัมภาษณ์หาข้อมูลจากปราชญ์พื้นบ้านทั่วประเทศและตำราแพทย์แผนไทย ถึงกับตะลึง ในคุณสมบัติของสมุนไพรพิลังกาสา เพราะทุกส่วนของสมุนไพรพิลังกาสาสามารถเข้าตำรับยารักษาโรคได้หลายโรค ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก มีสรรพคุณเน้นหนักไปทางด้านสมานแผลและฆ่าเชื้อโรค
               
       โดยเฉพาะ ผลสีม่วงเกือบดำของสมุนไพรพิลังกาสานี้จะมีสารแอนโทไซยานิน ( Anthocvanin)  ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองอุดตัน  นอกจากนี้ยังยับยั้งเชื้ออิโคไล ( E.coli) ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้อีกด้วย
      ใบพิลังกาสา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันเป็นคู่ ๆ ตามข้อต้น ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบไม่มีจัก แผ่นใบเป็นสีเขียวมัน มีลักษณะหนาและใหญ่ ส่วนยอดอ่อนเป็นสีแดง

       จาการวิจัยพบว่ามีสาร α-amyrin, rapanone  สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยยับยั้ง

 platelet activating factor receptor binding  มีฤทธิ์เหมือนฮีสตามีน ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด รักษามาลาเรีย แก้อาการท้องเสีย แก้เกลื้อน ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อ Aspergillus

                    สำหรับการใช้สมุนไพรพิลังกาสาในการรักษาโรค หมอพื้นบ้านเล่าให้ฟังว่า ถ้าแก้อาการกามโรคและหนองใน ให้ใช้รากสดประมาณ ๑๐ กรัม ขูดเอาเปลือกออก ตัดเป็นท่อนสั้นทุบให้แตก ต้มกับน้ำ ๓  แก้ว ต้มให้เดือดจนเหลือน้ำครึ่งเดียว กรองแต่น้ำดื่ม ก่อนอาหาร ๓ เวลา ครั้งละ ๓  ช้อนแกง
                    ส่วนหมอพื้นบ้านภาคอีสานแนะนำให้ใช้ผลพิลังกาสา ประมาณ ๑๐ ผลยีเอาแต่เนื้อ ต้มกับน้ำ ๑  ลิตร จนน้ำเป็นสีแดงเข้ม เติมน้ำตาลตามความเหมาะสม ต้มจนน้ำตาลละลาย ปิดไฟยกลง  พออุ่นก็ดื่มได้นอกจาก แก้โรคกามโรคและหนองในแล้วยังแก้ท้องเสียและช่วยเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้ดี
                  กรณีใช้สมานแผลและแก้พิษงู ใช้รากสด ๕ กรัม และดอกสด ๑  กำมือ รากสดขูดเปลือกออกหั่นเป็นท่อนๆแล้วทุบให้แตกแล้วตำให้เข้ากัน ใช้พอกแผลที่ถูกงูกัด เพื่อถอนพิษเบื้องต้น ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการปวดและลดการระคายเคือง หรือใช้เฉพาะแต่กลีบดอก ๑ กำมือ โขลกละเอียดพอกบาดแผลทั่วไปที่ไม่ได้ เกิดจากงู จะช่วยลดการอักเสบได้ดี ป้องกันแผลเป็นหนอง และป้องกันแผลติดเชื้อ
                ส่วนการใช้ฆ่าพยาธิให้ใช้ดอกสด ๑  กำมือ บีบพอช้ำ ต้มกับน้ำ ๓  แก้ว  เคี่ยวจนเหลือครึ่งเดียว กรองเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ ๓ ช้อนแกง เว้นระยะทุก ๓ ชั่วโมง จนกว่ายาจะหมด ถ้าใช้แก้ตับพิการและขับลม ใช้ใบสด ๕ ใบ สับละเอียดต้มกับน้ำ ๑  ลิตร เคี่ยวจนเหลือประมาณ ๖๐๐ ซีซี กรองแต่น้ำดื่ม แบ่งเป็น ๓ ครั้งต่อวัน สัปดาห์ละ  ๑  ครั้ง เพื่อบำรุงตับ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อและแก้ไอ
                 นอกจากนั้นในบางตำราใช้ผลสุกนำมาตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง แล้วปั้นเป็นลูกกลอนกิน หรือใช้ผงยาประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำครึ่งแก้วดื่มช่วยบำรุงโลหิต ช่วยแก้โรค ระดูของสตรีได้ผลดีอีกด้วย
                ล่าสุดที่เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อหมอแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง ที่จังหวัดปราจีนบุรีได้แจกยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งให้กับผู้ป่วย เมื่อกินแล้วอาการดีขึ้นตามลำดับ หนึ่งใน ตำรับยารักษาโรคมะเร็งของ หมอแสงนั้นมีตัวยา “สมุนไพร พิลังกาสา” รวมอยู่ด้วย
                                          -------------------------------------------------------------------

น้อมเกล้าถวายความอาลัย
             
    สถิตย์อยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้  
         ข้าพระพุทธเจ้า www.Jamrat.net

เมืองมัลลิกา ร.ศ.๑๒๔ กาญจนบุรี
                           เมืองมัลลิกา  ร.ศ. ๑๒๔
                 เมืองแห่งวัฒนธรรมและวิถีชนย้อนยุคสู่อดีต
                                       จำรัส  เซ็นนิล  รวบรวม/เรียบเรียง
      เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔ เป็นเมืองจำลอง ที่จัดสร้างขึ้นภายในเนื้อที่ ๖๐ ไร่ ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวจังหวัดเพียง ๓๒ กิโลเมตร
      เราจะได้สัมผัสกับรากเหง้าความเป็นไทย ผ่านทางสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของชาวสยามในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ หลังจากมีการประกาศเลิกทาสแล้ว ผู้เข้าชมสามารถเปลี่ยนชุดให้เข้ากับบรรยากาศของยุคสมัยได้          
      
   ความยิ่งใหญ่ตื่นตาครั้งแรกที่เดินทางไปถึงคือมองเห็นกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน ด้านหน้ามีรถลากหรือที่เรียกว่า “รถเจ๊ก” จอดเรียงรายเป็นแถวมากกว่า ๑๕ คัน และซุ้มขายเครื่องดื่มลักษณะเหมือนจอมปลวกโค้งมนสานด้วยไม้ไผ่มีประตูเปิดยกขึ้นใช้ไม้ค้ำยัน
  สำหรับค่าเข้าชมผู้ใหญ่ ๒๕๐ บาท เด็ก ๑๒๐ บาทช่วงที่ผมมาโปรโมชั่นพิเศษผู้ใหญ่ ๒๐๐เด็ก ๑๐๐ บาท บริเวณด้านหน้าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองแต่งชุดสีกากีคอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกพูดจาเรียบร้อยลงท้ายด้วยคำว่า “ขอรับ”ทุกคำ     
   
  พอเข้าประตูเมืองมา ภาพที่มองเห็นรู้สึกสบายตาเหมือนเมืองในสวรรค์ ต้นไม้ใบหญ้าดอกไม้ถูกประดับอย่างสวยงาม มีซุ้มแลกเหรียญสตางค์เพื่อจับจ่ายซื้อของให้สมจริงสมจัง เดินผ่านสะพานหันด่านแรกเป็นสะพานไม้โค้งกว้างสองฟากสะพานมีห้องแถวเล็กๆเป็นห้องให้วางขายของตรงกลางเป็นทางเดิน สะพานนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ชอบเสด็จประพาสเพื่อซื้อผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ    
     
   ทุกจุดจะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ผ่านย่านการค้า มีอาหารคาวหวาน ขนมโบราณ มีการปรุงกันสดๆให้ได้ชมกัน เรียกว่าชมไปกินไป ผมเดินมาจนถึง หอชมเมือง สูงประมาณตึก ๔ ชั้น ลานด้านหน้ามีแม่ค้าหาบเร่มาวางขาย ถั่วต้มเผือกต้ม ภายในป้อมชมเมืองมีบันไดวนขึ้นไป เดินจนหอบครับแต่พอขึ้นไปจนสุดความเหนื่อยหายไป อากาศสดชื่น มองเห็นวิวทัศนียภาพโดยรอบสวยมากๆ      
     หอชมเมืองนี้สร้างจำลองมาจากหอคอยคุก เพื่อใช้ตรวจตราป้องกันนักโทษหลบหนี พอลงจากหอคอยผมก็เดินข้ามสะพานไม้ไปชมเรือนแพกลางสระน้ำ มีร้านข้าวแกงทรงโปรดและร้านกาแฟ นอกนั้นก็มีเรือนเดี่ยว เรือนไทยหมู่ เรือนหลังใหญ่ของคหบดีในยุคนั้นไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และมีโรงครัว ประกอบด้วยโรงสีข้าว ยุ้งข้าว โรงครัวเตรียมอาหาร
     
   มาแล้วก็ประทับใจครับ บ้านเรายังมีคนที่มีความคิดนำมนต์เสน่ห์ของอดีตมาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังๆได้สัมผัส รักความเป็นไทย ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า เราต้องหาโอกาสไปให้กำลังใจสนับสนุน และไปเก็บภาพแห่งความสวยงามนี้ไว้ได้อวดเพื่อนๆและชาวโลกด้วยความภูมิใจ
    ส่วนใครที่ไม่อยากเดินก็สามารถใช้บริการ “รถเจ๊ก” ชมเมืองได้ในราคาไปกลับ ๑๐๐ บาท เมืองมัลลิกา   ร.ศ.๑๒๔ เปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเมืองตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐น.-๑๗.๓๐น. และเปิด-ปิดเมืองเวลา ๐๙.๐๐-๑๙.๐๐น. การเดินทางออกจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทาง อ.ไทรโยค เพียง ๓๒ กิโลเมตร ตั้งอยู่ตรงทางเข้าปราสาทเมืองสิงห์ ติดกับปั๊มบางจาก ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี สอบถามข้อมูลรายละเอียดได้ที่ ๐๓๔-๕๔๐-๘๘๔
ติดตามชมคลิบได้ทาง Jamrat Channel   เพียงเข้าไปที่ GooGle  แล้วพิมพ์คำว่า  Jamrat Channel